
การเริ่มต้นประกอบธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ มักจะเริ่มให้ความสำคัญกับการวางระบบบัญชีและวางแผนเสียภาษี อย่างจริงจังเมื่อมีการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือเมื่อมีรายได้รวมต่อปีถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บทความนี้จะสรุปทุกหน้าที่ในการเสียภาษี ที่ต้องพบเจอในรอบ 1 ปี เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแบ่งตามความถี่
การบริหารจัดการภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการมือใหม่ เข้าใจง่ายสามารถแบ่งตามความถี่และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้

1. ภาษีที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานรายวัน
ภาษีในส่วนนี้จะเกิดขึ้นตามกิจกรรมการค้าหรือการทำสัญญาในแต่ละวัน
- ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ที่ได้จ่ายไปพร้อมกับค่าสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ขายที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องชำระเงินส่วนนี้ทันทีเมื่อเกิดการซื้อตามยอดที่ระบุในใบกำกับภาษี สามารถใช้สิทธิในการนำภาษีซื้อมาหักลบกับภาษีขาย เพื่อชำระส่วนต่างให้แก่รัฐ หรือขอคืนภาษีได้หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย โดยต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ถูกต้อง และสามารถใช้สิทธิยื่นย้อนหลังได้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ระบุในเอกสาร โดยนำส่งข้อมูลให้แก่กรมสรรพากร
- จ่ายเมื่อไหร่: ชำระทันที ณ วันที่เกิดกิจกรรมการซื้อสินค้าหรือรับบริการ
- แบบฟอร์มที่ใช้: ภ.พ.30 (ยื่นรวมเป็นรายเดือน)
- หน่วยงานจัดเก็บ: กรมสรรพากร
- อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่จัดเก็บจากการทำเอกสารสัญญาหรือตราสาร 28 ลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เช่น สัญญาเช่า สัญญาจ้างทำของ หรือสัญญากู้ยืมเงิน
- จ่ายเมื่อไหร่: ภายใน 15 วันนับจากวันที่เริ่มทำสัญญา
- แบบฟอร์มที่ใช้ยื่น: กรณีชำระเป็นตัวเงิน ใช้แบบฟอร์ม อ.ส.4, กรณีชำระผ่านระบบออนไลน์ ใช้แบบฟอร์ม อ.ส.10, อ.ส.11
- หน่วยงานจัดเก็บ: กรมสรรพากร
2. ภาษีที่ต้องบริหารจัดการเป็นรายเดือน
แม้ธุรกิจจะยังไม่มีกำไร แต่ถ้ามีรายการที่ต้องเสียภาษี คุณต้องยื่นแบบภายในกำหนดการของแต่ละประเภทภาษีในเดือนถัดไป แต่จะเป็นวันที่เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นการยื่นแบบกระดาษหรือยื่นออนไลน์
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีเงินได้ที่รัฐมอบหมายให้เป็นหน้าที่เราในฐานะผู้จ่ายเงินเมื่อมีการจ้างงานบริการ โดยจะต้องหักเงินภาษีส่วนหนึ่งไว้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเพื่อนำส่งกรมสรรพากร พร้อมออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แก่ผู้รับเงิน
- แบบฟอร์ม: กรณีจ่ายและหักบุคคลธรรมดาใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.3 หรือ กรณีจ่ายและหักนิติบุคคลใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.53
- วันที่ต้องยื่นแบบ: แบบกระดาษยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปหากยื่นออนไลน์ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- หน่วยงาน: กรมสรรพากร
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การสรุปยอดรวมของภาษีขายและภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้นๆ หากภาษีขายสูงกว่าภาษีซื้อ ท่านมีหน้าที่นำส่งเงินส่วนต่างให้แก่กรมสรรพากรตามแบบฟอร์มที่กำหนดโดยจะเป็นการสรุปยอดภาษี 7% ที่ได้จากการขาย (ภาษีขาย) หักกับภาษี 7% ที่ได้จากการซื้อ (ภาษีซื้อ) เดือนที่ผ่านมา หากมีส่วนต่างที่ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อต้องนำส่งและจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้กับกรมสรรพากร
- แบบฟอร์ม: ภ.พ.30
- วันที่ต้องยื่นแบบ: แบบกระดาษยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากยื่นออนไลน์ ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป
- หน่วยงาน: กรมสรรพากร
3. ภาษีที่ต้องชำระรายปี
เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและผลกำไรจากการดำเนินงานตลอดทั้งปี และเป็นภาษีกลุ่มที่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้าเพราะมักจะเป็นเงินก้อนใหญ่
- ภาษีป้าย คือ ภาษีที่จัดเก็บจากการแสดงป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายบนคัตเอาท์ขนาดใหญ่ ป้ายหน้าร้านค้า หรือแม้แต่ป้ายไฟที่ติดตั้งอยู่บนตึก โดยอัตราภาษีจะคำนวณจากขนาดพื้นที่ของป้ายและภาษาที่ใช้บนป้าย ซึ่งป้ายที่มีเฉพาะภาษาต่างประเทศจะมีอัตราภาษีสูงกว่าป้ายที่มีภาษาไทย เจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องแจ้งขนาดและลักษณะป้ายเพื่อเสียภาษีเป็นรายปีต่อหน่วยงานท้องถิ่นที่ป้ายนั้นติดตั้งอยู่
- แบบฟอร์ม: ภ.ป.1
- วันที่ต้องยื่นแบบ: ภายในเดือน 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของทุกปี
- หน่วยงาน: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สำนักงานเขต/เทศบาล/อบต.)
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ ภาษีที่จัดเก็บจากผู้ที่เป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินและอาคาร รวมถึงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ตึกแถว อาคารสำนักงาน หรือโรงงาน โดยเป้าหมายคือการจัดเก็บตามมูลค่าของทรัพย์สินและลักษณะการใช้ประโยชน์ หากนำที่ดินหรืออาคารมาใช้ในเชิงพาณิชย์หรือเพื่อการอุตสาหกรรม จะมีอัตราการจัดเก็บที่สูงกว่าการใช้เพื่ออยู่อาศัยหรือการเกษตรกรรม ภาษีชนิดนี้จะถูกเรียกเก็บเป็นรายปีโดยคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ และชำระให้แก่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่
- แบบฟอร์ม: ภ.ด.ส. 7
- วันที่ต้องยื่นแบบ: ภายใน 30 มิถุนายน ซึ่งโดยปกติจะได้รับหนังสือแจ้งประเมินช่วงต้นปี อ้างอิง: ประกาศราชกิจจานุเบกษาขยายกำหนดเวลาประจำปี 2569
- หน่วยงาน: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สำนักงานเขต/เทศบาล/อบต.)
- ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี คือ การประมาณการภาษีเพื่อแบ่งจ่ายก่อนในครึ่งปีแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระการจ่ายเงินภาษีก้อนใหญ่ในคราวเดียวเมื่อสิ้นปี และช่วยให้รัฐมีรายได้เข้ามาบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง วิธีการคำนวณมักจะเกิดจากการประมาณการกำไรสุทธิที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดทั้งปีแล้วแบ่งชำระกึ่งหนึ่ง หรือคำนวณจากกำไรที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรกตามแต่ประเภทของธุรกิจ ภาษีส่วนที่จ่ายไปในช่วงครึ่งปีนี้จะถูกนำไปหักออกจากยอดภาษีทั้งหมดที่ต้องจ่ายจริงเมื่อถึงสิ้นปี
- แบบฟอร์ม: ภ.ง.ด.51
- วันที่ต้องยื่นแบบ: ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรก (ส่วนใหญ่ธุรกิจที่เริ่มนับงวดบัญชีภายในวันที่ 1 มกราคม ก็จะต้องยื่นภายใน 31 สิงหาคม)
- หน่วยงาน: กรมสรรพากร
- ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี คือ ภาษีที่จัดเก็บจากกำไรสุทธิที่บริษัททำได้จริงตลอดรอบระยะเวลา 12 เดือน หลังจากหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว หากผลประกอบการมีกำไรสุทธิถึงเกณฑ์ที่กำหนด ธุรกิจมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหลังจากปิดรอบบัญชี แต่หากปีใดผลประกอบการมียอดขาดทุนสุทธิ ธุรกิจจะไม่มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้ในรอบปีนั้น และยังสามารถนำยอดขาดทุนไปใช้หักลบกับกำไรในอนาคตได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายระบุไว้
- แบบฟอร์ม: ภ.ง.ด.50
- ช่วงเวลา: ยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (ส่วนใหญ่ธุรกิจที่เริ่มนับงวดบัญชีภายในวันที่ 1 มกราคมก็จะต้องยื่นภายใน 30 พฤษภาคมของปีถัดไป)
- หน่วยงาน: กรมสรรพากร
เจาะลึกความเข้าใจด้านภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่
เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต การบริหารจัดการภาษีอย่างถูกต้องถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้กิจการดำเนินไปได้อย่างมั่นคง การทำความเข้าใจความแตกต่างของภาษีแต่ละประเภทจะช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน
1. ความแตกต่างระหว่างภาษีซื้อและภาษีขาย
ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT มีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของกรมสรรพากรในการบริหารจัดการภาษีที่เกิดขึ้นจากการซื้อและการขายสินค้าหรือบริการ โดยมีรายละเอียดข้อแตกต่าง ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ภาษีซื้อ | ภาษีขาย |
| ความหมาย | ภาษีที่จ่ายออกเมื่อซื้อสินค้า/รับบริการ | ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า |
| เอกสารหลักฐาน | ใบกำกับภาษีซื้อ (ฉบับจริง) | สำเนาใบกำกับภาษีขาย |
| ประโยชน์ทางภาษี | ใช้หักลบออกจากภาษีขายได้ | ยอดเงินที่ต้องนำส่งภาครัฐ |
| ผลลัพธ์สิ้นเดือน | หากมากกว่าภาษีขาย ขอคืนภาษีได้ | หากมากกว่าภาษีซื้อ ต้องนำส่งส่วนต่าง |
2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และการถูกหัก ณ ที่จ่าย
ผู้ประกอบการหลายคนมักมีความสับสนระหว่างหักภาษีผู้อื่น หรือถูกผู้อื่นหักภาษี แต่สุดท้ายแล้วหลายคนก็สนใจเพียงแค่หน้าที่เดียวคือกลัวลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายคู่ค้านั่นก็เพราะว่าหากลืมก็จะมีบทลงโทษ จนทำให้เราลืมสิทธิของตนเองไปเมื่อตนเองถูกหักบ้าง
เมื่อเป็นผู้จ่ายเงินได้ และหักภาษี ณ ที่จ่ายคู่ค้า
หากบริษัทจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น มีหน้าที่หักเงินส่วนหนึ่งไว้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้รับ
- ต้องออกเอกสารที่เรียกว่า หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย หรือ ใบ 50 ทวิ มอบให้แก่ผู้รับเงินเพื่อเป็นหลักฐาน
- มีหน้าที่รวบรวมเงินที่หักไว้นั้นไปนำส่งต่อกรมสรรพากรภายในวันที่กำหนดของเดือนถัดไป
เมื่อเป็นผู้มีเงินได้ และถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย
ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ลูกค้าจะหักเงินภาษีไว้ส่วนหนึ่งนั้น
- ต้องเรียกขอและเก็บรักษา หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย หรือ ใบ 50 ทวิ จากลูกค้าไว้ให้ครบถ้วน
- เอกสารฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นหลักฐานว่าได้จ่ายภาษีล่วงหน้าไปแล้ว
- สามารถนำยอดเงินที่ระบุในใบรับรองนี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปี หรือใช้ขอคืนภาษีหากพบว่ายอดที่ถูกหักไปนั้นสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระจริงจากผลกำไร
การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบและการทำความเข้าใจหน้าที่ในแต่ละบทบาท จะช่วยให้การบริหารจัดการบัญชีและภาษีของธุรกิจมีความถูกต้องและโปร่งใสตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นกิจการ
หมายเหตุ:
เนื้อหาในบทความข้างต้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับธุรกิจขายสินค้าและให้บริการทั่วไป ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในรูปแบบปกติ ข้อมูลนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงธุรกิจเฉพาะที่มีข้อกำหนดทางภาษีแตกต่างออกไป เช่น ธุรกิจธนาคารและการเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอาจมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
จัดการภาษีรายเดือนให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK TAX
สำหรับการบริหารจัดการบัญชีและภาษีให้เป็นเรื่องง่าย PEAK พร้อมเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้น ด้วยระบบบัญชีออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ที่สำคัญที่สุดคือการจัดการภาษีรายเดือนที่เคยน่าปวดหัวจะกลายเป็นเรื่องที่เสร็จได้ในไม่กี่คลิกด้วย PEAK TAX เครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมยอดภาษีและเตรียมแบบฟอร์มให้อัตโนมัติอย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการคีย์ข้อมูลผิดหรือส่งภาษีไม่ครบถ้วน
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
