ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.ค. 2026

Main ASC Team

10 min

SKU คืออะไร วิธีตั้งรหัสสินค้า พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

ขายเสื้อยืดสีขาว 3 ไซส์ สีดำ 3 ไซส์ สีกรม 3 ไซส์ รวมแล้ว 9 รายการ พอลูกค้าสั่งมา “เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L” ต้องค้นหาจากรายการทั้งหมด ถ้าไม่มีรหัสกำกับก็สับสนง่าย ยิ่งสินค้าเยอะยิ่งวุ่น SKU คือ ตัวช่วยแก้ปัญหานี้ บทความนี้อธิบายว่า SKU คืออะไร ตั้งยังไงให้ใช้ง่าย ต่างจาก Barcode ตรงไหน พร้อมตัวอย่างจาก 3 ธุรกิจจริง และเชื่อมกับระบบบัญชีอย่างไร SKU (Stock Keeping Unit) คืออะไร SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลตรงตัวว่า “หน่วยเก็บรักษาสต็อก” คือรหัสที่ผู้ขายตั้งขึ้นเองเพื่อใช้ระบุสินค้าแต่ละรายการอย่างเฉพาะเจาะจง โดยรหัส 1 ตัวจะหมายถึงสินค้า 1 รูปแบบเท่านั้น ตัวอย่าง: เสื้อยืดรุ่นเดียวกันแต่สีขาว ไซส์ M กับสีดำ ไซส์ L จะมี SKU คนละตัว เพราะเป็นคนละรายการในสต็อก แม้ว่าจะเป็นเสื้อยืดรุ่นเดียวกันก็ตาม SKU ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละร้านตั้งรหัสเองได้ตามที่สะดวก ต่างจาก Barcode ที่มีมาตรฐานสากล (UPC, EAN) กำหนดโดยองค์กร GS1 SKU ต่างจาก Barcode (UPC) ยังไง SKU Barcode (UPC/EAN) ใครตั้ง ร้านค้า/บริษัท ตั้งเอง องค์กรสากล (GS1) กำหนด รูปแบบ ตัวอักษร + ตัวเลข อิสระ ตัวเลข 12-13 หลัก ซ้ำกันได้ไหม ซ้ำข้ามร้านได้ (แต่ละร้านตั้งเอง) ไม่ซ้ำ ทั่วโลก ใช้กับอะไร จัดการสต็อกภายในร้าน สแกนจ่ายเงินหน้าร้าน ค้นหาสินค้าสากล ค่าใช้จ่าย ฟรี (ตั้งเอง) ต้องสมัครสมาชิก GS1 เรียกง่าย ๆ ว่า SKU เป็น “รหัสภายใน” ที่แต่ละร้านตั้งเอง ส่วน Barcode เป็น “รหัสสากล” ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เริ่มจาก SKU ก่อน แล้วค่อยทำ Barcode เมื่อต้องขายผ่านห้างหรือ Modern Trade ทำไม SME ต้องใช้ SKU ร้านค้าที่มีสินค้าแค่ 5-10 รายการอาจยังไม่จำเป็น แต่พอมี 50 รายการขึ้นไป การจัดการด้วยชื่อสินค้าอย่างเดียวเริ่มมีปัญหา ลองนึกภาพร้านเสื้อผ้าที่มี 200 รายการ (20 รุ่น × 5 สี × 2 ไซส์) ลูกค้าสั่ง “เสื้อยืดสีดำ L” ทางออนไลน์ พนักงานเปิดหาในระบบพิมพ์ “เสื้อยืดสีดำ” ขึ้นมา 10 รายการ ไม่รู้ว่าอันไหนรุ่นที่ลูกค้าสั่ง หยิบผิดรุ่น ส่งผิด ต้องรับคืน เสียค่าขนส่ง 2 เที่ยว ถ้าตั้ง SKU ไว้ พิมพ์ “TS-RN-BLK-L” ก็เจอตัวเดียวทันที SKU ช่วยให้ค้นหาสินค้าได้เร็ว ช่วยนับสต็อกได้แม่นยำ เพราะแต่ละรหัสสินค้ามีจำนวนแยกชัดเจน ช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้ว่า SKU ไหนขายดี SKU ไหนค้างสต็อก และช่วยให้ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติทำงานถูกต้อง เพราะรหัสไม่ซ้ำกัน วิธีตั้งรหัส SKU ให้ใช้ง่ายและไม่ซ้ำ หลักการสำคัญ: รหัสควรบอกข้อมูลสินค้าได้ในตัว อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเปิดดูรายละเอียดเพิ่ม สูตรแนะนำ: [หมวดหมู่]-[รุ่น/ชื่อ]-[สี]-[ขนาด] ข้อกำหนด: ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ + ตัวเลข ไม่ใช้ภาษาไทย (เพราะระบบบางตัวไม่รองรับ) ไม่ใช้อักขระพิเศษ (/, #, &) ความยาว 6-16 ตัวอักษร ไม่ซ้ำกันในร้าน และไม่ขึ้นต้นด้วย 0 (บาง Excel ตัด 0 นำหน้าออก) สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตั้ง SKU: ตั้งรหัสเป็นตัวเลขอย่างเดียว เช่น “001” “002” → อ่านไม่รู้ว่าสินค้าอะไร ต้องเปิดดูทุกครั้ง ใช้ภาษาไทยในรหัส เช่น “เสื้อ-ดำ-L” → ระบบหลายตัว (Shopee, Lazada, POS) ไม่รองรับ ตั้งรหัสยาวเกิน 16 ตัว เช่น “TSHIRT-ROUNDNECK-BLACK-LARGE-2569” → พิมพ์ยาก สแกนยาก ใช้ช่องว่าง (space) ในรหัส → ระบบบางตัวตัดออกทำให้รหัสเพี้ยน ใช้ขีด (-) แทน ตัวอย่างการตั้ง SKU สำหรับธุรกิจ SME ตัวอย่างที่ 1: ร้านเสื้อผ้า สินค้า SKU อธิบาย เสื้อยืดคอกลม สีขาว ไซส์ M TS-RN-WHT-M TS=T-Shirt, RN=Round Neck, WHT=White, M=Medium เสื้อยืดคอกลม สีดำ ไซส์ L TS-RN-BLK-L เสื้อโปโล สีน้ำเงิน ไซส์ XL PL-NVY-XL PL=Polo, NVY=Navy ตัวอย่างที่ 2: ร้านขายอาหารแห้ง สินค้า SKU อธิบาย ข้าวหอมมะลิ 5 กก. RICE-JAS-5KG RICE=ข้าว, JAS=Jasmine น้ำมันพืช 1 ลิตร OIL-VEG-1L OIL=น้ำมัน, VEG=Vegetable น้ำปลา 700 มล. SAUCE-FISH-700ML ตัวอย่างที่ 3: ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน สินค้า SKU อธิบาย กระดาษ A4 80 แกรม (รีม) PPR-A4-80G PPR=Paper ปากกาลูกลื่น สีน้ำเงิน PEN-BP-BLU BP=Ballpoint, BLU=Blue หมึกพิมพ์ HP 680 สีดำ INK-HP680-BLK SKU กับการคำนวณต้นทุนสินค้าในระบบบัญชี SKU ไม่ได้มีประโยชน์แค่จัดการสต็อก ยังเชื่อมกับระบบบัญชีโดยตรง เพราะเมื่อขายสินค้า 1 SKU ระบบต้องรู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มีต้นทุนเท่าไร ถ้าสินค้า SKU เดียวกันซื้อเข้ามาหลายล็อต ราคาต่างกัน ต้นทุนขายจะคำนวณด้วยวิธี FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) หรือ Weighted Average (ถัวเฉลี่ย) ตัวอย่าง: SKU “TS-RN-WHT-M” ซื้อเข้ามา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ตัว ราคา 80 บ. ล็อตสอง 100 ตัว ราคา 90 บ. พอขาย 1 ตัว ราคา 150 บ. ถ้าใช้ FIFO: ต้นทุน = 80 บ. (ใช้ล็อตแรก) → กำไร = 150 – 80 = 70 บ. ถ้าใช้ Weighted Average: ต้นทุน = (8,000 + 9,000) ÷ 200 = 85 บ. → กำไร = 150 – 85 = 65 บ. กำไรต่างกัน 5 บาทต่อชิ้น ถ้าขาย 1,000 ชิ้น ผลต่างจะเป็น 5,000 บาท ซึ่งกระทบภาษีเงินได้ด้วย การตั้ง SKU ที่ดีจึงช่วยให้ระบบบัญชีคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น และมูลค่าสินค้าคงเหลือได้ถูกต้อง ถ้าไม่มี SKU หรือ SKU ซ้ำกัน ระบบจะคำนวณผิดทันที จัดการ SKU ให้เชื่อมกับ Shopee/Lazada ด้วย PEAK ถ้าขายสินค้าหลายช่องทาง (หน้าร้าน + Shopee + Lazada + TikTok Shop) ปัญหาที่พบบ่อยคือ รหัสสินค้า Shopee (Seller SKU) ไม่ตรงกับรหัสใน Lazada และรหัสในระบบบัญชี ทำให้สต็อกไม่ sync นับสต็อกผิด ขายเกิน ต้องยกเลิกออเดอร์ เสียรีวิวร้าน วิธีป้องกัน: ตั้ง SKU ในระบบหลัก (เช่น PEAK) ก่อน แล้วใช้รหัสเดียวกันกรอกเป็น Seller SKU ใน Shopee Lazada และ TikTok Shop ทุกแพลตฟอร์ม ห้ามตั้งรหัสต่างกัน PEAK Account เชื่อมกับ Shopee, Lazada ได้โดยตรง ตั้ง SKU ครั้งเดียวใช้ได้ทุกช่องทาง ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อขาย คำนวณต้นทุนสินค้า FIFO ให้ทันที และลงบัญชีต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SKU SKU ซ้ำกันได้ไหม ภายในร้านเดียวกัน ซ้ำไม่ได้ เพราะ SKU 1 ตัวต้องหมายถึงสินค้า 1 รายการเท่านั้น ถ้าซ้ำระบบจะสับสนว่าหมายถึงสินค้าตัวไหน สต็อกจะผิดทันที แต่ข้ามร้านซ้ำได้ เพราะ SKU เป็นรหัสภายในแต่ละร้าน ไม่ใช่รหัสสากล สินค้า 1 ชนิด มีกี่ SKU ได้หลาย SKU ขึ้นอยู่กับจำนวน variant ตัวอย่าง: เสื้อยืด 1 รุ่น มี 3 สี × 3 ไซส์ = 9 SKU ถ้าเพิ่มสีใหม่ก็เพิ่ม SKU ตามไปด้วย Seller SKU ใน Shopee/Lazada คืออะไร คือช่อง SKU ที่ผู้ขายกรอกเองในระบบ Shopee/Lazada เพื่อให้ตรงกับรหัสสินค้าในระบบจัดการสต็อกของร้าน ถ้าใช้ PEAK ควรตั้ง Seller SKU ให้ตรงกับ SKU ใน PEAK เพื่อให้ระบบ sync สต็อกอัตโนมัติ ร้านค้าเล็ก ๆ ต้องใช้ SKU ไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำอย่างยิ่งถ้ามีสินค้าตั้งแต่ 20 รายการขึ้นไป เพราะจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการนับสต็อกและค้นหาสินค้า ยิ่งร้านโตยิ่งจำเป็น เริ่มตั้ง SKU ตั้งแต่ต้นจะดีกว่ามาตั้งทีหลังเมื่อสินค้าเยอะแล้ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 เม.ย. 2026

Main ASC Team

17 min

365 วันของคนทำธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

การเริ่มต้นประกอบธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ มักจะเริ่มให้ความสำคัญกับการวางระบบบัญชีและวางแผนเสียภาษี อย่างจริงจังเมื่อมีการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือเมื่อมีรายได้รวมต่อปีถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บทความนี้จะสรุปทุกหน้าที่ในการเสียภาษี ที่ต้องพบเจอในรอบ 1 ปี เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแบ่งตามความถี่ การบริหารจัดการภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการมือใหม่ เข้าใจง่ายสามารถแบ่งตามความถี่และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้ 1. ภาษีที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานรายวัน ภาษีในส่วนนี้จะเกิดขึ้นตามกิจกรรมการค้าหรือการทำสัญญาในแต่ละวัน 2. ภาษีที่ต้องบริหารจัดการเป็นรายเดือน แม้ธุรกิจจะยังไม่มีกำไร แต่ถ้ามีรายการที่ต้องเสียภาษี คุณต้องยื่นแบบภายในกำหนดการของแต่ละประเภทภาษีในเดือนถัดไป แต่จะเป็นวันที่เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นการยื่นแบบกระดาษหรือยื่นออนไลน์ 3. ภาษีที่ต้องชำระรายปี เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและผลกำไรจากการดำเนินงานตลอดทั้งปี และเป็นภาษีกลุ่มที่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้าเพราะมักจะเป็นเงินก้อนใหญ่ เจาะลึกความเข้าใจด้านภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต การบริหารจัดการภาษีอย่างถูกต้องถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้กิจการดำเนินไปได้อย่างมั่นคง การทำความเข้าใจความแตกต่างของภาษีแต่ละประเภทจะช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน 1. ความแตกต่างระหว่างภาษีซื้อและภาษีขาย ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT มีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของกรมสรรพากรในการบริหารจัดการภาษีที่เกิดขึ้นจากการซื้อและการขายสินค้าหรือบริการ โดยมีรายละเอียดข้อแตกต่าง ดังนี้ หัวข้อเปรียบเทียบ ภาษีซื้อ ภาษีขาย ความหมาย ภาษีที่จ่ายออกเมื่อซื้อสินค้า/รับบริการ ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า เอกสารหลักฐาน ใบกำกับภาษีซื้อ (ฉบับจริง) สำเนาใบกำกับภาษีขาย ประโยชน์ทางภาษี ใช้หักลบออกจากภาษีขายได้ ยอดเงินที่ต้องนำส่งภาครัฐ ผลลัพธ์สิ้นเดือน หากมากกว่าภาษีขาย ขอคืนภาษีได้ หากมากกว่าภาษีซื้อ ต้องนำส่งส่วนต่าง 2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และการถูกหัก ณ ที่จ่าย ผู้ประกอบการหลายคนมักมีความสับสนระหว่างหักภาษีผู้อื่น หรือถูกผู้อื่นหักภาษี แต่สุดท้ายแล้วหลายคนก็สนใจเพียงแค่หน้าที่เดียวคือกลัวลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายคู่ค้านั่นก็เพราะว่าหากลืมก็จะมีบทลงโทษ จนทำให้เราลืมสิทธิของตนเองไปเมื่อตนเองถูกหักบ้าง เมื่อเป็นผู้จ่ายเงินได้ และหักภาษี ณ ที่จ่ายคู่ค้า หากบริษัทจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น มีหน้าที่หักเงินส่วนหนึ่งไว้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้รับ เมื่อเป็นผู้มีเงินได้ และถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ลูกค้าจะหักเงินภาษีไว้ส่วนหนึ่งนั้น การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบและการทำความเข้าใจหน้าที่ในแต่ละบทบาท จะช่วยให้การบริหารจัดการบัญชีและภาษีของธุรกิจมีความถูกต้องและโปร่งใสตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นกิจการ หมายเหตุ: เนื้อหาในบทความข้างต้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับธุรกิจขายสินค้าและให้บริการทั่วไป ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในรูปแบบปกติ ข้อมูลนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงธุรกิจเฉพาะที่มีข้อกำหนดทางภาษีแตกต่างออกไป เช่น ธุรกิจธนาคารและการเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอาจมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จัดการภาษีรายเดือนให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK TAX สำหรับการบริหารจัดการบัญชีและภาษีให้เป็นเรื่องง่าย PEAK พร้อมเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้น ด้วยระบบบัญชีออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ที่สำคัญที่สุดคือการจัดการภาษีรายเดือนที่เคยน่าปวดหัวจะกลายเป็นเรื่องที่เสร็จได้ในไม่กี่คลิกด้วย PEAK TAX เครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมยอดภาษีและเตรียมแบบฟอร์มให้อัตโนมัติอย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการคีย์ข้อมูลผิดหรือส่งภาษีไม่ครบถ้วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 มี.ค. 2026

Main ASC Team

2 min

PEAK Package ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2

ลูกค้า PEAK เมื่อซื้อ Package Basic, Pro หรือ Pro+ รายปี จำนวน 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 ขั้นตอนการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) เลือกแพ็กเกจ PEAK ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ผ่านเว็บไซต์ PEAK เพื่อดูความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ คลิกดูแพ็กเกจ PEAK ได้ที่นี่2.) ติดต่อทีมงาน Customer Support ทาง Chat ในโปรแกรม หรือกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาที่นี่3.) ชำระค่าแพ็กเกจด้วยยอดตามใบเสนอราคา และส่งหลักฐานการชำระเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล4.) หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับโค้ดอายุการใช้งาน 2 ปี เพื่อต่ออายุบนหน้าระบบ5.) นำโค้ดมาต่ออายุบนหน้าระบบ ตามคู่มือนี้ เงื่อนไขการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) สามารถใช้สิทธิ์ทั้งผู้ใช้งานใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน 2.) โปรโมชั่นนี้สำหรับการซื้อPackage ต่อ 1 กิจการเท่านั้น 3.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ 4.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆได้ สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.comหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

17 ก.ค. 2026

Main ASC Team

10 min

SKU คืออะไร วิธีตั้งรหัสสินค้า พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

ขายเสื้อยืดสีขาว 3 ไซส์ สีดำ 3 ไซส์ สีกรม 3 ไซส์ รวมแล้ว 9 รายการ พอลูกค้าสั่งมา “เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L” ต้องค้นหาจากรายการทั้งหมด ถ้าไม่มีรหัสกำกับก็สับสนง่าย ยิ่งสินค้าเยอะยิ่งวุ่น SKU คือ ตัวช่วยแก้ปัญหานี้ บทความนี้อธิบายว่า SKU คืออะไร ตั้งยังไงให้ใช้ง่าย ต่างจาก Barcode ตรงไหน พร้อมตัวอย่างจาก 3 ธุรกิจจริง และเชื่อมกับระบบบัญชีอย่างไร SKU (Stock Keeping Unit) คืออะไร SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลตรงตัวว่า “หน่วยเก็บรักษาสต็อก” คือรหัสที่ผู้ขายตั้งขึ้นเองเพื่อใช้ระบุสินค้าแต่ละรายการอย่างเฉพาะเจาะจง โดยรหัส 1 ตัวจะหมายถึงสินค้า 1 รูปแบบเท่านั้น ตัวอย่าง: เสื้อยืดรุ่นเดียวกันแต่สีขาว ไซส์ M กับสีดำ ไซส์ L จะมี SKU คนละตัว เพราะเป็นคนละรายการในสต็อก แม้ว่าจะเป็นเสื้อยืดรุ่นเดียวกันก็ตาม SKU ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละร้านตั้งรหัสเองได้ตามที่สะดวก ต่างจาก Barcode ที่มีมาตรฐานสากล (UPC, EAN) กำหนดโดยองค์กร GS1 SKU ต่างจาก Barcode (UPC) ยังไง SKU Barcode (UPC/EAN) ใครตั้ง ร้านค้า/บริษัท ตั้งเอง องค์กรสากล (GS1) กำหนด รูปแบบ ตัวอักษร + ตัวเลข อิสระ ตัวเลข 12-13 หลัก ซ้ำกันได้ไหม ซ้ำข้ามร้านได้ (แต่ละร้านตั้งเอง) ไม่ซ้ำ ทั่วโลก ใช้กับอะไร จัดการสต็อกภายในร้าน สแกนจ่ายเงินหน้าร้าน ค้นหาสินค้าสากล ค่าใช้จ่าย ฟรี (ตั้งเอง) ต้องสมัครสมาชิก GS1 เรียกง่าย ๆ ว่า SKU เป็น “รหัสภายใน” ที่แต่ละร้านตั้งเอง ส่วน Barcode เป็น “รหัสสากล” ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เริ่มจาก SKU ก่อน แล้วค่อยทำ Barcode เมื่อต้องขายผ่านห้างหรือ Modern Trade ทำไม SME ต้องใช้ SKU ร้านค้าที่มีสินค้าแค่ 5-10 รายการอาจยังไม่จำเป็น แต่พอมี 50 รายการขึ้นไป การจัดการด้วยชื่อสินค้าอย่างเดียวเริ่มมีปัญหา ลองนึกภาพร้านเสื้อผ้าที่มี 200 รายการ (20 รุ่น × 5 สี × 2 ไซส์) ลูกค้าสั่ง “เสื้อยืดสีดำ L” ทางออนไลน์ พนักงานเปิดหาในระบบพิมพ์ “เสื้อยืดสีดำ” ขึ้นมา 10 รายการ ไม่รู้ว่าอันไหนรุ่นที่ลูกค้าสั่ง หยิบผิดรุ่น ส่งผิด ต้องรับคืน เสียค่าขนส่ง 2 เที่ยว ถ้าตั้ง SKU ไว้ พิมพ์ “TS-RN-BLK-L” ก็เจอตัวเดียวทันที SKU ช่วยให้ค้นหาสินค้าได้เร็ว ช่วยนับสต็อกได้แม่นยำ เพราะแต่ละรหัสสินค้ามีจำนวนแยกชัดเจน ช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้ว่า SKU ไหนขายดี SKU ไหนค้างสต็อก และช่วยให้ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติทำงานถูกต้อง เพราะรหัสไม่ซ้ำกัน วิธีตั้งรหัส SKU ให้ใช้ง่ายและไม่ซ้ำ หลักการสำคัญ: รหัสควรบอกข้อมูลสินค้าได้ในตัว อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเปิดดูรายละเอียดเพิ่ม สูตรแนะนำ: [หมวดหมู่]-[รุ่น/ชื่อ]-[สี]-[ขนาด] ข้อกำหนด: ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ + ตัวเลข ไม่ใช้ภาษาไทย (เพราะระบบบางตัวไม่รองรับ) ไม่ใช้อักขระพิเศษ (/, #, &) ความยาว 6-16 ตัวอักษร ไม่ซ้ำกันในร้าน และไม่ขึ้นต้นด้วย 0 (บาง Excel ตัด 0 นำหน้าออก) สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตั้ง SKU: ตั้งรหัสเป็นตัวเลขอย่างเดียว เช่น “001” “002” → อ่านไม่รู้ว่าสินค้าอะไร ต้องเปิดดูทุกครั้ง ใช้ภาษาไทยในรหัส เช่น “เสื้อ-ดำ-L” → ระบบหลายตัว (Shopee, Lazada, POS) ไม่รองรับ ตั้งรหัสยาวเกิน 16 ตัว เช่น “TSHIRT-ROUNDNECK-BLACK-LARGE-2569” → พิมพ์ยาก สแกนยาก ใช้ช่องว่าง (space) ในรหัส → ระบบบางตัวตัดออกทำให้รหัสเพี้ยน ใช้ขีด (-) แทน ตัวอย่างการตั้ง SKU สำหรับธุรกิจ SME ตัวอย่างที่ 1: ร้านเสื้อผ้า สินค้า SKU อธิบาย เสื้อยืดคอกลม สีขาว ไซส์ M TS-RN-WHT-M TS=T-Shirt, RN=Round Neck, WHT=White, M=Medium เสื้อยืดคอกลม สีดำ ไซส์ L TS-RN-BLK-L เสื้อโปโล สีน้ำเงิน ไซส์ XL PL-NVY-XL PL=Polo, NVY=Navy ตัวอย่างที่ 2: ร้านขายอาหารแห้ง สินค้า SKU อธิบาย ข้าวหอมมะลิ 5 กก. RICE-JAS-5KG RICE=ข้าว, JAS=Jasmine น้ำมันพืช 1 ลิตร OIL-VEG-1L OIL=น้ำมัน, VEG=Vegetable น้ำปลา 700 มล. SAUCE-FISH-700ML ตัวอย่างที่ 3: ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน สินค้า SKU อธิบาย กระดาษ A4 80 แกรม (รีม) PPR-A4-80G PPR=Paper ปากกาลูกลื่น สีน้ำเงิน PEN-BP-BLU BP=Ballpoint, BLU=Blue หมึกพิมพ์ HP 680 สีดำ INK-HP680-BLK SKU กับการคำนวณต้นทุนสินค้าในระบบบัญชี SKU ไม่ได้มีประโยชน์แค่จัดการสต็อก ยังเชื่อมกับระบบบัญชีโดยตรง เพราะเมื่อขายสินค้า 1 SKU ระบบต้องรู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มีต้นทุนเท่าไร ถ้าสินค้า SKU เดียวกันซื้อเข้ามาหลายล็อต ราคาต่างกัน ต้นทุนขายจะคำนวณด้วยวิธี FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) หรือ Weighted Average (ถัวเฉลี่ย) ตัวอย่าง: SKU “TS-RN-WHT-M” ซื้อเข้ามา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ตัว ราคา 80 บ. ล็อตสอง 100 ตัว ราคา 90 บ. พอขาย 1 ตัว ราคา 150 บ. ถ้าใช้ FIFO: ต้นทุน = 80 บ. (ใช้ล็อตแรก) → กำไร = 150 – 80 = 70 บ. ถ้าใช้ Weighted Average: ต้นทุน = (8,000 + 9,000) ÷ 200 = 85 บ. → กำไร = 150 – 85 = 65 บ. กำไรต่างกัน 5 บาทต่อชิ้น ถ้าขาย 1,000 ชิ้น ผลต่างจะเป็น 5,000 บาท ซึ่งกระทบภาษีเงินได้ด้วย การตั้ง SKU ที่ดีจึงช่วยให้ระบบบัญชีคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น และมูลค่าสินค้าคงเหลือได้ถูกต้อง ถ้าไม่มี SKU หรือ SKU ซ้ำกัน ระบบจะคำนวณผิดทันที จัดการ SKU ให้เชื่อมกับ Shopee/Lazada ด้วย PEAK ถ้าขายสินค้าหลายช่องทาง (หน้าร้าน + Shopee + Lazada + TikTok Shop) ปัญหาที่พบบ่อยคือ รหัสสินค้า Shopee (Seller SKU) ไม่ตรงกับรหัสใน Lazada และรหัสในระบบบัญชี ทำให้สต็อกไม่ sync นับสต็อกผิด ขายเกิน ต้องยกเลิกออเดอร์ เสียรีวิวร้าน วิธีป้องกัน: ตั้ง SKU ในระบบหลัก (เช่น PEAK) ก่อน แล้วใช้รหัสเดียวกันกรอกเป็น Seller SKU ใน Shopee Lazada และ TikTok Shop ทุกแพลตฟอร์ม ห้ามตั้งรหัสต่างกัน PEAK Account เชื่อมกับ Shopee, Lazada ได้โดยตรง ตั้ง SKU ครั้งเดียวใช้ได้ทุกช่องทาง ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อขาย คำนวณต้นทุนสินค้า FIFO ให้ทันที และลงบัญชีต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SKU SKU ซ้ำกันได้ไหม ภายในร้านเดียวกัน ซ้ำไม่ได้ เพราะ SKU 1 ตัวต้องหมายถึงสินค้า 1 รายการเท่านั้น ถ้าซ้ำระบบจะสับสนว่าหมายถึงสินค้าตัวไหน สต็อกจะผิดทันที แต่ข้ามร้านซ้ำได้ เพราะ SKU เป็นรหัสภายในแต่ละร้าน ไม่ใช่รหัสสากล สินค้า 1 ชนิด มีกี่ SKU ได้หลาย SKU ขึ้นอยู่กับจำนวน variant ตัวอย่าง: เสื้อยืด 1 รุ่น มี 3 สี × 3 ไซส์ = 9 SKU ถ้าเพิ่มสีใหม่ก็เพิ่ม SKU ตามไปด้วย Seller SKU ใน Shopee/Lazada คืออะไร คือช่อง SKU ที่ผู้ขายกรอกเองในระบบ Shopee/Lazada เพื่อให้ตรงกับรหัสสินค้าในระบบจัดการสต็อกของร้าน ถ้าใช้ PEAK ควรตั้ง Seller SKU ให้ตรงกับ SKU ใน PEAK เพื่อให้ระบบ sync สต็อกอัตโนมัติ ร้านค้าเล็ก ๆ ต้องใช้ SKU ไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำอย่างยิ่งถ้ามีสินค้าตั้งแต่ 20 รายการขึ้นไป เพราะจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการนับสต็อกและค้นหาสินค้า ยิ่งร้านโตยิ่งจำเป็น เริ่มตั้ง SKU ตั้งแต่ต้นจะดีกว่ามาตั้งทีหลังเมื่อสินค้าเยอะแล้ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 เม.ย. 2026

Main ASC Team

17 min

365 วันของคนทำธุรกิจต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

การเริ่มต้นประกอบธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ มักจะเริ่มให้ความสำคัญกับการวางระบบบัญชีและวางแผนเสียภาษี อย่างจริงจังเมื่อมีการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือเมื่อมีรายได้รวมต่อปีถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บทความนี้จะสรุปทุกหน้าที่ในการเสียภาษี ที่ต้องพบเจอในรอบ 1 ปี เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแบ่งตามความถี่ การบริหารจัดการภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการมือใหม่ เข้าใจง่ายสามารถแบ่งตามความถี่และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้ 1. ภาษีที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานรายวัน ภาษีในส่วนนี้จะเกิดขึ้นตามกิจกรรมการค้าหรือการทำสัญญาในแต่ละวัน 2. ภาษีที่ต้องบริหารจัดการเป็นรายเดือน แม้ธุรกิจจะยังไม่มีกำไร แต่ถ้ามีรายการที่ต้องเสียภาษี คุณต้องยื่นแบบภายในกำหนดการของแต่ละประเภทภาษีในเดือนถัดไป แต่จะเป็นวันที่เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นการยื่นแบบกระดาษหรือยื่นออนไลน์ 3. ภาษีที่ต้องชำระรายปี เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและผลกำไรจากการดำเนินงานตลอดทั้งปี และเป็นภาษีกลุ่มที่ต้องใช้การวางแผนล่วงหน้าเพราะมักจะเป็นเงินก้อนใหญ่ เจาะลึกความเข้าใจด้านภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต การบริหารจัดการภาษีอย่างถูกต้องถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้กิจการดำเนินไปได้อย่างมั่นคง การทำความเข้าใจความแตกต่างของภาษีแต่ละประเภทจะช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน 1. ความแตกต่างระหว่างภาษีซื้อและภาษีขาย ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT มีหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของกรมสรรพากรในการบริหารจัดการภาษีที่เกิดขึ้นจากการซื้อและการขายสินค้าหรือบริการ โดยมีรายละเอียดข้อแตกต่าง ดังนี้ หัวข้อเปรียบเทียบ ภาษีซื้อ ภาษีขาย ความหมาย ภาษีที่จ่ายออกเมื่อซื้อสินค้า/รับบริการ ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า เอกสารหลักฐาน ใบกำกับภาษีซื้อ (ฉบับจริง) สำเนาใบกำกับภาษีขาย ประโยชน์ทางภาษี ใช้หักลบออกจากภาษีขายได้ ยอดเงินที่ต้องนำส่งภาครัฐ ผลลัพธ์สิ้นเดือน หากมากกว่าภาษีขาย ขอคืนภาษีได้ หากมากกว่าภาษีซื้อ ต้องนำส่งส่วนต่าง 2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และการถูกหัก ณ ที่จ่าย ผู้ประกอบการหลายคนมักมีความสับสนระหว่างหักภาษีผู้อื่น หรือถูกผู้อื่นหักภาษี แต่สุดท้ายแล้วหลายคนก็สนใจเพียงแค่หน้าที่เดียวคือกลัวลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายคู่ค้านั่นก็เพราะว่าหากลืมก็จะมีบทลงโทษ จนทำให้เราลืมสิทธิของตนเองไปเมื่อตนเองถูกหักบ้าง เมื่อเป็นผู้จ่ายเงินได้ และหักภาษี ณ ที่จ่ายคู่ค้า หากบริษัทจ้างบริการจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น มีหน้าที่หักเงินส่วนหนึ่งไว้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้รับ เมื่อเป็นผู้มีเงินได้ และถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย ในกรณีที่บริษัทเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ลูกค้าจะหักเงินภาษีไว้ส่วนหนึ่งนั้น การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบและการทำความเข้าใจหน้าที่ในแต่ละบทบาท จะช่วยให้การบริหารจัดการบัญชีและภาษีของธุรกิจมีความถูกต้องและโปร่งใสตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นกิจการ หมายเหตุ: เนื้อหาในบทความข้างต้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับธุรกิจขายสินค้าและให้บริการทั่วไป ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในรูปแบบปกติ ข้อมูลนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงธุรกิจเฉพาะที่มีข้อกำหนดทางภาษีแตกต่างออกไป เช่น ธุรกิจธนาคารและการเงิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอาจมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จัดการภาษีรายเดือนให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK TAX สำหรับการบริหารจัดการบัญชีและภาษีให้เป็นเรื่องง่าย PEAK พร้อมเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจมีความคล่องตัวสูงขึ้น ด้วยระบบบัญชีออนไลน์ที่ใช้งานง่าย ที่สำคัญที่สุดคือการจัดการภาษีรายเดือนที่เคยน่าปวดหัวจะกลายเป็นเรื่องที่เสร็จได้ในไม่กี่คลิกด้วย PEAK TAX เครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมยอดภาษีและเตรียมแบบฟอร์มให้อัตโนมัติอย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการคีย์ข้อมูลผิดหรือส่งภาษีไม่ครบถ้วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 มี.ค. 2026

Main ASC Team

2 min

PEAK Package ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2

ลูกค้า PEAK เมื่อซื้อ Package Basic, Pro หรือ Pro+ รายปี จำนวน 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 ขั้นตอนการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) เลือกแพ็กเกจ PEAK ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ผ่านเว็บไซต์ PEAK เพื่อดูความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ คลิกดูแพ็กเกจ PEAK ได้ที่นี่2.) ติดต่อทีมงาน Customer Support ทาง Chat ในโปรแกรม หรือกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาที่นี่3.) ชำระค่าแพ็กเกจด้วยยอดตามใบเสนอราคา และส่งหลักฐานการชำระเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล4.) หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับโค้ดอายุการใช้งาน 2 ปี เพื่อต่ออายุบนหน้าระบบ5.) นำโค้ดมาต่ออายุบนหน้าระบบ ตามคู่มือนี้ เงื่อนไขการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) สามารถใช้สิทธิ์ทั้งผู้ใช้งานใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน 2.) โปรโมชั่นนี้สำหรับการซื้อPackage ต่อ 1 กิจการเท่านั้น 3.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ 4.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆได้ สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.comหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์