ภาษีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีที่ดินว่างเปล่า คำนวณอย่างไร พร้อมกลยุทธ์วางแผนให้คุ้มค่า

ผู้ประกอบการหลายคนซื้อที่ดินเตรียมไว้สำหรับโครงการในอนาคต แต่ที่ดินแปลงนั้นกลับกลายเป็นภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี จากภาษีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภาษีที่ดินประเภทอื่น และยังเพิ่มขึ้นได้อีกหากปล่อยทิ้งไว้นาน บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณภาษี พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดการได้อย่างคุ้มค่า ภาษีที่ดินว่างเปล่า คืออะไร ภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราพิเศษ ซึ่งจัดเก็บจากที่ดินที่เจ้าของไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ โดยกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ดินที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป และอัตราจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยว่างติดต่อกันหลายปี ภาษีนี้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 ตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่ ซึ่งมาแทนที่ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนฉบับเดิม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา) เป็นผู้จัดเก็บ ที่ดินแบบไหนนับว่า ว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่า ตามกฎหมายหมายถึงที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ ตัวอย่างเช่น ที่ดินที่ปลูกต้นไม้ ทำเกษตร หรือมีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานจริง จะไม่ถือเป็นที่ดินว่างเปล่า และจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามาก ใครมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินว่างเปล่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม กรณีที่ดินอยู่ในชื่อบริษัท ผู้มีอำนาจของบริษัทมีหน้าที่ดำเนินการชำระภาษีให้ถูกต้อง อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่า เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เริ่มต้นที่ 0.3% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์) และจะเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีที่ปล่อยว่างติดต่อกัน สูงสุดไม่เกิน 3% ช่วงปีที่ปล่อยว่างเปล่า อัตราภาษี ปีที่ 1-3 0.3% ปีที่ 4-6 0.6% ปีที่ 7-9 0.9% ปีที่ 10-12 1.2% ปีที่ 13 ขึ้นไป (เพิ่มทุก 3 ปี) เพิ่มอีก 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุด 3% จะเห็นว่า ยิ่งปล่อยที่ดินว่างนาน ภาระภาษีจะทบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเก็บไว้รอพัฒนาจึงควรมีแผนจัดการที่ชัดเจน เปรียบเทียบอัตราภาษีตามประเภทการใช้ที่ดิน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าที่ดินว่างเปล่าเสียภาษีสูงกว่าที่ดินประเภทอื่นอย่างไร ลองดูตารางเปรียบเทียบ ประเภทการใช้ที่ดิน อัตราภาษีสูงสุด เกษตรกรรม 0.15% ที่อยู่อาศัย (หลังหลัก) 0.03% (ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก) ที่อยู่อาศัย (หลังอื่น) 0.10% พาณิชยกรรม หรืออื่น ๆ 1.20% ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ 3.00% (เพิ่มทุก 3 ปี) ที่ดินว่างเปล่ามีเพดานภาษีสูงกว่าที่ดินเกษตรกรรมถึง 20 เท่า การวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก วิธีคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ราคาประเมินทุนทรัพย์ คูณด้วยอัตราภาษีตามช่วงปีที่ปล่อยว่าง (อัตราตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ มาตรา 37 และ 43) ราคาประเมินสามารถตรวจสอบได้จากระบบค้นหาราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ หรือสอบถามที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ ตัวอย่างคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ที่ดิน 5 ไร่ บริษัท สมาร์ทแลนด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่า 5 ไร่ ราคาประเมินรวม 10 ล้านบาท เพื่อรอพัฒนาเป็นคลังสินค้า แต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ภาษีที่ต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นตามตาราง ช่วงปี อัตราภาษี วิธีคำนวณ ภาษีต่อปี ภาษีรวมช่วง (3 ปี) ปีที่ 1-3 0.3% 10,000,000 x 0.3% 30,000 บาท 90,000 บาท ปีที่ 4-6 0.6% 10,000,000 x 0.6% 60,000 บาท 180,000 บาท ปีที่ 7-9 0.9% 10,000,000 x 0.9% 90,000 บาท 270,000 บาท รวม 9 ปี 540,000 บาท หากปลูกพืชยืนต้นบนที่ดินผืนเดียวกัน อัตราภาษีเกษตรกรรมเพียง 0.01-0.15% ภาษีรวม 9 ปีจะอยู่ที่ราว 3,000-45,000 บาท ต่างกับที่ดินว่างเปล่าหลายเท่าตัว กลยุทธ์วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่าให้คุ้มค่า ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาไม่จำเป็นต้องแบกภาระภาษีอัตราสูงตลอด มีหลายวิธีที่ช่วยลดอัตราภาษีได้ตามกฎหมาย ทำประโยชน์ในที่ดิน เปลี่ยนประเภทการใช้งาน วิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้ที่ดินไม่เข้าเกณฑ์ที่ดินว่างเปล่า เช่น วางแผนพัฒนาโครงการภายใน 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการจริง ๆ การวางแผนให้เริ่มพัฒนาภายใน 3 ปีจะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป เมื่อเริ่มก่อสร้าง ที่ดินจะเปลี่ยนสถานะจากที่ดินว่างเปล่าเป็นประเภทอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า กรณีที่มีที่ดินหลายแปลง ควรจัดลำดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ถือครอง โดยพัฒนาแปลงที่ถือมานานก่อน เพื่อลดภาระภาษีรวม กำหนดชำระภาษีและขั้นตอนที่ต้องรู้ อปท. จะแจ้งประเมินภาษีให้เจ้าของที่ดินทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน (ทั้งนี้อาจมีประกาศขยายเวลาเป็นรายปี ควรตรวจสอบกับ อปท. ในพื้นที่) ขั้นตอนหลัก ๆ ที่ต้องรู้ การบันทึกบัญชีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ภาษีที่ดินที่จ่ายไปสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อชำระภาษีที่ดิน 30,000 บาท รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ค่าใช้จ่าย) 30,000 – เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร – 30,000 ตามมาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs ภาษีที่ดินจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน เพราะเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ สรุป: วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่า เปลี่ยนภาระเป็นโอกาส ภาษีที่ดินว่างเปล่าไม่ใช่ภาษีคงที่ แต่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาจึงควรทำความเข้าใจอัตราภาษี คำนวณภาระล่วงหน้า และวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตร ให้เช่า หรือเร่งพัฒนาโครงการตามกำหนด ล้วนช่วยลดภาระภาษีได้จริง สิ่งสำคัญคือการติดตามกำหนดชำระภาษีทุกปี และบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีที่ดินในระบบบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินของธุรกิจครบถ้วนและพร้อมสำหรับการตัดสินใจ จัดการบัญชีที่ดินและสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารสินทรัพย์หลายรายการ ทั้งที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายภาษีที่ดิน คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีที่ดินว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่าปล่อยให้คนอื่นเช่า ยังต้องเสียภาษีอัตราว่างเปล่าหรือไม่ ไม่ต้อง หากผู้เช่าใช้ประโยชน์จริง อปท. จะจัดประเภทที่ดินตามการใช้งานจริง เช่น ทำร้านค้าจัดเป็นพาณิชยกรรม ทำเกษตรจัดเป็นเกษตรกรรม ซึ่งล้วนมีอัตราภาษีต่ำกว่าที่ดินว่างเปล่า สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาเช่าควรระบุวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับ อปท. บริษัทถือครองที่ดินเป็นสินทรัพย์ บันทึกภาษีที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ ได้ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน ผู้ทำบัญชีควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในแต่ละรอบบัญชี เพราะภาษีที่ดินเป็นรายจ่ายประจำปีที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดครั้งเดียว ภาษีที่ดินว่างเปล่าต่างจากภาษีบำรุงท้องที่อย่างไร ภาษีบำรุงท้องที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าของที่ดินจ่ายเพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ข้อแตกต่างสำคัญคือกฎหมายใหม่คิดภาษีจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาปานกลางแบบเดิม ทำให้ฐานภาษีสะท้อนมูลค่าที่ดินจริงมากขึ้น ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ อัตราภาษีและเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของราชการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ความเสี่ยงที่คนทำธุรกิจ B2B ต้องรู้

ผู้ประกอบการ B2B หลายรายอาจเคยได้รับจดหมายจากสรรพากร ขอตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ซื้อขายระหว่างนิติบุคคลจำนวนมา โดยมักมีต้นเหตุมาจากเอกสารไม่ครบ ใบกำกับภาษีไม่ตรง หรือมีรายจ่ายที่สรรพากรมองว่าไม่สมเหตุสมผล ในบทความนี้ จะมาอธิบายเรื่องภาษีย้อนหลังในมุมธุรกิจ B2B พร้อมแนวทางเตรียมตัวล่วงหน้า ภาษีย้อนหลังคืออะไร ภาษีย้อนหลัง หมายถึง ภาษีที่สรรพากรประเมินเพิ่มเติมจากการตรวจสอบการยื่นภาษีในอดีต เมื่อพบว่ายื่นไม่ถูกต้อง ยื่นขาดไป หรือไม่ได้ยื่นเลย โดยกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี อายุความในการประเมินภาษีย้อนหลังแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของผู้เสียภาษี กรณียื่นแบบแล้วแต่ยื่นไม่ถูกต้อง (อายุความ 2 ปี) ถ้ายื่นแบบภาษีครบแล้ว แต่คำนวณผิดหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ สรรพากรประเมินเพิ่มได้ภายใน 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ (ตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากร) กรณีหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี (อายุความ 5 ปี) ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่าหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา เช่น ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งรายจ่ายเป็นเท็จ อายุความขยายเป็น 5 ปี (ตามมาตรา 20 ประมวลรัษฎากร) กรณีไม่ยื่นแบบเลย (อายุความ 10 ปี) ถ้าไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย สรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ไกลถึง 10 ปี นี่คือกรณีที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุด กรณี อายุความ เงื่อนไข ยื่นแบบแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง 2 ปี นับจากวันยื่นแบบ หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกง 5 ปี สรรพากรมีหลักฐานเจตนา ไม่ยื่นแบบเลย 10 ปี ไม่มีหลักฐานการยื่น ธุรกรรม B2B ที่สรรพากรมักเพ่งเล็ง ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้บางธุรกรรมเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบมากกว่าธุรกิจ B2C โดยเฉพาะกรณีเหล่านี้ ใบกำกับภาษีที่มีปัญหา กรณีที่พบบ่อยคือ ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ หรือคู่ค้าอาจไม่ได้จดทะเบียน VAT ทำให้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 500,000 บาท พร้อม VAT 35,000 บาท หากบริษัท ข ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง ใบกำกับภาษีนั้นถือเป็นใบปลอม บริษัท ก จึงไม่สามารถนำ VAT 35,000 บาทมาเครดิตภาษีซื้อได้ และอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ การตั้งราคาระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ธุรกิจที่มีบริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นร่วมกัน ต้องระวังเรื่องราคาซื้อขายระหว่างกัน ที่หากราคาต่ำหรือสูงกว่าตลาดอย่างชัดเจน สรรพากรอาจปรับรายได้ตามราคาตลาด หลักการนี้เรียกว่า Transfer Pricing หรือการกำหนดราคาโอน ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้บริษัทในเครือราคาต้นทุน 100 บาท ทั้งที่ราคาตลาด 200 บาท สรรพากรอาจประเมินรายได้ใหม่ ทำให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม รายจ่ายต้องห้ามที่มักถูกประเมินเพิ่ม สรรพากรมักตรวจสอบรายจ่ายที่นำมาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี โดยรายจ่ายที่มักเป็นประเด็น ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่ปนกับธุรกิจ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และรายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีย้อนหลัง ต้องจ่ายเท่าไร ถ้าสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่าเสียภาษีขาดไป ผู้ประกอบการต้องจ่ายทั้งภาษีส่วนที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เบี้ยปรับคำนวณจากภาษีที่ชำระขาดไป ถ้ายื่นเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้ง เบี้ยปรับอาจลดเหลือ 2-5% ของภาษีที่ขาด แต่ถ้าสรรพากรตรวจพบเอง อาจสูงถึง 1-2 เท่า เงินเพิ่มคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระ ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสียเงินเพิ่มมากขึ้น รายการ อัตรา เบี้ยปรับ (ยื่นเพิ่มเติมเอง) 2-5% ของภาษีที่ขาด เบี้ยปรับ (สรรพากรตรวจพบ) สูงสุด 1-2 เท่าของภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (สูงสุดไม่เกินภาษีที่ค้าง) Checklist เตรียมเอกสารรับมือสรรพากรตรวจสอบ ผู้ประกอบการ B2B ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมเสมอ ไม่ต้องรอให้ถูกตรวจก่อนค่อยหา เพราะตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ต้องเก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เอกสาร ทำไมต้องเตรียม ใบกำกับภาษีซื้อ-ขายทุกฉบับ เป็นหลักฐานสำคัญในการเครดิตภาษีซื้อและยื่น VAT สัญญาซื้อขายกับคู่ค้า B2B พิสูจน์ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและราคาสมเหตุสมผล หลักฐานการรับ-จ่ายเงิน ยืนยันว่ามีการจ่ายเงินจริงตามเอกสาร รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน สรรพากรใช้ตรวจสอบยอด VAT ที่ยื่น งบการเงินและบัญชีแยกประเภท แสดงภาพรวมธุรกิจ รายได้ รายจ่าย กำไรขาดทุน เอกสารการจดทะเบียน VAT ของคู่ค้า ยืนยันว่าคู่ค้ามีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีจริง แนวทางป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังสำหรับธุรกิจ B2B การป้องกันดีกว่าการแก้ไข ผู้ประกอบการ B2B สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม โดยเฉพาะรายใหม่ ควรตรวจว่าจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ผ่านเว็บไซต์ กรมสรรพากร เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ทั้งใบกำกับภาษี สัญญา และหลักฐานการจ่ายเงิน ควรเก็บเป็นดิจิทัลเพื่อค้นหาได้ง่าย ผ่านการใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างเป็นระบบและค้นหาได้ทันที การปรึกษานักบัญชีเป็นประจำ ยังช่วยให้มั่นใจว่ายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน หากธุรกิจพบข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี การยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกค้นพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับลงได้มาก สรุป เตรียมตัวให้พร้อม ลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง ภาษีย้อนหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการ B2B สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบคู่ค้า และยื่นภาษีถูกต้อง จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร ออกใบกำกับภาษี และทำรายงานภาษีครบในที่เดียว ลดความเสี่ยงจากเอกสารตกหล่น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง บุคคลธรรมดาถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่างจากนิติบุคคลอย่างไร หลักอายุความเหมือนกัน (2, 5, 10 ปี) แต่นิติบุคคลมีภาระเพิ่มเรื่องงบการเงินและเอกสารบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี ทำให้สรรพากรมีข้อมูลตรวจสอบมากกว่า บุคคลธรรมดามักถูกตรวจจากข้อมูลรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ถ้าสรรพากรตรวจแล้วพบว่าเสียภาษีเกินไป ขอคืนได้หรือไม่ ได้ ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบ โดยยื่นคำร้อง ค.10 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ มีวิธีลดเบี้ยปรับภาษีย้อนหลังได้หรือไม่ ทางที่ดีที่สุดคือยื่นแบบเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้งประเมิน เบี้ยปรับจะลดเหลือ 2-5% แทนที่จะสูงถึง 1-2 เท่า นอกจากนี้ การชำระภาษีค้างภายในกำหนดจะหยุดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนได้ทันที บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะของธุรกิจคุณ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ฐานภาษี คืออะไร ตารางอัตราภาษีเงินได้ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำว่า ฐานภาษี ตอนยื่นภาษี แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ใช้ตัวเลขไหนมาคำนวณ ถ้าเข้าใจตรงนี้จะวางแผนภาษีได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ฐานภาษี คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนคำนวณภาษี ฐานภาษี คือจำนวนเงินหรือมูลค่าที่ใช้เป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษี พูดง่ายๆ คือ ตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราภาษี แล้วจะได้เงินภาษีที่ต้องจ่าย ถ้าเปรียบเทียบ ฐานภาษีเหมือน น้ำหนักที่ชั่งได้ ส่วนอัตราภาษีเหมือน ราคาต่อกิโล เอาสองตัวคูณกันก็จะได้ ราคาที่ต้องจ่าย ถ้าฐานภาษีผิด ภาษีที่คำนวณออกมาก็ผิดตามไปด้วย เหตุผลที่ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะภาษีแต่ละประเภทใช้ฐานคำนวณต่างกัน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ เงินได้สุทธิ ภาษีนิติบุคคลใช้ กำไรสุทธิ และ VAT ใช้ ยอดขาย ถ้าเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าตัวเลขที่ต้องใช้คืออะไร จะวางแผนภาษีได้ถูกต้อง ประเภทของฐานภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องรู้ ภาษีในไทยที่คนทำธุรกิจเจอบ่อย แบ่งฐานในการคำนวณได้ 3 ประเภทหลัก ประเภทภาษี ฐานภาษีที่ใช้ ใครเกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการที่ยังไม่จดบริษัท ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย ตามหลักบัญชี) บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยอดขายสินค้าหรือบริการ ธุรกิจที่จด VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ฐานภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) สำหรับคนทั่วไปและฟรีแลนซ์ ฐานภาษี คือ เงินได้สุทธิ ซึ่งคำนวณจาก รายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนส่วนตัว แล้วจึงเอาเงินได้สุทธิที่เหลือไปเทียบกับตารางอัตราภาษีแบบขั้นบันได ฐานภาษีจากกำไรสุทธิ (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ฐานภาษี คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี แล้วปรับปรุงตามเงื่อนไขทางภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายบางรายการที่กฎหมายไม่ให้หัก ฐานภาษีจากยอดรายรับ (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ใช้ฐานคำนวณต่างจากภาษีเงินได้ ตัวเลขที่ใช้คือ มูลค่าของสินค้าหรือบริการ ที่ขาย โดยคิดอัตรา 7% จากราคาขาย ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และเก็บภาษีนี้จากลูกค้า ถ้าต้องการรายละเอียดเรื่อง VAT เพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความภาษีธุรกิจเฉพาะของ PEAK ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ระบบ “ขั้นบันได” หมายความว่ายิ่งมีเงินได้สุทธิสูง ส่วนที่เกินจะถูกเก็บภาษีอัตราสูงขึ้น ไม่ได้เก็บอัตราเดียวทั้งก้อน เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้นนี้ ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 1,265,000 บาท มากกว่า 5,000,000 35% – – อ้างอิง กรมสรรพากร ตารางอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2569 บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราพิเศษ กำไรสุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% อ้างอิง กรมสรรพากร SME ที่เข้าเงื่อนไขจะประหยัดภาษีได้มาก เช่น กำไร 2 ล้านบาท SME เสียภาษีแค่ 255,000 บาท ขณะที่บริษัทใหญ่เสีย 400,000 บาท วิธีคำนวณภาษีจากฐานภาษี พร้อมตัวอย่างจริง ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สมมุติ คุณเป็นพนักงานเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน ขั้นที่ 1 หาเงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40,000 × 12 เดือน 480,000 บาท หัก ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000) 100,000 บาท หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หัก ประกันสังคม (ตามเพดานปัจจุบัน) ≈ 750 × 12 เดือน 9,000 บาท เงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 311,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ อัตรา คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 311,000 10% 11,000 × 10% 1,100 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 8,600 บาท เงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน เสียภาษีปีละประมาณ 8,600 บาท หรือเดือนละไม่ถึง 720 บาท ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME) สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ขั้นกำไรสุทธิ อัตราภาษี คำนวณ ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 1,700,000 × 15% 255,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 255,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ไม่ใช่ SME จะเสียภาษี 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท แปลว่า SME ประหยัดภาษีได้ 145,000 บาท ฐานภาษี SME ต่างจากบริษัทใหญ่อย่างไร หลายคนสงสัยว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษีของ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม คำตอบคือ ใช้ตัวเลขเดียวกัน คือ กำไรสุทธิ แต่สิ่งที่ต่างคืออัตราที่นำไปคูณ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ดูตารางด้านบน) ได้สิทธิจ่ายถูกกว่ามาก จากตัวอย่างก่อนหน้า กำไร 2 ล้านบาท ประหยัดได้ถึง 145,000 บาท นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการหลายคนเลือกจดเป็นบริษัทแทนทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา การตัดสินใจเรื่องนี้ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ เทคนิคลดฐานภาษีอย่างถูกกฎหมาย สำหรับเจ้าของกิจการ การ ลดฐานภาษี ไม่ได้หมายความว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อย่างเต็มที่ เทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่ สรุป: ฐานภาษีเข้าใจง่าย แค่รู้ว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่จำ 3 ขั้นตอน จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นกำไรสุทธิแบบ real-time คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกใบกำกับภาษี และยื่นภาษีออนไลน์ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฐานภาษี เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มเสียภาษี ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท แปลว่าเงินเดือนที่เริ่มมีภาษี คือรายได้เกิน 310,000 บาทต่อปี หรือประมาณเดือนละ 26,000 บาทขึ้นไป (คำนวณเฉพาะกรณีไม่มีค่าลดหย่อนอื่น) ฐานภาษีกับเงินได้สุทธิต่างกันไหม ฐานภาษีเป็นคำกว้าง หมายถึง “ตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี” ส่วนเงินได้สุทธิเป็นฐานภาษีเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีอื่นใช้ฐานต่างกัน เช่น นิติบุคคลใช้กำไรสุทธิ VAT ใช้ยอดขาย ฟรีแลนซ์ต้องใช้ฐานภาษีแบบไหน ฟรีแลนซ์ที่ยังไม่จดบริษัทใช้ฐานภาษีแบบ เงินได้สุทธิ เหมือนพนักงานเงินเดือน แต่หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักแบบเหมา (40-60% ตามประเภทเงินได้) หรือหักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) เลือกแบบที่ทำให้เงินได้สุทธิต่ำกว่า จะเสียภาษีน้อยกว่า ถ้า SME โตจนเกินเงื่อนไข จะเสียภาษีเพิ่มเท่าไหร่ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท จะหลุดจากสิทธิ SME ทันที ต้องจ่ายภาษี 20% ตั้งแต่บาทแรกของกำไร ไม่มีขั้นยกเว้นอีก เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้ใกล้ชิดตอนใกล้ถึงเกณฑ์ PEAK ช่วยเรื่องฐานภาษีได้ยังไง PEAK ช่วยบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นกำไรสุทธิ (ฐานภาษีนิติบุคคล) ได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยลดโอกาสคำนวณผิดและหักค่าใช้จ่ายตกหล่นได้ผล ถ้าน้อยกว่า แปลว่าต้องปรับ จากนั้นค่อยเจาะลึก KPI อื่นที่อธิบายไว้ในบทความ เช่น ต้นทุนต่อลูกค้า ผลตอบแทนต่อเงินโฆษณาธรรมดา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Disclosure Form คืออะไร เงื่อนไข กำหนดยื่น วิธีเตรียมข้อมูล

Disclosure Form คือแบบรายงานข้อมูลที่นิติบุคคลต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรหลักของไทย) เพื่อรายงานรายการค้าระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน หลายบริษัทเพิ่งมารู้จัก Disclosure Form ตอนนักบัญชีแจ้งว่าถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอเปิดแบบฟอร์มจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลอย่างไร และจะยื่นทันกำหนดหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือนักบัญชีที่เพิ่งเจอแบบฟอร์มนี้ บทความนี้จะอธิบายทุกส่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงและ Checklist ที่ใช้เตรียมข้อมูลได้ทันที Disclosure Form คืออะไร Disclosure Form คือแบบรายงานประจำปีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลที่มีรายการค้ากับบริษัทในเครือ ต้องเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกัน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบว่าการตั้งราคาสินค้าและบริการระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นราคาตลาดจริง ไม่ใช่การถ่ายโอนกำไร (Transfer Pricing) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าบริษัทของคุณขายสินค้าหรือให้บริการกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเดียวกัน สรรพากรต้องการรู้ว่าราคาที่คิดกันเป็นราคาตลาด ไม่ได้ตั้งราคาต่ำหรือสูงเพื่อย้ายกำไรไปอีกบริษัทหนึ่ง Disclosure Form คือเครื่องมือที่ใช้รายงานข้อมูลเหล่านี้ให้สรรพากร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น Disclosure Form บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น Disclosure Form ต้องเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน นั่นคือ เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยหากเข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเอกสารทุกปี ถ้าเข้าเกณฑ์แค่ข้อเดียว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เกณฑ์ความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ แปลว่าอะไร มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรที่กำหนดเรื่อง Transfer Pricing) ระบุว่าบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงบริษัทที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ ตัวอย่าง ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม 50% ขึ้นไป บริษัท ก จำกัด ถือหุ้นในบริษัท ข จำกัด เป็นจำนวนมากกว่า 50% ขึ้นไป ถือว่ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน 50% ขึ้นไป นาย ค ถือหุ้นบริษัท ก 70% และถือหุ้นบริษัท ข 55% ทั้งสองบริษัทจึงเข้าเกณฑ์ มีอำนาจควบคุมด้านทุน การจัดการ หรือการดำเนินงาน บริษัทแม่ส่งผู้บริหารไปบริหารบริษัทลูก หรือกำหนดนโยบายทางการเงินให้ สิ่งสำคัญคือการถือหุ้นทางอ้อมก็นับด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ถือหุ้นบริษัท ข 60% และบริษัท ข ถือหุ้นบริษัท ค 80% ดังนั้นบริษัท ก ถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท ค คิดเป็น 48% (60% คูณ 80%) ซึ่งยังไม่ถึง 50% แต่ถ้าบริษัท ก ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท ค อีก 5% รวมแล้วเป็น 53% จะเข้าเกณฑ์ทันที เกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาท นับอย่างไร รายได้ 200 ล้านบาท หมายถึงรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทในรอบบัญชีนั้น ทั้งรายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ตามที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายสินค้า 180 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 15 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ 8 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 203 ล้านบาท เกินเกณฑ์ 200 ล้านบาท จึงต้องยื่น Disclosure Form (ถ้าเข้าเกณฑ์ความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 195 ล้านบาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ ปีนั้นยังไม่ต้องยื่น อย่างไรก็ตาม ต้องเช็คเกณฑ์ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะรายได้อาจเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนกรอก Disclosure Form Disclosure Form แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ Part A รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part B มูลค่ารายการระหว่างกัน และ Part C ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ละ Part มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง Part A – รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part A ต้องระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทุกราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีการค้าขาย หรือธุรกรรมร่วมกัน โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ Part B – มูลค่ารายการระหว่างกัน Part B ต้องระบุมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน เฉพาะกิจการที่มีรายการจริงในรอบบัญชีนั้น โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายสินค้าให้บริษัทลูก 50 ล้านบาท ให้บริการที่ปรึกษา 5 ล้านบาท และมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 20 ล้านบาท ต้องกรอกรายการทั้งหมดนี้ใน Part B Part C – ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (CbCR) Part C ใช้สำหรับบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติเท่านั้น โดยต้องระบุชื่อบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม (Ultimate Parent Entity) ประเทศที่จดทะเบียน และข้อมูลเกี่ยวกับ Country-by-Country Report (CbCR) หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทไทยด้วยกันเท่านั้น สามารถข้าม Part C ได้ กำหนดเวลายื่นและบทลงโทษ นิติบุคคลต้องยื่น Disclosure Form ภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี โดยยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ซึ่งจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างเช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นผ่าน e-Filing จะได้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ปรับเท่าไหร่ บทลงโทษตามมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (บทบัญญัติว่าด้วยค่าปรับกรณีไม่ยื่นรายงานข้อมูล) กำหนดค่าปรับตามระดับความล่าช้า กรณี ค่าปรับ ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ยื่น และสรรพากรตรวจพบเอง ไม่เกิน 200,000 บาท ยิ่งยื่นช้า ค่าปรับยิ่งสูง และกรณีที่ไม่ยื่นเลยจนสรรพากรตรวจพบเอง ค่าปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท ดังนั้นถ้ารู้ว่าถึงเกณฑ์ ควรยื่นให้ทันกำหนด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการยื่น Disclosure Form จากประสบการณ์ของนักบัญชี ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นมีดังนี้ Checklist เตรียมข้อมูลก่อนยื่น Disclosure Form รายการ ทำไมต้องเตรียม ตรวจสอบรายได้รวมในงบกำไรขาดทุน ว่าถึง 200 ล้านบาทหรือไม่ เป็นเกณฑ์แรกที่ต้องเช็ค ถ้าไม่ถึงไม่ต้องยื่น จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งในและต่างประเทศ ใช้กรอก Part A ต้องครบทุกราย ไม่ว่าจะมีรายการค้าหรือไม่ ระบุลักษณะความสัมพันธ์และสัดส่วนการถือหุ้น รวมทางอ้อม สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 71 ทวิ จริง รวบรวมมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน แยกตามประเภท ใช้กรอก Part B ต้องแยกเป็นซื้อ-ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย ตรวจสอบยอดคงค้างระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี Part B ต้องรายงานยอดที่ค้างชำระด้วย ไม่ใช่แค่รายการที่เกิดระหว่างปี เทียบตัวเลขกับหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลขต้องตรงกัน เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ระบุข้อมูลบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มข้ามชาติ ใช้กรอก Part C สำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ ยื่นผ่าน e-Filing ภายในกำหนด ได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน และมีหลักฐานการยื่นอิเล็กทรอนิกส์ สรุป: เตรียมข้อมูลให้ครบ ยื่นให้ทัน ลดความเสี่ยงโดนปรับ Disclosure Form ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เมื่อเข้าใจหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เช็คเกณฑ์ให้แน่ใจ (รายได้ถึง 200 ล้านบาทและมีความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ) เตรียมข้อมูลให้ครบ (Part A ใส่ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง Part B เฉพาะที่มีรายการจริง Part C สำหรับกลุ่มข้ามชาติ) และยื่นให้ทันกำหนด (150 วัน หรือ 158 วันผ่าน e-Filing) สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นคือการจัดระบบข้อมูลบัญชีให้พร้อมตั้งแต่ระหว่างปี ไม่ต้องรีบเตรียมตอนใกล้กำหนดยื่น จัดเตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมยื่น Disclosure Form ด้วย PEAK การเตรียมข้อมูลสำหรับ Disclosure Form จะง่ายขึ้นมาก ถ้าข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการค้า ออกเอกสารซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้ดึงข้อมูลรายการระหว่างกัน ยอดคงค้าง และตัวเลขรายได้รวมได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมจากหลายแหล่ง พร้อมยื่นเอกสารได้อย่างมั่นใจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Disclosure Form บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องยื่นหรือไม่ ไม่ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่น Disclosure Form กำหนดให้นิติบุคคลต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อพร้อมกัน คือมีความสัมพันธ์กับกิจการอื่นตามมาตรา 71 ทวิ และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ถ้ารายได้ไม่ถึง ไม่มีหน้าที่ยื่น แต่ควรตรวจสอบรายได้ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะถ้าปีถัดไปรายได้เกิน 200 ล้าน จะต้องยื่นทันที ยื่น Disclosure Form ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นกระดาษได้ ขั้นตอนคือเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลือกเมนู Disclosure Form กรอกข้อมูล Part A Part B และ Part C (ถ้ามี) ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดยื่นแบบ ระบบจะออกใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐาน ยื่นผิดหรือยื่นไม่ครบ แก้ไขได้หรือไม่ แก้ไขได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing เพื่อปรับปรุงข้อมูล แต่ควรแก้ไขก่อนครบกำหนดยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ถ้าพบข้อผิดพลาดหลังครบกำหนดแล้ว ควรยื่นแก้ไขโดยเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ เพื่อแสดงเจตนาสุจริตกรณีถูกตรวจสอบ Disclosure Form ต่างจาก Transfer Pricing Report อย่างไร Disclosure Form เป็นแบบรายงานประจำปีที่ยื่นทุกปี สรุปข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกันในภาพรวม ส่วน Transfer Pricing Report หรือ TP Report เป็นรายงานวิเคราะห์ราคาโอนฉบับละเอียด ที่ต้องจัดทำเมื่อสรรพากรร้องขอ หรือจัดทำไว้ล่วงหน้าเป็นเอกสารประกอบ TP Report ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ว่าราคาที่ใช้ระหว่างกันเป็นราคาตลาดจริงหรือไม่ ซึ่งซับซ้อนกว่า Disclosure Form มาก

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีครึ่งปี จ่ายแล้วบันทึกบัญชียังไง วิธีลงบัญชีและตัดยอดปลายปี

ภาษีครึ่งปีจ่ายไปแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องบันทึกบัญชียังไงให้ถูกต้อง นักบัญชี SME หลายคนเจอปัญหานี้ทุกปี จ่ายเงินออกไปแล้วแต่ไม่มั่นใจว่าต้อง Dr อะไร Cr อะไร แล้วพอถึงปลายปีก็สับสนอีกว่าจะตัดยอดยังไง ความจริงแล้วหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องเข้าใจว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นสินทรัพย์ที่รอตัดยอด ภาษีครึ่งปีคืออะไร ทำไมต้องจ่าย ภาษีครึ่งปี คือภาษีเงินได้ที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายล่วงหน้ากลางปี คำนวณจากกำไรสุทธิที่ประมาณการไว้ แทนที่จะรอจ่ายทีเดียวตอนสิ้นปี กรมสรรพากรใช้วิธีนี้เพื่อกระจายภาระภาษีให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกก้อนใหญ่ปลายปี ประเภท แบบภาษี ใครต้องยื่น กำหนดยื่น (ปี 2569) ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ภ.ง.ด.51 บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกแห่ง ภายใน 31 ส.ค. 2569 (ออนไลน์ถึง 8 ก.ย.) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภ.ง.ด.94 ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5-8 เช่น เจ้าของร้าน ฟรีแลนซ์ ภายใน ก.ย. 2569 (ออนไลน์ถึง 8 ต.ค.) กำหนดยื่นจากปฏิทินภาษี กรมสรรพากร รายละเอียดวิธียื่นและคำนวณ ดูได้ที่ ภ.ง.ด.51 สรุปทุกเรื่องที่ไม่ควรพลาด และ ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีบุคคลธรรมดา จ่ายภาษีครึ่งปีแล้ว บันทึกบัญชียังไง ภาษีครึ่งปีที่จ่ายไปแล้วไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในทันที แต่เป็น ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า ซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เงินก้อนนี้จะนำไปหักกับภาษีเต็มปีตอนปิดงบ หลักการบัญชี: ภาษีจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Tax) คืออะไร ภาษีจ่ายล่วงหน้า คือเงินที่กิจการจ่ายภาษีไปก่อนที่จะรู้ตัวเลขภาษีจริงทั้งปี ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน กิจการมีสิทธิ์นำไปหักกับภาษีที่ต้องจ่ายจริงตอนสิ้นปี ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย: เหมือนจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน ตอนจ่ายยังไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน แต่ค่อยๆ ตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละส่วน ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง บัญชีหลักที่ใช้บันทึกภาษีครึ่งปีมี 3 รายการ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) สมมติ บริษัท สมาร์ท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีแรก ได้ 1,200,000 บาท จึงต้องจ่ายภาษีครึ่งปี คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิประมาณการ (ครึ่งปี) 1,200,000 บาท ภาษี 20% 1,200,000 × 20% 240,000 บาท ภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 240,000 ÷ 2 120,000 บาท อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติ 20% กรณี SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินเสีย 15% ถ้ากำไรไม่เกิน 3 ล้านบาท อ่านเพิ่มได้ที่สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME ขั้นตอนที่ 1 บันทึกตอนจ่ายภาษีครึ่งปี (ส.ค. 2569) เมื่อจ่ายภาษี ภ.ง.ด.51 จำนวน 120,000 บาท ผ่านธนาคาร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 เงินฝากธนาคาร 120,000 ตอนนี้ ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า จะปรากฏเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบ รอตัดยอดตอนปิดงบสิ้นปี ขั้นตอนที่ 2 บันทึกตอนปลายปี (ตัดยอดกับภาษีเต็มปี) เมื่อปิดงบสิ้นปี จะรู้ตัวเลขกำไรสุทธิจริงทั้งปี จากนั้นนำภาษีที่จ่ายครึ่งปีมาหักออก กรณีที่ 1 กำไรจริงมากกว่าที่ประมาณการ (ต้องจ่ายเพิ่ม) สมมติกำไรสุทธิทั้งปีจริง = 3,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีเต็มปีจริง 3,000,000 × 20% 600,000 บาท หักภาษีจ่ายล่วงหน้า (ครึ่งปี) 120,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม 600,000 – 120,000 480,000 บาท Journal Entry ตอนปิดงบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 600,000 ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 480,000 หลังบันทึกรายการนี้ ยอด ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า จะเป็นศูนย์ และ ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 480,000 บาท จะปรากฏเป็นหนี้สินหมุนเวียน รอจ่ายตอนยื่น ภ.ง.ด.50 กรณีที่ 2 กำไรจริงน้อยกว่าที่ประมาณการ (จ่ายเกิน ขอคืนได้) สมมติกำไรสุทธิทั้งปีจริง = 500,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีเต็มปีจริง 500,000 × 20% 100,000 บาท หักภาษีจ่ายล่วงหน้า (ครึ่งปี) 120,000 บาท ภาษีที่จ่ายเกิน (ขอคืนได้) 120,000 – 100,000 20,000 บาท Journal Entry ตอนปิดงบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 100,000 ลูกหนี้กรมสรรพากร 20,000 ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 ยอด 20,000 บาท ใน ลูกหนี้กรมสรรพากร คือส่วนที่จ่ายเกิน สามารถยื่นขอคืนพร้อม ภ.ง.ด.50 หรือเลือกเครดิตไว้หักกับภาษีปีถัดไป ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปี นักบัญชีที่เพิ่งเริ่มดูแลงบ SME มักเจอปัญหาเหล่านี้ สรุป: บันทึกถูกตั้งแต่ครึ่งปี ปิดงบสิ้นปีไม่ต้องแก้ย้อน การบันทึกภาษีครึ่งปีให้ถูกตั้งแต่วันจ่าย ช่วยให้งบแสดงตัวเลขที่แท้จริงตลอดทั้งปี ไม่ต้องมานั่งปรับปรุงรายการตอนปิดงบ หลักง่ายๆ คือ จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปี ภาษีครึ่งปีจ่ายแล้ว ได้เงินคืนไหม ได้ ถ้ากำไรสุทธิทั้งปีจริงน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ตอนยื่นครึ่งปี ภาษีส่วนที่จ่ายเกินยื่นขอคืนพร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 ได้ หรือจะเลือกเครดิตไว้หักกับภาษีปีถัดไปก็ได้ ต้องบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปีทุกครั้งที่จ่ายหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้ง หลักบัญชีกำหนดให้รับรู้รายการเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงเงินสดสูงเกินจริง และไม่เห็นยอดภาษีจ่ายล่วงหน้าที่ควรเป็นสินทรัพย์ ภาษีจ่ายล่วงหน้ากับภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ต่างกันยังไง ต่างกันที่ ใครเป็นคนจ่าย ภาษีจ่ายล่วงหน้าคือกิจการจ่ายเอง เช่น จ่าย ภ.ง.ด.51 ส่วนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายคือลูกค้าหักไว้ก่อนจ่ายเงินให้เรา เช่น หัก 3% ก่อนจ่ายค่าบริการ ทั้งสองนำไปหักภาษีเต็มปีได้ แต่ต้องแยกบัญชีกัน ถ้าประมาณการกำไรครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกิน 25% จะเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสุทธิจริงทั้งปีเกินกว่าที่ประมาณการไว้เกิน 25% กิจการต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ชำระขาด การบันทึกบัญชีส่วนเงินเพิ่ม ให้ Dr. เงินเพิ่มภาษี (ค่าใช้จ่าย) / Cr. เงินสด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีที่ดินว่างเปล่า คำนวณอย่างไร พร้อมกลยุทธ์วางแผนให้คุ้มค่า

ผู้ประกอบการหลายคนซื้อที่ดินเตรียมไว้สำหรับโครงการในอนาคต แต่ที่ดินแปลงนั้นกลับกลายเป็นภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี จากภาษีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภาษีที่ดินประเภทอื่น และยังเพิ่มขึ้นได้อีกหากปล่อยทิ้งไว้นาน บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณภาษี พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดการได้อย่างคุ้มค่า ภาษีที่ดินว่างเปล่า คืออะไร ภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราพิเศษ ซึ่งจัดเก็บจากที่ดินที่เจ้าของไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ โดยกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ดินที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป และอัตราจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยว่างติดต่อกันหลายปี ภาษีนี้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 ตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่ ซึ่งมาแทนที่ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนฉบับเดิม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา) เป็นผู้จัดเก็บ ที่ดินแบบไหนนับว่า ว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่า ตามกฎหมายหมายถึงที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ ตัวอย่างเช่น ที่ดินที่ปลูกต้นไม้ ทำเกษตร หรือมีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานจริง จะไม่ถือเป็นที่ดินว่างเปล่า และจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามาก ใครมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินว่างเปล่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม กรณีที่ดินอยู่ในชื่อบริษัท ผู้มีอำนาจของบริษัทมีหน้าที่ดำเนินการชำระภาษีให้ถูกต้อง อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่า เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เริ่มต้นที่ 0.3% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์) และจะเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีที่ปล่อยว่างติดต่อกัน สูงสุดไม่เกิน 3% ช่วงปีที่ปล่อยว่างเปล่า อัตราภาษี ปีที่ 1-3 0.3% ปีที่ 4-6 0.6% ปีที่ 7-9 0.9% ปีที่ 10-12 1.2% ปีที่ 13 ขึ้นไป (เพิ่มทุก 3 ปี) เพิ่มอีก 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุด 3% จะเห็นว่า ยิ่งปล่อยที่ดินว่างนาน ภาระภาษีจะทบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเก็บไว้รอพัฒนาจึงควรมีแผนจัดการที่ชัดเจน เปรียบเทียบอัตราภาษีตามประเภทการใช้ที่ดิน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าที่ดินว่างเปล่าเสียภาษีสูงกว่าที่ดินประเภทอื่นอย่างไร ลองดูตารางเปรียบเทียบ ประเภทการใช้ที่ดิน อัตราภาษีสูงสุด เกษตรกรรม 0.15% ที่อยู่อาศัย (หลังหลัก) 0.03% (ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก) ที่อยู่อาศัย (หลังอื่น) 0.10% พาณิชยกรรม หรืออื่น ๆ 1.20% ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ 3.00% (เพิ่มทุก 3 ปี) ที่ดินว่างเปล่ามีเพดานภาษีสูงกว่าที่ดินเกษตรกรรมถึง 20 เท่า การวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก วิธีคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ราคาประเมินทุนทรัพย์ คูณด้วยอัตราภาษีตามช่วงปีที่ปล่อยว่าง (อัตราตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ มาตรา 37 และ 43) ราคาประเมินสามารถตรวจสอบได้จากระบบค้นหาราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ หรือสอบถามที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ ตัวอย่างคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ที่ดิน 5 ไร่ บริษัท สมาร์ทแลนด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่า 5 ไร่ ราคาประเมินรวม 10 ล้านบาท เพื่อรอพัฒนาเป็นคลังสินค้า แต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ภาษีที่ต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นตามตาราง ช่วงปี อัตราภาษี วิธีคำนวณ ภาษีต่อปี ภาษีรวมช่วง (3 ปี) ปีที่ 1-3 0.3% 10,000,000 x 0.3% 30,000 บาท 90,000 บาท ปีที่ 4-6 0.6% 10,000,000 x 0.6% 60,000 บาท 180,000 บาท ปีที่ 7-9 0.9% 10,000,000 x 0.9% 90,000 บาท 270,000 บาท รวม 9 ปี 540,000 บาท หากปลูกพืชยืนต้นบนที่ดินผืนเดียวกัน อัตราภาษีเกษตรกรรมเพียง 0.01-0.15% ภาษีรวม 9 ปีจะอยู่ที่ราว 3,000-45,000 บาท ต่างกับที่ดินว่างเปล่าหลายเท่าตัว กลยุทธ์วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่าให้คุ้มค่า ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาไม่จำเป็นต้องแบกภาระภาษีอัตราสูงตลอด มีหลายวิธีที่ช่วยลดอัตราภาษีได้ตามกฎหมาย ทำประโยชน์ในที่ดิน เปลี่ยนประเภทการใช้งาน วิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้ที่ดินไม่เข้าเกณฑ์ที่ดินว่างเปล่า เช่น วางแผนพัฒนาโครงการภายใน 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการจริง ๆ การวางแผนให้เริ่มพัฒนาภายใน 3 ปีจะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป เมื่อเริ่มก่อสร้าง ที่ดินจะเปลี่ยนสถานะจากที่ดินว่างเปล่าเป็นประเภทอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า กรณีที่มีที่ดินหลายแปลง ควรจัดลำดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ถือครอง โดยพัฒนาแปลงที่ถือมานานก่อน เพื่อลดภาระภาษีรวม กำหนดชำระภาษีและขั้นตอนที่ต้องรู้ อปท. จะแจ้งประเมินภาษีให้เจ้าของที่ดินทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน (ทั้งนี้อาจมีประกาศขยายเวลาเป็นรายปี ควรตรวจสอบกับ อปท. ในพื้นที่) ขั้นตอนหลัก ๆ ที่ต้องรู้ การบันทึกบัญชีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ภาษีที่ดินที่จ่ายไปสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อชำระภาษีที่ดิน 30,000 บาท รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ค่าใช้จ่าย) 30,000 – เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร – 30,000 ตามมาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs ภาษีที่ดินจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน เพราะเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ สรุป: วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่า เปลี่ยนภาระเป็นโอกาส ภาษีที่ดินว่างเปล่าไม่ใช่ภาษีคงที่ แต่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาจึงควรทำความเข้าใจอัตราภาษี คำนวณภาระล่วงหน้า และวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตร ให้เช่า หรือเร่งพัฒนาโครงการตามกำหนด ล้วนช่วยลดภาระภาษีได้จริง สิ่งสำคัญคือการติดตามกำหนดชำระภาษีทุกปี และบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีที่ดินในระบบบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินของธุรกิจครบถ้วนและพร้อมสำหรับการตัดสินใจ จัดการบัญชีที่ดินและสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารสินทรัพย์หลายรายการ ทั้งที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายภาษีที่ดิน คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีที่ดินว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่าปล่อยให้คนอื่นเช่า ยังต้องเสียภาษีอัตราว่างเปล่าหรือไม่ ไม่ต้อง หากผู้เช่าใช้ประโยชน์จริง อปท. จะจัดประเภทที่ดินตามการใช้งานจริง เช่น ทำร้านค้าจัดเป็นพาณิชยกรรม ทำเกษตรจัดเป็นเกษตรกรรม ซึ่งล้วนมีอัตราภาษีต่ำกว่าที่ดินว่างเปล่า สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาเช่าควรระบุวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับ อปท. บริษัทถือครองที่ดินเป็นสินทรัพย์ บันทึกภาษีที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ ได้ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน ผู้ทำบัญชีควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในแต่ละรอบบัญชี เพราะภาษีที่ดินเป็นรายจ่ายประจำปีที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดครั้งเดียว ภาษีที่ดินว่างเปล่าต่างจากภาษีบำรุงท้องที่อย่างไร ภาษีบำรุงท้องที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าของที่ดินจ่ายเพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ข้อแตกต่างสำคัญคือกฎหมายใหม่คิดภาษีจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาปานกลางแบบเดิม ทำให้ฐานภาษีสะท้อนมูลค่าที่ดินจริงมากขึ้น ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ อัตราภาษีและเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของราชการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ความเสี่ยงที่คนทำธุรกิจ B2B ต้องรู้

ผู้ประกอบการ B2B หลายรายอาจเคยได้รับจดหมายจากสรรพากร ขอตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ซื้อขายระหว่างนิติบุคคลจำนวนมา โดยมักมีต้นเหตุมาจากเอกสารไม่ครบ ใบกำกับภาษีไม่ตรง หรือมีรายจ่ายที่สรรพากรมองว่าไม่สมเหตุสมผล ในบทความนี้ จะมาอธิบายเรื่องภาษีย้อนหลังในมุมธุรกิจ B2B พร้อมแนวทางเตรียมตัวล่วงหน้า ภาษีย้อนหลังคืออะไร ภาษีย้อนหลัง หมายถึง ภาษีที่สรรพากรประเมินเพิ่มเติมจากการตรวจสอบการยื่นภาษีในอดีต เมื่อพบว่ายื่นไม่ถูกต้อง ยื่นขาดไป หรือไม่ได้ยื่นเลย โดยกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี อายุความในการประเมินภาษีย้อนหลังแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของผู้เสียภาษี กรณียื่นแบบแล้วแต่ยื่นไม่ถูกต้อง (อายุความ 2 ปี) ถ้ายื่นแบบภาษีครบแล้ว แต่คำนวณผิดหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ สรรพากรประเมินเพิ่มได้ภายใน 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ (ตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากร) กรณีหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี (อายุความ 5 ปี) ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่าหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา เช่น ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งรายจ่ายเป็นเท็จ อายุความขยายเป็น 5 ปี (ตามมาตรา 20 ประมวลรัษฎากร) กรณีไม่ยื่นแบบเลย (อายุความ 10 ปี) ถ้าไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย สรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ไกลถึง 10 ปี นี่คือกรณีที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุด กรณี อายุความ เงื่อนไข ยื่นแบบแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง 2 ปี นับจากวันยื่นแบบ หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกง 5 ปี สรรพากรมีหลักฐานเจตนา ไม่ยื่นแบบเลย 10 ปี ไม่มีหลักฐานการยื่น ธุรกรรม B2B ที่สรรพากรมักเพ่งเล็ง ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้บางธุรกรรมเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบมากกว่าธุรกิจ B2C โดยเฉพาะกรณีเหล่านี้ ใบกำกับภาษีที่มีปัญหา กรณีที่พบบ่อยคือ ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ หรือคู่ค้าอาจไม่ได้จดทะเบียน VAT ทำให้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 500,000 บาท พร้อม VAT 35,000 บาท หากบริษัท ข ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง ใบกำกับภาษีนั้นถือเป็นใบปลอม บริษัท ก จึงไม่สามารถนำ VAT 35,000 บาทมาเครดิตภาษีซื้อได้ และอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ การตั้งราคาระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ธุรกิจที่มีบริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นร่วมกัน ต้องระวังเรื่องราคาซื้อขายระหว่างกัน ที่หากราคาต่ำหรือสูงกว่าตลาดอย่างชัดเจน สรรพากรอาจปรับรายได้ตามราคาตลาด หลักการนี้เรียกว่า Transfer Pricing หรือการกำหนดราคาโอน ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้บริษัทในเครือราคาต้นทุน 100 บาท ทั้งที่ราคาตลาด 200 บาท สรรพากรอาจประเมินรายได้ใหม่ ทำให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม รายจ่ายต้องห้ามที่มักถูกประเมินเพิ่ม สรรพากรมักตรวจสอบรายจ่ายที่นำมาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี โดยรายจ่ายที่มักเป็นประเด็น ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่ปนกับธุรกิจ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และรายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีย้อนหลัง ต้องจ่ายเท่าไร ถ้าสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่าเสียภาษีขาดไป ผู้ประกอบการต้องจ่ายทั้งภาษีส่วนที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เบี้ยปรับคำนวณจากภาษีที่ชำระขาดไป ถ้ายื่นเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้ง เบี้ยปรับอาจลดเหลือ 2-5% ของภาษีที่ขาด แต่ถ้าสรรพากรตรวจพบเอง อาจสูงถึง 1-2 เท่า เงินเพิ่มคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระ ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสียเงินเพิ่มมากขึ้น รายการ อัตรา เบี้ยปรับ (ยื่นเพิ่มเติมเอง) 2-5% ของภาษีที่ขาด เบี้ยปรับ (สรรพากรตรวจพบ) สูงสุด 1-2 เท่าของภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (สูงสุดไม่เกินภาษีที่ค้าง) Checklist เตรียมเอกสารรับมือสรรพากรตรวจสอบ ผู้ประกอบการ B2B ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมเสมอ ไม่ต้องรอให้ถูกตรวจก่อนค่อยหา เพราะตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ต้องเก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เอกสาร ทำไมต้องเตรียม ใบกำกับภาษีซื้อ-ขายทุกฉบับ เป็นหลักฐานสำคัญในการเครดิตภาษีซื้อและยื่น VAT สัญญาซื้อขายกับคู่ค้า B2B พิสูจน์ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและราคาสมเหตุสมผล หลักฐานการรับ-จ่ายเงิน ยืนยันว่ามีการจ่ายเงินจริงตามเอกสาร รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน สรรพากรใช้ตรวจสอบยอด VAT ที่ยื่น งบการเงินและบัญชีแยกประเภท แสดงภาพรวมธุรกิจ รายได้ รายจ่าย กำไรขาดทุน เอกสารการจดทะเบียน VAT ของคู่ค้า ยืนยันว่าคู่ค้ามีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีจริง แนวทางป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังสำหรับธุรกิจ B2B การป้องกันดีกว่าการแก้ไข ผู้ประกอบการ B2B สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม โดยเฉพาะรายใหม่ ควรตรวจว่าจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ผ่านเว็บไซต์ กรมสรรพากร เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ทั้งใบกำกับภาษี สัญญา และหลักฐานการจ่ายเงิน ควรเก็บเป็นดิจิทัลเพื่อค้นหาได้ง่าย ผ่านการใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างเป็นระบบและค้นหาได้ทันที การปรึกษานักบัญชีเป็นประจำ ยังช่วยให้มั่นใจว่ายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน หากธุรกิจพบข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี การยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกค้นพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับลงได้มาก สรุป เตรียมตัวให้พร้อม ลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง ภาษีย้อนหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการ B2B สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบคู่ค้า และยื่นภาษีถูกต้อง จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร ออกใบกำกับภาษี และทำรายงานภาษีครบในที่เดียว ลดความเสี่ยงจากเอกสารตกหล่น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง บุคคลธรรมดาถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่างจากนิติบุคคลอย่างไร หลักอายุความเหมือนกัน (2, 5, 10 ปี) แต่นิติบุคคลมีภาระเพิ่มเรื่องงบการเงินและเอกสารบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี ทำให้สรรพากรมีข้อมูลตรวจสอบมากกว่า บุคคลธรรมดามักถูกตรวจจากข้อมูลรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ถ้าสรรพากรตรวจแล้วพบว่าเสียภาษีเกินไป ขอคืนได้หรือไม่ ได้ ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบ โดยยื่นคำร้อง ค.10 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ มีวิธีลดเบี้ยปรับภาษีย้อนหลังได้หรือไม่ ทางที่ดีที่สุดคือยื่นแบบเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้งประเมิน เบี้ยปรับจะลดเหลือ 2-5% แทนที่จะสูงถึง 1-2 เท่า นอกจากนี้ การชำระภาษีค้างภายในกำหนดจะหยุดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนได้ทันที บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะของธุรกิจคุณ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก