ภ.พ.36 คือ
Table of Contents

ผู้ประกอบการ SME ที่จ่ายค่า Facebook Ads, Google Ads หรือค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าต้อง “ยื่น ภ.พ.36” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคือแบบอะไร ต้องยื่นเมื่อไร และคำนวณภาษียังไง บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ตารางเปรียบเทียบ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ไปจนถึงค่าปรับถ้ายื่นช้า

ภ.พ.36 คืออะไร

ภ.พ.36

ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กำหนดให้ “ผู้ซื้อ” ในประเทศไทยเป็นคนยื่นแบบและนำส่ง VAT 7% ให้กรมสรรพากรแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย

โดยปกติเวลาซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ผู้ขายจะเก็บ VAT 7% แล้วนำส่งให้สรรพากรเอง แต่ถ้าผู้ขายอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ขายไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ดังนั้นกฎหมายจึงให้ผู้ซื้อในไทยเป็นฝ่ายนำส่งแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36

ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36

ผู้ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก

กรณีซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทต่างประเทศ

กรณีนี้พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ปัจจุบัน ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่าโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads, ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Zoom, Canva, Slack, ค่า Shopee Ads หรือ Lazada Ads กรณี platform เรียกเก็บจากบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงค่าจ้าง Freelance ต่างประเทศที่ให้บริการแล้วนำมาใช้ในไทย

เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องไม่ได้จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ถ้าผู้ขายจด VAT ในไทยแล้ว ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อไม่ต้องยื่นแบบนี้

กรณีขายทอดตลาด

ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน แต่กรณีนี้พบน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีแรก

กฎหมาย e-Service เปลี่ยนอะไรเรื่อง ภ.พ.36

ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ ทำให้ platform ต่างประเทศ เช่น Facebook, Google, Netflix ต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและนำส่ง VAT เอง

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแบ่งตามสถานะการจด VAT ดังนี้

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว: ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ตามปกติ เพราะสามารถนำ VAT ที่จ่ายกลับไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภาษี ถ้าปล่อยให้ platform นำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อจะไม่ได้ใบเสร็จจากสรรพากรมาใช้เป็นภาษีซื้อ

ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT: ไม่ต้องยื่นแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจาก platform ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service จะนำส่ง VAT เองแล้ว ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ซื้อโฆษณา Facebook ไม่ต้องยื่นเอง เพราะ Meta (บริษัทแม่ Facebook) จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว

ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.พ.36

ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าโฆษณา Facebook 10,000 บาท

บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads เดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 10,000 บาท โดย Facebook ออกใบเสร็จมาให้ 10,000 บาท ไม่มีการบวก VAT

การคำนวณ ภ.พ.36 ทำได้ดังนี้

มูลค่าบริการ = 10,000 บาท VAT 7% = 10,000 × 7% = 700 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 700 บาท

บริษัทต้องยื่น ภ.พ.36 พร้อมนำส่งเงิน 700 บาท ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (หรือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้ายื่นผ่าน e-Filing)

ตัวอย่าง: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 50,000 บาท

บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สมัครใช้ซอฟต์แวร์ ERP จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา จ่ายค่าสมาชิกรายปี 50,000 บาทในเดือนมีนาคม 2569

มูลค่าบริการ = 50,000 บาท VAT 7% = 50,000 × 7% = 3,500 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 3,500 บาท

ยื่นภายในวันที่ 7 เมษายน 2569 (หรือวันที่ 15 เมษายน ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) กรณีบริการนี้เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ควบคู่ไปด้วย ธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อยอาจพิจารณาใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อลดขั้นตอน

นำภาษีที่จ่ายจาก ภ.พ.36 ไปเป็นภาษีซื้อได้ไหม

ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้

  1. ยื่นแบบ ภ.พ.36 และชำระเงิน VAT ให้กรมสรรพากร
  2. สรรพากรออกใบเสร็จรับเงินให้
  3. นำใบเสร็จนั้นไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนถัดไป

จากตัวอย่าง Facebook Ads ข้างต้น บริษัทยื่น ภ.พ.36 เดือนกุมภาพันธ์ จ่าย VAT 700 บาท → สามารถนำ 700 บาทนี้ไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 เดือนมีนาคมได้ ทำให้ VAT ที่จ่ายไปไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาหักกับภาษีขายได้

ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร

หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 เพราะทั้งคู่เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้คนละสถานการณ์กัน

หัวข้อภ.พ.30ภ.พ.36
ประเภทภาษีVAT จากการขายสินค้า/บริการในไทยVAT จากการซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ
ผู้ยื่นผู้ขาย (ผู้ประกอบการจด VAT)ผู้ซื้อ (ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ)
ความถี่ยื่นทุกเดือน (แม้ไม่มีรายการ)ยื่นเฉพาะเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ขายต่างประเทศ
กำหนดยื่นกระดาษภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย
กำหนดยื่น e-Filingภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย

สรุปง่ายๆ คือ ภ.พ.30 เป็นแบบที่ “ผู้ขาย” ยื่น ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ “ผู้ซื้อ” ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ

กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 และวิธียื่นออนไลน์

การยื่น ภ.พ.36 มี 2 ช่องทาง

ยื่นแบบกระดาษ: นำแบบ ภ.พ.36 ไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินเดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์

ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.พ.36 กรอกข้อมูลและชำระเงินออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย วิธีนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน แนะนำให้ลงทะเบียน e-Filing ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องรีบเมื่อถึงวันครบกำหนด

ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ภ.พ.36 มีค่าปรับเท่าไร

ถ้ายื่น ภ.พ.36 ช้ากว่ากำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน

ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท

เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของจำนวน VAT ที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันที่ชำระ

เบี้ยปรับ: กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน เบี้ยปรับ 2 เท่าของ VAT ที่ต้องนำส่ง แต่ถ้ายื่นเองก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ สามารถขอลดเบี้ยปรับได้เหลือ 2%-20% ตามระยะเวลาที่ล่าช้า (อ้างอิง คำสั่ง ทป.81/2542) ตัวอย่างเช่น VAT ที่ต้องนำส่ง 700 บาท ถ้ายื่นเองภายใน 15 วัน เบี้ยปรับลดเหลือ 2% ของ 700 คูณ 2 เท่า = 28 บาท แต่ถ้าปล่อยให้สรรพากรตรวจพบ อาจโดนเบี้ยปรับเต็ม 2 เท่า = 1,400 บาท

ยิ่งรีบยื่นเร็วเท่าไร ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าลืมยื่น ควรรีบดำเนินการทันที

สรุป ภ.พ.36

ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT ที่ผู้ซื้อในไทยยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย, คำนวณง่ายๆ คือมูลค่าบริการ × 7%, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย, นำ VAT ที่จ่ายกลับมาเป็นภาษีซื้อได้ถ้าจด VAT แล้ว และยื่นช้ามีทั้งค่าปรับอาญา เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ

จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายการซื้อ-ขาย คำนวณ VAT ไปจนถึงออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ช่วยให้ไม่พลาดกำหนดยื่นและลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.36

ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม

หลังจากกฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ (1 กันยายน 2564) platform ต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Facebook, Google, Netflix จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว จึงนำส่ง VAT เอง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการจาก platform เหล่านี้อีก แต่ถ้าซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service ก็ยังอาจต้องยื่น ภ.พ.36 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ควรปรึกษานักบัญชีเพิ่มเติม

ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนหรือเปล่า

ไม่ต้อง แบบนี้ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ดังนั้นเดือนไหนที่ไม่ได้จ่ายค่าบริการต่างประเทศ ก็ไม่ต้องยื่น

ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันยังไง

ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ถ้าธุรกรรมหนึ่งเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ เช่น จ่ายค่า Royalty ให้บริษัทต่างประเทศ อาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 (VAT 7%) และ ภ.ง.ด.54 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%) ควบคู่กัน

ภ.ง.ด.36 มีจริงไหม

ไม่มีแบบที่ชื่อ “ภ.ง.ด.36” ในระบบภาษีของกรมสรรพากร คนที่ค้นหาคำนี้มักสับสนระหว่าง ภ.พ.36 (แบบนำส่ง VAT) กับ ภ.ง.ด.54 (แบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศ) ทั้ง 2 แบบใช้เมื่อจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษี


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชี PEAK ตัวช่วยผู้ประกอบการจัดการเอกสารออนไลน์