Table of Contents

นายจ้างหลายคนเคยสงสัยว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่จ่ายอยู่ทุกปี ปีนี้ต้องจ่ายเท่าเดิมหรือเปล่า โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ SME ที่ต้องบริหารต้นทุนให้คุ้มทุกบาท

ข่าวดีคือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป ภาครัฐปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนลง พร้อมเพิ่มส่วนลดค่าประสบการณ์ (Experience Rate) จากเดิมสูงสุด 50% เป็น 70% ซึ่งหมายความว่ากิจการที่ดูแลความปลอดภัยดี จะประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นกว่าเดิม บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่กองทุนเงินทดแทนคืออะไร อัตราใหม่เป็นเท่าไร วิธีคำนวณ และสิ่งที่นายจ้างต้องเตรียมตัว


กองทุนเงินทดแทน คืออะไร

กองทุนเงินทดแทนคือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากการทำงาน โดยนายจ้างเป็นฝ่ายจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ต้องจ่าย

กองทุนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และทำหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างเมื่อเกิดเหตุจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนรายได้ที่ขาดหาย หรือค่าทำศพ

กองทุนเงินทดแทน กับ กองทุนประกันสังคม ต่างกันอย่างไร

หลายคนสับสนระหว่างสองกองทุนนี้ สรุปสั้น ๆ คือ กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองเฉพาะกรณีที่เกิดจากการทำงาน ส่วนกองทุนประกันสังคมคุ้มครองกรณีทั่วไปนอกเหนือจากงาน

รายการกองทุนเงินทดแทนกองทุนประกันสังคม
ผู้จ่ายเงินสมทบนายจ้างฝ่ายเดียวนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐร่วมกัน
คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการทำงานเจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ
กฎหมายพ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533

เมื่อลูกจ้างบาดเจ็บจากการทำงาน ให้ใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนก่อน ส่วนเจ็บป่วยจากสาเหตุอื่นให้ใช้สิทธิประกันสังคม

กิจการแบบไหนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี โดยอัตราเงินสมทบจะแตกต่างกันตามประเภทกิจการ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น กิจการประเภทสำนักงาน จะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่ากิจการประเภทก่อสร้างหรือเหมืองแร่ เพราะความเสี่ยงต่ำกว่า


อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ปี 2570 ปรับลดลงเท่าไร

สำนักงานประกันสังคมประกาศปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยปรับลดในกลุ่มกิจการจำนวน 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัส ช่วยลดต้นทุนให้นายจ้างกว่า 344,521 แห่ง (ประมาณ 75% ของนายจ้างทั้งหมด) รวมกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ไม่มีนายจ้างรายใดที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างนี้

เปรียบเทียบอัตราเงินสมทบเดิม vs อัตราใหม่ปี 2570

ประเภทกิจการอัตราเดิม (ต่อค่าจ้าง)อัตราใหม่ปี 2570ลดลง
สำนักงาน ธนาคาร ค้าปลีก0.2%[อัตราใหม่][x%]
โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป0.4% – 0.7%[อัตราใหม่][x%]
ก่อสร้าง0.7% – 1.0%[อัตราใหม่][x%]

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้น อัตราจริงแบ่งตามรหัสประเภทกิจการ สามารถตรวจสอบอัตราของกิจการตัวเองได้ที่ระบบ WCF Platform ของ สปส.

ทำไมภาครัฐจึงปรับลดอัตราเงินสมทบในปีนี้

สปส. ปรับลดอัตราเงินสมทบให้ตรงกับระดับความเสี่ยงในปัจจุบันของแต่ละประเภทกิจการ เมื่อสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาพรวมลดลง อัตราเงินสมทบก็ถูกปรับลดตาม

นอกจากนี้ยังเป็นมาตรการลดภาระต้นทุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME โดยไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนเต็ม 100% ตามกฎหมายเดิม


อัตราค่าประสบการณ์ (Experience Rate) คืออะไร

อัตราค่าประสบการณ์คือกลไกที่ สปส. ใช้ปรับอัตราเงินสมทบของแต่ละกิจการ ตามประวัติการเกิดอุบัติเหตุจริง ถ้ากิจการมีประวัติความปลอดภัยดี ก็จะได้ส่วนลดจากอัตราฐาน แต่ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย อาจถูกปรับเพิ่มอัตรา

พูดง่าย ๆ คือ กิจการที่ดูแลพนักงานดี จ่ายน้อยลง กิจการที่มีอุบัติเหตุบ่อย จ่ายมากขึ้น

เงื่อนไขการได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์

สปส. ใช้ อัตราส่วนการสูญเสีย (Loss Ratio) เป็นตัววัดหลัก คำนวณจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุหรือการยื่นขอเบิกเงินทดแทนในสถานประกอบการนั้น ๆ เทียบกับเงินสมทบที่จ่ายเข้ามา

ถ้ากิจการมี Loss Ratio ต่ำ (อุบัติเหตุน้อย เบิกเงินทดแทนน้อย) จะได้รับส่วนลดจากอัตราฐาน แต่ถ้า Loss Ratio สูง อาจถูกปรับเพิ่มอัตราจากฐานได้เช่นกัน

เงื่อนไขการได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์ (ส่งเงินสมทบครบ 4 ปีขึ้นไป)

ในช่วง 4 ปีแรก นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบในอัตราเงินสมทบหลัก ตามระดับความเสี่ยงของประเภทกิจการ ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0% ของค่าจ้าง

ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป สปส. จะนำอัตราส่วนการสูญเสีย (Loss Ratio) มาคำนวณปรับอัตราเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากอัตราฐาน กิจการที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่จะยังไม่ได้รับส่วนลดนี้ ต้องจ่ายตามอัตราหลักจนครบ 4 ปีก่อน ดังนั้น ยิ่งดูแลความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งมีโอกาสได้ส่วนลดสูงเมื่อครบกำหนด

ส่วนลดใหม่สูงสุด 70% ใครได้ประโยชน์บ้าง

การปรับปรุงในปี 2570 เพิ่มเพดานส่วนลดค่าประสบการณ์จากเดิมสูงสุด 50% เป็น 70% ของอัตราเงินสมทบฐาน สำหรับสถานประกอบการที่มีสถิติอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ กิจการที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกิจการที่

  • ส่งเงินสมทบมาครบ 4 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติอุบัติเหตุในที่ทำงานน้อยหรือไม่มีเลย
  • มีมาตรการดูแลความปลอดภัยที่ชัดเจน เช่น อุปกรณ์ป้องกัน การฝึกอบรม

สำหรับ SME ที่มีพนักงาน 10-50 คน ส่วนลดนี้อาจช่วยประหยัดต้นทุนได้หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและจำนวนพนักงาน

วิธีตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ประจำปีของกิจการ

นายจ้างสามารถตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ของกิจการตัวเองได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้

  • ระบบ WCF Platform ของ สปส. (เข้าด้วยเลขทะเบียนนายจ้าง)
  • ติดต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • ดูจากหนังสือแจ้งอัตราเงินสมทบประจำปีที่ สปส. จัดส่งให้นายจ้าง แนะนำให้ตรวจสอบทุกต้นปี เพื่อวางแผนต้นทุนค่าแรงได้แม่นยำ

เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีวิธีคำนวณอย่างไร

เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนคำนวณจากค่าจ้างรวมของลูกจ้างทุกคนในรอบปี คูณด้วยอัตราเงินสมทบของประเภทกิจการนั้น

สูตร: เงินสมทบ = ค่าจ้างรวมทั้งปี x อัตราเงินสมทบ (%)

ทั้งนี้ ค่าจ้างที่ใช้คำนวณมีเพดานสูงสุดที่ 240,000 บาทต่อคนต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท) ถ้าลูกจ้างคนใดได้เงินเดือนมากกว่า 20,000 บาท ก็คำนวณที่ 20,000 บาทเป็นเพดาน

ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบตามอัตราใหม่ปี 2570

สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นกิจการประเภทสำนักงาน มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนคนละ 18,000 บาท

  • ค่าจ้างรวมทั้งปี = 18,000 x 10 คน x 12 เดือน = 2,160,000 บาท
  • สมมติอัตราเงินสมทบใหม่ = 0.2%
  • เงินสมทบที่ต้องจ่าย = 2,160,000 x 0.2% = 4,320 บาทต่อปี

ถ้าบริษัทนี้ส่งเงินสมทบมาครบ 4 ปี และมีประวัติความปลอดภัยดี อาจได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์สูงสุด 70% ทำให้จ่ายจริงเหลือเพียง 4,320 x 30% = 1,296 บาทต่อปี


นายจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่ออัตราเงินสมทบเปลี่ยน

เมื่ออัตราเงินสมทบปรับเปลี่ยน นายจ้างควรดำเนินการดังนี้

  1. ตรวจสอบอัตราใหม่ของกิจการตัวเอง ผ่าน WCF Platform หรือหนังสือแจ้งจาก สปส.
  2. อัปเดตงบประมาณค่าแรงประจำปี ปรับตัวเลขเงินสมทบตามอัตราใหม่ เพื่อวางแผนต้นทุนได้แม่นยำ
  3. ตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ ว่ากิจการได้ส่วนลดหรือถูกเรียกเก็บเพิ่ม
  4. จ่ายเงินสมทบภายในกำหนด เพื่อไม่ให้เกิดเงินเพิ่ม

แบบฟอร์มและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง (กท.20ก, กท.25ค, กท.26ก)

แบบฟอร์มที่นายจ้างต้องรู้จักมี 3 แบบหลัก

  • กท.26ก คือใบแจ้งการประเมินเงินสมทบประจำปี ที่ สปส. จัดส่งให้นายจ้างช่วงเดือนธันวาคม เพื่อให้ชำระเงินสมทบล่วงหน้าภายในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี
  • กท.20ก คือแบบแสดงเงินค่าจ้างประจำปี นายจ้างต้องสรุปยอดค่าจ้างที่จ่ายจริงของปีที่ผ่านมา (ม.ค. ถึง ธ.ค.) แล้วยื่นผ่านระบบ e-Wage ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
  • กท.25ค คือแบบแจ้งเงินสมทบส่วนต่าง หากค่าจ้างจริงสูงกว่ายอดประเมิน นายจ้างต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มภายในวันที่ 31 มีนาคม

วิธีบันทึกบัญชีเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนสำหรับ SME

เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกิจการ และนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ วิธีบันทึกบัญชีทำได้ดังนี้

เมื่อจ่ายเงินสมทบ ให้บันทึก

  • เดบิต ค่าใช้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน
  • เครดิต เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร

สำหรับกิจการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายจ่ายประเภทนี้ผ่านระบบ PEAK Payroll ได้ โดยระบบจะจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้อัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาในการจัดทำงบการเงิน


สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนเงินทดแทน มีอะไรบ้าง

แม้นายจ้างเป็นฝ่ายจ่ายเงินสมทบ แต่สิทธิประโยชน์จะตกอยู่กับลูกจ้างเมื่อประสบเหตุจากการทำงาน สิทธิหลัก ได้แก่

  • ค่ารักษาพยาบาล ตามจริง ตามอัตราที่กำหนด
  • ค่าทดแทนรายเดือน กรณีหยุดงานเพราะเจ็บป่วยจากการทำงาน ได้รับ 70% ของค่าจ้างรายเดือน ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด
  • ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ ได้รับค่าทดแทนตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • ค่าทำศพ กรณีเสียชีวิตจากการทำงาน การที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบครบถ้วน ช่วยป้องกันไม่ให้ต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลหรือค่าทดแทนด้วยตัวเองเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งอาจเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก

สรุป อัตราเงินสมทบลดลง นายจ้างควรเช็คสิทธิ์ทุกต้นปี

การปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2570 เป็นข่าวดีสำหรับนายจ้าง SME สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ

  • ตรวจสอบอัตราใหม่ของกิจการตัวเองผ่าน WCF Platform
  • เช็คว่าได้ส่วนลดค่าประสบการณ์หรือไม่ (ส่งเงินสมทบครบ 4 ปีขึ้นไป)
  • อัปเดตงบประมาณค่าแรงประจำปีให้สะท้อนอัตราใหม่
  • ดูแลความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาส่วนลดในปีถัด ๆ ไป

จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินสมทบให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยจัดการรายจ่ายเงินเดือน เงินสมทบประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทนได้ครบในที่เดียว พร้อมออกรายงานการเงินอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทนต้องจ่ายเมื่อไร

นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี โดยงวดแรก จ่ายภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง งวดต่อ ๆ ไป จ่ายภายในเดือนมกราคมของทุกปี ถ้าจ่ายล่าช้าจะต้องเสียเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด

ลูกจ้างเจ็บจากการทำงาน ต้องแจ้งภายในกี่วัน

นายจ้างต้องแจ้งการประสบอันตรายของลูกจ้างต่อ สปส. ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบเหตุ โดยใช้แบบ กท.16

กิจการใหม่ยังไม่ครบ 4 ปี จะได้ส่วนลดค่าประสบการณ์ไหม

ยังไม่ได้ กิจการที่ส่งเงินสมทบไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนดจะจ่ายตามอัตราฐานของประเภทกิจการนั้น ๆ ไปก่อน เมื่อครบกำหนดแล้ว สปส. จะพิจารณาปรับอัตราตามประวัติความปลอดภัยของกิจการ

เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน นำไปลดหย่อนภาษีได้ไหม

เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามจริง ไม่ใช่การลดหย่อน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ

หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราเงินสมทบในบทความนี้อ้างอิงจากประกาศกระทรวงแรงงาน ณ วันที่เผยแพร่ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนนำไปใช้อ้างอิง


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย