ภาษีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

6 พ.ย. 2026

PEAK Account

46 min

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร วิธีคิด เอกสาร และใครบ้างที่ต้องจดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เก็บจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้น” ในแต่ละทอดของการขายสินค้าหรือให้บริการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค คนที่แบกภาระภาษีจริงคือผู้บริโภคคนสุดท้าย ส่วนผู้ประกอบการทำหน้าที่เหมือน “ตัวกลาง” ที่เก็บภาษีจากลูกค้า แล้วนำส่งกรมสรรพากรหลังหักภาษีที่ตัวเองจ่ายไปตอนซื้อของออกแล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายคือ 10% แต่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราต่อเนื่องมาหลายปี ฉบับล่าสุดคือ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ที่ให้คงอัตรารวมไว้ที่ 7% (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% บวกภาษีท้องถิ่นอีก 0.7%) ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 สำหรับเจ้าของธุรกิจ VAT สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะกระทบทั้ง 3 เรื่องหลักของกิจการ ได้แก่ ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การแจ้งต่อกรมสรรพากรเพื่อเข้าสู่ระบบ VAT อย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้ที่ถูกบังคับให้จดคือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระในประเทศไทย และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ถ้าจะอธิบายให้สั้นที่สุด จด VAT คือ การที่ธุรกิจได้รับ “ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” (แบบ ภ.พ.20) ซึ่งทำให้มีทั้งสิทธิและหน้าที่ในการเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกเดือน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนแบ่งได้ดังนี้ จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยมากคือ เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับจาก รายรับ (ยอดขายก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย) ไม่ใช่กำไร ร้านที่ขายได้ 2 ล้านบาทแต่กำไรแค่ 2 แสนบาท ก็ถือว่าเกินเกณฑ์แล้ว รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องจดเมื่อรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1,800,000 บาทต่อปี และต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนคนที่รู้อยู่แล้วว่ากิจการจะมีรายรับเกินเกณฑ์ ก็ยื่นจดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้เลย คำว่า “เกิน” สำคัญมาก ถ้ารายรับทั้งปีเท่ากับ 1,800,000 บาทพอดี ยังถือเป็นกิจการขนาดย่อมที่ไม่ถูกบังคับให้จด ตัวอย่าง: คุณมิ้นท์เปิดร้านเสื้อผ้าตั้งแต่ต้นปี ยอดขายสะสมถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1,700,000 บาท พอวันที่ 18 สิงหาคม ยอดขายสะสมขยับขึ้นเป็น 1,812,000 บาท วันที่ 18 สิงหาคมจึงเป็น “วันที่รายรับเกินเกณฑ์” คุณมิ้นท์ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันนั้น  ตารางด้านล่างสรุปสถานการณ์ที่พบบ่อย เพื่อให้เช็กได้เร็วว่าธุรกิจของเราเข้าข่ายหรือยัง สถานการณ์ ต้องจด VAT หรือไม่ รายรับทั้งปี 1,500,000 บาท ไม่บังคับ แต่ขอจดโดยสมัครใจได้ รายรับทั้งปี 1,800,000 บาทพอดี ไม่บังคับ เพราะยังไม่ “เกิน” เกณฑ์ รายรับทั้งปี 1,900,000 บาท ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท เพิ่งเปิดกิจการ คาดว่ารายรับจะเกินเกณฑ์ จดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้ ทำกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT รายรับ 3,000,000 บาท ไม่ต้องจด (บางประเภทขอจดเลือกเสียภาษีได้) วิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% พร้อมตัวอย่าง หลักคิดง่ายที่สุดคือ นำราคาสินค้าหรือบริการ ก่อน VAT คูณด้วย 7% แต่ถ้าราคาที่ติดไว้ รวม VAT แล้ว ให้คูณด้วย 7/107 เพื่อแยก VAT ออกมา ตัวอย่าง: ร้านขายรองเท้าตั้งราคาป้ายคู่ละ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) VAT ที่อยู่ในราคานี้คือ 1,070 × 7/107 = 70 บาท ส่วนราคาสินค้าก่อน VAT คือ 1,000 บาท สูตรคำนวณภาษีขาย หัก ภาษีซื้อ ทำอย่างไร ภาษีที่ผู้ประกอบการต้องนำส่งในแต่ละเดือนคำนวณจากสูตรนี้ ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ต้องชำระส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าเดือนไหนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินขอคืนเป็นเงินสดได้ หรือจะเก็บไว้เป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไปก็ได้ ตัวอย่าง: บริษัท สมาร์ทเทค จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที เดือนตุลาคมซื้อโน้ตบุ๊กเข้าร้าน 500,000 บาท และขายออกไป 700,000 บาท (ทั้งสองยอดยังไม่รวม VAT) รายการ มูลค่าก่อน VAT (บาท) VAT 7% (บาท) ขายสินค้าให้ลูกค้า (ภาษีขาย) 700,000 49,000 ซื้อสินค้าเข้าร้าน (ภาษีซื้อ) 500,000 35,000 ภาษีที่ต้องชำระเดือนนี้ – 14,000 สังเกตว่าบริษัทจ่ายภาษีเฉพาะส่วนที่ “เพิ่มมูลค่า” คือกำไรขั้นต้น 200,000 บาท × 7% = 14,000 บาท ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “มูลค่าเพิ่ม” นั่นเอง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการคำนวณและการยื่นแบบได้ที่ ภ.พ.30 คืออะไร? สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนยื่นภาษี ภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาใช้เครดิตภาษีได้ (Non-deductible Input Tax) มีอะไรบ้าง ภาษีซื้อต้องห้าม คือ VAT ที่เราจ่ายไปจริง แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) รายการที่พบบ่อยมีดังนี้ ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม ตัวอย่างที่เจอบ่อย ไม่มีใบกำกับภาษี หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้จ่ายไปจริง ซื้อของแล้วได้แค่บิลเงินสดธรรมดา ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ครบหรือผิดในสาระสำคัญ ชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อผิด ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ ซื้อของใช้ส่วนตัวแต่ออกใบกำกับในนามบริษัท ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับการรับรอง ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า ของขวัญปีใหม่ ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก ผู้ขายยังไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้ ภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่ารถเก๋ง รวมถึงค่าน้ำมันและค่าซ่อม (ยกเว้นธุรกิจขายหรือให้เช่ารถโดยตรง) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จจากเครื่อง POS ที่ไม่มีชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ ภาษีซื้อของกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT ซื้ออุปกรณ์มาใช้กับธุรกิจห้องเช่า เคสที่เจอบ่อยในธุรกิจครอบครัวคือ เจ้าของซื้อโทรศัพท์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้าน แล้วขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทเพื่อหวังเครดิต VAT แบบนี้เข้าข่ายภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ ถ้าถูกตรวจพบต้องคืนภาษีพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังนำไปถือเป็นรายจ่ายตอนคำนวณภาษีเงินได้ได้ แต่บางรายการก็ไม่ได้ ควรตรวจกับนักบัญชีเป็นรายกรณี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี ธุรกิจประเภทไหนได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกิจการขนาดย่อมที่รายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนกลุ่มที่สองคือกิจการที่ประมวลรัษฎากร (หลัก ๆ คือมาตรา 81) ยกเว้นไว้ตามลักษณะของกิจการ ซึ่งไม่ต้องจดไม่ว่ารายรับจะสูงแค่ไหน ตัวอย่างกิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น ข้อควรจำคือ กิจการที่ได้รับยกเว้นจะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไม่ได้ ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ และขอคืนภาษีซื้อที่จ่ายไปก็ไม่ได้ VAT ที่จ่ายตอนซื้อของจึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการไปโดยปริยาย อ่านรายการกิจการที่ได้รับยกเว้นแบบละเอียดได้ที่ กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT กับธุรกิจที่เสีย VAT 0% คืออะไร สองคำนี้ฟังดูคล้ายกันเพราะลูกค้าไม่ต้องจ่าย VAT เหมือนกัน แต่ในทางภาษีต่างกันมาก ธุรกิจที่ ได้รับยกเว้น อยู่นอกระบบ VAT ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจที่ เสีย VAT 0% (อัตราร้อยละศูนย์ตามมาตรา 80/1) ยังอยู่ในระบบ เพียงแต่คิดภาษีขายเป็นศูนย์ ประเด็น ได้รับยกเว้น VAT เสีย VAT อัตรา 0% ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่ ไม่ต้อง ต้องจด เรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ไม่ได้ เก็บในอัตรา 0% ออกใบกำกับภาษี ไม่ได้ ต้องออก ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ต้อง ต้องยื่น ขอคืนภาษีซื้อ ไม่ได้ ภาษีซื้อกลายเป็นต้นทุน ได้ ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตเดือนถัดไป ตัวอย่างกิจการ ขายผักสด โรงเรียน ห้องเช่า ส่งออกสินค้า บริการที่ทำในไทยแต่ใช้ในต่างประเทศ ขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศหรือทางเรือ ตัวอย่าง: โรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่งซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ 1,000,000 บาท จ่าย VAT ไป 70,000 บาท แล้วส่งออกสินค้าทั้งหมดไปต่างประเทศ ภาษีขายเป็น 0 บาท โรงงานจึงขอคืนภาษีซื้อ 70,000 บาทได้ทั้งจำนวน ต่างจากร้านขายผักสดที่ได้รับยกเว้น ซึ่งจ่าย VAT ตอนซื้อถุงหรือตู้แช่ไปเท่าไรก็ขอคืนไม่ได้ ถ้าค้าขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่า ต้องจด ถ้ารายรับรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพราะกฎหมายไม่ได้แยกว่าขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Social Commerce หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด ประเด็นที่แม่ค้าออนไลน์พลาดบ่อยคือการดูยอดขายแยกทีละช่องทาง ทั้งที่ต้องนำรายรับจากทุกช่องทางของกิจการมารวมกัน และต้องนับยอดขายเต็ม ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม ตัวอย่าง: ร้านน้ำหอมของคุณเจนขายผ่าน Shopee เดือนละ 90,000 บาท TikTok Shop เดือนละ 40,000 บาท และ LINE อีกเดือนละ 30,000 บาท ดูทีละช่องทางเหมือนยอดไม่สูง แต่รวมกันแล้วเดือนละ 160,000 บาท หรือปีละ 1,920,000 บาท ซึ่งเกินเกณฑ์แล้ว ปัจจุบันกรมสรรพากรเห็นข้อมูลร้านค้าออนไลน์ชัดขึ้นมาก เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้กรมสรรพากร โดยเริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 และต้องส่งภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี อีกช่องทางหนึ่งคือกฎหมาย e-Payment ที่ให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลบัญชีที่มีการรับเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี การปล่อยให้ยอดขายเกินเกณฑ์โดยไม่จดทะเบียนจึงเสี่ยงกว่าที่เคยเป็นมาก จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักคือแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ แผนที่และภาพถ่ายสถานประกอบการ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการหรือผู้มีอำนาจลงนาม โดยนิติบุคคลต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพิ่มเติม รายการทั้งหมดตามรายการเอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร สรุปได้ดังนี้ เอกสาร บุคคลธรรมดา นิติบุคคล แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 (3 ฉบับ) ต้องใช้ ต้องใช้ สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ของผู้ประกอบการ ของผู้มีอำนาจลงนาม หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ หรือสัญญาเช่าที่ติดอากรแสตมป์ ต้องใช้ ต้องใช้ แผนที่ตั้งสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่าย ต้องใช้ ต้องใช้ สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ – ต้องใช้ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ – ต้องใช้ หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ และสำเนาเอกสารของเจ้าของสถานที่ (กรณีเช่าหรือใช้สถานที่ของผู้อื่น) ต้องใช้ ต้องใช้ หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ และสำเนาบัตรของผู้มอบ-ผู้รับมอบ (กรณีมอบอำนาจ) ต้องใช้ ต้องใช้ เคล็ดลับจากหน้างานคือ ภาพถ่ายสถานประกอบการควรเห็นป้ายชื่อกิจการและเลขที่ตั้งชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้บ้านเป็นสำนักงาน เพราะเจ้าหน้าที่อาจมาตรวจสถานที่จริงก่อนอนุมัติ ถ้าไม่พบร่องรอยการประกอบกิจการ การพิจารณาอาจล่าช้าออกไป จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ทำอย่างไร ผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม หรือจะยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ก็ได้ ตามข้อมูลวิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร ขั้นตอนโดยรวมของการจดทะเบียนออนไลน์มีดังนี้ ตามคู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 27 วัน สำหรับคนที่กำลังจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ยังเลือกยื่นคำขอจด VAT ไปพร้อมกันผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ด้วย ช่วยลดการเดินเรื่องหลายหน่วยงาน หลังจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการต้องทำอะไรบ้าง หลังได้ ภ.พ.20 ผู้ประกอบการมีหน้าที่หลัก 3 เรื่อง คือ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน พร้อมเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างไร ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเพื่อยืนยันว่าได้เรียกเก็บ VAT ไปเท่าไร ตามมาตรา 86 ต้องออกทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ และต้องออก “ทันที” ที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น โดยทั่วไปการขายสินค้าจะเกิดเมื่อส่งมอบของ ส่วนการให้บริการจะเกิดเมื่อได้รับชำระเงิน ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการตามมาตรา 86/4 ดังนี้ ธุรกิจค้าปลีกที่ขายให้ผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ ส่วนธุรกิจที่อยากลดงานกระดาษ ก็เลือกออกเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือลืมใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ผลคือลูกค้านำใบกำกับไปขอเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ และต้องขอให้เรายกเลิกแล้วออกใบใหม่ ดูตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้องได้ที่ ใบกำกับภาษีคืออะไร สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายอย่างไร ตามมาตรา 87 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สำหรับกิจการที่ขายสินค้า) แยกเป็นรายสถานประกอบการ และต้องลงรายการภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ขายหรือได้รับสินค้าหรือบริการ รายงาน บันทึกอะไร ใครต้องทำ รายงานภาษีขาย ใบกำกับภาษีทุกใบที่เราออกให้ลูกค้า เรียงตามวันที่และเลขที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย รายงานภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ขายและนำมาใช้ขอเครดิต ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ปริมาณสินค้าและวัตถุดิบรับเข้า-จ่ายออก-คงเหลือ กิจการที่ขายสินค้า รายงานเหล่านี้ต้องเก็บคู่กับใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ในทางปฏิบัติ รายงานคือข้อมูลชุดเดียวกับที่ใช้กรอกแบบ ภ.พ.30 ถ้ารายงานคลาดเคลื่อน แบบที่ยื่นก็ผิดตามไปด้วย ธุรกิจที่บันทึกใบกำกับภาษีเข้าระบบทุกวันแทบไม่มีปัญหาตอนสิ้นเดือน ต่างจากธุรกิจที่เก็บบิลใส่กล่องแล้วค่อยมาไล่ทำทีเดียว การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ที่ช่วยเตรียมข้อมูล สร้างแบบยื่นภาษีแบบต่าง ๆ และนำออกไฟล์ได้สะดวก จึงช่วยลดงานคีย์ซ้ำและลดโอกาสที่ตัวเลขในรายงานกับแบบยื่นจะไม่ตรงกัน ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนหรือไม่ ต้องยื่นทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายหรือไม่มีภาษีต้องชำระเลยก็ตาม (เรียกกันว่า “ยื่นแบบเปล่า”) ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่สรุปภาษีขายและภาษีซื้อของเดือนนั้น กำหนดยื่นแบบกระดาษคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นทางอินเทอร์เน็ตจะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน เป็นภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ตามประกาศขยายเวลาที่มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 ตัวอย่าง: ร้านรับทำป้ายโฆษณาแห่งหนึ่งปิดร้านช่วงสงกรานต์ทั้งเดือนเมษายน ไม่มีทั้งยอดขายและยอดซื้อ เจ้าของจึงไม่ได้ยื่น ภ.พ.30 เพราะคิดว่าไม่มีภาษีต้องจ่าย ผลคือถูกเรียกค่าปรับฐานไม่ยื่นแบบตามกำหนด ทั้งที่ถ้ายื่นแบบเปล่าผ่านระบบออนไลน์ใช้เวลาไม่กี่นาที เอกสารและแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง แบบฟอร์มที่ผู้ประกอบการจะได้ใช้บ่อยมีทั้งแบบที่ใช้ตอนเข้าระบบ ระหว่างประกอบกิจการ และตอนออกจากระบบ ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมในที่เดียว แบบฟอร์ม/เอกสาร ใช้ทำอะไร ใช้เมื่อไร ภ.พ.01 คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก่อนเริ่มกิจการ หรือภายใน 30 วันหลังรายรับเกินเกณฑ์ ภ.พ.01.1 คำขอแจ้งขอใช้สิทธิจดทะเบียน สำหรับกิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการเลือกเสียภาษี ยื่นพร้อม ภ.พ.01 เมื่อต้องการเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ ภ.พ.20 ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับเมื่ออนุมัติ ต้องแสดงไว้ที่สถานประกอบการ ภ.พ.30 แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ทุกเดือน ภ.พ.36 แบบนำส่งภาษีแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ เมื่อจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ ภ.พ.09 แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน เช่น ย้ายที่ตั้ง เพิ่มสาขา หรือเลิกกิจการ เมื่อข้อมูลกิจการเปลี่ยนแปลง ใบกำกับภาษี หลักฐานการเรียกเก็บ VAT ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ภ.พ. 30, ภ.พ. 36 และใบกำกับภาษี ต่างกันอย่างไร ทั้งสามอย่างเกี่ยวกับ VAT เหมือนกัน แต่คนละบทบาท ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานของแต่ละรายการซื้อขาย ภ.พ.30 เป็นแบบสรุปภาษีของทั้งเดือน ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ใช้นำส่ง VAT “แทน” ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ภ.พ.30 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้ยื่นทุกเดือน เพื่อแสดงภาษีขาย ภาษีซื้อ และภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน ภ.พ.36 ใช้เมื่อเราจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งให้บริการในต่างประเทศแต่เราใช้ประโยชน์ในไทย เช่น ค่าที่ปรึกษาหรือค่าบริการซอฟต์แวร์จากบริษัทต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินต้องนำส่ง VAT 7% แทนภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 15) หน้าที่นี้ใช้กับผู้จ่ายทุกราย ไม่ว่าจะจด VAT หรือไม่ก็ตาม ผู้ประกอบการที่จด VAT และแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์ มักจะไม่ถูกเรียกเก็บ VAT บนใบแจ้งหนี้ กรณีนี้ต้องประเมินและนำส่งภาษีเองผ่าน ภ.พ.36 เช่นกัน ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งจ่ายค่าระบบบริหารลูกค้าให้ผู้ให้บริการในสิงคโปร์เดือนกันยายน 100,000 บาท ต้องยื่น ภ.พ.36 นำส่ง VAT 7,000 บาทภายในวันที่ 7 ตุลาคม (หรือวันที่ 15 ตุลาคมถ้ายื่นออนไลน์) จากนั้นนำใบเสร็จการนำส่งภาษีมาใช้เป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนที่นำส่งได้ ประเด็น ใบกำกับภาษี ภ.พ.30 ภ.พ.36 หน้าที่ หลักฐานการเก็บ VAT ต่อรายการ สรุปภาษีรายเดือน นำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการต่างประเทศ ใครออกหรือยื่น ผู้ขายที่จด VAT ผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้จ่ายค่าบริการ (จดหรือไม่จด VAT ก็ได้) กำหนดเวลา ทันทีที่ความรับผิดเกิดขึ้น วันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์วันที่ 23) 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์วันที่ 15) ข้อดีและข้อควรระวังของการจดทะเบียน VAT มีอะไรบ้าง การจด VAT ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือและขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ก็มาพร้อมภาระเอกสาร การยื่นแบบทุกเดือน และผลกระทบต่อราคาขาย ธุรกิจแต่ละแบบจึงได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน ข้อดี ข้อควรระวัง ลูกค้าองค์กรมั่นใจมากขึ้น เพราะนำใบกำกับภาษีไปขอเครดิตภาษีซื้อได้ ลูกค้ารายย่อยรู้สึกว่าราคาแพงขึ้น 7% ถ้าบวก VAT เพิ่มจากราคาเดิม นำภาษีซื้อมาหักภาษีขายได้ ลดต้นทุนแฝง ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ไม่มียอดขาย ธุรกิจส่งออกขอคืนภาษีซื้อเป็นเงินสดได้ ภาระงานเอกสารและค่าทำบัญชีเพิ่มขึ้น ระบบเอกสารเป็นมาตรฐาน ใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้ดี ต้องนำส่ง VAT แม้ลูกค้าที่ซื้อเงินเชื่อยังไม่จ่ายเงิน แข่งขันในตลาด B2B ได้เต็มที่ ขอถอนทะเบียนได้ยาก ต้องมีรายรับต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภคปลายทางเป็นหลักควรวางแผนราคาใหม่ก่อนถึงวันจดทะเบียน ส่วนธุรกิจที่ขายให้บริษัทมักได้ประโยชน์เกือบทันที อ่านผลกระทบในมุมธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ไม่ได้จด VAT ส่งผลอย่างไรกับธุรกิจ ไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ มีโทษอะไรบ้าง ผู้ที่มีรายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่จดทะเบียน ยังต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ และต้องเจอโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามประมวลรัษฎากร ดังนี้ ประเภทโทษ รายละเอียด ฐานกฎหมาย ภาษีที่ต้องชำระ ภาษีจากยอดขายตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ ซึ่งเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้แล้ว ต้องควักจ่ายเอง มาตรา 82 เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า มาตรา 89 (1) เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ไม่เกินจำนวนภาษี) มาตรา 89/1 โทษอาญา จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 90/2 ถ้ายังไม่ได้จดแต่แอบออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โทษจะหนักขึ้นมาก เพราะถือเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ ตามมาตรา 90/4 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตัวอย่าง (ตัวเลขประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ): ร้านของคุณเจนยอดขายเกินเกณฑ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แล้วขายต่ออีก 4 เดือนโดยไม่จด VAT เดือนละ 160,000 บาท ถ้าคิดภาษีเดือนละ 11,200 บาท (7% ของยอดขาย) ภาษีรวม 4 เดือนคือ 44,800 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่าอีก 89,600 บาท ยังไม่รวมเงินเพิ่มรายเดือน รวมแล้วอาจต้องจ่ายเกิน 140,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้เก็บ VAT จากลูกค้าเลยสักบาท จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่ากำหนดมีบทลงโทษอย่างไร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่า 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ถือว่าประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนในช่วงที่ล่าช้า จึงต้องเสียภาษีของช่วงนั้น พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) (2 เท่าของภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ข่าวดีคือ […]

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ของขวัญลูกค้า หักภาษีได้ไหม มาดูกฎหมาย VAT และวิธีบันทึกบัญชี

ช่วงปลายปี ฝ่ายบัญชีหลายบริษัทต้องตอบเจ้าของว่ากระเช้าและของขวัญลูกค้าที่ซื้อไปหักภาษีได้แค่ไหน และต้องเก็บเอกสารอะไรไว้ บทความนี้สรุปเงื่อนไขค่ารับรองที่ใช้กับของขวัญ วิธีคิดเพดาน เรื่องภาษีซื้อ และวิธีบันทึกบัญชี ของขวัญลูกค้า หมายถึงอะไร หักภาษีได้ไหม ของขวัญลูกค้า คือ สิ่งของที่กิจการให้ลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่น กระเช้าปีใหม่ ปฏิทิน หรือของที่ระลึก ในทางภาษีจัดเป็นค่ารับรอง จึงหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 หลักเกณฑ์ปัจจุบันแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (4) เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ชลบุรีอะไหล่ยนต์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอะไหล่ให้อู่ซ่อมรถ จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปี 2569 รวม 25 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และวางแผนแจกกระเช้าปีใหม่ให้ลูกค้า 40 ราย ของขวัญลูกค้าหักภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง หักได้เมื่อครบ 7 เงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 และที่แก้ไขโดยฉบับที่ 222 ขาดข้อใดข้อหนึ่ง รายจ่ายส่วนนั้นจะไม่เป็นค่ารับรองที่หักได้ เงื่อนไข รายละเอียด ลักษณะรายจ่าย จำเป็นตามธรรมเนียมทางการค้าทั่วไป และให้เพื่อประโยชน์ของกิจการ ผู้รับ ต้องไม่ใช่ลูกจ้างของกิจการ เว้นแต่ลูกจ้างที่มีหน้าที่เข้าร่วมรับรอง ผู้อนุมัติ กรรมการ หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ต้องอนุมัติหรือสั่งจ่าย มูลค่าสิ่งของ ไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว เพดานทั้งปี ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือยอดขาย หรือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี แล้วแต่อย่างใดมากกว่า เพดานสูงสุด ไม่เกิน 10 ล้านบาท หลักฐาน มีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงิน เว้นแต่ผู้รับไม่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร ของที่มูลค่าเกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคราวไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนวิธีบวกกลับให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีของกิจการ ตัวอย่าง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตั้งใจให้ไวน์ราคา 3,210 บาทแก่เจ้าของอู่รายใหญ่ 1 ราย ของชิ้นนี้เกิน 2,000 บาท จึงต้องแยกพิจารณาจากกระเช้าที่ให้ลูกค้ารายอื่น เพดานร้อยละ 0.3 คิดอย่างไร คิดจากฐานที่มากกว่าระหว่างยอดรายได้หรือยอดขาย กับทุนที่ชำระแล้ว แล้วคูณร้อยละ 0.3 ยอดนี้เป็นวงเงินรวมของค่ารับรองทั้งปี ทั้งค่าเลี้ยง ค่าที่พัก และของขวัญ ไม่ใช่วงเงินของขวัญอย่างเดียว รายการของชลบุรีอะไหล่ยนต์ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เพดานจากยอดรายได้ 25,000,000 × 0.3% 75,000 เพดานจากทุนชำระแล้ว 5,000,000 × 0.3% 15,000 เพดานที่ใช้ (ฐานที่มากกว่า) 75,000 กระเช้าลูกค้า 40 ชุด 40 × 1,605 64,200 เลี้ยงรับรองลูกค้าปีใหม่ 18,000 ค่ารับรองรวม 64,200 + 18,000 82,200 ส่วนที่เกินเพดาน 82,200 − 75,000 7,200 ส่วนเกิน 7,200 บาทยังบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น หลักเกณฑ์ค่ารับรองแบบครบทุกรายการ เช่น ค่าเลี้ยงและค่าที่พัก อ่านต่อได้ที่ค่ารับรอง ภาษีซื้อของขวัญลูกค้า นำมาเครดิตได้ไหม ไม่ได้ ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง รวมถึงค่าสิ่งของที่ให้ผู้ได้รับการรับรอง เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 17 ข้อ 5 ข่าวดีคือภาษีซื้อต้องห้ามกลุ่มนี้นำไปรวมเป็นรายจ่ายได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ยกเว้นให้ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ไม่ต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ กระเช้าของชลบุรีอะไหล่ยนต์ราคาชุดละ 1,500 บาท บวก VAT 105 บาท รวม 1,605 บาท ภาษีซื้อทั้ง 40 ชุดคือ 4,200 บาท บริษัทบันทึกยอด 64,200 บาททั้งก้อนเป็นค่ารับรอง ไม่แยก 4,200 บาทไปเครดิต ดูประเภทอื่นได้ที่ภาษีซื้อต้องห้าม ซื้อของขวัญให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองในหมวดค่าใช้จ่าย ด้วยยอดที่รวม VAT แล้ว แยกตามวิธีจ่ายเงิน และตอนปิดงบให้เทียบยอดรวมกับเพดานร้อยละ 0.3 เพื่อหาส่วนที่ต้องบวกกลับ จ่ายเงินสดหรือโอนทันที บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เงินสด / เงินฝากธนาคาร 64,200 ซื้อเชื่อจากร้านค้า บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เจ้าหนี้การค้า 64,200 ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ชลบุรีอะไหล่ยนต์บวกกลับ 7,200 บาทในรายการรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ตัวเลขทางบัญชีไม่ต้องแก้ ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้รับรองค่าใช้จ่าย เก็บเอกสาร 3 อย่าง และหลักฐานเสริมอีก 1 อย่าง ให้พิสูจน์ได้ว่าซื้อจริง ให้ใคร มูลค่าต่อคนเท่าไร และใครอนุมัติ การอนุมัติหรือสั่งจ่ายโดยผู้มีอำนาจเป็นเงื่อนไขในกฎกระทรวงโดยตรง เอกสารลงนามจึงเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด ชลบุรีอะไหล่ยนต์ให้ฝ่ายขายจัดทำรายชื่อลูกค้า 40 รายพร้อมลายมือชื่อผู้รับ แล้วให้กรรมการผู้จัดการลงนามอนุมัติก่อนสั่งซื้อ ของขวัญปีใหม่ให้พนักงาน ต่างจากให้ลูกค้าอย่างไร ต่างกันตั้งแต่ประเภทรายจ่าย ของขวัญที่ให้พนักงานไม่ใช่ค่ารับรอง เพราะผู้รับเป็นลูกจ้าง บริษัทบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ ซึ่งไม่อยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ฝั่งพนักงาน กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือว่าค่าเลี้ยงงานปีใหม่เป็นการให้ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (10) แต่เงินสวัสดิการที่จ่ายเป็นเงินเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ส่วนบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ เรื่อง ของขวัญลูกค้า ของขวัญพนักงาน ประเภทรายจ่าย ค่ารับรอง ค่าสวัสดิการ วงเงิน คนละไม่เกิน 2,000 บาทต่อคราว และเพดานร้อยละ 0.3 ไม่อยู่ในเพดานค่ารับรอง ฝั่งผู้รับ ไม่เกี่ยวกับภาษีของกิจการ ต้องดูว่าเป็นเงินได้หรือได้รับยกเว้น ของขวัญที่เป็นสิ่งของมูลค่าสูงหรือให้เฉพาะบางคน ให้ปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าต้องรวมเป็นเงินได้ของพนักงานหรือไม่ รายการสวัสดิการอื่นอ่านได้ที่สวัสดิการพนักงาน ชลบุรีอะไหล่ยนต์แจกกระเช้าให้พนักงาน 25 คน คนละ 800 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกเป็นค่าสวัสดิการแยกจากค่ารับรอง ยอดนี้จึงไม่ทำให้เพดาน 75,000 บาทเต็มเร็วขึ้น เลือกของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าอย่างไรให้หักภาษีได้ เลือกจากงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ทำรายชื่อผู้รับตั้งแต่ก่อนซื้อ และแยกของลูกค้าออกจากของพนักงาน จากนั้นค่อยเลือกประเภทของที่ลูกค้าใช้ได้จริง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตัดสินใจลดงบเลี้ยงรับรองปีหน้าลง เพราะปีนี้ค่ารับรองรวมเกินเพดาน 7,200 บาท ส่วนไวน์ 3,210 บาทเปลี่ยนเป็นกระเช้าราคาไม่เกิน 2,000 บาท ข้อควรรู้เกี่ยวกับของขวัญลูกค้า สรุป – ของขวัญลูกค้าหักได้ ถ้าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคราว ก่อนสั่งซื้อของขวัญปีใหม่ เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดยอดค่ารับรองที่ใช้ไปแล้วทั้งปี คำนวณเพดานร้อยละ 0.3 แล้วทำรายชื่อลูกค้าพร้อมงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนสั่งซื้อ บันทึกค่ารับรองและแนบเอกสารด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าใช้จ่ายและแนบไฟล์เอกสาร ทั้งใบกำกับภาษี รายชื่อผู้รับ และเอกสารอนุมัติไว้กับรายการเดียวกัน ผู้ทำบัญชีจึงหยิบยอดค่ารับรองทั้งปีมาเทียบเพดานได้จากรายงานแยกประเภทตอนปิดงบ ให้เอกสารของขวัญปีใหม่ครบตั้งแต่วันซื้อ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับของขวัญลูกค้า ของขวัญต้องมีโลโก้บริษัทถึงจะหักค่าใช้จ่ายได้ไหม ไม่ต้อง กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดเรื่องโลโก้ เงื่อนไขอยู่ที่ผู้รับ ผู้อนุมัติ มูลค่าต่อคน เพดานทั้งปี และหลักฐาน โลโก้ช่วยให้เห็นว่าเป็นของเพื่อธุรกิจ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขทางภาษี จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่มีทั้งลูกค้าและพนักงาน บันทึกอย่างไร แยกยอดตามผู้เข้าร่วม ส่วนของลูกค้าบันทึกเป็นค่ารับรองและอยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ส่วนของพนักงานบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ พนักงานที่มีหน้าที่ต้อนรับลูกค้าในงานนับรวมในค่ารับรองได้ ซื้อเหล้าให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองเหมือนของขวัญอื่น ทั้งเหล้าและไวน์ต้องมีมูลค่าไม่เกินคนละ 2,000 บาทต่อคราว และนับรวมในเพดานร้อยละ 0.3 ภาษีซื้อเครดิตไม่ได้ แต่รวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ ถ้าราคาใกล้ 2,000 บาท ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีว่านับมูลค่าก่อนหรือหลัง VAT ของขวัญเกิน 2,000 บาทต่อคน ต้องทำอย่างไร ของชิ้นนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ถ้ายังต้องการให้ ให้แจ้งผู้ทำบัญชีตั้งแต่ตอนบันทึก เพื่อบวกกลับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ และช่องทางปรึกษาฟรี

เจ้าของกิจการที่ยอดขายเริ่มโตมักเจอเรื่องภาษีที่ยากขึ้น เช่น วางโครงสร้างธุรกิจหรือได้รับหนังสือเรียกจากสรรพากร บทความนี้อธิบายหน้าที่ของที่ปรึกษาภาษี วิธีเลือก ค่าบริการ เอกสารที่ต้องเตรียม และช่องทางปรึกษาฟรี ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร ใครทำหน้าที่นี้ได้บ้าง ที่ปรึกษาภาษี (Tax Consultant หรือ Tax Advisor) คือ บุคคลหรือบริษัทที่มีความรู้เฉพาะทางด้านกฎหมายภาษี ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ วางแผน และจัดการเรื่องภาษีให้กับธุรกิจหรือบุคคลธรรมดา ช่วยให้เสียภาษีถูกต้องและไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กฎหมายภาษีหลักของไทยคือประมวลรัษฎากร ผู้ที่ทำงานด้านนี้มักเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) นักบัญชีที่ชำนาญภาษี หรือทนายความด้านภาษี แต่ละกลุ่มมีใบอนุญาตและขอบเขตงานต่างกัน สำหรับเจ้าของกิจการ การมีคนช่วยดูเรื่องภาษีสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามแพ็คซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้โรงงาน จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปีละ 38 ล้านบาท และเพิ่งเริ่มจ่ายค่าซอฟต์แวร์ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ หน้าที่ของที่ปรึกษาภาษี มีอะไรบ้าง งานหลักมี 3 ด้าน คือ วางแผนภาษีล่วงหน้า ตอบคำถามและเตรียมยื่นแบบ และช่วยแก้ปัญหาเมื่อมีข้อพิพาทกับกรมสรรพากร บางรายรับครบทั้ง 3 ด้าน บางรายรับเฉพาะเรื่อง จึงควรถามขอบเขตก่อนจ้าง วางแผนภาษี (Tax Planning) ช่วยธุรกิจอย่างไร ช่วยให้เห็นภาระภาษีก่อนตัดสินใจ การวางแผนภาษีคือการดูโครงสร้างรายได้ รายจ่าย และธุรกรรมที่กำลังจะเกิด แล้วเลือกทางที่ถูกกฎหมายและภาระภาษีเหมาะสม เช่น จังหวะการซื้อสินทรัพย์ หรือรายจ่ายที่หักได้เพิ่ม ดูตัวอย่างเทคนิคที่ใช้ได้จริงในวิธีประหยัดภาษีนิติบุคคล ถ้าธุรกิจกำลังลงทุนขยายกิจการ ที่ปรึกษาอาจช่วยดูว่าเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ BOI หรือไม่ สิทธิแบบนี้เป็นการยกเว้นหรือลดภาษีตามเงื่อนไขการส่งเสริม ไม่ใช่การลดหย่อนทั่วไป ให้คำปรึกษาและเตรียมยื่นแบบทำอะไรบ้าง ตอบคำถามที่ผู้ประกอบการไม่แน่ใจ เช่น ต้องจด VAT หรือยัง จ่ายเงินแบบนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร หรือรายจ่ายนี้หักได้ไหม บางรายช่วยตรวจเอกสารและเตรียมแบบภาษีก่อนยื่น กรณีสยามแพ็คซัพพลาย คำถามแรกคือค่าซอฟต์แวร์ที่จ่ายไปต่างประเทศต้องดูเรื่องภาษีอะไรบ้าง ที่ปรึกษาจะดูทั้งภาษีที่ผู้จ่ายต้องนำส่งและอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศผู้รับเงิน ตรวจสอบและแก้ปัญหาเมื่อสรรพากรเรียกตรวจอย่างไร ทบทวนแบบที่ยื่นไปแล้ว หาจุดที่ผิด และเตรียมคำชี้แจงพร้อมเอกสาร ถ้าเจอข้อผิดพลาดจริง จะแนะนำให้ยื่นแบบเพิ่มเติมโดยเร็ว เพราะภาษีที่ชำระขาดมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 27 ยิ่งช้ายิ่งสะสม จ้างสำนักงานบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญภาษี ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่งานหลัก ผู้เชี่ยวชาญภาษีเน้นการตัดสินใจและปัญหาเฉพาะเรื่อง สำนักงานบัญชีดูแลการบันทึกบัญชีและยื่นแบบประจำ ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรองงบการเงิน ส่วนโปรแกรมบัญชีเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล เกณฑ์ ที่ปรึกษาภาษี สำนักงานบัญชี ผู้สอบบัญชี (CPA / TA) โปรแกรมบัญชี งานหลัก วางแผนภาษี ตอบคำถามเฉพาะเรื่อง ช่วยเมื่อถูกตรวจ บันทึกบัญชี ปิดงบ ยื่นแบบรายเดือนและรายปี ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน บันทึกรายการ ออกเอกสาร ดูรายงาน ช่วงที่ใช้ ก่อนตัดสินใจ หรือเมื่อมีปัญหา ทุกเดือน ปีละครั้งหลังปิดงบ ทุกวัน รูปแบบค่าบริการ รายครั้ง รายเดือน หรือรายโปรเจกต์ รายเดือน ต่องานตรวจสอบ ค่าใช้งานตามแพ็กเกจ สามบทบาทนี้ทำงานร่วมกันได้ หลายกิจการจ้างสำนักงานบัญชีดูงานประจำ แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษีเฉพาะเรื่องที่ซับซ้อน ส่วนผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจและแสดงความเห็นต่องบปีละครั้ง เมื่อไรธุรกิจควรปรึกษาภาษีกับผู้เชี่ยวชาญ เมื่อการตัดสินใจครั้งนั้นมีผลภาษีมากหรือผิดแล้วแก้ยาก ไม่ใช่ทุกกิจการต้องจ้างประจำ สัญญาณที่ควรเริ่มปรึกษาภาษีมี 5 แบบ สยามแพ็คซัพพลายเข้าข่าย 2 ข้อพร้อมกัน คือจ่ายเงินไปต่างประเทศ และได้รับหนังสือเชิญพบจากสรรพากรพื้นที่ จึงตัดสินใจหาผู้เชี่ยวชาญช่วยดูเอกสารก่อนวันนัด ถ้าปล่อยไว้จนถูกประเมิน ภาระจะย้อนไปหลายปี ดูความเสี่ยงได้ที่ภาษีย้อนหลัง วิธีเลือกที่ปรึกษาภาษีที่ดี ควรดูอะไรบ้าง ดู 3 เรื่อง ได้แก่ ใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ ประสบการณ์ในธุรกิจแบบเดียวกัน และขอบเขตงานที่เขียนไว้ชัด เลือกผิดคนอาจเสียทั้งค่าบริการและเวลา โดยปัญหาเดิมยังไม่จบ ใบอนุญาตและคุณสมบัติที่ต้องเช็ก มีอะไรบ้าง ให้ขอดูใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ ตำแหน่งที่ปรึกษาเป็นชื่อเรียกงาน ส่วนใบอนุญาตที่ใช้ยืนยันความรู้มีหลายแบบ แต่ละแบบออกโดยหน่วยงานต่างกัน ความต่างของ CPA และ TA อ่านเพิ่มได้ที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสำคัญแค่ไหน สำคัญมาก เพราะแต่ละธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางภาษีต่างกัน ร้านค้าออนไลน์มีเรื่องค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและ VAT ธุรกิจก่อสร้างมีเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลายขั้น ส่วนธุรกิจนำเข้ามีเรื่องภาษีศุลกากร ให้ถามตรง ๆ ว่าเคยดูแลธุรกิจแบบเดียวกันกี่ราย และเคยช่วยลูกค้าตอบหนังสือจากกรมสรรพากรหรือไม่ สยามแพ็คซัพพลายเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาต CPA และเคยดูแลธุรกิจจัดจำหน่าย ต้องตกลงขอบเขตงานอะไรก่อนจ้าง ต้องเขียนให้ชัดว่าที่ปรึกษาทำอะไร และกิจการต้องทำอะไรเอง เช่น ใครเป็นคนยื่นแบบ ใครลงนาม คำแนะนำส่งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ และถ้าต้องไปพบเจ้าหน้าที่ คิดค่าบริการเพิ่มอย่างไร เก็บใบเสนอราคาและสัญญาไว้กับเอกสารบัญชี ภาระภาษียังเป็นของกิจการ คำแนะนำที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงช่วยให้ย้อนดูได้ว่าตัดสินใจจากข้อมูลอะไร ก่อนเริ่มปรึกษาภาษี ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เตรียมเอกสาร 4 กลุ่ม จะช่วยให้การคุยครั้งแรกตรงประเด็นและไม่ต้องนัดซ้ำ ยิ่งเอกสารครบ ผู้เชี่ยวชาญยิ่งประเมินงานและค่าบริการได้แม่นขึ้น สยามแพ็คซัพพลายเตรียมงบการเงิน 2 ปี แบบ ภ.พ.30 ครบ 12 เดือน แบบ ภ.ง.ด.50 ปีล่าสุด สัญญาซอฟต์แวร์ และหนังสือเชิญพบฉบับจริงไปในวันแรก ค่าบริการที่ปรึกษาภาษีคิดอย่างไร คิดได้ 3 แบบ คือ รายครั้งหรือรายชั่วโมง รายเดือน และรายโปรเจกต์ ราคาขึ้นกับความซับซ้อน ปริมาณเอกสาร ความเร่งด่วน และต้องไปพบเจ้าหน้าที่หรือไม่ จึงควรขอใบเสนอราคาจาก 2 ถึง 3 รายด้วยขอบเขตงานเดียวกัน รูปแบบ เหมาะกับ สิ่งที่ควรระบุในใบเสนอราคา รายครั้งหรือรายชั่วโมง คำถามเฉพาะเรื่อง ต้องการความเห็นเร็ว จำนวนชั่วโมง คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ รายเดือน กิจการที่มีคำถามภาษีต่อเนื่อง จำนวนครั้งที่ปรึกษาได้ งานที่รวมและไม่รวม รายโปรเจกต์ ถูกเรียกตรวจ ปรับโครงสร้าง ธุรกรรมต่างประเทศ ขอบเขต ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่องานเกินขอบเขต สำหรับงานตรวจบัญชีของ TA กรมสรรพากรกำหนดว่าตกลงค่าธรรมเนียมกันได้ แต่ห้ามคิดเป็นอัตราจากยอดรายได้หรือมูลค่าสินทรัพย์ของกิจการ สยามแพ็คซัพพลายได้รับใบเสนอราคาแบบโปรเจกต์ 40,000 บาท ครอบคลุมการตรวจเอกสาร เตรียมคำชี้แจง และไปพบเจ้าหน้าที่ 1 ครั้ง จ่ายค่าที่ปรึกษาภาษี ต้องหัก ณ ที่จ่ายและลงบัญชีอย่างไร ขึ้นกับผู้รับเงิน ถ้าจ่ายให้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่าค่าที่ปรึกษาภาษีและบัญชีเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามมาตรา 50(1) ถ้าจ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้หักร้อยละ 3 ตามคำสั่ง ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 หลักการหักและนำส่งทั่วไปอ่านได้ที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง สยามแพ็คซัพพลายจ่ายค่าที่ปรึกษาให้บริษัทที่ปรึกษาที่จด VAT ยอดโอนจริงคำนวณได้ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) ค่าที่ปรึกษาตามใบเสนอราคา 40,000 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (40,000 × 7%) 2,800 หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% (40,000 × 3%) (1,200) ยอดโอนจริง (40,000 + 2,800 − 1,200) 41,600 ค่าที่ปรึกษาที่เกี่ยวกับกิจการและมีหลักฐานครบเป็นรายจ่ายที่หักได้ ส่วนรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม บริษัทนี้รายได้เกินเกณฑ์ SME จึงเสียภาษีร้อยละ 20 รายจ่าย 40,000 บาทลดภาษีได้ประมาณ 8,000 บาท ภาษีซื้อ 2,800 บาทนำไปเครดิตใน ภ.พ.30 ได้เมื่อได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง และบริษัทต้องออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ พร้อมยื่น ภ.ง.ด.53 สำหรับเงินที่หักไว้ ปรึกษาเรื่องภาษีฟรีได้ที่ไหนบ้าง ปรึกษาเรื่องภาษีฟรีได้ผ่านช่องทางของกรมสรรพากร 2 ช่องทางหลัก คือระบบนัดหมาย e-Appointment และศูนย์ RD Intelligence Center 1161 เหมาะกับคำถามข้อกฎหมายเบื้องต้นก่อนตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญ นัดหมายผ่าน e-Appointment กรมสรรพากร ทำอย่างไร กรอกข้อมูลในระบบให้ครบ แล้วรอเจ้าหน้าที่ติดต่อตามวันและรอบเวลาที่นัด ระบบนี้ให้ความเห็นข้อกฎหมายภาษีอากรเบื้องต้นแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ขอแจ้งเท่านั้น ข้อมูลที่ต้องกรอกตามหน้าe-Appointment ของกรมสรรพากร มีดังนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่ติดต่อไม่ได้ตามนัด ระบบถือว่าไม่ประสงค์รับความเห็น และห้ามบันทึกเสียงหรือภาพระหว่างรับบริการ สยามแพ็คซัพพลายใช้ช่องทางนี้ถามเรื่องภาษีของค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศก่อนวันพบที่ปรึกษา โทรถาม RD Intelligence Center 1161 ได้ไหม ได้ หมายเลข 1161 คือศูนย์ RD Intelligence Center ของกรมสรรพากร เหมาะกับคำถามสั้น ๆ เช่น กำหนดยื่นแบบ หรือขั้นตอนการยื่นออนไลน์ ระวังสายแอบอ้าง กรมสรรพากรเตือนว่าไม่มีเจ้าหน้าที่โทรติดตามชำระภาษีหรือแจ้งคืนเงิน คำตอบจากทั้งสองช่องทางเป็นความเห็นเบื้องต้นจากข้อเท็จจริงที่แจ้ง ถ้าเรื่องซับซ้อนหรือมีเงินภาษีจำนวนมาก ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญดูเอกสารจริงอีกครั้ง ข้อควรรู้ก่อนจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษี สรุป – เตรียมคำถามและเอกสารให้พร้อม ก่อนจ่ายค่าที่ปรึกษา ถ้ามีเรื่องภาษีค้างใจอยู่ เริ่มวันนี้ด้วยการเขียนคำถาม 3 ข้อที่สำคัญที่สุด รวบรวมงบการเงินและแบบภาษีปีล่าสุด แล้วจองคิว e-Appointment ก่อน ถ้าคำตอบยังไม่พอ ค่อยนำชุดเอกสารนี้ไปขอใบเสนอราคาจากผู้เชี่ยวชาญ ส่งข้อมูลบัญชีให้ผู้เชี่ยวชาญได้ครบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ผู้ทำบัญชีและที่ปรึกษาจึงดูข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ต้องรวบรวมไฟล์ใหม่ทุกครั้งที่มีคำถาม ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าบริการที่จ่ายออก PEAK Tax สร้างแบบ ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และหนังสือรับรอง 50 ทวิ และนำออกไฟล์เพื่อยื่นออนไลน์ได้ เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนนัดปรึกษาครั้งถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีธุรกิจเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับที่ปรึกษาภาษี ค่าที่ปรึกษาเป็นเงินได้มาตราไหน ส่วนใหญ่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่าค่าที่ปรึกษาภาษีและบัญชีที่บุคคลธรรมดาได้รับเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าค่าที่ปรึกษารายเดือนไม่ใช่ 40(6) ถ้าลักษณะงานต่างไป ให้ตรวจกับกรมสรรพากร ดูประเภทเงินได้ทั้งหมดที่เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ที่ปรึกษาภาษีกับนักบัญชีทำงานต่างกันอย่างไร นักบัญชีบันทึกรายการ ปิดงบ และยื่นแบบตามกำหนด ส่วนผู้เชี่ยวชาญภาษีดูการตัดสินใจและปัญหาเฉพาะเรื่อง เช่น วางแผนก่อนลงทุน หรือตอบหนังสือจากสรรพากร กิจการส่วนใหญ่ใช้นักบัญชีเป็นหลัก แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นครั้งคราว ธุรกิจขนาดเล็กต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษีไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าธุรกิจไม่ซับซ้อนและมีผู้ทำบัญชีดูแลอยู่แล้ว เริ่มจากช่องทางฟรีของกรมสรรพากรได้ แต่เมื่อมีธุรกรรมต่างประเทศ ได้รับหนังสือจากสรรพากร หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ค่าที่ปรึกษาภาษีหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการและมีหลักฐานครบ เช่น ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จ และหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าที่ปรึกษาเรื่องส่วนตัวของกรรมการไม่เกี่ยวกับกิจการ จึงหักไม่ได้ ปรึกษาภาษีกับกรมสรรพากรฟรีได้จริงไหม ได้ ผ่านระบบ e-Appointment และศูนย์ RD Intelligence Center 1161 คำตอบเป็นความเห็นเบื้องต้นตามข้อเท็จจริงที่แจ้ง เหมาะกับคำถามข้อกฎหมายทั่วไป ถ้าต้องการให้ดูเอกสารจริงหรือวางแผนหลายปี ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ซื้อทรัพย์สินปลายปี ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้อย่างไร วิธีคิดค่าเสื่อมราคา

ก่อนปิดรอบบัญชี เจ้าของกิจการบางคนรีบซื้อคอมพิวเตอร์หรือรถเพราะคิดว่าจะลดภาษีได้ทั้งก้อน แต่ภาษีที่ลดได้จริงมักน้อยกว่าที่คาด บทความนี้อธิบายการซื้อทรัพย์สินปลายปีผ่านค่าเสื่อมราคา สิทธิของ SME และวิธีตัดสินใจว่าคุ้มค่าหรือไม่ ซื้อทรัพย์สินปลายปี คืออะไร ลดภาษีนิติบุคคลได้จริงไหม ซื้อทรัพย์สินปลายปี (Year-end Asset Purchase) คือ การซื้อเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ หรืออาคารเข้ากิจการก่อนวันปิดรอบบัญชี เพื่อให้เริ่มหักค่าเสื่อมราคาได้ในรอบนั้น ลดภาษีได้จริงแต่ลดผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่หักราคาซื้อทั้งก้อน หลายคนเข้าใจว่าซื้อของ 1 ล้านบาทเดือนธันวาคม กำไรจะลดลง 1 ล้านบาททันที ความจริงคือค่าเสื่อมราคาทางภาษีคิดตามจำนวนวันที่ได้ทรัพย์สินมาในรอบบัญชี เว้นแต่กิจการเข้าเกณฑ์ค่าเสื่อมเบื้องต้นของ SME เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยเมทัลพาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างกลึงชิ้นส่วนโลหะให้โรงงาน รอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน 45 ล้านบาท ลูกจ้าง 80 คน และวางแผนซื้อเครื่องกลึงใหม่วันที่ 20 ธันวาคม 2569 ทำไมซื้อทรัพย์สินแล้วหักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายลงทุน ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (5) ห้ามนำรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายในปีที่จ่าย ทรัพย์สินที่ใช้ได้หลายปีจึงต้องทยอยหักผ่านค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 ถ้าบันทึกราคาซื้อเครื่องจักรเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ต้องบวกกลับเมื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น กิจการเลือกวิธีและอัตราค่าเสื่อมได้ตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่เมื่อเลือกแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง จะเปลี่ยนได้เมื่ออธิบดีอนุมัติ ตามมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินที่ซื้อปลายปีคิดอย่างไร คิดตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมาในรอบบัญชี และต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามประเภททรัพย์สินในมาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 ทรัพย์สินที่ได้มาปลายปีจึงได้ค่าเสื่อมรอบแรกเพียงไม่กี่วัน ประเภททรัพย์สิน อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร ร้อยละ 5 อาคารชั่วคราว ร้อยละ 100 ทรัพย์สินอื่นที่สึกหรอได้ เช่น เครื่องจักร ยานพาหนะ (นอกจากที่ดินและสินค้า) ร้อยละ 20 ที่ดิน หักค่าเสื่อมไม่ได้ ตัวอย่าง ไทยเมทัลพาร์ทซื้อเครื่องกลึง CNC ราคา 1,000,000 บาท ได้มาวันที่ 20 ธันวาคม 2569 ถือครองในรอบบัญชี 12 วัน ถ้าใช้อัตราปกติ ร้อยละ 20 ต่อปี รายการ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าเสื่อมรอบบัญชี 2569 1,000,000 × 20% × 12 ÷ 365 6,575.34 ภาษีที่ลดได้ (อัตรา 20%) 6,575.34 × 20% 1,315.07 จ่ายเงิน 1 ล้านบาทเพื่อลดภาษีปีนี้ราว 1,315 บาท ส่วนที่เหลือของต้นทุนหักต่อในรอบถัดไป วิธีคำนวณแบบอื่นอ่านได้ที่วิธีคิดค่าเสื่อมราคา SME หักค่าเสื่อมเบื้องต้นในวันที่ได้มาได้เท่าไร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างลูกจ้างไม่เกิน 200 คน หักค่าเสื่อมเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินมาได้ 3 ประเภท ส่วนที่เหลือของต้นทุนหักตามเงื่อนไขและอัตราปกติ ทรัพย์สิน หักเบื้องต้นในวันที่ได้มา มาตรา (พ.ร.ฎ. 145) คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ร้อยละ 40 ของต้นทุน มาตรา 4 จัตวา อาคารโรงงาน ร้อยละ 25 ของต้นทุน มาตรา 4 เบญจ เครื่องจักรและอุปกรณ์ของเครื่องจักร ร้อยละ 40 ของต้นทุน มาตรา 4 ฉ ไทยเมทัลพาร์ทเข้าเกณฑ์ เครื่องกลึง 1,000,000 บาทจึงหักเบื้องต้น 1,000,000 × 40% = 400,000 บาทในวันที่ 20 ธันวาคม ลดภาษีได้ 400,000 × 20% = 80,000 บาท ส่วนที่เหลือ 600,000 บาทหักตามมาตรา 4 ในรอบต่อไป เกณฑ์ SME ด้านค่าเสื่อมต่างจากเกณฑ์อัตราภาษี SME อย่างไร เป็นคนละเกณฑ์ เกณฑ์ค่าเสื่อมเบื้องต้นดูสินทรัพย์ถาวรและจำนวนลูกจ้าง ส่วนเกณฑ์อัตราภาษีขั้นบันไดดูทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กิจการหนึ่งอาจเข้าเกณฑ์เดียวและไม่เข้าอีกเกณฑ์ ไทยเมทัลพาร์ทมีทุน 10 ล้านบาท รายได้ 60 ล้านบาท จึงเสียภาษีอัตราปกติร้อยละ 20 แต่ยังใช้ค่าเสื่อมเบื้องต้นได้ สิทธิอื่นของกิจการขนาดเล็กดูได้ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลครบทุกรายการ ทรัพย์สินแต่ละประเภทหักได้ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่อัตรา ระยะเวลา และเพดานต้นทุน เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์มีสิทธิเบื้องต้นสำหรับ SME รถยนต์นั่งมีเพดานต้นทุน ส่วนอาคารหักได้ช้ากว่าและที่ดินหักไม่ได้ เครื่องจักรและอุปกรณ์หักได้อย่างไร หักตามอัตราปกติไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปีตามระยะเวลาที่ได้มา ถ้าเป็น SME ตามเกณฑ์ข้างต้น หักเบื้องต้นร้อยละ 40 ในวันที่ได้มา สิทธินี้ใช้กับเครื่องจักรที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2545 เป็นต้นไป คอมพิวเตอร์และโปรแกรมหักได้เร็วแค่ไหน หักได้ภายในสามรอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้มา และต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้ได้ตามประสงค์ ถ้าเป็น SME หักเบื้องต้นร้อยละ 40 ในวันที่ได้มา ไทยเมทัลพาร์ทซื้อคอมพิวเตอร์และโปรแกรม CAD 300,000 บาท ติดตั้งพร้อมใช้วันที่ 20 ธันวาคม จึงหักเบื้องต้น 120,000 บาท ลดภาษีได้ 24,000 บาท รถยนต์นั่งมีข้อจำกัดอะไร รถยนต์นั่งหรือรถโดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หักค่าเสื่อมจากต้นทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เว้นแต่กิจการให้เช่ารถยนต์ รถราคา 1.5 ล้านบาทจึงใช้ฐานค่าเสื่อมเพียง 1 ล้านบาท และไม่มีสิทธิค่าเสื่อมเบื้องต้นแบบ SME ภาษีมูลค่าเพิ่มของรถยนต์นั่งยังเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำไปหักภาษีขายไม่ได้ เว้นแต่กิจการขายหรือให้เช่ารถ อาคารและที่ดินหักได้หรือไม่ อาคารถาวรหักได้ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ถ้าเป็นอาคารโรงงานของ SME หักเบื้องต้นร้อยละ 25 ในวันที่ได้มา ส่วนที่ดินไม่เสื่อมสภาพ จึงหักค่าเสื่อมราคาไม่ได้ ซื้อที่ดินพร้อมอาคารต้องแยกราคาที่ดินออกก่อนคำนวณ ซื้อทรัพย์สินปลายปีคุ้มไหม เทียบเงินสดกับภาษีที่ลด คุ้มเมื่อเป็นของที่กิจการต้องซื้ออยู่แล้ว และซื้อให้ทันก่อนปิดรอบเพื่อเริ่มหักค่าเสื่อม ไม่คุ้มถ้าซื้อเพียงเพื่อลดภาษี เพราะเงินสดที่จ่ายออกไปมากกว่าภาษีที่ลดได้หลายเท่า ทรัพย์สินของไทยเมทัลพาร์ท (ซื้อ 20 ธ.ค. 2569) ราคา (บาท) ค่าเสื่อมรอบ 2569 ที่ใช้ในตัวอย่าง (บาท) ภาษีที่ลดได้ 20% (บาท) เครื่องกลึง CNC (ใช้สิทธิ SME) 1,000,000 400,000 80,000 เครื่องกลึง CNC (ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ SME) 1,000,000 6,575.34 1,315.07 คอมพิวเตอร์และโปรแกรม CAD (ใช้สิทธิ SME) 300,000 120,000 24,000 รถยนต์นั่ง 5 ที่นั่ง 1,500,000 1,000,000 × 20% × 12 ÷ 365 = 6,575.34 1,315.07 ตารางนี้นับเฉพาะส่วนเบื้องต้นหรือค่าเสื่อม 12 วัน ไม่รวมส่วนที่เหลือที่หักในรอบต่อไป แม้ใช้สิทธิ SME ครบ เงินที่จ่าย 1 ล้านบาทก็ลดภาษีปีนี้ได้ 80,000 บาท ต้องเตรียมเอกสารอะไรให้หักค่าเสื่อมได้ เตรียมหลักฐาน 3 อย่าง และบันทึกเหตุผลทางธุรกิจไว้ด้วย ให้พิสูจน์ได้ว่ากิจการได้ทรัพย์สินมาเมื่อไร ราคาทุนเท่าไร และใช้ในกิจการ วันที่ในเอกสารคือตัวกำหนดว่าค่าเสื่อมเริ่มในรอบไหน การบริหารสินทรัพย์ถาวรให้ครบวงจรอ่านต่อได้ในบทความนี้ ไทยเมทัลพาร์ทนัดผู้ขายส่งมอบและติดตั้งเครื่องกลึงวันที่ 20 ธันวาคม และให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษีวันเดียวกัน เพื่อให้วันที่ได้มาอยู่ในรอบบัญชี 2569 ชัดเจน วางแผนภาษีนิติบุคคลก่อนปิดงบปลายปีควรทำอะไร เริ่มจากประมาณกำไรทั้งปี แล้วดูว่าทรัพย์สินที่จำเป็นต้องซื้ออยู่แล้วควรซื้อก่อนหรือหลังปิดรอบ จากนั้นคุยกับผู้ทำบัญชีเรื่องวิธีค่าเสื่อม สิทธิ SME และเอกสาร ควรทำตั้งแต่เดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน ไม่ใช่วันสุดท้ายของปี เทคนิคประหยัดภาษีอื่นที่ใช้ร่วมกันได้อ่านที่วิธีประหยัดภาษีนิติบุคคล ไทยเมทัลพาร์ทตัดสินใจซื้อเครื่องกลึงและคอมพิวเตอร์ก่อนปิดงบ เพราะต้องใช้กับงานใหม่ต้นปี 2570 อยู่แล้ว ส่วนรถยนต์นั่งเลื่อนไปปีหน้า เพราะภาษีที่ลดได้น้อยและภาษีซื้อขอคืนไม่ได้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินก่อนปิดงบ สรุป – ภาษีลดผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่ราคาซื้อทั้งก้อน ถ้าเหลือเวลาก่อนปิดงบปีนี้ เริ่มวันนี้ด้วยการเขียนรายการทรัพย์สินที่ต้องซื้อจริง ใส่ราคาและวันส่งมอบที่ผู้ขายทำได้ แล้วส่งให้ผู้ทำบัญชีประเมินค่าเสื่อมและภาษีที่ลดได้ก่อนตัดสินใจ ติดตามทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาด้วย PEAK PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กร ผู้ทำบัญชีจึงเห็นราคาทุน วันที่ได้มา และค่าเสื่อมของทรัพย์สินที่ซื้อปลายปีในระบบเดียว ดูวิธีเรียกรายงานค่าเสื่อมราคาได้ที่ดูข้อมูลและพิมพ์รายงานค่าเสื่อมราคาแบบรายเดือนใน PEAK เริ่มบันทึกทรัพย์สินให้พร้อมก่อนปิดงบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินก่อนปิดงบ ซื้อทรัพย์สินวันที่ 31 ธันวาคม ได้ค่าเสื่อมไหม ได้ ถ้าได้ทรัพย์สินมาในวันนั้นจริงและรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม อัตราปกติจะได้ค่าเสื่อมเพียง 1 วัน ส่วน SME ที่เข้าเกณฑ์ได้ค่าเสื่อมเบื้องต้นเต็มจำนวนในวันที่ได้มา สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้รับของภายในสิ้นปี หักค่าเสื่อมได้หรือไม่ ยังไม่ได้ ค่าเสื่อมคิดตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมา และคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้ เงินมัดจำที่จ่ายก่อนส่งมอบจึงยังไม่ใช่ค่าเสื่อม ให้เริ่มหักในรอบที่ได้รับทรัพย์สิน บริษัทไม่ใช่ SME ใช้ค่าเสื่อมเบื้องต้น 40% ได้ไหม ไม่ได้ ถ้าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินเกิน 200 ล้านบาทหรือจ้างลูกจ้างเกิน 200 คน ต้องหักตามอัตราปกติตามจำนวนวัน ส่วนคอมพิวเตอร์ยังหักได้ภายในสามรอบบัญชีตามมาตรา 4 จัตวา ซื้อปลายปีแล้วต้องใช้วิธีค่าเสื่อมเดิมตลอดไหม ต้องใช้ต่อเนื่อง เมื่อเลือกวิธีการทางบัญชีและอัตราสำหรับทรัพย์สินแล้ว จะเปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ควรตกลงวิธีกับผู้ทำบัญชีก่อนบันทึกรายการแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

วิธียื่นภาษีนิติบุคคล ครบทุกขั้นตอน เอกสาร และกำหนดเวลา

ช่วงใกล้ครบกำหนด เจ้าของบริษัทหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องรองบการเงินให้เสร็จก่อนจึงจะยื่นแบบได้ และไม่แน่ใจว่าบริษัทที่ขาดทุนต้องยื่นด้วยหรือเปล่า บทความนี้สรุปขั้นตอนยื่นภาษีนิติบุคคลตั้งแต่ปิดงบจนชำระภาษี เอกสาร กำหนดเวลา และวิธียื่นผ่าน e-Filing ยื่นภาษีนิติบุคคล คืออะไร ยื่นภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax Filing) คือ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่อกรมสรรพากรปีละ 2 ครั้ง คือแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับครึ่งรอบบัญชี และแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับทั้งรอบบัญชี พร้อมชำระภาษีจากกำไรสุทธิ บทความนี้เน้นวิธียื่นตั้งแต่ปิดงบจนชำระภาษี ส่วนนิยามและอัตราภาษีแบบละเอียดดูได้ที่บทความภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเจ้าของกิจการ การยื่นให้ถูกและทันสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามพาร์ทเทค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอะไหล่เครื่องจักรให้โรงงาน ทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท รายได้ปีละ 18 ล้านบาท รอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 และปีนี้เจ้าของรับหน้าที่ประสานการยื่นภาษีเอง ใครต้องยื่น และขาดทุนต้องยื่นไหม ผู้ที่ต้องยื่นคือบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าขาดทุนก็ยังต้องยื่น เพียงแต่ไม่มีภาษีต้องชำระ ปีแรกที่ตั้งบริษัท สยามพาร์ทเทคขาดทุน บริษัทยังยื่น ภ.ง.ด.50 แจ้งผลขาดทุนตามปกติ ส่วนกิจการที่รอบบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ในรอบนั้น ตามมาตรา 67 ทวิ นิติบุคคลยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง ใช้แบบอะไร ภาษีเงินได้นิติบุคคลยื่นปีละ 2 ครั้ง ด้วยแบบ 2 แบบ ภ.ง.ด.51 คือการจ่ายภาษีล่วงหน้าจากประมาณการกำไร และ ภ.ง.ด.50 คือการสรุปภาษีจากกำไรจริงทั้งปี เรื่อง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.50 (ทั้งปี) คำนวณจาก กึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี (กิจการทั่วไป) กำไรสุทธิจริงทั้งรอบบัญชี ใช้งบการเงิน ไม่ต้องใช้งบที่ผู้สอบบัญชีรับรอง ใช้งบที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว ภาษีที่จ่าย นำไปหักจากภาษีใน ภ.ง.ด.50 ภาษีทั้งปีหักเครดิตที่จ่ายไปแล้ว รายละเอียดของแบบประจำปีอ่านต่อได้ที่แบบ ภ.ง.ด.50 วิธีประมาณการกำไรและกรอกแบบครึ่งปีดูได้ที่ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ส่วนที่หลายคนถามว่านิติบุคคลยื่นภาษีรายเดือนอย่างไร นั่นคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อบริษัทจ่ายเงินให้ผู้อื่น (ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ซึ่งเป็นคนละแบบกับภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลภายในวันไหน ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี ตามมาตรา 67 ทวิ และมาตรา 68 แห่งประมวลรัษฎากร นับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี ไม่ใช่ปีปฏิทิน บริษัทที่ปิดบัญชี 31 ธันวาคม เมื่อนับ 150 วันจะครบวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป ไม่ใช่ 31 พฤษภาคมอย่างที่หลายคนจำ แบบ ยื่นกระดาษ ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต สยามพาร์ทเทค (รอบปี 2569) ภ.ง.ด.51 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรก 2 เดือน 8 วัน กระดาษ 31 ส.ค. 2569 · ออนไลน์ 8 ก.ย. 2569 ภ.ง.ด.50 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี 158 วัน (ถ้าประกาศขยายเวลายังใช้) กระดาษ 30 พ.ค. 2570 · ออนไลน์ 7 มิ.ย. 2570 ยื่นออนไลน์ได้เพิ่มกี่วัน และใช้ถึงเมื่อไร ได้เพิ่ม 8 วัน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ซึ่งใช้กับแบบที่ครบกำหนดยื่นระหว่าง 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 แบบที่ครบกำหนดหลังจากนั้นต้องรอประกาศต่ออายุ ภ.ง.ด.51 รอบปี 2569 ของสยามพาร์ทเทคอยู่ในช่วงประกาศ จึงยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 กันยายน 2569 แต่ ภ.ง.ด.50 ครบกำหนด 30 พฤษภาคม 2570 ซึ่งเลยช่วงประกาศ ถ้าไม่มีประกาศใหม่ วันสุดท้ายคือ 30 พฤษภาคม 2570 ทั้งกระดาษและออนไลน์ Timeline ยื่นภาษีและส่งงบทั้งปี มีอะไรบ้าง ภาษีนิติบุคคลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานปลายปี ก่อนยื่น ภ.ง.ด.50 ต้องมีงบที่ผู้สอบบัญชีรับรองและที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ หลังยื่นยังมีงานส่งงบและรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลำดับ งาน กำหนด ฐานกฎหมาย สยามพาร์ทเทค 1 ยื่น ภ.ง.ด.51 2 เดือนหลังครบครึ่งรอบบัญชี ประมวลรัษฎากร ม.67 ทวิ ยื่นออนไลน์ 5 ก.ย. 2569 2 ปิดงบและให้ผู้สอบบัญชีตรวจ ก่อนประชุมผู้ถือหุ้น ป.พ.พ. ม.1197 ส่งข้อมูลให้ผู้สอบบัญชี ก.พ. 2570 3 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ ภายใน 4 เดือนนับแต่วันที่ในงบดุล ป.พ.พ. ม.1197 ประชุม 20 เม.ย. 2570 4 ส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ป.พ.พ. ม.1139 ภายใน 4 พ.ค. 2570 5 ส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ประชุมอนุมัติ พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ม.11 ภายใน 20 พ.ค. 2570 6 ยื่น ภ.ง.ด.50 และชำระภาษี 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ประมวลรัษฎากร ม.68 และ 69 ภายใน 30 พ.ค. 2570 ตารางนี้ทำให้เห็นว่ากำหนดที่แน่นที่สุดไม่ใช่ ภ.ง.ด.50 แต่เป็นการปิดงบ ถ้าผู้สอบบัญชีได้ข้อมูลช้า งานทุกแถวที่เหลือจะเลื่อนตามกันทั้งหมด ขั้นตอนการยื่นภาษีนิติบุคคล มีกี่ขั้น ยื่นภาษี บริษัท มี 5 ขั้นตอนหลัก คือเตรียมงบและเอกสาร เลือกแบบ คำนวณภาษีที่ต้องชำระ ยื่นแบบ และชำระภาษี ขั้นที่ใช้เวลามากที่สุดคือขั้นแรก เพราะต้องรอผู้สอบบัญชีรับรองงบ ขั้นตอนที่ 1: เตรียมงบการเงินและเอกสาร เริ่มจากปิดบัญชีและจัดทำงบการเงิน ตามขั้นตอนวิธีจัดทำงบการเงิน แล้วส่งให้ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรอง จากนั้นเตรียมเอกสารที่ใช้กรอกแบบให้ครบ ขั้นตอนที่ 2: เลือกแบบฟอร์มที่ถูกต้อง ภาษีครึ่งปีใช้แบบ ภ.ง.ด.51 และภาษีทั้งปีใช้แบบ ภ.ง.ด.50 กรอกผ่านระบบ e-Filing ได้โดยตรง หรือดาวน์โหลดแบบจากเว็บไซต์กรมสรรพากรเพื่อยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ขั้นตอนที่ 3: กรอกแบบฟอร์มและคำนวณภาษี นำกำไรทางบัญชีมาบวกรายจ่ายที่กฎหมายไม่ให้หัก เพื่อได้กำไรสุทธิทางภาษี คำนวณภาษีตามอัตรา แล้วหักภาษีที่จ่ายล่วงหน้าใน ภ.ง.ด.51 และภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ส่วนที่เหลือคือภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) กำไรทางบัญชี ตามงบที่รับรองแล้ว 1,600,000 บวก ค่ารับรองส่วนที่เกินเกณฑ์ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี 40,000 บวก ค่าปรับ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี 10,000 กำไรสุทธิทางภาษี 1,650,000 ภาษีตามอัตรา SME (1,650,000 − 300,000) × 15% 202,500 หัก ภาษีที่จ่ายใน ภ.ง.ด.51 90,000 หัก ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายทั้งปี 30,000 ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.50 202,500 − 90,000 − 30,000 82,500 สยามพาร์ทเทคเข้าเกณฑ์อัตรา SME เพราะทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กำไร 300,000 บาทแรกจึงได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินถึง 3 ล้านบาทเสียร้อยละ 15 ขั้นตอนที่ 4: ยื่นแบบภาษี ยื่นได้ 2 ช่องทาง คือยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ตรวจตัวเลขในแบบกับงบที่รับรองแล้วอีกครั้งก่อนกดยืนยัน เพราะตัวเลขทั้งสองชุดต้องตรงกัน ขั้นตอนที่ 5: ชำระภาษี เมื่อยื่นแบบผ่าน e-Filing และมีภาษีต้องชำระ เลือกชำระได้หลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตของธนาคารที่ร่วมโครงการ บัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือนำรหัสควบคุม (Control Code) ไปชำระที่หน่วยรับชำระ ถ้าไม่มีภาษีต้องชำระ ระบบยืนยันการรับแบบพร้อมหมายเลขอ้างอิงทันที วิธียื่นภาษีนิติบุคคลออนไลน์ผ่าน e-Filing ทำอย่างไร ยื่นภาษีนิติบุคคล ออนไลน์ผ่านระบบ New e-Filing ของกรมสรรพากรได้ หลังจากลงทะเบียนและได้รับอนุมัติแล้ว ขั้นที่ใช้เวลานานคือการลงทะเบียนครั้งแรก จึงควรทำล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนครบกำหนด สมัครสมาชิก e-Filing (กรณียื่นครั้งแรก) นิติบุคคลลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งคือเลขนิติบุคคล 13 หลัก เลือกวัตถุประสงค์ยื่นแบบภาษีจากการประกอบกิจการ แล้วยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP ทางอีเมล หลังลงทะเบียน ต้องส่งแบบ ภ.อ.01 ที่ลงลายมือชื่อ พร้อมบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจทุกคน ภายใน 30 วัน ส่งได้ 3 ช่องทาง คือยื่นด้วยตนเอง ส่งทางอีเมล หรืออัปโหลดพร้อมลายมือชื่อดิจิทัลจากผู้ให้บริการออกใบรับรองที่ได้รับการรับรอง เมื่อได้รับอนุมัติ ระบบส่งชื่อผู้ใช้งานและลิงก์ตั้งรหัสผ่านทางอีเมล การส่งเอกสารทางอีเมลให้สิทธิเฉพาะการยื่นแบบ ส่วนการอัปโหลดพร้อมลายมือชื่อดิจิทัลให้สิทธิใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ขั้นตอนกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ หลังเข้าสู่ระบบ ทำตาม 4 ขั้นนี้ สยามพาร์ทเทคลงทะเบียน New e-Filing ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนยื่น ภ.ง.ด.51 ของปีนี้ เมื่อถึงรอบ ภ.ง.ด.50 จึงใช้บัญชีเดิมได้ทันที ไม่ต้องรอเอกสารอนุมัติใกล้วันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น มีโทษอะไร มีทั้งเงินเพิ่มและค่าปรับ เงินเพิ่มคิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับจากพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ ไม่เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 27 และค่าปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 69 ตามมาตรา 35 ตัวอย่าง ถ้าสยามพาร์ทเทคยื่นแบบกระดาษวันที่ 15 มิถุนายน 2570 ช้าไป 16 วัน เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เงินเพิ่มคือ 82,500 × 1.5% = 1,237.50 บาท และอาจถูกปรับเพิ่มอีกไม่เกิน 2,000 บาท ภ.ง.ด.51 มีความเสี่ยงเพิ่มอีกชั้น ถ้าไม่ยื่น หรือประมาณการกำไรต่ำกว่ากำไรจริงเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี สยามพาร์ทเทคประมาณการไว้ 1,400,000 บาท ต่ำกว่ากำไรจริงไม่เกินร้อยละ 25 จึงไม่โดนเงินเพิ่มส่วนนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อยื่นภาษีบริษัท ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดก่อนเปิดระบบ e-Filing และป้องกันได้ถ้าวางแผนตั้งแต่ต้นปี ข้อควรรู้เกี่ยวกับการยื่นภาษีนิติบุคคล สรุป – ภ.ง.ด.50 ครบกำหนด 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ถ้าบริษัทยังไม่มีบัญชี New e-Filing ให้เริ่มลงทะเบียนสัปดาห์นี้ แล้วนัดผู้สอบบัญชีให้ได้วันรับข้อมูลก่อนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ทุกแถวใน timeline ทันกำหนด เตรียมงบการเงินก่อนยื่นภาษีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ให้ผู้ทำบัญชีส่งต่อผู้สอบบัญชีได้เร็วขึ้น ส่วนภาษีรายเดือน PEAK Tax สร้างแบบ ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และหนังสือรับรอง 50 ทวิ และนำออกไฟล์เพื่อยื่นออนไลน์ได้ ข้อมูลภาษีที่ถูกหักไว้จึงพร้อมใช้ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 เริ่มวางระบบให้ทันรอบบัญชีถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยื่นภาษีนิติบุคคล บริษัทเพิ่งจดทะเบียน ยังไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีไหม ต้องยื่น แม้กำไรสุทธิเป็นศูนย์หรือขาดทุน ให้ยื่น ภ.ง.ด.50 แจ้งผลการดำเนินงาน ไม่มีภาษีต้องจ่าย แต่หน้าที่ยื่นแบบยังอยู่ ส่วน ภ.ง.ด.51 ไม่ต้องยื่นถ้ารอบบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน จ้างสำนักงานบัญชีทำให้ได้ไหม หรือต้องยื่นเอง จ้างได้ กิจการจำนวนมากจ้างผู้ทำบัญชีจัดทำบัญชีและยื่นแบบให้ แต่หน้าที่ตามกฎหมายยังเป็นของบริษัท และงบการเงินต้องให้ผู้สอบบัญชี TA หรือ CPAตรวจรับรองแยกต่างหาก ยื่นภาษีนิติบุคคลผิด แก้ไขได้ไหม แก้ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับรอบบัญชีเดียวกัน ถ้าแบบเพิ่มเติมทำให้มีภาษีต้องชำระเพิ่ม ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีส่วนที่ขาด นับจากพ้นกำหนดยื่นเดิม ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต่างจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50) ตรงไหน ต่างกันที่ฐานคำนวณ ภ.ง.ด.51 ใช้ประมาณการกำไรครึ่งปีและไม่ต้องใช้งบที่รับรองแล้ว ส่วน ภ.ง.ด.50 ใช้กำไรจริงทั้งปีจากงบที่ผู้สอบบัญชีรับรอง ภาษีที่จ่ายใน ภ.ง.ด.51 นำมาหักจากภาษีประจำปีได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผ่าน e-Donation สรุปวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

เงินบริจาค นิติบุคคล คืออะไร และสำคัญอย่างไร เงินบริจาค นิติบุคคล (Corporate Donation) คือเงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมอบให้องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หน่วยงานกีฬา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า เงินบริจาคของนิติบุคคลสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้อธิบายเงินบริจาค นิติบุคคลผ่านตัวอย่างบริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมส่งโรงงาน มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เงินบริจาคต่างจากค่าส่งเสริมการขายอย่างไร จุดที่ฝ่ายบัญชีสับสนบ่อยคือการแยกเงินบริจาคออกจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย เพราะผลทางภาษีต่างกันมาก รายการ ลักษณะ ผลทางภาษี เงินบริจาค ให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางการค้า หักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด ค่าส่งเสริมการขาย / สปอนเซอร์ ได้พื้นที่โฆษณา โลโก้ หรือสิทธิประโยชน์ทางการค้ากลับมา หักเป็นรายจ่ายปกติได้เต็มจำนวน ถ้าเกี่ยวกับการหารายได้และมีหลักฐาน ถ้าบริษัทซันวิศว์สนับสนุนงานแข่งขันหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัยแล้วได้ติดโลโก้และออกบูธ รายการนี้ใกล้เคียงค่าส่งเสริมการขายมากกว่าเงินบริจาค ต้องมีสัญญาหรือหนังสือตกลงสิทธิประโยชน์ประกอบ เงินบริจาคนิติบุคคล หักรายจ่ายได้กี่ประเภท เงินบริจาค นิติบุคคลที่นำมาหักรายจ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามเพดานที่กฎหมายกำหนด กลุ่ม หักได้ เพดาน กฎหมาย บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา (ทั่วไป) 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. เฉพาะ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 (พ.ศ. 2569) กำไรสุทธิที่ใช้คำนวณเพดาน คือกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.52/2537 บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ได้ในส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ผู้รับต้องเป็นองค์กรที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เช่น วัด สภากาชาดไทย โรงพยาบาลของรัฐ และมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล ควรตรวจรายชื่อบนเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนโอนเงินทุกครั้ง ผู้รับแบบไหนที่บริจาคแล้วหักรายจ่ายไม่ได้ เงินบริจาคจะหักรายจ่ายทางภาษีไม่ได้เลยในกรณีต่อไปนี้ กรณีช่วยเหลือพนักงาน ให้พิจารณาจัดเป็นสวัสดิการพนักงานตามระเบียบบริษัทแทน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางภาษีต่างจากเงินบริจาค บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แยกเพดานรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาไว้อีก 2% ต่างหาก บริษัทที่บริจาคทั้ง 2 กลุ่มจึงหักได้รวมสูงสุดราว 4% ของกำไรสุทธิ กรณีบริจาคทั้ง 2 กลุ่มในปีเดียวกัน คำสั่ง ป.52/2537 กำหนดวิธีคำนวณเพดานแต่ละกลุ่มจากกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้ง 2 รายการ ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณตามสูตรในคำสั่งนี้ตอนปิดงบ บริจาคที่หักได้ 2 เท่า ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคลปี 2569 มาจาก พ.ร.ฎ. 3 ฉบับ ซึ่งทางภาษีคือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค และทั้งหมดต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร พ.ร.ฎ. ผู้รับบริจาค ประกาศราชกิจจานุเบกษา ช่วงเวลาที่ได้สิทธิ ฉบับที่ 806 (แก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 795) สภากาชาดไทย และมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามรายชื่อที่กำหนด รวม 9 มูลนิธิที่เพิ่มใหม่ 28 ก.ย. 2569 ตามวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 809 สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันที่กำหนด 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 810 การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกรมพลศึกษา 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ. เหล่านี้ เงินบริจาคที่หัก 2 เท่า เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ การศึกษา และการกีฬาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านั้น (กรุงเทพธุรกิจ) รายชื่อ พ.ร.ฎ. ทั้ง 3 ฉบับดูได้ที่หน้ารวมพระราชกฤษฎีกาของกรมสรรพากร ก่อนบริจาคให้ตรวจว่าผู้รับอยู่ในรายชื่อและเข้าร่วมระบบ e-Donation แล้ว เพราะโอนเงินตรงหรือจ่ายเช็คจะไม่ได้สิทธิ 2 เท่า e-Donation คืออะไร นิติบุคคลบริจาคผ่านระบบอย่างไร e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หน่วยรับบริจาคเป็นผู้บันทึกข้อมูลการบริจาคเข้าระบบ แล้วข้อมูลส่งตรงไปที่กรมสรรพากร ผู้บริจาคไม่ต้องใช้ใบเสร็จกระดาษเป็นหลักฐาน สำหรับนิติบุคคล หน่วยรับบริจาคจะบันทึกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัท ชื่อ วันที่ และจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สิน ตามคำถามคำตอบระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ช่องทาง QR ของธนาคารส่งข้อมูลเฉพาะการบริจาคของบุคคลธรรมดา บริษัทจึงควรบริจาคผ่านหน่วยรับบริจาคโดยตรงและแจ้งเลขผู้เสียภาษีทุกครั้ง e-Donation ต่างจากใบเสร็จกระดาษอย่างไร ประเด็น ใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตร e-Donation หลักฐาน เอกสารกระดาษจากผู้รับ ข้อมูลในระบบกรมสรรพากร สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. 2569 ไม่ได้ ได้ ถ้าผู้รับอยู่ในรายชื่อ ความเสี่ยงเอกสารหาย มี ต่ำ ตรวจย้อนได้ในระบบ การตรวจยอดก่อนปิดงบ รวบรวมใบเสร็จเอง เข้าระบบตรวจรายการได้ บริษัทที่บริจาคเป็นประจำจึงควรเลือกผู้รับที่อยู่ในระบบ e-Donation เป็นหลัก แม้จะเป็นการบริจาคที่หักได้ 1 เท่า เพราะหลักฐานตรวจสอบง่ายกว่า ขั้นตอนบริจาคผ่าน e-Donation สำหรับบริษัท หน่วยรับบริจาคไม่อยู่ในระบบ e-Donation ทำอย่างไร ถ้าผู้รับเป็นองค์การสาธารณกุศลที่ยังไม่เข้าระบบ บริษัทยังใช้สิทธิหัก 1 เท่าตาม ม.65 ตรี (3) ได้ โดยเก็บใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน และวันที่ให้ครบ แต่จะใช้สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. ไม่ได้ เพราะสิทธินี้ผูกกับการบริจาคผ่านระบบเท่านั้น ตรวจสอบเงินบริจาคผ่าน e-Donation อย่างไร เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ส่วนสำหรับผู้บริจาค แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอจะแสดงวันที่ ชื่อผู้รับ จำนวนเงิน และช่องทางการบริจาค ถ้ายอดไม่ขึ้นภายในช่วงที่หน่วยรับบริจาคแจ้ง ให้ติดต่อหน่วยรับบริจาคให้บันทึกข้อมูลก่อนปิดงบ เพราะยอดที่ไม่อยู่ในระบบจะใช้สิทธิ 2 เท่าไม่ได้ บริจาคสิ่งของแทนเงิน หักรายจ่ายได้ไหม ได้ เงินบริจาค นิติบุคคลในรูปทรัพย์สินแทนเงินสดหักรายจ่ายได้ภายใต้เพดานเดียวกับเงินสด ส่วน พ.ร.ฎ. ที่ให้สิทธิ 2 เท่าครอบคลุมทั้งการบริจาคเงินและทรัพย์สิน มูลค่าที่นำมาหักรายจ่ายใช้มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่บริจาค ตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/4708 ตัวอย่าง บริษัทซันวิศว์ซื้อชุดเครื่องมือช่างใหม่ 30,000 บาท มอบให้วิทยาลัยเทคนิคของรัฐผ่านระบบ e-Donation มูลค่าที่ใช้คือ 30,000 บาท และเข้าเงื่อนไขหัก 2 เท่าเป็น 60,000 บาท ภายใต้เพดาน 10% หลักฐานที่ต้องเก็บคือใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน และข้อมูลการรับบริจาคจากหน่วยรับ ถ้าเป็นสินค้าของกิจการที่จด VAT ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของการบริจาคสินค้าด้วย ตัวอย่างคำนวณเงินบริจาค นิติบุคคล ปี 2569 บริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท บริจาค 2 รายการ ขั้นที่ 1 คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ตามงบ 5,000,000 บาท เพดานบริจาคทั่วไป 2% 5,000,000 × 2% 100,000 บาท เพดานรวมกรณี 2 เท่า 10% 5,000,000 × 10% 500,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณรายจ่ายที่หักได้ รายการ วิธีคำนวณ หักได้ วัด 100,000 ไม่เกินเพดาน 100,000 100,000 บาท มหาวิทยาลัยของรัฐ (e-Donation) 200,000 × 2 400,000 บาท รวม 100,000 + 400,000 500,000 บาท (เท่าเพดาน 10% พอดี) ขั้นที่ 3 ภาษีที่ประหยัดได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินที่บริจาคจริง 100,000 + 200,000 300,000 บาท รายจ่ายที่หักได้ จากขั้นที่ 2 500,000 บาท ภาษีที่ลดลง 500,000 × 20% 100,000 บาท ต้นทุนสุทธิของการบริจาค 300,000 – 100,000 200,000 บาท ถ้าบริษัทซันวิศว์บริจาควัด 150,000 บาทแทน ส่วนที่หักได้ยังเป็น 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 และยกไปหักปีถัดไปไม่ได้ ถ้าบริจาคมหาวิทยาลัยด้วยการโอนเงินตรงโดยไม่ผ่าน e-Donation ยอด 200,000 บาทจะกลับไปอยู่ในกลุ่มการศึกษาทั่วไป หักได้ 1 เท่าภายในเพดาน 2% เท่านั้น กรณีบริษัท SME กำไรน้อย เพดานจะแคบลง สมมุติลูกค้ารายหนึ่งของบริษัทซันวิศว์ คือบริษัท รุ่งโรจน์ แพ็คกิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) โรงงานบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 1,000,000 บาท และต้องการบริจาคโรงเรียนรัฐผ่าน e-Donation 80,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เพดานรวม 10% 1,000,000 × 10% 100,000 บาท หัก 2 เท่า 80,000 × 2 160,000 บาท หักได้จริง ไม่เกินเพดาน 100,000 บาท บริษัทรุ่งโรจน์จ่ายจริง 80,000 บาท แต่ใช้สิทธิ 2 เท่าได้แค่ 100,000 บาท ถ้าบริจาคเพียง 50,000 บาท จะหักได้ 100,000 บาทเท่ากัน เงินบริจาค นิติบุคคลที่กำไรไม่สูงจึงควรคำนวณเพดานก่อนกำหนดยอดบริจาค เงินบริจาคกับ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็น ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนและบริษัทต่างชาติ ต้องรายงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) และหลายรายประเมินซัพพลายเออร์จากกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย วิธีทำให้เงินบริจาคเป็น CSR ที่คู่ค้าเห็นได้จริงมี 3 ข้อ เอกสารเงินบริจาค นิติบุคคลที่ต้องเก็บ เอกสารที่ใช้ขอสิทธิขึ้นกับช่องทางและประเภทผู้รับ ควรเก็บไว้คู่กับใบสำคัญจ่ายทุกรายการ กรณี เอกสารหลัก เอกสารประกอบ บริจาคเงินผ่าน e-Donation ข้อมูลรายการในระบบ e-Donation หลักฐานการโอนเงิน · หนังสือรับเงินบริจาคถ้าขอจากผู้รับ บริจาคเงินแบบทั่วไป ใบเสร็จรับเงินหรือใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน วันที่ หลักฐานการโอนเงิน · ประกาศรายชื่อองค์การสาธารณกุศลของผู้รับ บริจาคทรัพย์สิน หนังสือรับมอบทรัพย์สินจากผู้รับ หรือข้อมูลใน e-Donation ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน เพื่อยืนยันมูลค่าต้นทุน ปิดงบปลายปี ตารางสรุปเงินบริจาคทั้งปี แยกตามกลุ่มเพดาน กระดาษทำการคำนวณเพดาน 2% และ 10% ข้อมูลจาก e-Donation และตารางสรุปนี้ใช้ประกอบการกรอก ภ.ง.ด.50 และใช้ชี้แจงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ควรสแกนเอกสารกระดาษเก็บเป็นไฟล์ด้วย วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค นิติบุคคล เงินบริจาค นิติบุคคลบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีด้วยจำนวนจริงที่จ่าย ส่วนสิทธิ 2 เท่าและการบวกกลับส่วนเกินเพดานเป็นรายการปรับปรุงทางภาษีตอนกรอก ภ.ง.ด.50 ไม่ได้บันทึกในสมุดบัญชี กรณีบริจาคเงิน 300,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 300,000 เงินฝากธนาคาร 300,000 กรณีบริจาคเครื่องมือช่างที่ซื้อมา 30,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 30,000 เงินฝากธนาคาร (ค่าซื้อเครื่องมือ) 30,000 ตอนปิดงบ ให้แยกเงินบริจาคทั้งปีเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่หักได้ 1 เท่า ส่วนที่หักเพิ่มได้อีก 1 เท่าตาม พ.ร.ฎ. และส่วนเกินเพดานที่ต้องบวกกลับ แล้วนำตัวเลขไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.50 ส่วนเกินเพดานที่บวกกลับมีลักษณะเดียวกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษีรายการอื่น ควรตั้งผังบัญชีเงินบริจาคแยกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปตั้งแต่ต้นปีเพื่อดึงยอดได้ง่าย ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เงินบริจาค นิติบุคคลต้องจำอะไรบ้าง บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหักได้ไม่เกิน 2% และบริจาคเพื่อการศึกษาหรือกีฬาหักได้อีกไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านี้ บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 หักได้ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2570 ส่วนเกินเพดานเป็นรายจ่ายต้องห้ามและยกไปปีถัดไปไม่ได้ สิทธิ 2 เท่าปรับใน ภ.ง.ด.50 ส่วนสมุดบัญชีบันทึกตามจำนวนที่จ่ายจริง เริ่มได้วันนี้ด้วยการประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 แล้วคูณ 10% เพื่อดูว่าบริษัทบริจาคผ่าน e-Donation ได้สูงสุดเท่าไหร่ก่อนชนเพดาน จัดการบัญชีเงินบริจาคให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายเงินบริจาคแยกผังบัญชีตั้งแต่ต้นปี ดูยอดสะสมเทียบกับกำไรได้ตลอด และปิดงบได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องรายจ่ายอื่นที่ช่วยลดภาษีได้ที่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ และวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ในหมวดภาษีของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินบริจาค นิติบุคคล บริจาควัดผ่าน e-Donation ได้หัก 2 เท่าไหม โดยทั่วไปไม่ได้ วัดอยู่ในกลุ่มบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ แม้จะบริจาคผ่าน e-Donation ก็ตาม สิทธิ 2 เท่าใช้กับผู้รับที่ พ.ร.ฎ. กำหนดไว้เท่านั้น บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ได้หัก 2 เท่าไหม ถ้าบริจาคให้โรงพยาบาลของรัฐโดยตรง จัดเป็นบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริจาคผ่าน e-Donation ให้สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์ที่อยู่ในรายชื่อตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806 จะหักได้ 2 เท่าภายในเพดาน 10% เงินบริจาคส่วนที่เกินเพดาน ยกไปหักปีถัดไปได้ไหม ไม่ได้ ส่วนที่เกินเพดาน 2% หรือ 10% เป็นรายจ่ายต้องห้ามของปีนั้น ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีและยกไปรอบบัญชีถัดไปไม่ได้ e-Donation คืออะไร นิติบุคคลใช้ได้ไหม e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรที่หน่วยรับบริจาคบันทึกข้อมูลส่งตรงถึงกรมสรรพากร นิติบุคคลใช้ได้ โดยแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทให้หน่วยรับบริจาคบันทึกทุกครั้ง บริษัทบริจาคเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เงินบริจาคเป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าจ้างที่อยู่ในหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย e-Donation นิติบุคคลตรวจสอบยอดได้ที่ไหน ตรวจได้ในระบบ e-Donation บนเว็บไซต์กรมสรรพากร ส่วนสำหรับผู้บริจาค โดยเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอแสดงวันที่ ผู้รับ และจำนวนเงินที่หน่วยรับบริจาคบันทึกไว้ เงินบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ไหม ได้ทางบัญชีเต็มจำนวน แต่ทางภาษีหักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนที่เกินเพดานถูกบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

50 ทวิ (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) คืออะไร ตัวอย่าง วิธีอ่าน และหน้าที่ของผู้ออก

50 ทวิ คืออะไร และสำคัญอย่างไร 50 ทวิ คือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงิน เพื่อยืนยันว่าได้หักภาษีเงินได้ไว้เท่าไร และนำส่งกรมสรรพากรแล้ว ชื่อเรียกมาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ทวิ ที่กำหนดหน้าที่ออกหนังสือนี้ คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่าใบ 50 ทวิ ใบทวิ 50 หรือใบหัก ณ ที่จ่าย เอกสารใบเดียวมีคนเกี่ยวข้อง 2 ฝั่ง ฝั่งผู้รับเงิน เช่น พนักงาน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของที่ให้เช่า ใช้หนังสือรับรองเป็นหลักฐานว่าภาษีบางส่วนถูกจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว ส่วนฝั่งผู้จ่ายเงิน เช่น บริษัทที่จ้างพนักงานหรือจ้างฟรีแลนซ์ มีหน้าที่ออกให้ครบและตรงเวลา สำหรับเจ้าของธุรกิจและพนักงาน เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ทำไมได้ 50 ทวิ 2 ฉบับ และต้องเก็บฉบับไหน ได้ 2 ฉบับเพราะแบบฟอร์มของกรมสรรพากรกำหนดให้มีข้อความตรงกัน 2 ฉบับ แต่ละฉบับใช้ต่างกัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 62) ทั้งสองฉบับเป็นของผู้รับเงิน ผู้จ่ายไม่ได้เก็บฉบับใดไว้เอง ในทางปฏิบัติ ถ้ายื่นภาษีออนไลน์ระบบไม่ได้ให้แนบตัวกระดาษ ผู้รับเงินจึงเก็บไว้ทั้งสองฉบับ เผื่อกรมสรรพากรขอเอกสารประกอบตอนขอคืนภาษี ถ้าได้มาแค่ฉบับเดียว ให้ขอฉบับที่ขาดจากผู้จ่ายตั้งแต่ตอนรับเอกสาร ใครต้องออก 50 ทวิ และต้องออกเมื่อไร ผู้ที่ต้องออกคือผู้จ่ายเงินที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือบุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่หัก กำหนดเวลาออกขึ้นกับประเภทเงินได้ ประเภทเงินได้ ตัวอย่าง ต้องออก 50 ทวิ เมื่อไร เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินเดือนพนักงานประจำ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่พนักงานออกจากงานระหว่างปี ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าโฆษณา จ้างฟรีแลนซ์ เช่าออฟฟิศ จ้างบริษัทอื่น ออกให้ทุกครั้งที่จ่ายเงินและหักภาษี กำหนดของเงินเดือนอ้างอิงจากข้อหารือของกรมสรรพากร ที่ กค 0706/5749 ซึ่งตอบเรื่องการออกหนังสือรับรองให้พนักงานที่ออกระหว่างปี จุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยคือรอออกพร้อมพนักงานคนอื่นในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งที่พนักงานลาออกไปตั้งแต่กลางปี และต้องได้เอกสารภายใน 1 เดือน สมมติคุณฝนเป็นเจ้าของสตูดิโอออกแบบในรูปบริษัท ในปีภาษี 2569 บริษัทของคุณฝนต้องออกหนังสือรับรองอย่างน้อย 3 แบบ ตัวอย่าง 50 ทวิ เงินเดือน อ่านทีละช่องอย่างไร ตัวอย่าง 50 ทวิ เงินเดือนประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ ข้อมูลผู้จ่าย ข้อมูลผู้รับ ลำดับที่ในแบบ ภ.ง.ด. ตารางเงินได้กับภาษีที่หัก และเงินที่จ่ายเข้ากองทุน ช่องทั้งหมดอ้างอิงจากแบบฟอร์ม 50 ทวิ ของกรมสรรพากร สมมติคุณต้นเป็นพนักงานกราฟิกของคุณฝน ได้เงินเดือน 30,000 บาท ทั้งปี 2569 ไม่มีโบนัส และไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับเงินสมทบประกันสังคม บริษัทคำนวณภาษีทั้งปีไว้ดังนี้ บริษัทจึงหักภาษีจากเงินเดือนคุณต้นรวมทั้งปี 1,975 บาท และนำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน หน้าตาหนังสือรับรองที่คุณต้นได้รับจะเป็นแบบนี้ ช่องในหนังสือรับรอง สิ่งที่กรอก อ่านอย่างไร ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก ของบริษัทคุณฝน ต้องตรงกับบริษัทที่จ่ายเงินเดือนจริง ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน ของคุณต้น ถ้าเลขผิด ข้อมูลจะไม่ผูกกับคุณต้นในระบบของกรมสรรพากร ลำดับที่ในแบบ ติ๊ก ภ.ง.ด.1ก บอกว่าบริษัทสรุปเงินได้ของคุณต้นไว้ในแบบ ภ.ง.ด.1ก ประเภทเงินได้ ข้อ 1. เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ ตามมาตรา 40(1) เงินเดือนทั้งหมดอยู่บรรทัดนี้ วันเดือนหรือปีภาษีที่จ่าย ปี 2569 ฉบับเงินเดือนมักใส่เป็นปีภาษี จำนวนเงินที่จ่าย 360,000.00 ตัวเลขที่ต้องกรอกเป็นเงินได้ตอนยื่นภาษี ภาษีที่หักและนำส่งไว้ 1,975.00 ตัวเลขที่นำไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่าย กองทุนประกันสังคม 10,500.00 ใช้กรอกเป็นค่าลดหย่อน ผู้จ่ายเงิน (1) หัก ณ ที่จ่าย ภาษีถูกหักจากเงินเดือนของคุณต้นเอง จุดที่มักถูกมองข้ามคือช่องกองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลายคนกรอกแค่เงินได้กับภาษีที่หัก แล้วลืมใส่ค่าลดหย่อนจากสองช่องนี้ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร ทำไมยอดเงินได้ในหนังสือรับรองไม่เท่ากับเงินเดือนที่คำนวณเอง สาเหตุที่พบบ่อยมี 3 อย่าง คือ เงินที่จ่ายคร่อมปี เงินได้ที่ไม่ต้องรวมคำนวณภาษี และการเริ่มงานหรือออกงานกลางปี หนังสือรับรองแสดงเงินที่บริษัทจ่ายจริงในปีภาษีนั้น ไม่ใช่เงินเดือนคูณ 12 ถ้าตัวเลขต่างจากที่คาดและหาเหตุผลไม่ได้ ให้ถาม HR หรือฝ่ายบัญชีก่อนยื่นภาษี เพราะตัวเลขที่ยื่นต้องตรงกับที่บริษัทนำส่งไว้ ตัวอย่างหนังสือรับรองค่าจ้างฟรีแลนซ์และค่าเช่าเป็นอย่างไร สองกรณีนี้ใช้แบบฟอร์มเดียวกัน ต่างกันที่บรรทัดประเภทเงินได้และลำดับที่ในแบบ ภ.ง.ด. ซึ่งเป็นแบบ ภ.ง.ด.3 เพราะผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา ค่าเช่าที่ต้องออกทุกเดือนรวมแล้ว 12 ใบต่อปี ถ้าเจ้าของออฟฟิศต้องใช้ยื่นภาษี เขาต้องรวมจากทั้ง 12 ใบเอง การบันทึกเลขที่เล่มและเลขที่ใบเรียงกันตั้งแต่ต้นปีช่วยให้ตามเอกสารย้อนหลังได้ง่าย ใบ 50 ทวิ (ใบหัก ณ ที่จ่าย) ขอได้ที่ไหน ถ้าหายหรือบริษัทไม่ออกให้ทำอย่างไร ขอได้จากผู้จ่ายเงินเท่านั้น คือบริษัทนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่หักภาษีไว้ เพราะหนังสือรับรองเป็นเอกสารที่ผู้จ่ายออก ไม่ใช่เอกสารที่กรมสรรพากรออกให้ สถานการณ์ ควรทำอย่างไร ยังไม่ได้รับ ติดต่อ HR หรือฝ่ายบัญชีของผู้จ่าย หลายบริษัทส่งเป็นไฟล์ PDF ทางอีเมลหรือแอป HR ได้รับแล้วแต่ทำหาย ขอให้ผู้จ่ายออกใบแทน ผู้จ่ายมีข้อมูลเดิมอยู่เพราะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. ไว้แล้ว บริษัทไม่ยอมออกให้ แจ้งผู้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นหน้าที่ตามมาตรา 50 ทวิ ถ้ายังไม่ได้ ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ บริษัทปิดกิจการแล้ว ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลการหักภาษีที่บริษัทเคยนำส่ง คำว่า “ขอใบทวิ 50 ออนไลน์” ในทางปฏิบัติจึงหมายถึงขอไฟล์จากบริษัท ไม่ใช่ดาวน์โหลดจากเว็บกรมสรรพากร ส่วนแบบฟอร์มเปล่าที่เห็นบนเว็บกรมสรรพากรเป็นแบบให้ผู้จ่ายกรอก ผู้รับเงินกรอกเองไม่ได้ ผู้รับเงินใช้ 50 ทวิ ยื่นภาษีอย่างไร ใช้ตัวเลขในหนังสือรับรอง กรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ผู้รับเงินไม่ได้ “ยื่น 50 ทวิ” ให้กรมสรรพากร หนังสือรับรองเป็นข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 (แบบยื่นภาษีสำหรับผู้มีเงินเดือนอย่างเดียว) หรือ ภ.ง.ด.90 (ผู้มีเงินได้หลายประเภท) ซึ่งกำหนดยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป และการยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาตามประกาศของกรมสรรพากรแต่ละปี กลับมาที่คุณต้น ถ้าไม่มีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่ม ภาษีทั้งปีเท่ากับ 1,975 บาท ตรงกับที่บริษัทหักไว้พอดี จึงไม่ต้องจ่ายเพิ่มและไม่มีเงินคืน แต่ถ้าคุณต้นมีค่าลดหย่อนอื่น เช่น เบี้ยประกันชีวิต ภาษีที่คำนวณได้จะต่ำกว่า 1,975 บาท และได้เงินคืนส่วนต่าง SME ที่ออก 50 ทวิ ต้องนำส่งแบบไหน ภายในวันไหน ผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด. ตามประเภทผู้รับเงิน ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 และถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ต ขยายเวลาได้อีก 8 วัน ตัวเลขในหนังสือรับรองที่ออกให้ผู้รับเงินต้องตรงกับแบบที่นำส่งทุกบาท แบบ ใช้กับ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 ภาษีที่หักจากเงินเดือนพนักงาน ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) ภ.ง.ด.1ก สรุปเงินเดือนและภาษีของพนักงานทั้งปี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป (มาตรา 58) ภ.ง.ด.3 ภาษีที่หักจากเงินที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของที่ให้เช่า ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) ภ.ง.ด.53 ภาษีที่หักจากเงินที่จ่ายให้นิติบุคคล ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) อ่านตารางนี้อย่างไร อัตราที่ต้องหักขึ้นกับประเภทการจ่าย อัตราที่ใช้บ่อย เช่น ค่าบริการและค่าจ้างทำของร้อยละ 3 ค่าเช่าร้อยละ 5 และค่าโฆษณาร้อยละ 2 รายละเอียดการกรอกแบบสำหรับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดาอ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.3 คืออะไร และความต่างของแบบนำส่งภาษีเงินเดือนอยู่ในบทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร SME บันทึกบัญชีตอนหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร บันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินในบัญชีภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย จนกว่าจะนำส่งกรมสรรพากร เพราะเงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินของบริษัท แต่เป็นภาษีของผู้รับเงินที่บริษัทถือไว้แทน ตัวอย่าง: บริษัทคุณฝนจ่ายค่าเช่าออฟฟิศเดือนพฤศจิกายน 2569 จำนวน 25,000 บาท หักภาษีไว้ 1,250 บาท บัญชี เดบิต เครดิต ค่าเช่า 25,000 เงินฝากธนาคาร 23,750 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,250 เมื่อยื่น ภ.ง.ด.3 และนำส่งภาษีในเดือนธันวาคม ให้บันทึกเดบิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,250 บาท และเครดิตเงินฝากธนาคาร 1,250 บาท ยอดค้างจ่ายจะกลับเป็นศูนย์ ถ้าสิ้นเดือนไหนบัญชีนี้ยังมียอดค้าง แปลว่ามีภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง ควรเช็กก่อนครบกำหนดยื่นแบบ ส่วนกรณีบริษัทเป็นฝ่ายถูกหัก เช่น ลูกค้าหักค่าบริการของบริษัทไว้ 3% ให้บันทึกยอดที่ถูกหักเป็นสินทรัพย์ในบัญชีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย แล้วนำไปใช้เครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหนังสือรับรองที่ลูกค้าออกให้คือหลักฐานของยอดนี้ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ 50 ทวิ จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่องหนังสือรับรองส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการคำนวณภาษีผิด แต่มาจากข้อมูลผู้รับเงินไม่ครบตั้งแต่วันที่จ่ายเงิน สรุป – 50 ทวิ ต้องรู้จักอะไรบ้าง 50 ทวิ เป็นเอกสารที่ผู้จ่ายออกให้ตรงเวลาและตรงกับแบบ ภ.ง.ด. ส่วนผู้รับใช้ตัวเลขในนั้นยื่นภาษีและขอคืนเงิน ถ้าเริ่มจากวันนี้ ฝั่งผู้จ่ายลองเช็กรายชื่อพนักงานที่ลาออกระหว่างปี 2569 ว่าได้หนังสือรับรองครบทุกคนหรือยัง ส่วนฝั่งผู้รับ ลองถาม HR ตั้งแต่เดือนมกราคมว่าจะส่งหนังสือรับรองทางช่องทางไหน ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่ต้องออกหนังสือรับรองให้พนักงานทุกคนพร้อมกัน ถ้าทำทีละใบด้วยมือมักใช้เวลาหลายวัน PEAK Payroll ส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือส่งหนังสือรับรองใน PEAK – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ 50 ทวิ เปลี่ยนงานกลางปี ได้ 50 ทวิ 2 บริษัท ต้องทำอย่างไร ต้องรวมทั้งสองใบตอนยื่นภาษี กรอกเงินได้และภาษีที่หักไว้ของทั้งสองบริษัทรวมกัน ถ้ายื่นแค่ใบเดียว เงินได้จะต่ำกว่าความจริง และอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มภายหลัง ไม่มี 50 ทวิ ยื่นภาษีได้ไหม ยื่นได้ แต่ต้องรู้ยอดเงินได้และภาษีที่ถูกหักไว้ให้ตรงกับที่ผู้จ่ายนำส่ง ถ้ากรอกจากการเดา ข้อมูลอาจไม่ตรงกับแบบ ภ.ง.ด. ของผู้จ่าย และทำให้การขอคืนภาษีล่าช้า ทางที่ดีคือขอเอกสารจากผู้จ่ายก่อนยื่น ได้รับหนังสือรับรองเป็นไฟล์ PDF ใช้ได้ไหม ใช้ได้ในการกรอกตัวเลขยื่นภาษี เพราะข้อมูลที่ต้องใช้คือยอดเงินได้ ภาษีที่หัก และเงินสมทบกองทุน ไม่ว่าเอกสารจะเป็นกระดาษหรือไฟล์ ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ในโฟลเดอร์แยกตามปีภาษี เพราะถ้ากรมสรรพากรขอเอกสารประกอบตอนขอคืนภาษี จะหาเจอได้ทันที ดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินปันผลได้ 50 ทวิ ไหม ได้ ถ้าผู้จ่ายหักภาษีไว้ แบบฟอร์มหนังสือรับรองมีบรรทัดสำหรับดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) และเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) แยกไว้ ผู้รับขอจากธนาคารหรือบริษัทที่จ่ายได้ ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ต้องออก 50 ทวิ ไหม ต้องออกเมื่อมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หน้าที่ออกหนังสือรับรองผูกกับการหักภาษี ไม่ได้ผูกกับว่าผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา ถ้าการจ่ายนั้นไม่มีหน้าที่หักภาษี ก็ไม่ต้องออก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าลิขสิทธิ์ คิดภาษีอย่างไร อัตราตามผู้รับเงิน ตัวอย่างคำนวณ บันทึกบัญชี และ VAT

ค่าลิขสิทธิ์ คืออะไร? และคิดภาษีอย่างไร? ค่าลิขสิทธิ์ หรือ Royalty Fee คือ เงินที่จ่ายเพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต หรือสิทธิแฟรนไชส์ ประมวลรัษฎากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อัตราที่ต้องหักไม่ได้มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท และอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหัก 3% กับทุกคน ซึ่งถูกเฉพาะกรณีผู้รับเป็นบริษัทในไทย สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณเจน เจ้าของบริษัทร้านกาแฟ ที่จ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ คือ ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ให้คุณโอ๊ตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้านให้บริษัทในไทย และค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขาให้บริษัทในญี่ปุ่น เงินได้มาตรา 40(3) ครอบคลุมอะไรบ้าง? มาตรา 40(3) ครอบคลุมค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ในทางปฏิบัติจึงรวมหลายรายการที่ SME จ่ายอยู่แล้วโดยไม่ได้เรียกชื่อแบบนี้ คำว่า “ค่าลิขสิทธิ์” กับ “ค่าสิทธิ” ในทางภาษีจึงอยู่ในเงินได้ประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแยกอัตรา สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือผู้รับเงินเป็นใคร ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? อัตราขึ้นกับผู้รับเงิน 4 กลุ่ม ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME ของกรมสรรพากร ผู้รับเงิน อัตราหัก แบบที่ยื่น บุคคลธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราก้าวหน้า 5–35% คำนวณตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 บุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 15% ภ.ง.ด.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทย 3% ภ.ง.ด.53 นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 15% หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54 ทุกแบบต้องยื่นและนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ถ้าผู้รับเป็นมูลนิธิหรือสมาคม อัตราหักเป็น 10% ตามคู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร จ่ายให้บริษัทในไทย หัก 3% กรณีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด หัก 3% จากยอดก่อน VAT ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ และยื่น ภ.ง.ด.53 ความต่างของแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.3 ต่างกันอย่างไร จ่ายให้บุคคลธรรมดาในไทย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาไม่ได้หักอัตราคงที่ แต่ต้องคำนวณเหมือนหักภาษีเงินเดือน คือประมาณเงินได้ทั้งปีจากผู้จ่ายรายนี้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง ตามหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากร ภาษีที่หักไว้ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้ต่างประเทศ หัก 15% Royalty ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี 15% ตามมาตรา 70 และยื่น ภ.ง.ด.54 รายละเอียดของแบบนี้อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.54 คืออะไร อัตรา 15% ลดลงได้ถ้าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้รับ และอนุสัญญานั้นกำหนดอัตราค่าสิทธิไว้ต่ำกว่า แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น ข้อ 12 กำหนดภาษีค่าสิทธิไว้ไม่เกิน 15% บริษัทของคุณเจนจึงยังต้องหักเต็มอัตรา ควรเปิดข้อ “ค่าสิทธิ” ของอนุสัญญาประเทศนั้นทุกครั้งก่อนจ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่? ต้องพิจารณา เพราะการให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระ VAT แยกเป็น 2 กรณีตามที่อยู่ของผู้รับเงิน ผู้รับเงิน ใครรับผิดชอบ VAT ผู้จ่ายต้องทำอะไร อยู่ในไทยและจดทะเบียน VAT ผู้รับเงินออกใบกำกับภาษี จ่าย VAT 7% และใช้เป็นภาษีซื้อได้ อยู่ในไทยแต่ไม่ได้จด VAT ไม่มี VAT ไม่ต้องจ่าย VAT อยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายในไทยนำส่งแทน ยื่น ภ.พ.36 และนำส่ง VAT 7% กรณีต่างประเทศ ภาษีที่ชำระตาม ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามข้อหารือของกรมสรรพากร เพราะใบเสร็จของกรมสรรพากรใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ ภาษีซื้อจึงเกิดในเดือนที่ชำระ ไม่ใช่เดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ความต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.พ.36 คืออะไร ตัวอย่างการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้ง 3 กรณี กลับมาที่บริษัทของคุณเจน ซึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว ในเดือนมกราคม 2570 มีรายการจ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ กรณีที่ 1 จ่ายบริษัทในไทย ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน 100,000 บาท บวก VAT ผู้ขายจดทะเบียน VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิก่อน VAT 100,000 VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 หัก ณ ที่จ่าย 3% 100,000 × 3% 3,000 ยอดโอนให้ผู้รับ 100,000 + 7,000 − 3,000 104,000 คุณเจนยื่น ภ.ง.ด.53 นำส่ง 3,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้บริษัทผู้รับ กรณีที่ 2 จ่ายบุคคลธรรมดาในไทย ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ของคุณโอ๊ต เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปี 360,000 บาท สมมติคุณโอ๊ตแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว และไม่ได้จด VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เงินได้ทั้งปีจากบริษัทของคุณเจน 30,000 × 12 360,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 360,000 × 50% = 180,000 ใช้เพดาน 100,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เงินได้สุทธิ 360,000 − 100,000 − 60,000 200,000 ภาษีทั้งปี 150,000 แรกยกเว้น · 50,000 × 5% 2,500 หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน 2,500 ÷ 12 208.33 ยอดโอนให้คุณโอ๊ตต่อเดือน 30,000 − 208.33 29,791.67 ถ้าหัก 3% ตามที่เข้าใจผิด คุณเจนจะหักเดือนละ 900 บาท มากกว่าที่ควรเกือบ 4 เท่า และยื่นผิดแบบ ตัวเลขจริงของแต่ละรายขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนที่ผู้รับแจ้ง กรณีที่ 3 จ่ายบริษัทในญี่ปุ่น ค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขา 500,000 บาท ผู้รับไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิ 500,000 หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.54) 500,000 × 15% 75,000 ยอดโอนไปญี่ปุ่น 500,000 − 75,000 425,000 VAT นำส่งแทน (ภ.พ.36) 500,000 × 7% 35,000 คุณเจนต้องยื่น 2 แบบภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2570 คือ ภ.ง.ด.54 นำส่ง 75,000 บาท และ ภ.พ.36 นำส่ง 35,000 บาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน แล้วนำ VAT 35,000 บาทไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ชำระ บันทึกบัญชีค่าลิขสิทธิ์อย่างไร? บันทึกยอดค่าสิทธิเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนก่อนหักภาษี และบันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง ตัวอย่างจากกรณีที่ 1 และ 3 ของคุณเจน วันจ่ายเงินกรณีที่ 1 (บริษัทในไทย) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 100,000 ภาษีซื้อ 7,000 เงินฝากธนาคาร 104,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 3,000 วันจ่ายเงินกรณีที่ 3 (บริษัทในญี่ปุ่น) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 500,000 เงินฝากธนาคาร 425,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 วันยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 บัญชี เดบิต เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 ภาษีซื้อ 35,000 เงินฝากธนาคาร 110,000 VAT ตาม ภ.พ.36 บันทึกเป็นภาษีซื้อในวันที่ชำระ เพราะเป็นวันที่ได้หลักฐานจากกรมสรรพากร ถ้าบันทึกตั้งแต่วันจ่ายค่าสิทธิ ภาษีซื้อในบัญชีจะไม่ตรงกับเดือนที่ใช้ใน ภ.พ.30 ขั้นตอนยื่นแบบภาษีเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ อัตราหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทอื่นดูรวมได้ที่หน้า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ PEAK ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ จากประสบการณ์ ปัญหาที่พบบ่อยของ SME ไม่ใช่การคำนวณ 15% ผิด แต่เป็นการลืมยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ สรุป – ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายต้องจำอะไรบ้าง? ค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอัตราหักเดียว ผู้จ่ายต้องเริ่มจากถามว่าผู้รับเป็นใคร แล้วเลือกอัตรา แบบที่ยื่น และภาระ VAT ให้ตรงกรณี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ ค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้แบรนด์ของปีนี้ออกมา แล้วเช็กว่าผู้รับแต่ละรายถูกหักด้วยอัตราและแบบที่ถูกต้องหรือไม่ รายการค่าสิทธิมักจ่ายซ้ำทุกเดือนให้ผู้รับเดิม ถ้าต้องจำอัตราและแบบเองทุกครั้งจะพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษีได้จากหน้าข้อมูลการชำระของเอกสารนั้น ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่าย ค่าซอฟต์แวร์รายเดือนต้องหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม? ต้องหักทุกครั้งที่จ่าย ถ้าจ่ายรายเดือนก็หักและยื่นแบบทุกเดือน เช่น จ่ายค่าใช้ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในไทยเดือนละ 10,000 บาท ต้องหักเดือนละ 300 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่งตามมาตรา 27 ถ้ายื่นแบบช้ายังมีเบี้ยปรับและค่าปรับเพิ่ม ค่าแฟรนไชส์ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ไหม? ถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ ระบบ หรือสูตร อัตราหักจึงเป็นไปตามผู้รับ คือ 3% ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย และคำนวณตามอัตราก้าวหน้าถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา จ่ายค่าสิทธิให้มูลนิธิหรือสมาคมหักเท่าไร? หัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ยกเว้นมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นตามมาตรา 47(7)(ข) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการหักภาษีต่างกันไหม? ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย ทั้งสองแบบหัก 3% เท่ากัน แต่ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรืออยู่ต่างประเทศ ประเภทเงินได้มีผลต่ออัตรา วิธีคำนวณ และแบบที่ยื่น จึงต้องดูสัญญาว่าจ่ายเพื่อใช้สิทธิหรือจ่ายเพื่อให้ทำงานให้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

6 พ.ย. 2026

PEAK Account

46 min

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร วิธีคิด เอกสาร และใครบ้างที่ต้องจดทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เก็บจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้น” ในแต่ละทอดของการขายสินค้าหรือให้บริการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค คนที่แบกภาระภาษีจริงคือผู้บริโภคคนสุดท้าย ส่วนผู้ประกอบการทำหน้าที่เหมือน “ตัวกลาง” ที่เก็บภาษีจากลูกค้า แล้วนำส่งกรมสรรพากรหลังหักภาษีที่ตัวเองจ่ายไปตอนซื้อของออกแล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายคือ 10% แต่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราต่อเนื่องมาหลายปี ฉบับล่าสุดคือ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ที่ให้คงอัตรารวมไว้ที่ 7% (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% บวกภาษีท้องถิ่นอีก 0.7%) ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 สำหรับเจ้าของธุรกิจ VAT สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะกระทบทั้ง 3 เรื่องหลักของกิจการ ได้แก่ ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การแจ้งต่อกรมสรรพากรเพื่อเข้าสู่ระบบ VAT อย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้ที่ถูกบังคับให้จดคือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระในประเทศไทย และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ถ้าจะอธิบายให้สั้นที่สุด จด VAT คือ การที่ธุรกิจได้รับ “ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” (แบบ ภ.พ.20) ซึ่งทำให้มีทั้งสิทธิและหน้าที่ในการเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกเดือน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนแบ่งได้ดังนี้ จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยมากคือ เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับจาก รายรับ (ยอดขายก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย) ไม่ใช่กำไร ร้านที่ขายได้ 2 ล้านบาทแต่กำไรแค่ 2 แสนบาท ก็ถือว่าเกินเกณฑ์แล้ว รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องจดเมื่อรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1,800,000 บาทต่อปี และต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนคนที่รู้อยู่แล้วว่ากิจการจะมีรายรับเกินเกณฑ์ ก็ยื่นจดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้เลย คำว่า “เกิน” สำคัญมาก ถ้ารายรับทั้งปีเท่ากับ 1,800,000 บาทพอดี ยังถือเป็นกิจการขนาดย่อมที่ไม่ถูกบังคับให้จด ตัวอย่าง: คุณมิ้นท์เปิดร้านเสื้อผ้าตั้งแต่ต้นปี ยอดขายสะสมถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1,700,000 บาท พอวันที่ 18 สิงหาคม ยอดขายสะสมขยับขึ้นเป็น 1,812,000 บาท วันที่ 18 สิงหาคมจึงเป็น “วันที่รายรับเกินเกณฑ์” คุณมิ้นท์ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันนั้น  ตารางด้านล่างสรุปสถานการณ์ที่พบบ่อย เพื่อให้เช็กได้เร็วว่าธุรกิจของเราเข้าข่ายหรือยัง สถานการณ์ ต้องจด VAT หรือไม่ รายรับทั้งปี 1,500,000 บาท ไม่บังคับ แต่ขอจดโดยสมัครใจได้ รายรับทั้งปี 1,800,000 บาทพอดี ไม่บังคับ เพราะยังไม่ “เกิน” เกณฑ์ รายรับทั้งปี 1,900,000 บาท ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท เพิ่งเปิดกิจการ คาดว่ารายรับจะเกินเกณฑ์ จดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้ ทำกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT รายรับ 3,000,000 บาท ไม่ต้องจด (บางประเภทขอจดเลือกเสียภาษีได้) วิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% พร้อมตัวอย่าง หลักคิดง่ายที่สุดคือ นำราคาสินค้าหรือบริการ ก่อน VAT คูณด้วย 7% แต่ถ้าราคาที่ติดไว้ รวม VAT แล้ว ให้คูณด้วย 7/107 เพื่อแยก VAT ออกมา ตัวอย่าง: ร้านขายรองเท้าตั้งราคาป้ายคู่ละ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) VAT ที่อยู่ในราคานี้คือ 1,070 × 7/107 = 70 บาท ส่วนราคาสินค้าก่อน VAT คือ 1,000 บาท สูตรคำนวณภาษีขาย หัก ภาษีซื้อ ทำอย่างไร ภาษีที่ผู้ประกอบการต้องนำส่งในแต่ละเดือนคำนวณจากสูตรนี้ ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ต้องชำระส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าเดือนไหนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินขอคืนเป็นเงินสดได้ หรือจะเก็บไว้เป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไปก็ได้ ตัวอย่าง: บริษัท สมาร์ทเทค จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที เดือนตุลาคมซื้อโน้ตบุ๊กเข้าร้าน 500,000 บาท และขายออกไป 700,000 บาท (ทั้งสองยอดยังไม่รวม VAT) รายการ มูลค่าก่อน VAT (บาท) VAT 7% (บาท) ขายสินค้าให้ลูกค้า (ภาษีขาย) 700,000 49,000 ซื้อสินค้าเข้าร้าน (ภาษีซื้อ) 500,000 35,000 ภาษีที่ต้องชำระเดือนนี้ – 14,000 สังเกตว่าบริษัทจ่ายภาษีเฉพาะส่วนที่ “เพิ่มมูลค่า” คือกำไรขั้นต้น 200,000 บาท × 7% = 14,000 บาท ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “มูลค่าเพิ่ม” นั่นเอง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการคำนวณและการยื่นแบบได้ที่ ภ.พ.30 คืออะไร? สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนยื่นภาษี ภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาใช้เครดิตภาษีได้ (Non-deductible Input Tax) มีอะไรบ้าง ภาษีซื้อต้องห้าม คือ VAT ที่เราจ่ายไปจริง แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) รายการที่พบบ่อยมีดังนี้ ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม ตัวอย่างที่เจอบ่อย ไม่มีใบกำกับภาษี หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้จ่ายไปจริง ซื้อของแล้วได้แค่บิลเงินสดธรรมดา ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ครบหรือผิดในสาระสำคัญ ชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อผิด ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ ซื้อของใช้ส่วนตัวแต่ออกใบกำกับในนามบริษัท ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับการรับรอง ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า ของขวัญปีใหม่ ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก ผู้ขายยังไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้ ภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่ารถเก๋ง รวมถึงค่าน้ำมันและค่าซ่อม (ยกเว้นธุรกิจขายหรือให้เช่ารถโดยตรง) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จจากเครื่อง POS ที่ไม่มีชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ ภาษีซื้อของกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT ซื้ออุปกรณ์มาใช้กับธุรกิจห้องเช่า เคสที่เจอบ่อยในธุรกิจครอบครัวคือ เจ้าของซื้อโทรศัพท์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้าน แล้วขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทเพื่อหวังเครดิต VAT แบบนี้เข้าข่ายภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ ถ้าถูกตรวจพบต้องคืนภาษีพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังนำไปถือเป็นรายจ่ายตอนคำนวณภาษีเงินได้ได้ แต่บางรายการก็ไม่ได้ ควรตรวจกับนักบัญชีเป็นรายกรณี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี ธุรกิจประเภทไหนได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกิจการขนาดย่อมที่รายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนกลุ่มที่สองคือกิจการที่ประมวลรัษฎากร (หลัก ๆ คือมาตรา 81) ยกเว้นไว้ตามลักษณะของกิจการ ซึ่งไม่ต้องจดไม่ว่ารายรับจะสูงแค่ไหน ตัวอย่างกิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น ข้อควรจำคือ กิจการที่ได้รับยกเว้นจะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไม่ได้ ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ และขอคืนภาษีซื้อที่จ่ายไปก็ไม่ได้ VAT ที่จ่ายตอนซื้อของจึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการไปโดยปริยาย อ่านรายการกิจการที่ได้รับยกเว้นแบบละเอียดได้ที่ กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT กับธุรกิจที่เสีย VAT 0% คืออะไร สองคำนี้ฟังดูคล้ายกันเพราะลูกค้าไม่ต้องจ่าย VAT เหมือนกัน แต่ในทางภาษีต่างกันมาก ธุรกิจที่ ได้รับยกเว้น อยู่นอกระบบ VAT ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจที่ เสีย VAT 0% (อัตราร้อยละศูนย์ตามมาตรา 80/1) ยังอยู่ในระบบ เพียงแต่คิดภาษีขายเป็นศูนย์ ประเด็น ได้รับยกเว้น VAT เสีย VAT อัตรา 0% ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่ ไม่ต้อง ต้องจด เรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ไม่ได้ เก็บในอัตรา 0% ออกใบกำกับภาษี ไม่ได้ ต้องออก ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ต้อง ต้องยื่น ขอคืนภาษีซื้อ ไม่ได้ ภาษีซื้อกลายเป็นต้นทุน ได้ ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตเดือนถัดไป ตัวอย่างกิจการ ขายผักสด โรงเรียน ห้องเช่า ส่งออกสินค้า บริการที่ทำในไทยแต่ใช้ในต่างประเทศ ขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศหรือทางเรือ ตัวอย่าง: โรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่งซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ 1,000,000 บาท จ่าย VAT ไป 70,000 บาท แล้วส่งออกสินค้าทั้งหมดไปต่างประเทศ ภาษีขายเป็น 0 บาท โรงงานจึงขอคืนภาษีซื้อ 70,000 บาทได้ทั้งจำนวน ต่างจากร้านขายผักสดที่ได้รับยกเว้น ซึ่งจ่าย VAT ตอนซื้อถุงหรือตู้แช่ไปเท่าไรก็ขอคืนไม่ได้ ถ้าค้าขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่า ต้องจด ถ้ารายรับรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพราะกฎหมายไม่ได้แยกว่าขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Social Commerce หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด ประเด็นที่แม่ค้าออนไลน์พลาดบ่อยคือการดูยอดขายแยกทีละช่องทาง ทั้งที่ต้องนำรายรับจากทุกช่องทางของกิจการมารวมกัน และต้องนับยอดขายเต็ม ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม ตัวอย่าง: ร้านน้ำหอมของคุณเจนขายผ่าน Shopee เดือนละ 90,000 บาท TikTok Shop เดือนละ 40,000 บาท และ LINE อีกเดือนละ 30,000 บาท ดูทีละช่องทางเหมือนยอดไม่สูง แต่รวมกันแล้วเดือนละ 160,000 บาท หรือปีละ 1,920,000 บาท ซึ่งเกินเกณฑ์แล้ว ปัจจุบันกรมสรรพากรเห็นข้อมูลร้านค้าออนไลน์ชัดขึ้นมาก เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้กรมสรรพากร โดยเริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 และต้องส่งภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี อีกช่องทางหนึ่งคือกฎหมาย e-Payment ที่ให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลบัญชีที่มีการรับเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี การปล่อยให้ยอดขายเกินเกณฑ์โดยไม่จดทะเบียนจึงเสี่ยงกว่าที่เคยเป็นมาก จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักคือแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ แผนที่และภาพถ่ายสถานประกอบการ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการหรือผู้มีอำนาจลงนาม โดยนิติบุคคลต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพิ่มเติม รายการทั้งหมดตามรายการเอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร สรุปได้ดังนี้ เอกสาร บุคคลธรรมดา นิติบุคคล แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 (3 ฉบับ) ต้องใช้ ต้องใช้ สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน ของผู้ประกอบการ ของผู้มีอำนาจลงนาม หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ หรือสัญญาเช่าที่ติดอากรแสตมป์ ต้องใช้ ต้องใช้ แผนที่ตั้งสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่าย ต้องใช้ ต้องใช้ สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ – ต้องใช้ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ – ต้องใช้ หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ และสำเนาเอกสารของเจ้าของสถานที่ (กรณีเช่าหรือใช้สถานที่ของผู้อื่น) ต้องใช้ ต้องใช้ หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ และสำเนาบัตรของผู้มอบ-ผู้รับมอบ (กรณีมอบอำนาจ) ต้องใช้ ต้องใช้ เคล็ดลับจากหน้างานคือ ภาพถ่ายสถานประกอบการควรเห็นป้ายชื่อกิจการและเลขที่ตั้งชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้บ้านเป็นสำนักงาน เพราะเจ้าหน้าที่อาจมาตรวจสถานที่จริงก่อนอนุมัติ ถ้าไม่พบร่องรอยการประกอบกิจการ การพิจารณาอาจล่าช้าออกไป จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ทำอย่างไร ผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม หรือจะยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ก็ได้ ตามข้อมูลวิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร ขั้นตอนโดยรวมของการจดทะเบียนออนไลน์มีดังนี้ ตามคู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 27 วัน สำหรับคนที่กำลังจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ยังเลือกยื่นคำขอจด VAT ไปพร้อมกันผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ด้วย ช่วยลดการเดินเรื่องหลายหน่วยงาน หลังจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการต้องทำอะไรบ้าง หลังได้ ภ.พ.20 ผู้ประกอบการมีหน้าที่หลัก 3 เรื่อง คือ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน พร้อมเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างไร ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเพื่อยืนยันว่าได้เรียกเก็บ VAT ไปเท่าไร ตามมาตรา 86 ต้องออกทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ และต้องออก “ทันที” ที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น โดยทั่วไปการขายสินค้าจะเกิดเมื่อส่งมอบของ ส่วนการให้บริการจะเกิดเมื่อได้รับชำระเงิน ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการตามมาตรา 86/4 ดังนี้ ธุรกิจค้าปลีกที่ขายให้ผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ ส่วนธุรกิจที่อยากลดงานกระดาษ ก็เลือกออกเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือลืมใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ผลคือลูกค้านำใบกำกับไปขอเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ และต้องขอให้เรายกเลิกแล้วออกใบใหม่ ดูตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้องได้ที่ ใบกำกับภาษีคืออะไร สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายอย่างไร ตามมาตรา 87 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สำหรับกิจการที่ขายสินค้า) แยกเป็นรายสถานประกอบการ และต้องลงรายการภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ขายหรือได้รับสินค้าหรือบริการ รายงาน บันทึกอะไร ใครต้องทำ รายงานภาษีขาย ใบกำกับภาษีทุกใบที่เราออกให้ลูกค้า เรียงตามวันที่และเลขที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย รายงานภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ขายและนำมาใช้ขอเครดิต ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ปริมาณสินค้าและวัตถุดิบรับเข้า-จ่ายออก-คงเหลือ กิจการที่ขายสินค้า รายงานเหล่านี้ต้องเก็บคู่กับใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ในทางปฏิบัติ รายงานคือข้อมูลชุดเดียวกับที่ใช้กรอกแบบ ภ.พ.30 ถ้ารายงานคลาดเคลื่อน แบบที่ยื่นก็ผิดตามไปด้วย ธุรกิจที่บันทึกใบกำกับภาษีเข้าระบบทุกวันแทบไม่มีปัญหาตอนสิ้นเดือน ต่างจากธุรกิจที่เก็บบิลใส่กล่องแล้วค่อยมาไล่ทำทีเดียว การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ที่ช่วยเตรียมข้อมูล สร้างแบบยื่นภาษีแบบต่าง ๆ และนำออกไฟล์ได้สะดวก จึงช่วยลดงานคีย์ซ้ำและลดโอกาสที่ตัวเลขในรายงานกับแบบยื่นจะไม่ตรงกัน ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนหรือไม่ ต้องยื่นทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายหรือไม่มีภาษีต้องชำระเลยก็ตาม (เรียกกันว่า “ยื่นแบบเปล่า”) ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่สรุปภาษีขายและภาษีซื้อของเดือนนั้น กำหนดยื่นแบบกระดาษคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นทางอินเทอร์เน็ตจะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน เป็นภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ตามประกาศขยายเวลาที่มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 ตัวอย่าง: ร้านรับทำป้ายโฆษณาแห่งหนึ่งปิดร้านช่วงสงกรานต์ทั้งเดือนเมษายน ไม่มีทั้งยอดขายและยอดซื้อ เจ้าของจึงไม่ได้ยื่น ภ.พ.30 เพราะคิดว่าไม่มีภาษีต้องจ่าย ผลคือถูกเรียกค่าปรับฐานไม่ยื่นแบบตามกำหนด ทั้งที่ถ้ายื่นแบบเปล่าผ่านระบบออนไลน์ใช้เวลาไม่กี่นาที เอกสารและแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง แบบฟอร์มที่ผู้ประกอบการจะได้ใช้บ่อยมีทั้งแบบที่ใช้ตอนเข้าระบบ ระหว่างประกอบกิจการ และตอนออกจากระบบ ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมในที่เดียว แบบฟอร์ม/เอกสาร ใช้ทำอะไร ใช้เมื่อไร ภ.พ.01 คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก่อนเริ่มกิจการ หรือภายใน 30 วันหลังรายรับเกินเกณฑ์ ภ.พ.01.1 คำขอแจ้งขอใช้สิทธิจดทะเบียน สำหรับกิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการเลือกเสียภาษี ยื่นพร้อม ภ.พ.01 เมื่อต้องการเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ ภ.พ.20 ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับเมื่ออนุมัติ ต้องแสดงไว้ที่สถานประกอบการ ภ.พ.30 แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ทุกเดือน ภ.พ.36 แบบนำส่งภาษีแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ เมื่อจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ ภ.พ.09 แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน เช่น ย้ายที่ตั้ง เพิ่มสาขา หรือเลิกกิจการ เมื่อข้อมูลกิจการเปลี่ยนแปลง ใบกำกับภาษี หลักฐานการเรียกเก็บ VAT ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ภ.พ. 30, ภ.พ. 36 และใบกำกับภาษี ต่างกันอย่างไร ทั้งสามอย่างเกี่ยวกับ VAT เหมือนกัน แต่คนละบทบาท ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานของแต่ละรายการซื้อขาย ภ.พ.30 เป็นแบบสรุปภาษีของทั้งเดือน ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ใช้นำส่ง VAT “แทน” ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ภ.พ.30 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้ยื่นทุกเดือน เพื่อแสดงภาษีขาย ภาษีซื้อ และภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน ภ.พ.36 ใช้เมื่อเราจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งให้บริการในต่างประเทศแต่เราใช้ประโยชน์ในไทย เช่น ค่าที่ปรึกษาหรือค่าบริการซอฟต์แวร์จากบริษัทต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินต้องนำส่ง VAT 7% แทนภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 15) หน้าที่นี้ใช้กับผู้จ่ายทุกราย ไม่ว่าจะจด VAT หรือไม่ก็ตาม ผู้ประกอบการที่จด VAT และแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์ มักจะไม่ถูกเรียกเก็บ VAT บนใบแจ้งหนี้ กรณีนี้ต้องประเมินและนำส่งภาษีเองผ่าน ภ.พ.36 เช่นกัน ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งจ่ายค่าระบบบริหารลูกค้าให้ผู้ให้บริการในสิงคโปร์เดือนกันยายน 100,000 บาท ต้องยื่น ภ.พ.36 นำส่ง VAT 7,000 บาทภายในวันที่ 7 ตุลาคม (หรือวันที่ 15 ตุลาคมถ้ายื่นออนไลน์) จากนั้นนำใบเสร็จการนำส่งภาษีมาใช้เป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนที่นำส่งได้ ประเด็น ใบกำกับภาษี ภ.พ.30 ภ.พ.36 หน้าที่ หลักฐานการเก็บ VAT ต่อรายการ สรุปภาษีรายเดือน นำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการต่างประเทศ ใครออกหรือยื่น ผู้ขายที่จด VAT ผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้จ่ายค่าบริการ (จดหรือไม่จด VAT ก็ได้) กำหนดเวลา ทันทีที่ความรับผิดเกิดขึ้น วันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์วันที่ 23) 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์วันที่ 15) ข้อดีและข้อควรระวังของการจดทะเบียน VAT มีอะไรบ้าง การจด VAT ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือและขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ก็มาพร้อมภาระเอกสาร การยื่นแบบทุกเดือน และผลกระทบต่อราคาขาย ธุรกิจแต่ละแบบจึงได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน ข้อดี ข้อควรระวัง ลูกค้าองค์กรมั่นใจมากขึ้น เพราะนำใบกำกับภาษีไปขอเครดิตภาษีซื้อได้ ลูกค้ารายย่อยรู้สึกว่าราคาแพงขึ้น 7% ถ้าบวก VAT เพิ่มจากราคาเดิม นำภาษีซื้อมาหักภาษีขายได้ ลดต้นทุนแฝง ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ไม่มียอดขาย ธุรกิจส่งออกขอคืนภาษีซื้อเป็นเงินสดได้ ภาระงานเอกสารและค่าทำบัญชีเพิ่มขึ้น ระบบเอกสารเป็นมาตรฐาน ใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้ดี ต้องนำส่ง VAT แม้ลูกค้าที่ซื้อเงินเชื่อยังไม่จ่ายเงิน แข่งขันในตลาด B2B ได้เต็มที่ ขอถอนทะเบียนได้ยาก ต้องมีรายรับต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภคปลายทางเป็นหลักควรวางแผนราคาใหม่ก่อนถึงวันจดทะเบียน ส่วนธุรกิจที่ขายให้บริษัทมักได้ประโยชน์เกือบทันที อ่านผลกระทบในมุมธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ไม่ได้จด VAT ส่งผลอย่างไรกับธุรกิจ ไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ มีโทษอะไรบ้าง ผู้ที่มีรายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่จดทะเบียน ยังต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ และต้องเจอโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามประมวลรัษฎากร ดังนี้ ประเภทโทษ รายละเอียด ฐานกฎหมาย ภาษีที่ต้องชำระ ภาษีจากยอดขายตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ ซึ่งเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้แล้ว ต้องควักจ่ายเอง มาตรา 82 เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า มาตรา 89 (1) เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ไม่เกินจำนวนภาษี) มาตรา 89/1 โทษอาญา จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 90/2 ถ้ายังไม่ได้จดแต่แอบออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โทษจะหนักขึ้นมาก เพราะถือเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ ตามมาตรา 90/4 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตัวอย่าง (ตัวเลขประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ): ร้านของคุณเจนยอดขายเกินเกณฑ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แล้วขายต่ออีก 4 เดือนโดยไม่จด VAT เดือนละ 160,000 บาท ถ้าคิดภาษีเดือนละ 11,200 บาท (7% ของยอดขาย) ภาษีรวม 4 เดือนคือ 44,800 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่าอีก 89,600 บาท ยังไม่รวมเงินเพิ่มรายเดือน รวมแล้วอาจต้องจ่ายเกิน 140,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้เก็บ VAT จากลูกค้าเลยสักบาท จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่ากำหนดมีบทลงโทษอย่างไร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่า 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ถือว่าประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนในช่วงที่ล่าช้า จึงต้องเสียภาษีของช่วงนั้น พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) (2 เท่าของภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ข่าวดีคือ […]

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ของขวัญลูกค้า หักภาษีได้ไหม มาดูกฎหมาย VAT และวิธีบันทึกบัญชี

ช่วงปลายปี ฝ่ายบัญชีหลายบริษัทต้องตอบเจ้าของว่ากระเช้าและของขวัญลูกค้าที่ซื้อไปหักภาษีได้แค่ไหน และต้องเก็บเอกสารอะไรไว้ บทความนี้สรุปเงื่อนไขค่ารับรองที่ใช้กับของขวัญ วิธีคิดเพดาน เรื่องภาษีซื้อ และวิธีบันทึกบัญชี ของขวัญลูกค้า หมายถึงอะไร หักภาษีได้ไหม ของขวัญลูกค้า คือ สิ่งของที่กิจการให้ลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่น กระเช้าปีใหม่ ปฏิทิน หรือของที่ระลึก ในทางภาษีจัดเป็นค่ารับรอง จึงหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 หลักเกณฑ์ปัจจุบันแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (4) เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ชลบุรีอะไหล่ยนต์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอะไหล่ให้อู่ซ่อมรถ จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปี 2569 รวม 25 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และวางแผนแจกกระเช้าปีใหม่ให้ลูกค้า 40 ราย ของขวัญลูกค้าหักภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง หักได้เมื่อครบ 7 เงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 และที่แก้ไขโดยฉบับที่ 222 ขาดข้อใดข้อหนึ่ง รายจ่ายส่วนนั้นจะไม่เป็นค่ารับรองที่หักได้ เงื่อนไข รายละเอียด ลักษณะรายจ่าย จำเป็นตามธรรมเนียมทางการค้าทั่วไป และให้เพื่อประโยชน์ของกิจการ ผู้รับ ต้องไม่ใช่ลูกจ้างของกิจการ เว้นแต่ลูกจ้างที่มีหน้าที่เข้าร่วมรับรอง ผู้อนุมัติ กรรมการ หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ต้องอนุมัติหรือสั่งจ่าย มูลค่าสิ่งของ ไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว เพดานทั้งปี ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือยอดขาย หรือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี แล้วแต่อย่างใดมากกว่า เพดานสูงสุด ไม่เกิน 10 ล้านบาท หลักฐาน มีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงิน เว้นแต่ผู้รับไม่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร ของที่มูลค่าเกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคราวไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนวิธีบวกกลับให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีของกิจการ ตัวอย่าง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตั้งใจให้ไวน์ราคา 3,210 บาทแก่เจ้าของอู่รายใหญ่ 1 ราย ของชิ้นนี้เกิน 2,000 บาท จึงต้องแยกพิจารณาจากกระเช้าที่ให้ลูกค้ารายอื่น เพดานร้อยละ 0.3 คิดอย่างไร คิดจากฐานที่มากกว่าระหว่างยอดรายได้หรือยอดขาย กับทุนที่ชำระแล้ว แล้วคูณร้อยละ 0.3 ยอดนี้เป็นวงเงินรวมของค่ารับรองทั้งปี ทั้งค่าเลี้ยง ค่าที่พัก และของขวัญ ไม่ใช่วงเงินของขวัญอย่างเดียว รายการของชลบุรีอะไหล่ยนต์ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เพดานจากยอดรายได้ 25,000,000 × 0.3% 75,000 เพดานจากทุนชำระแล้ว 5,000,000 × 0.3% 15,000 เพดานที่ใช้ (ฐานที่มากกว่า) 75,000 กระเช้าลูกค้า 40 ชุด 40 × 1,605 64,200 เลี้ยงรับรองลูกค้าปีใหม่ 18,000 ค่ารับรองรวม 64,200 + 18,000 82,200 ส่วนที่เกินเพดาน 82,200 − 75,000 7,200 ส่วนเกิน 7,200 บาทยังบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น หลักเกณฑ์ค่ารับรองแบบครบทุกรายการ เช่น ค่าเลี้ยงและค่าที่พัก อ่านต่อได้ที่ค่ารับรอง ภาษีซื้อของขวัญลูกค้า นำมาเครดิตได้ไหม ไม่ได้ ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง รวมถึงค่าสิ่งของที่ให้ผู้ได้รับการรับรอง เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 17 ข้อ 5 ข่าวดีคือภาษีซื้อต้องห้ามกลุ่มนี้นำไปรวมเป็นรายจ่ายได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ยกเว้นให้ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ไม่ต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ กระเช้าของชลบุรีอะไหล่ยนต์ราคาชุดละ 1,500 บาท บวก VAT 105 บาท รวม 1,605 บาท ภาษีซื้อทั้ง 40 ชุดคือ 4,200 บาท บริษัทบันทึกยอด 64,200 บาททั้งก้อนเป็นค่ารับรอง ไม่แยก 4,200 บาทไปเครดิต ดูประเภทอื่นได้ที่ภาษีซื้อต้องห้าม ซื้อของขวัญให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองในหมวดค่าใช้จ่าย ด้วยยอดที่รวม VAT แล้ว แยกตามวิธีจ่ายเงิน และตอนปิดงบให้เทียบยอดรวมกับเพดานร้อยละ 0.3 เพื่อหาส่วนที่ต้องบวกกลับ จ่ายเงินสดหรือโอนทันที บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เงินสด / เงินฝากธนาคาร 64,200 ซื้อเชื่อจากร้านค้า บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เจ้าหนี้การค้า 64,200 ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ชลบุรีอะไหล่ยนต์บวกกลับ 7,200 บาทในรายการรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ตัวเลขทางบัญชีไม่ต้องแก้ ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้รับรองค่าใช้จ่าย เก็บเอกสาร 3 อย่าง และหลักฐานเสริมอีก 1 อย่าง ให้พิสูจน์ได้ว่าซื้อจริง ให้ใคร มูลค่าต่อคนเท่าไร และใครอนุมัติ การอนุมัติหรือสั่งจ่ายโดยผู้มีอำนาจเป็นเงื่อนไขในกฎกระทรวงโดยตรง เอกสารลงนามจึงเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด ชลบุรีอะไหล่ยนต์ให้ฝ่ายขายจัดทำรายชื่อลูกค้า 40 รายพร้อมลายมือชื่อผู้รับ แล้วให้กรรมการผู้จัดการลงนามอนุมัติก่อนสั่งซื้อ ของขวัญปีใหม่ให้พนักงาน ต่างจากให้ลูกค้าอย่างไร ต่างกันตั้งแต่ประเภทรายจ่าย ของขวัญที่ให้พนักงานไม่ใช่ค่ารับรอง เพราะผู้รับเป็นลูกจ้าง บริษัทบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ ซึ่งไม่อยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ฝั่งพนักงาน กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือว่าค่าเลี้ยงงานปีใหม่เป็นการให้ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (10) แต่เงินสวัสดิการที่จ่ายเป็นเงินเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ส่วนบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ เรื่อง ของขวัญลูกค้า ของขวัญพนักงาน ประเภทรายจ่าย ค่ารับรอง ค่าสวัสดิการ วงเงิน คนละไม่เกิน 2,000 บาทต่อคราว และเพดานร้อยละ 0.3 ไม่อยู่ในเพดานค่ารับรอง ฝั่งผู้รับ ไม่เกี่ยวกับภาษีของกิจการ ต้องดูว่าเป็นเงินได้หรือได้รับยกเว้น ของขวัญที่เป็นสิ่งของมูลค่าสูงหรือให้เฉพาะบางคน ให้ปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าต้องรวมเป็นเงินได้ของพนักงานหรือไม่ รายการสวัสดิการอื่นอ่านได้ที่สวัสดิการพนักงาน ชลบุรีอะไหล่ยนต์แจกกระเช้าให้พนักงาน 25 คน คนละ 800 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกเป็นค่าสวัสดิการแยกจากค่ารับรอง ยอดนี้จึงไม่ทำให้เพดาน 75,000 บาทเต็มเร็วขึ้น เลือกของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าอย่างไรให้หักภาษีได้ เลือกจากงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ทำรายชื่อผู้รับตั้งแต่ก่อนซื้อ และแยกของลูกค้าออกจากของพนักงาน จากนั้นค่อยเลือกประเภทของที่ลูกค้าใช้ได้จริง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตัดสินใจลดงบเลี้ยงรับรองปีหน้าลง เพราะปีนี้ค่ารับรองรวมเกินเพดาน 7,200 บาท ส่วนไวน์ 3,210 บาทเปลี่ยนเป็นกระเช้าราคาไม่เกิน 2,000 บาท ข้อควรรู้เกี่ยวกับของขวัญลูกค้า สรุป – ของขวัญลูกค้าหักได้ ถ้าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคราว ก่อนสั่งซื้อของขวัญปีใหม่ เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดยอดค่ารับรองที่ใช้ไปแล้วทั้งปี คำนวณเพดานร้อยละ 0.3 แล้วทำรายชื่อลูกค้าพร้อมงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนสั่งซื้อ บันทึกค่ารับรองและแนบเอกสารด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าใช้จ่ายและแนบไฟล์เอกสาร ทั้งใบกำกับภาษี รายชื่อผู้รับ และเอกสารอนุมัติไว้กับรายการเดียวกัน ผู้ทำบัญชีจึงหยิบยอดค่ารับรองทั้งปีมาเทียบเพดานได้จากรายงานแยกประเภทตอนปิดงบ ให้เอกสารของขวัญปีใหม่ครบตั้งแต่วันซื้อ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับของขวัญลูกค้า ของขวัญต้องมีโลโก้บริษัทถึงจะหักค่าใช้จ่ายได้ไหม ไม่ต้อง กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดเรื่องโลโก้ เงื่อนไขอยู่ที่ผู้รับ ผู้อนุมัติ มูลค่าต่อคน เพดานทั้งปี และหลักฐาน โลโก้ช่วยให้เห็นว่าเป็นของเพื่อธุรกิจ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขทางภาษี จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่มีทั้งลูกค้าและพนักงาน บันทึกอย่างไร แยกยอดตามผู้เข้าร่วม ส่วนของลูกค้าบันทึกเป็นค่ารับรองและอยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ส่วนของพนักงานบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ พนักงานที่มีหน้าที่ต้อนรับลูกค้าในงานนับรวมในค่ารับรองได้ ซื้อเหล้าให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองเหมือนของขวัญอื่น ทั้งเหล้าและไวน์ต้องมีมูลค่าไม่เกินคนละ 2,000 บาทต่อคราว และนับรวมในเพดานร้อยละ 0.3 ภาษีซื้อเครดิตไม่ได้ แต่รวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ ถ้าราคาใกล้ 2,000 บาท ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีว่านับมูลค่าก่อนหรือหลัง VAT ของขวัญเกิน 2,000 บาทต่อคน ต้องทำอย่างไร ของชิ้นนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ถ้ายังต้องการให้ ให้แจ้งผู้ทำบัญชีตั้งแต่ตอนบันทึก เพื่อบวกกลับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ และช่องทางปรึกษาฟรี

เจ้าของกิจการที่ยอดขายเริ่มโตมักเจอเรื่องภาษีที่ยากขึ้น เช่น วางโครงสร้างธุรกิจหรือได้รับหนังสือเรียกจากสรรพากร บทความนี้อธิบายหน้าที่ของที่ปรึกษาภาษี วิธีเลือก ค่าบริการ เอกสารที่ต้องเตรียม และช่องทางปรึกษาฟรี ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร ใครทำหน้าที่นี้ได้บ้าง ที่ปรึกษาภาษี (Tax Consultant หรือ Tax Advisor) คือ บุคคลหรือบริษัทที่มีความรู้เฉพาะทางด้านกฎหมายภาษี ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ วางแผน และจัดการเรื่องภาษีให้กับธุรกิจหรือบุคคลธรรมดา ช่วยให้เสียภาษีถูกต้องและไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กฎหมายภาษีหลักของไทยคือประมวลรัษฎากร ผู้ที่ทำงานด้านนี้มักเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) นักบัญชีที่ชำนาญภาษี หรือทนายความด้านภาษี แต่ละกลุ่มมีใบอนุญาตและขอบเขตงานต่างกัน สำหรับเจ้าของกิจการ การมีคนช่วยดูเรื่องภาษีสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามแพ็คซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้โรงงาน จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปีละ 38 ล้านบาท และเพิ่งเริ่มจ่ายค่าซอฟต์แวร์ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ หน้าที่ของที่ปรึกษาภาษี มีอะไรบ้าง งานหลักมี 3 ด้าน คือ วางแผนภาษีล่วงหน้า ตอบคำถามและเตรียมยื่นแบบ และช่วยแก้ปัญหาเมื่อมีข้อพิพาทกับกรมสรรพากร บางรายรับครบทั้ง 3 ด้าน บางรายรับเฉพาะเรื่อง จึงควรถามขอบเขตก่อนจ้าง วางแผนภาษี (Tax Planning) ช่วยธุรกิจอย่างไร ช่วยให้เห็นภาระภาษีก่อนตัดสินใจ การวางแผนภาษีคือการดูโครงสร้างรายได้ รายจ่าย และธุรกรรมที่กำลังจะเกิด แล้วเลือกทางที่ถูกกฎหมายและภาระภาษีเหมาะสม เช่น จังหวะการซื้อสินทรัพย์ หรือรายจ่ายที่หักได้เพิ่ม ดูตัวอย่างเทคนิคที่ใช้ได้จริงในวิธีประหยัดภาษีนิติบุคคล ถ้าธุรกิจกำลังลงทุนขยายกิจการ ที่ปรึกษาอาจช่วยดูว่าเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ BOI หรือไม่ สิทธิแบบนี้เป็นการยกเว้นหรือลดภาษีตามเงื่อนไขการส่งเสริม ไม่ใช่การลดหย่อนทั่วไป ให้คำปรึกษาและเตรียมยื่นแบบทำอะไรบ้าง ตอบคำถามที่ผู้ประกอบการไม่แน่ใจ เช่น ต้องจด VAT หรือยัง จ่ายเงินแบบนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร หรือรายจ่ายนี้หักได้ไหม บางรายช่วยตรวจเอกสารและเตรียมแบบภาษีก่อนยื่น กรณีสยามแพ็คซัพพลาย คำถามแรกคือค่าซอฟต์แวร์ที่จ่ายไปต่างประเทศต้องดูเรื่องภาษีอะไรบ้าง ที่ปรึกษาจะดูทั้งภาษีที่ผู้จ่ายต้องนำส่งและอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศผู้รับเงิน ตรวจสอบและแก้ปัญหาเมื่อสรรพากรเรียกตรวจอย่างไร ทบทวนแบบที่ยื่นไปแล้ว หาจุดที่ผิด และเตรียมคำชี้แจงพร้อมเอกสาร ถ้าเจอข้อผิดพลาดจริง จะแนะนำให้ยื่นแบบเพิ่มเติมโดยเร็ว เพราะภาษีที่ชำระขาดมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 27 ยิ่งช้ายิ่งสะสม จ้างสำนักงานบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญภาษี ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่งานหลัก ผู้เชี่ยวชาญภาษีเน้นการตัดสินใจและปัญหาเฉพาะเรื่อง สำนักงานบัญชีดูแลการบันทึกบัญชีและยื่นแบบประจำ ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรองงบการเงิน ส่วนโปรแกรมบัญชีเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล เกณฑ์ ที่ปรึกษาภาษี สำนักงานบัญชี ผู้สอบบัญชี (CPA / TA) โปรแกรมบัญชี งานหลัก วางแผนภาษี ตอบคำถามเฉพาะเรื่อง ช่วยเมื่อถูกตรวจ บันทึกบัญชี ปิดงบ ยื่นแบบรายเดือนและรายปี ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน บันทึกรายการ ออกเอกสาร ดูรายงาน ช่วงที่ใช้ ก่อนตัดสินใจ หรือเมื่อมีปัญหา ทุกเดือน ปีละครั้งหลังปิดงบ ทุกวัน รูปแบบค่าบริการ รายครั้ง รายเดือน หรือรายโปรเจกต์ รายเดือน ต่องานตรวจสอบ ค่าใช้งานตามแพ็กเกจ สามบทบาทนี้ทำงานร่วมกันได้ หลายกิจการจ้างสำนักงานบัญชีดูงานประจำ แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษีเฉพาะเรื่องที่ซับซ้อน ส่วนผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจและแสดงความเห็นต่องบปีละครั้ง เมื่อไรธุรกิจควรปรึกษาภาษีกับผู้เชี่ยวชาญ เมื่อการตัดสินใจครั้งนั้นมีผลภาษีมากหรือผิดแล้วแก้ยาก ไม่ใช่ทุกกิจการต้องจ้างประจำ สัญญาณที่ควรเริ่มปรึกษาภาษีมี 5 แบบ สยามแพ็คซัพพลายเข้าข่าย 2 ข้อพร้อมกัน คือจ่ายเงินไปต่างประเทศ และได้รับหนังสือเชิญพบจากสรรพากรพื้นที่ จึงตัดสินใจหาผู้เชี่ยวชาญช่วยดูเอกสารก่อนวันนัด ถ้าปล่อยไว้จนถูกประเมิน ภาระจะย้อนไปหลายปี ดูความเสี่ยงได้ที่ภาษีย้อนหลัง วิธีเลือกที่ปรึกษาภาษีที่ดี ควรดูอะไรบ้าง ดู 3 เรื่อง ได้แก่ ใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ ประสบการณ์ในธุรกิจแบบเดียวกัน และขอบเขตงานที่เขียนไว้ชัด เลือกผิดคนอาจเสียทั้งค่าบริการและเวลา โดยปัญหาเดิมยังไม่จบ ใบอนุญาตและคุณสมบัติที่ต้องเช็ก มีอะไรบ้าง ให้ขอดูใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ ตำแหน่งที่ปรึกษาเป็นชื่อเรียกงาน ส่วนใบอนุญาตที่ใช้ยืนยันความรู้มีหลายแบบ แต่ละแบบออกโดยหน่วยงานต่างกัน ความต่างของ CPA และ TA อ่านเพิ่มได้ที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสำคัญแค่ไหน สำคัญมาก เพราะแต่ละธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางภาษีต่างกัน ร้านค้าออนไลน์มีเรื่องค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและ VAT ธุรกิจก่อสร้างมีเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลายขั้น ส่วนธุรกิจนำเข้ามีเรื่องภาษีศุลกากร ให้ถามตรง ๆ ว่าเคยดูแลธุรกิจแบบเดียวกันกี่ราย และเคยช่วยลูกค้าตอบหนังสือจากกรมสรรพากรหรือไม่ สยามแพ็คซัพพลายเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาต CPA และเคยดูแลธุรกิจจัดจำหน่าย ต้องตกลงขอบเขตงานอะไรก่อนจ้าง ต้องเขียนให้ชัดว่าที่ปรึกษาทำอะไร และกิจการต้องทำอะไรเอง เช่น ใครเป็นคนยื่นแบบ ใครลงนาม คำแนะนำส่งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ และถ้าต้องไปพบเจ้าหน้าที่ คิดค่าบริการเพิ่มอย่างไร เก็บใบเสนอราคาและสัญญาไว้กับเอกสารบัญชี ภาระภาษียังเป็นของกิจการ คำแนะนำที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงช่วยให้ย้อนดูได้ว่าตัดสินใจจากข้อมูลอะไร ก่อนเริ่มปรึกษาภาษี ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เตรียมเอกสาร 4 กลุ่ม จะช่วยให้การคุยครั้งแรกตรงประเด็นและไม่ต้องนัดซ้ำ ยิ่งเอกสารครบ ผู้เชี่ยวชาญยิ่งประเมินงานและค่าบริการได้แม่นขึ้น สยามแพ็คซัพพลายเตรียมงบการเงิน 2 ปี แบบ ภ.พ.30 ครบ 12 เดือน แบบ ภ.ง.ด.50 ปีล่าสุด สัญญาซอฟต์แวร์ และหนังสือเชิญพบฉบับจริงไปในวันแรก ค่าบริการที่ปรึกษาภาษีคิดอย่างไร คิดได้ 3 แบบ คือ รายครั้งหรือรายชั่วโมง รายเดือน และรายโปรเจกต์ ราคาขึ้นกับความซับซ้อน ปริมาณเอกสาร ความเร่งด่วน และต้องไปพบเจ้าหน้าที่หรือไม่ จึงควรขอใบเสนอราคาจาก 2 ถึง 3 รายด้วยขอบเขตงานเดียวกัน รูปแบบ เหมาะกับ สิ่งที่ควรระบุในใบเสนอราคา รายครั้งหรือรายชั่วโมง คำถามเฉพาะเรื่อง ต้องการความเห็นเร็ว จำนวนชั่วโมง คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ รายเดือน กิจการที่มีคำถามภาษีต่อเนื่อง จำนวนครั้งที่ปรึกษาได้ งานที่รวมและไม่รวม รายโปรเจกต์ ถูกเรียกตรวจ ปรับโครงสร้าง ธุรกรรมต่างประเทศ ขอบเขต ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่องานเกินขอบเขต สำหรับงานตรวจบัญชีของ TA กรมสรรพากรกำหนดว่าตกลงค่าธรรมเนียมกันได้ แต่ห้ามคิดเป็นอัตราจากยอดรายได้หรือมูลค่าสินทรัพย์ของกิจการ สยามแพ็คซัพพลายได้รับใบเสนอราคาแบบโปรเจกต์ 40,000 บาท ครอบคลุมการตรวจเอกสาร เตรียมคำชี้แจง และไปพบเจ้าหน้าที่ 1 ครั้ง จ่ายค่าที่ปรึกษาภาษี ต้องหัก ณ ที่จ่ายและลงบัญชีอย่างไร ขึ้นกับผู้รับเงิน ถ้าจ่ายให้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่าค่าที่ปรึกษาภาษีและบัญชีเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามมาตรา 50(1) ถ้าจ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้หักร้อยละ 3 ตามคำสั่ง ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 หลักการหักและนำส่งทั่วไปอ่านได้ที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง สยามแพ็คซัพพลายจ่ายค่าที่ปรึกษาให้บริษัทที่ปรึกษาที่จด VAT ยอดโอนจริงคำนวณได้ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) ค่าที่ปรึกษาตามใบเสนอราคา 40,000 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (40,000 × 7%) 2,800 หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% (40,000 × 3%) (1,200) ยอดโอนจริง (40,000 + 2,800 − 1,200) 41,600 ค่าที่ปรึกษาที่เกี่ยวกับกิจการและมีหลักฐานครบเป็นรายจ่ายที่หักได้ ส่วนรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม บริษัทนี้รายได้เกินเกณฑ์ SME จึงเสียภาษีร้อยละ 20 รายจ่าย 40,000 บาทลดภาษีได้ประมาณ 8,000 บาท ภาษีซื้อ 2,800 บาทนำไปเครดิตใน ภ.พ.30 ได้เมื่อได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง และบริษัทต้องออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ พร้อมยื่น ภ.ง.ด.53 สำหรับเงินที่หักไว้ ปรึกษาเรื่องภาษีฟรีได้ที่ไหนบ้าง ปรึกษาเรื่องภาษีฟรีได้ผ่านช่องทางของกรมสรรพากร 2 ช่องทางหลัก คือระบบนัดหมาย e-Appointment และศูนย์ RD Intelligence Center 1161 เหมาะกับคำถามข้อกฎหมายเบื้องต้นก่อนตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญ นัดหมายผ่าน e-Appointment กรมสรรพากร ทำอย่างไร กรอกข้อมูลในระบบให้ครบ แล้วรอเจ้าหน้าที่ติดต่อตามวันและรอบเวลาที่นัด ระบบนี้ให้ความเห็นข้อกฎหมายภาษีอากรเบื้องต้นแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ขอแจ้งเท่านั้น ข้อมูลที่ต้องกรอกตามหน้าe-Appointment ของกรมสรรพากร มีดังนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่ติดต่อไม่ได้ตามนัด ระบบถือว่าไม่ประสงค์รับความเห็น และห้ามบันทึกเสียงหรือภาพระหว่างรับบริการ สยามแพ็คซัพพลายใช้ช่องทางนี้ถามเรื่องภาษีของค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศก่อนวันพบที่ปรึกษา โทรถาม RD Intelligence Center 1161 ได้ไหม ได้ หมายเลข 1161 คือศูนย์ RD Intelligence Center ของกรมสรรพากร เหมาะกับคำถามสั้น ๆ เช่น กำหนดยื่นแบบ หรือขั้นตอนการยื่นออนไลน์ ระวังสายแอบอ้าง กรมสรรพากรเตือนว่าไม่มีเจ้าหน้าที่โทรติดตามชำระภาษีหรือแจ้งคืนเงิน คำตอบจากทั้งสองช่องทางเป็นความเห็นเบื้องต้นจากข้อเท็จจริงที่แจ้ง ถ้าเรื่องซับซ้อนหรือมีเงินภาษีจำนวนมาก ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญดูเอกสารจริงอีกครั้ง ข้อควรรู้ก่อนจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษี สรุป – เตรียมคำถามและเอกสารให้พร้อม ก่อนจ่ายค่าที่ปรึกษา ถ้ามีเรื่องภาษีค้างใจอยู่ เริ่มวันนี้ด้วยการเขียนคำถาม 3 ข้อที่สำคัญที่สุด รวบรวมงบการเงินและแบบภาษีปีล่าสุด แล้วจองคิว e-Appointment ก่อน ถ้าคำตอบยังไม่พอ ค่อยนำชุดเอกสารนี้ไปขอใบเสนอราคาจากผู้เชี่ยวชาญ ส่งข้อมูลบัญชีให้ผู้เชี่ยวชาญได้ครบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ผู้ทำบัญชีและที่ปรึกษาจึงดูข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ต้องรวบรวมไฟล์ใหม่ทุกครั้งที่มีคำถาม ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าบริการที่จ่ายออก PEAK Tax สร้างแบบ ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และหนังสือรับรอง 50 ทวิ และนำออกไฟล์เพื่อยื่นออนไลน์ได้ เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนนัดปรึกษาครั้งถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีธุรกิจเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับที่ปรึกษาภาษี ค่าที่ปรึกษาเป็นเงินได้มาตราไหน ส่วนใหญ่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่าค่าที่ปรึกษาภาษีและบัญชีที่บุคคลธรรมดาได้รับเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าค่าที่ปรึกษารายเดือนไม่ใช่ 40(6) ถ้าลักษณะงานต่างไป ให้ตรวจกับกรมสรรพากร ดูประเภทเงินได้ทั้งหมดที่เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ที่ปรึกษาภาษีกับนักบัญชีทำงานต่างกันอย่างไร นักบัญชีบันทึกรายการ ปิดงบ และยื่นแบบตามกำหนด ส่วนผู้เชี่ยวชาญภาษีดูการตัดสินใจและปัญหาเฉพาะเรื่อง เช่น วางแผนก่อนลงทุน หรือตอบหนังสือจากสรรพากร กิจการส่วนใหญ่ใช้นักบัญชีเป็นหลัก แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นครั้งคราว ธุรกิจขนาดเล็กต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษีไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าธุรกิจไม่ซับซ้อนและมีผู้ทำบัญชีดูแลอยู่แล้ว เริ่มจากช่องทางฟรีของกรมสรรพากรได้ แต่เมื่อมีธุรกรรมต่างประเทศ ได้รับหนังสือจากสรรพากร หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ค่าที่ปรึกษาภาษีหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการและมีหลักฐานครบ เช่น ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จ และหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าที่ปรึกษาเรื่องส่วนตัวของกรรมการไม่เกี่ยวกับกิจการ จึงหักไม่ได้ ปรึกษาภาษีกับกรมสรรพากรฟรีได้จริงไหม ได้ ผ่านระบบ e-Appointment และศูนย์ RD Intelligence Center 1161 คำตอบเป็นความเห็นเบื้องต้นตามข้อเท็จจริงที่แจ้ง เหมาะกับคำถามข้อกฎหมายทั่วไป ถ้าต้องการให้ดูเอกสารจริงหรือวางแผนหลายปี ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ซื้อทรัพย์สินปลายปี ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้อย่างไร วิธีคิดค่าเสื่อมราคา

ก่อนปิดรอบบัญชี เจ้าของกิจการบางคนรีบซื้อคอมพิวเตอร์หรือรถเพราะคิดว่าจะลดภาษีได้ทั้งก้อน แต่ภาษีที่ลดได้จริงมักน้อยกว่าที่คาด บทความนี้อธิบายการซื้อทรัพย์สินปลายปีผ่านค่าเสื่อมราคา สิทธิของ SME และวิธีตัดสินใจว่าคุ้มค่าหรือไม่ ซื้อทรัพย์สินปลายปี คืออะไร ลดภาษีนิติบุคคลได้จริงไหม ซื้อทรัพย์สินปลายปี (Year-end Asset Purchase) คือ การซื้อเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ หรืออาคารเข้ากิจการก่อนวันปิดรอบบัญชี เพื่อให้เริ่มหักค่าเสื่อมราคาได้ในรอบนั้น ลดภาษีได้จริงแต่ลดผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่หักราคาซื้อทั้งก้อน หลายคนเข้าใจว่าซื้อของ 1 ล้านบาทเดือนธันวาคม กำไรจะลดลง 1 ล้านบาททันที ความจริงคือค่าเสื่อมราคาทางภาษีคิดตามจำนวนวันที่ได้ทรัพย์สินมาในรอบบัญชี เว้นแต่กิจการเข้าเกณฑ์ค่าเสื่อมเบื้องต้นของ SME เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยเมทัลพาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างกลึงชิ้นส่วนโลหะให้โรงงาน รอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน 45 ล้านบาท ลูกจ้าง 80 คน และวางแผนซื้อเครื่องกลึงใหม่วันที่ 20 ธันวาคม 2569 ทำไมซื้อทรัพย์สินแล้วหักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายลงทุน ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (5) ห้ามนำรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายในปีที่จ่าย ทรัพย์สินที่ใช้ได้หลายปีจึงต้องทยอยหักผ่านค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 ถ้าบันทึกราคาซื้อเครื่องจักรเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ต้องบวกกลับเมื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น กิจการเลือกวิธีและอัตราค่าเสื่อมได้ตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่เมื่อเลือกแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง จะเปลี่ยนได้เมื่ออธิบดีอนุมัติ ตามมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินที่ซื้อปลายปีคิดอย่างไร คิดตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมาในรอบบัญชี และต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามประเภททรัพย์สินในมาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 ทรัพย์สินที่ได้มาปลายปีจึงได้ค่าเสื่อมรอบแรกเพียงไม่กี่วัน ประเภททรัพย์สิน อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร ร้อยละ 5 อาคารชั่วคราว ร้อยละ 100 ทรัพย์สินอื่นที่สึกหรอได้ เช่น เครื่องจักร ยานพาหนะ (นอกจากที่ดินและสินค้า) ร้อยละ 20 ที่ดิน หักค่าเสื่อมไม่ได้ ตัวอย่าง ไทยเมทัลพาร์ทซื้อเครื่องกลึง CNC ราคา 1,000,000 บาท ได้มาวันที่ 20 ธันวาคม 2569 ถือครองในรอบบัญชี 12 วัน ถ้าใช้อัตราปกติ ร้อยละ 20 ต่อปี รายการ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าเสื่อมรอบบัญชี 2569 1,000,000 × 20% × 12 ÷ 365 6,575.34 ภาษีที่ลดได้ (อัตรา 20%) 6,575.34 × 20% 1,315.07 จ่ายเงิน 1 ล้านบาทเพื่อลดภาษีปีนี้ราว 1,315 บาท ส่วนที่เหลือของต้นทุนหักต่อในรอบถัดไป วิธีคำนวณแบบอื่นอ่านได้ที่วิธีคิดค่าเสื่อมราคา SME หักค่าเสื่อมเบื้องต้นในวันที่ได้มาได้เท่าไร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างลูกจ้างไม่เกิน 200 คน หักค่าเสื่อมเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินมาได้ 3 ประเภท ส่วนที่เหลือของต้นทุนหักตามเงื่อนไขและอัตราปกติ ทรัพย์สิน หักเบื้องต้นในวันที่ได้มา มาตรา (พ.ร.ฎ. 145) คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ร้อยละ 40 ของต้นทุน มาตรา 4 จัตวา อาคารโรงงาน ร้อยละ 25 ของต้นทุน มาตรา 4 เบญจ เครื่องจักรและอุปกรณ์ของเครื่องจักร ร้อยละ 40 ของต้นทุน มาตรา 4 ฉ ไทยเมทัลพาร์ทเข้าเกณฑ์ เครื่องกลึง 1,000,000 บาทจึงหักเบื้องต้น 1,000,000 × 40% = 400,000 บาทในวันที่ 20 ธันวาคม ลดภาษีได้ 400,000 × 20% = 80,000 บาท ส่วนที่เหลือ 600,000 บาทหักตามมาตรา 4 ในรอบต่อไป เกณฑ์ SME ด้านค่าเสื่อมต่างจากเกณฑ์อัตราภาษี SME อย่างไร เป็นคนละเกณฑ์ เกณฑ์ค่าเสื่อมเบื้องต้นดูสินทรัพย์ถาวรและจำนวนลูกจ้าง ส่วนเกณฑ์อัตราภาษีขั้นบันไดดูทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กิจการหนึ่งอาจเข้าเกณฑ์เดียวและไม่เข้าอีกเกณฑ์ ไทยเมทัลพาร์ทมีทุน 10 ล้านบาท รายได้ 60 ล้านบาท จึงเสียภาษีอัตราปกติร้อยละ 20 แต่ยังใช้ค่าเสื่อมเบื้องต้นได้ สิทธิอื่นของกิจการขนาดเล็กดูได้ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลครบทุกรายการ ทรัพย์สินแต่ละประเภทหักได้ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่อัตรา ระยะเวลา และเพดานต้นทุน เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์มีสิทธิเบื้องต้นสำหรับ SME รถยนต์นั่งมีเพดานต้นทุน ส่วนอาคารหักได้ช้ากว่าและที่ดินหักไม่ได้ เครื่องจักรและอุปกรณ์หักได้อย่างไร หักตามอัตราปกติไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปีตามระยะเวลาที่ได้มา ถ้าเป็น SME ตามเกณฑ์ข้างต้น หักเบื้องต้นร้อยละ 40 ในวันที่ได้มา สิทธินี้ใช้กับเครื่องจักรที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2545 เป็นต้นไป คอมพิวเตอร์และโปรแกรมหักได้เร็วแค่ไหน หักได้ภายในสามรอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้มา และต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้ได้ตามประสงค์ ถ้าเป็น SME หักเบื้องต้นร้อยละ 40 ในวันที่ได้มา ไทยเมทัลพาร์ทซื้อคอมพิวเตอร์และโปรแกรม CAD 300,000 บาท ติดตั้งพร้อมใช้วันที่ 20 ธันวาคม จึงหักเบื้องต้น 120,000 บาท ลดภาษีได้ 24,000 บาท รถยนต์นั่งมีข้อจำกัดอะไร รถยนต์นั่งหรือรถโดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หักค่าเสื่อมจากต้นทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เว้นแต่กิจการให้เช่ารถยนต์ รถราคา 1.5 ล้านบาทจึงใช้ฐานค่าเสื่อมเพียง 1 ล้านบาท และไม่มีสิทธิค่าเสื่อมเบื้องต้นแบบ SME ภาษีมูลค่าเพิ่มของรถยนต์นั่งยังเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำไปหักภาษีขายไม่ได้ เว้นแต่กิจการขายหรือให้เช่ารถ อาคารและที่ดินหักได้หรือไม่ อาคารถาวรหักได้ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ถ้าเป็นอาคารโรงงานของ SME หักเบื้องต้นร้อยละ 25 ในวันที่ได้มา ส่วนที่ดินไม่เสื่อมสภาพ จึงหักค่าเสื่อมราคาไม่ได้ ซื้อที่ดินพร้อมอาคารต้องแยกราคาที่ดินออกก่อนคำนวณ ซื้อทรัพย์สินปลายปีคุ้มไหม เทียบเงินสดกับภาษีที่ลด คุ้มเมื่อเป็นของที่กิจการต้องซื้ออยู่แล้ว และซื้อให้ทันก่อนปิดรอบเพื่อเริ่มหักค่าเสื่อม ไม่คุ้มถ้าซื้อเพียงเพื่อลดภาษี เพราะเงินสดที่จ่ายออกไปมากกว่าภาษีที่ลดได้หลายเท่า ทรัพย์สินของไทยเมทัลพาร์ท (ซื้อ 20 ธ.ค. 2569) ราคา (บาท) ค่าเสื่อมรอบ 2569 ที่ใช้ในตัวอย่าง (บาท) ภาษีที่ลดได้ 20% (บาท) เครื่องกลึง CNC (ใช้สิทธิ SME) 1,000,000 400,000 80,000 เครื่องกลึง CNC (ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ SME) 1,000,000 6,575.34 1,315.07 คอมพิวเตอร์และโปรแกรม CAD (ใช้สิทธิ SME) 300,000 120,000 24,000 รถยนต์นั่ง 5 ที่นั่ง 1,500,000 1,000,000 × 20% × 12 ÷ 365 = 6,575.34 1,315.07 ตารางนี้นับเฉพาะส่วนเบื้องต้นหรือค่าเสื่อม 12 วัน ไม่รวมส่วนที่เหลือที่หักในรอบต่อไป แม้ใช้สิทธิ SME ครบ เงินที่จ่าย 1 ล้านบาทก็ลดภาษีปีนี้ได้ 80,000 บาท ต้องเตรียมเอกสารอะไรให้หักค่าเสื่อมได้ เตรียมหลักฐาน 3 อย่าง และบันทึกเหตุผลทางธุรกิจไว้ด้วย ให้พิสูจน์ได้ว่ากิจการได้ทรัพย์สินมาเมื่อไร ราคาทุนเท่าไร และใช้ในกิจการ วันที่ในเอกสารคือตัวกำหนดว่าค่าเสื่อมเริ่มในรอบไหน การบริหารสินทรัพย์ถาวรให้ครบวงจรอ่านต่อได้ในบทความนี้ ไทยเมทัลพาร์ทนัดผู้ขายส่งมอบและติดตั้งเครื่องกลึงวันที่ 20 ธันวาคม และให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษีวันเดียวกัน เพื่อให้วันที่ได้มาอยู่ในรอบบัญชี 2569 ชัดเจน วางแผนภาษีนิติบุคคลก่อนปิดงบปลายปีควรทำอะไร เริ่มจากประมาณกำไรทั้งปี แล้วดูว่าทรัพย์สินที่จำเป็นต้องซื้ออยู่แล้วควรซื้อก่อนหรือหลังปิดรอบ จากนั้นคุยกับผู้ทำบัญชีเรื่องวิธีค่าเสื่อม สิทธิ SME และเอกสาร ควรทำตั้งแต่เดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน ไม่ใช่วันสุดท้ายของปี เทคนิคประหยัดภาษีอื่นที่ใช้ร่วมกันได้อ่านที่วิธีประหยัดภาษีนิติบุคคล ไทยเมทัลพาร์ทตัดสินใจซื้อเครื่องกลึงและคอมพิวเตอร์ก่อนปิดงบ เพราะต้องใช้กับงานใหม่ต้นปี 2570 อยู่แล้ว ส่วนรถยนต์นั่งเลื่อนไปปีหน้า เพราะภาษีที่ลดได้น้อยและภาษีซื้อขอคืนไม่ได้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินก่อนปิดงบ สรุป – ภาษีลดผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่ราคาซื้อทั้งก้อน ถ้าเหลือเวลาก่อนปิดงบปีนี้ เริ่มวันนี้ด้วยการเขียนรายการทรัพย์สินที่ต้องซื้อจริง ใส่ราคาและวันส่งมอบที่ผู้ขายทำได้ แล้วส่งให้ผู้ทำบัญชีประเมินค่าเสื่อมและภาษีที่ลดได้ก่อนตัดสินใจ ติดตามทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาด้วย PEAK PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กร ผู้ทำบัญชีจึงเห็นราคาทุน วันที่ได้มา และค่าเสื่อมของทรัพย์สินที่ซื้อปลายปีในระบบเดียว ดูวิธีเรียกรายงานค่าเสื่อมราคาได้ที่ดูข้อมูลและพิมพ์รายงานค่าเสื่อมราคาแบบรายเดือนใน PEAK เริ่มบันทึกทรัพย์สินให้พร้อมก่อนปิดงบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินก่อนปิดงบ ซื้อทรัพย์สินวันที่ 31 ธันวาคม ได้ค่าเสื่อมไหม ได้ ถ้าได้ทรัพย์สินมาในวันนั้นจริงและรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม อัตราปกติจะได้ค่าเสื่อมเพียง 1 วัน ส่วน SME ที่เข้าเกณฑ์ได้ค่าเสื่อมเบื้องต้นเต็มจำนวนในวันที่ได้มา สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้รับของภายในสิ้นปี หักค่าเสื่อมได้หรือไม่ ยังไม่ได้ ค่าเสื่อมคิดตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมา และคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้ เงินมัดจำที่จ่ายก่อนส่งมอบจึงยังไม่ใช่ค่าเสื่อม ให้เริ่มหักในรอบที่ได้รับทรัพย์สิน บริษัทไม่ใช่ SME ใช้ค่าเสื่อมเบื้องต้น 40% ได้ไหม ไม่ได้ ถ้าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินเกิน 200 ล้านบาทหรือจ้างลูกจ้างเกิน 200 คน ต้องหักตามอัตราปกติตามจำนวนวัน ส่วนคอมพิวเตอร์ยังหักได้ภายในสามรอบบัญชีตามมาตรา 4 จัตวา ซื้อปลายปีแล้วต้องใช้วิธีค่าเสื่อมเดิมตลอดไหม ต้องใช้ต่อเนื่อง เมื่อเลือกวิธีการทางบัญชีและอัตราสำหรับทรัพย์สินแล้ว จะเปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ควรตกลงวิธีกับผู้ทำบัญชีก่อนบันทึกรายการแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

วิธียื่นภาษีนิติบุคคล ครบทุกขั้นตอน เอกสาร และกำหนดเวลา

ช่วงใกล้ครบกำหนด เจ้าของบริษัทหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องรองบการเงินให้เสร็จก่อนจึงจะยื่นแบบได้ และไม่แน่ใจว่าบริษัทที่ขาดทุนต้องยื่นด้วยหรือเปล่า บทความนี้สรุปขั้นตอนยื่นภาษีนิติบุคคลตั้งแต่ปิดงบจนชำระภาษี เอกสาร กำหนดเวลา และวิธียื่นผ่าน e-Filing ยื่นภาษีนิติบุคคล คืออะไร ยื่นภาษีนิติบุคคล (Corporate Income Tax Filing) คือ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่อกรมสรรพากรปีละ 2 ครั้ง คือแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับครึ่งรอบบัญชี และแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับทั้งรอบบัญชี พร้อมชำระภาษีจากกำไรสุทธิ บทความนี้เน้นวิธียื่นตั้งแต่ปิดงบจนชำระภาษี ส่วนนิยามและอัตราภาษีแบบละเอียดดูได้ที่บทความภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเจ้าของกิจการ การยื่นให้ถูกและทันสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามพาร์ทเทค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอะไหล่เครื่องจักรให้โรงงาน ทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท รายได้ปีละ 18 ล้านบาท รอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 และปีนี้เจ้าของรับหน้าที่ประสานการยื่นภาษีเอง ใครต้องยื่น และขาดทุนต้องยื่นไหม ผู้ที่ต้องยื่นคือบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล รวมถึงนิติบุคคลอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าขาดทุนก็ยังต้องยื่น เพียงแต่ไม่มีภาษีต้องชำระ ปีแรกที่ตั้งบริษัท สยามพาร์ทเทคขาดทุน บริษัทยังยื่น ภ.ง.ด.50 แจ้งผลขาดทุนตามปกติ ส่วนกิจการที่รอบบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ในรอบนั้น ตามมาตรา 67 ทวิ นิติบุคคลยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง ใช้แบบอะไร ภาษีเงินได้นิติบุคคลยื่นปีละ 2 ครั้ง ด้วยแบบ 2 แบบ ภ.ง.ด.51 คือการจ่ายภาษีล่วงหน้าจากประมาณการกำไร และ ภ.ง.ด.50 คือการสรุปภาษีจากกำไรจริงทั้งปี เรื่อง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.50 (ทั้งปี) คำนวณจาก กึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี (กิจการทั่วไป) กำไรสุทธิจริงทั้งรอบบัญชี ใช้งบการเงิน ไม่ต้องใช้งบที่ผู้สอบบัญชีรับรอง ใช้งบที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว ภาษีที่จ่าย นำไปหักจากภาษีใน ภ.ง.ด.50 ภาษีทั้งปีหักเครดิตที่จ่ายไปแล้ว รายละเอียดของแบบประจำปีอ่านต่อได้ที่แบบ ภ.ง.ด.50 วิธีประมาณการกำไรและกรอกแบบครึ่งปีดูได้ที่ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ส่วนที่หลายคนถามว่านิติบุคคลยื่นภาษีรายเดือนอย่างไร นั่นคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อบริษัทจ่ายเงินให้ผู้อื่น (ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ซึ่งเป็นคนละแบบกับภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลภายในวันไหน ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบบัญชี ตามมาตรา 67 ทวิ และมาตรา 68 แห่งประมวลรัษฎากร นับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี ไม่ใช่ปีปฏิทิน บริษัทที่ปิดบัญชี 31 ธันวาคม เมื่อนับ 150 วันจะครบวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป ไม่ใช่ 31 พฤษภาคมอย่างที่หลายคนจำ แบบ ยื่นกระดาษ ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต สยามพาร์ทเทค (รอบปี 2569) ภ.ง.ด.51 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรก 2 เดือน 8 วัน กระดาษ 31 ส.ค. 2569 · ออนไลน์ 8 ก.ย. 2569 ภ.ง.ด.50 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี 158 วัน (ถ้าประกาศขยายเวลายังใช้) กระดาษ 30 พ.ค. 2570 · ออนไลน์ 7 มิ.ย. 2570 ยื่นออนไลน์ได้เพิ่มกี่วัน และใช้ถึงเมื่อไร ได้เพิ่ม 8 วัน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ซึ่งใช้กับแบบที่ครบกำหนดยื่นระหว่าง 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 แบบที่ครบกำหนดหลังจากนั้นต้องรอประกาศต่ออายุ ภ.ง.ด.51 รอบปี 2569 ของสยามพาร์ทเทคอยู่ในช่วงประกาศ จึงยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 กันยายน 2569 แต่ ภ.ง.ด.50 ครบกำหนด 30 พฤษภาคม 2570 ซึ่งเลยช่วงประกาศ ถ้าไม่มีประกาศใหม่ วันสุดท้ายคือ 30 พฤษภาคม 2570 ทั้งกระดาษและออนไลน์ Timeline ยื่นภาษีและส่งงบทั้งปี มีอะไรบ้าง ภาษีนิติบุคคลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานปลายปี ก่อนยื่น ภ.ง.ด.50 ต้องมีงบที่ผู้สอบบัญชีรับรองและที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ หลังยื่นยังมีงานส่งงบและรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลำดับ งาน กำหนด ฐานกฎหมาย สยามพาร์ทเทค 1 ยื่น ภ.ง.ด.51 2 เดือนหลังครบครึ่งรอบบัญชี ประมวลรัษฎากร ม.67 ทวิ ยื่นออนไลน์ 5 ก.ย. 2569 2 ปิดงบและให้ผู้สอบบัญชีตรวจ ก่อนประชุมผู้ถือหุ้น ป.พ.พ. ม.1197 ส่งข้อมูลให้ผู้สอบบัญชี ก.พ. 2570 3 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ ภายใน 4 เดือนนับแต่วันที่ในงบดุล ป.พ.พ. ม.1197 ประชุม 20 เม.ย. 2570 4 ส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ป.พ.พ. ม.1139 ภายใน 4 พ.ค. 2570 5 ส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ประชุมอนุมัติ พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ม.11 ภายใน 20 พ.ค. 2570 6 ยื่น ภ.ง.ด.50 และชำระภาษี 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ประมวลรัษฎากร ม.68 และ 69 ภายใน 30 พ.ค. 2570 ตารางนี้ทำให้เห็นว่ากำหนดที่แน่นที่สุดไม่ใช่ ภ.ง.ด.50 แต่เป็นการปิดงบ ถ้าผู้สอบบัญชีได้ข้อมูลช้า งานทุกแถวที่เหลือจะเลื่อนตามกันทั้งหมด ขั้นตอนการยื่นภาษีนิติบุคคล มีกี่ขั้น ยื่นภาษี บริษัท มี 5 ขั้นตอนหลัก คือเตรียมงบและเอกสาร เลือกแบบ คำนวณภาษีที่ต้องชำระ ยื่นแบบ และชำระภาษี ขั้นที่ใช้เวลามากที่สุดคือขั้นแรก เพราะต้องรอผู้สอบบัญชีรับรองงบ ขั้นตอนที่ 1: เตรียมงบการเงินและเอกสาร เริ่มจากปิดบัญชีและจัดทำงบการเงิน ตามขั้นตอนวิธีจัดทำงบการเงิน แล้วส่งให้ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรอง จากนั้นเตรียมเอกสารที่ใช้กรอกแบบให้ครบ ขั้นตอนที่ 2: เลือกแบบฟอร์มที่ถูกต้อง ภาษีครึ่งปีใช้แบบ ภ.ง.ด.51 และภาษีทั้งปีใช้แบบ ภ.ง.ด.50 กรอกผ่านระบบ e-Filing ได้โดยตรง หรือดาวน์โหลดแบบจากเว็บไซต์กรมสรรพากรเพื่อยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ขั้นตอนที่ 3: กรอกแบบฟอร์มและคำนวณภาษี นำกำไรทางบัญชีมาบวกรายจ่ายที่กฎหมายไม่ให้หัก เพื่อได้กำไรสุทธิทางภาษี คำนวณภาษีตามอัตรา แล้วหักภาษีที่จ่ายล่วงหน้าใน ภ.ง.ด.51 และภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ส่วนที่เหลือคือภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) กำไรทางบัญชี ตามงบที่รับรองแล้ว 1,600,000 บวก ค่ารับรองส่วนที่เกินเกณฑ์ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี 40,000 บวก ค่าปรับ รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี 10,000 กำไรสุทธิทางภาษี 1,650,000 ภาษีตามอัตรา SME (1,650,000 − 300,000) × 15% 202,500 หัก ภาษีที่จ่ายใน ภ.ง.ด.51 90,000 หัก ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายทั้งปี 30,000 ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.50 202,500 − 90,000 − 30,000 82,500 สยามพาร์ทเทคเข้าเกณฑ์อัตรา SME เพราะทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กำไร 300,000 บาทแรกจึงได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินถึง 3 ล้านบาทเสียร้อยละ 15 ขั้นตอนที่ 4: ยื่นแบบภาษี ยื่นได้ 2 ช่องทาง คือยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ตรวจตัวเลขในแบบกับงบที่รับรองแล้วอีกครั้งก่อนกดยืนยัน เพราะตัวเลขทั้งสองชุดต้องตรงกัน ขั้นตอนที่ 5: ชำระภาษี เมื่อยื่นแบบผ่าน e-Filing และมีภาษีต้องชำระ เลือกชำระได้หลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตของธนาคารที่ร่วมโครงการ บัตรภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือนำรหัสควบคุม (Control Code) ไปชำระที่หน่วยรับชำระ ถ้าไม่มีภาษีต้องชำระ ระบบยืนยันการรับแบบพร้อมหมายเลขอ้างอิงทันที วิธียื่นภาษีนิติบุคคลออนไลน์ผ่าน e-Filing ทำอย่างไร ยื่นภาษีนิติบุคคล ออนไลน์ผ่านระบบ New e-Filing ของกรมสรรพากรได้ หลังจากลงทะเบียนและได้รับอนุมัติแล้ว ขั้นที่ใช้เวลานานคือการลงทะเบียนครั้งแรก จึงควรทำล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนครบกำหนด สมัครสมาชิก e-Filing (กรณียื่นครั้งแรก) นิติบุคคลลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งคือเลขนิติบุคคล 13 หลัก เลือกวัตถุประสงค์ยื่นแบบภาษีจากการประกอบกิจการ แล้วยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP ทางอีเมล หลังลงทะเบียน ต้องส่งแบบ ภ.อ.01 ที่ลงลายมือชื่อ พร้อมบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจทุกคน ภายใน 30 วัน ส่งได้ 3 ช่องทาง คือยื่นด้วยตนเอง ส่งทางอีเมล หรืออัปโหลดพร้อมลายมือชื่อดิจิทัลจากผู้ให้บริการออกใบรับรองที่ได้รับการรับรอง เมื่อได้รับอนุมัติ ระบบส่งชื่อผู้ใช้งานและลิงก์ตั้งรหัสผ่านทางอีเมล การส่งเอกสารทางอีเมลให้สิทธิเฉพาะการยื่นแบบ ส่วนการอัปโหลดพร้อมลายมือชื่อดิจิทัลให้สิทธิใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ขั้นตอนกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ หลังเข้าสู่ระบบ ทำตาม 4 ขั้นนี้ สยามพาร์ทเทคลงทะเบียน New e-Filing ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนยื่น ภ.ง.ด.51 ของปีนี้ เมื่อถึงรอบ ภ.ง.ด.50 จึงใช้บัญชีเดิมได้ทันที ไม่ต้องรอเอกสารอนุมัติใกล้วันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น มีโทษอะไร มีทั้งเงินเพิ่มและค่าปรับ เงินเพิ่มคิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับจากพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ ไม่เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 27 และค่าปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาท กรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรา 69 ตามมาตรา 35 ตัวอย่าง ถ้าสยามพาร์ทเทคยื่นแบบกระดาษวันที่ 15 มิถุนายน 2570 ช้าไป 16 วัน เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เงินเพิ่มคือ 82,500 × 1.5% = 1,237.50 บาท และอาจถูกปรับเพิ่มอีกไม่เกิน 2,000 บาท ภ.ง.ด.51 มีความเสี่ยงเพิ่มอีกชั้น ถ้าไม่ยื่น หรือประมาณการกำไรต่ำกว่ากำไรจริงเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี สยามพาร์ทเทคประมาณการไว้ 1,400,000 บาท ต่ำกว่ากำไรจริงไม่เกินร้อยละ 25 จึงไม่โดนเงินเพิ่มส่วนนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อยื่นภาษีบริษัท ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดก่อนเปิดระบบ e-Filing และป้องกันได้ถ้าวางแผนตั้งแต่ต้นปี ข้อควรรู้เกี่ยวกับการยื่นภาษีนิติบุคคล สรุป – ภ.ง.ด.50 ครบกำหนด 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ถ้าบริษัทยังไม่มีบัญชี New e-Filing ให้เริ่มลงทะเบียนสัปดาห์นี้ แล้วนัดผู้สอบบัญชีให้ได้วันรับข้อมูลก่อนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ทุกแถวใน timeline ทันกำหนด เตรียมงบการเงินก่อนยื่นภาษีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ให้ผู้ทำบัญชีส่งต่อผู้สอบบัญชีได้เร็วขึ้น ส่วนภาษีรายเดือน PEAK Tax สร้างแบบ ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และหนังสือรับรอง 50 ทวิ และนำออกไฟล์เพื่อยื่นออนไลน์ได้ ข้อมูลภาษีที่ถูกหักไว้จึงพร้อมใช้ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 เริ่มวางระบบให้ทันรอบบัญชีถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยื่นภาษีนิติบุคคล บริษัทเพิ่งจดทะเบียน ยังไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีไหม ต้องยื่น แม้กำไรสุทธิเป็นศูนย์หรือขาดทุน ให้ยื่น ภ.ง.ด.50 แจ้งผลการดำเนินงาน ไม่มีภาษีต้องจ่าย แต่หน้าที่ยื่นแบบยังอยู่ ส่วน ภ.ง.ด.51 ไม่ต้องยื่นถ้ารอบบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน จ้างสำนักงานบัญชีทำให้ได้ไหม หรือต้องยื่นเอง จ้างได้ กิจการจำนวนมากจ้างผู้ทำบัญชีจัดทำบัญชีและยื่นแบบให้ แต่หน้าที่ตามกฎหมายยังเป็นของบริษัท และงบการเงินต้องให้ผู้สอบบัญชี TA หรือ CPAตรวจรับรองแยกต่างหาก ยื่นภาษีนิติบุคคลผิด แก้ไขได้ไหม แก้ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมสำหรับรอบบัญชีเดียวกัน ถ้าแบบเพิ่มเติมทำให้มีภาษีต้องชำระเพิ่ม ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีส่วนที่ขาด นับจากพ้นกำหนดยื่นเดิม ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต่างจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50) ตรงไหน ต่างกันที่ฐานคำนวณ ภ.ง.ด.51 ใช้ประมาณการกำไรครึ่งปีและไม่ต้องใช้งบที่รับรองแล้ว ส่วน ภ.ง.ด.50 ใช้กำไรจริงทั้งปีจากงบที่ผู้สอบบัญชีรับรอง ภาษีที่จ่ายใน ภ.ง.ด.51 นำมาหักจากภาษีประจำปีได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผ่าน e-Donation สรุปวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

เงินบริจาค นิติบุคคล คืออะไร และสำคัญอย่างไร เงินบริจาค นิติบุคคล (Corporate Donation) คือเงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมอบให้องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หน่วยงานกีฬา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า เงินบริจาคของนิติบุคคลสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้อธิบายเงินบริจาค นิติบุคคลผ่านตัวอย่างบริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมส่งโรงงาน มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เงินบริจาคต่างจากค่าส่งเสริมการขายอย่างไร จุดที่ฝ่ายบัญชีสับสนบ่อยคือการแยกเงินบริจาคออกจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย เพราะผลทางภาษีต่างกันมาก รายการ ลักษณะ ผลทางภาษี เงินบริจาค ให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางการค้า หักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด ค่าส่งเสริมการขาย / สปอนเซอร์ ได้พื้นที่โฆษณา โลโก้ หรือสิทธิประโยชน์ทางการค้ากลับมา หักเป็นรายจ่ายปกติได้เต็มจำนวน ถ้าเกี่ยวกับการหารายได้และมีหลักฐาน ถ้าบริษัทซันวิศว์สนับสนุนงานแข่งขันหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัยแล้วได้ติดโลโก้และออกบูธ รายการนี้ใกล้เคียงค่าส่งเสริมการขายมากกว่าเงินบริจาค ต้องมีสัญญาหรือหนังสือตกลงสิทธิประโยชน์ประกอบ เงินบริจาคนิติบุคคล หักรายจ่ายได้กี่ประเภท เงินบริจาค นิติบุคคลที่นำมาหักรายจ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามเพดานที่กฎหมายกำหนด กลุ่ม หักได้ เพดาน กฎหมาย บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา (ทั่วไป) 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. เฉพาะ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 (พ.ศ. 2569) กำไรสุทธิที่ใช้คำนวณเพดาน คือกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.52/2537 บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ได้ในส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ผู้รับต้องเป็นองค์กรที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เช่น วัด สภากาชาดไทย โรงพยาบาลของรัฐ และมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล ควรตรวจรายชื่อบนเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนโอนเงินทุกครั้ง ผู้รับแบบไหนที่บริจาคแล้วหักรายจ่ายไม่ได้ เงินบริจาคจะหักรายจ่ายทางภาษีไม่ได้เลยในกรณีต่อไปนี้ กรณีช่วยเหลือพนักงาน ให้พิจารณาจัดเป็นสวัสดิการพนักงานตามระเบียบบริษัทแทน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางภาษีต่างจากเงินบริจาค บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แยกเพดานรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาไว้อีก 2% ต่างหาก บริษัทที่บริจาคทั้ง 2 กลุ่มจึงหักได้รวมสูงสุดราว 4% ของกำไรสุทธิ กรณีบริจาคทั้ง 2 กลุ่มในปีเดียวกัน คำสั่ง ป.52/2537 กำหนดวิธีคำนวณเพดานแต่ละกลุ่มจากกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้ง 2 รายการ ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณตามสูตรในคำสั่งนี้ตอนปิดงบ บริจาคที่หักได้ 2 เท่า ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคลปี 2569 มาจาก พ.ร.ฎ. 3 ฉบับ ซึ่งทางภาษีคือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค และทั้งหมดต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร พ.ร.ฎ. ผู้รับบริจาค ประกาศราชกิจจานุเบกษา ช่วงเวลาที่ได้สิทธิ ฉบับที่ 806 (แก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 795) สภากาชาดไทย และมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามรายชื่อที่กำหนด รวม 9 มูลนิธิที่เพิ่มใหม่ 28 ก.ย. 2569 ตามวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 809 สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันที่กำหนด 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 810 การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกรมพลศึกษา 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ. เหล่านี้ เงินบริจาคที่หัก 2 เท่า เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ การศึกษา และการกีฬาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านั้น (กรุงเทพธุรกิจ) รายชื่อ พ.ร.ฎ. ทั้ง 3 ฉบับดูได้ที่หน้ารวมพระราชกฤษฎีกาของกรมสรรพากร ก่อนบริจาคให้ตรวจว่าผู้รับอยู่ในรายชื่อและเข้าร่วมระบบ e-Donation แล้ว เพราะโอนเงินตรงหรือจ่ายเช็คจะไม่ได้สิทธิ 2 เท่า e-Donation คืออะไร นิติบุคคลบริจาคผ่านระบบอย่างไร e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หน่วยรับบริจาคเป็นผู้บันทึกข้อมูลการบริจาคเข้าระบบ แล้วข้อมูลส่งตรงไปที่กรมสรรพากร ผู้บริจาคไม่ต้องใช้ใบเสร็จกระดาษเป็นหลักฐาน สำหรับนิติบุคคล หน่วยรับบริจาคจะบันทึกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัท ชื่อ วันที่ และจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สิน ตามคำถามคำตอบระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ช่องทาง QR ของธนาคารส่งข้อมูลเฉพาะการบริจาคของบุคคลธรรมดา บริษัทจึงควรบริจาคผ่านหน่วยรับบริจาคโดยตรงและแจ้งเลขผู้เสียภาษีทุกครั้ง e-Donation ต่างจากใบเสร็จกระดาษอย่างไร ประเด็น ใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตร e-Donation หลักฐาน เอกสารกระดาษจากผู้รับ ข้อมูลในระบบกรมสรรพากร สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. 2569 ไม่ได้ ได้ ถ้าผู้รับอยู่ในรายชื่อ ความเสี่ยงเอกสารหาย มี ต่ำ ตรวจย้อนได้ในระบบ การตรวจยอดก่อนปิดงบ รวบรวมใบเสร็จเอง เข้าระบบตรวจรายการได้ บริษัทที่บริจาคเป็นประจำจึงควรเลือกผู้รับที่อยู่ในระบบ e-Donation เป็นหลัก แม้จะเป็นการบริจาคที่หักได้ 1 เท่า เพราะหลักฐานตรวจสอบง่ายกว่า ขั้นตอนบริจาคผ่าน e-Donation สำหรับบริษัท หน่วยรับบริจาคไม่อยู่ในระบบ e-Donation ทำอย่างไร ถ้าผู้รับเป็นองค์การสาธารณกุศลที่ยังไม่เข้าระบบ บริษัทยังใช้สิทธิหัก 1 เท่าตาม ม.65 ตรี (3) ได้ โดยเก็บใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน และวันที่ให้ครบ แต่จะใช้สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. ไม่ได้ เพราะสิทธินี้ผูกกับการบริจาคผ่านระบบเท่านั้น ตรวจสอบเงินบริจาคผ่าน e-Donation อย่างไร เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ส่วนสำหรับผู้บริจาค แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอจะแสดงวันที่ ชื่อผู้รับ จำนวนเงิน และช่องทางการบริจาค ถ้ายอดไม่ขึ้นภายในช่วงที่หน่วยรับบริจาคแจ้ง ให้ติดต่อหน่วยรับบริจาคให้บันทึกข้อมูลก่อนปิดงบ เพราะยอดที่ไม่อยู่ในระบบจะใช้สิทธิ 2 เท่าไม่ได้ บริจาคสิ่งของแทนเงิน หักรายจ่ายได้ไหม ได้ เงินบริจาค นิติบุคคลในรูปทรัพย์สินแทนเงินสดหักรายจ่ายได้ภายใต้เพดานเดียวกับเงินสด ส่วน พ.ร.ฎ. ที่ให้สิทธิ 2 เท่าครอบคลุมทั้งการบริจาคเงินและทรัพย์สิน มูลค่าที่นำมาหักรายจ่ายใช้มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่บริจาค ตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/4708 ตัวอย่าง บริษัทซันวิศว์ซื้อชุดเครื่องมือช่างใหม่ 30,000 บาท มอบให้วิทยาลัยเทคนิคของรัฐผ่านระบบ e-Donation มูลค่าที่ใช้คือ 30,000 บาท และเข้าเงื่อนไขหัก 2 เท่าเป็น 60,000 บาท ภายใต้เพดาน 10% หลักฐานที่ต้องเก็บคือใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน และข้อมูลการรับบริจาคจากหน่วยรับ ถ้าเป็นสินค้าของกิจการที่จด VAT ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของการบริจาคสินค้าด้วย ตัวอย่างคำนวณเงินบริจาค นิติบุคคล ปี 2569 บริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท บริจาค 2 รายการ ขั้นที่ 1 คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ตามงบ 5,000,000 บาท เพดานบริจาคทั่วไป 2% 5,000,000 × 2% 100,000 บาท เพดานรวมกรณี 2 เท่า 10% 5,000,000 × 10% 500,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณรายจ่ายที่หักได้ รายการ วิธีคำนวณ หักได้ วัด 100,000 ไม่เกินเพดาน 100,000 100,000 บาท มหาวิทยาลัยของรัฐ (e-Donation) 200,000 × 2 400,000 บาท รวม 100,000 + 400,000 500,000 บาท (เท่าเพดาน 10% พอดี) ขั้นที่ 3 ภาษีที่ประหยัดได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินที่บริจาคจริง 100,000 + 200,000 300,000 บาท รายจ่ายที่หักได้ จากขั้นที่ 2 500,000 บาท ภาษีที่ลดลง 500,000 × 20% 100,000 บาท ต้นทุนสุทธิของการบริจาค 300,000 – 100,000 200,000 บาท ถ้าบริษัทซันวิศว์บริจาควัด 150,000 บาทแทน ส่วนที่หักได้ยังเป็น 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 และยกไปหักปีถัดไปไม่ได้ ถ้าบริจาคมหาวิทยาลัยด้วยการโอนเงินตรงโดยไม่ผ่าน e-Donation ยอด 200,000 บาทจะกลับไปอยู่ในกลุ่มการศึกษาทั่วไป หักได้ 1 เท่าภายในเพดาน 2% เท่านั้น กรณีบริษัท SME กำไรน้อย เพดานจะแคบลง สมมุติลูกค้ารายหนึ่งของบริษัทซันวิศว์ คือบริษัท รุ่งโรจน์ แพ็คกิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) โรงงานบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 1,000,000 บาท และต้องการบริจาคโรงเรียนรัฐผ่าน e-Donation 80,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เพดานรวม 10% 1,000,000 × 10% 100,000 บาท หัก 2 เท่า 80,000 × 2 160,000 บาท หักได้จริง ไม่เกินเพดาน 100,000 บาท บริษัทรุ่งโรจน์จ่ายจริง 80,000 บาท แต่ใช้สิทธิ 2 เท่าได้แค่ 100,000 บาท ถ้าบริจาคเพียง 50,000 บาท จะหักได้ 100,000 บาทเท่ากัน เงินบริจาค นิติบุคคลที่กำไรไม่สูงจึงควรคำนวณเพดานก่อนกำหนดยอดบริจาค เงินบริจาคกับ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็น ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนและบริษัทต่างชาติ ต้องรายงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) และหลายรายประเมินซัพพลายเออร์จากกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย วิธีทำให้เงินบริจาคเป็น CSR ที่คู่ค้าเห็นได้จริงมี 3 ข้อ เอกสารเงินบริจาค นิติบุคคลที่ต้องเก็บ เอกสารที่ใช้ขอสิทธิขึ้นกับช่องทางและประเภทผู้รับ ควรเก็บไว้คู่กับใบสำคัญจ่ายทุกรายการ กรณี เอกสารหลัก เอกสารประกอบ บริจาคเงินผ่าน e-Donation ข้อมูลรายการในระบบ e-Donation หลักฐานการโอนเงิน · หนังสือรับเงินบริจาคถ้าขอจากผู้รับ บริจาคเงินแบบทั่วไป ใบเสร็จรับเงินหรือใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน วันที่ หลักฐานการโอนเงิน · ประกาศรายชื่อองค์การสาธารณกุศลของผู้รับ บริจาคทรัพย์สิน หนังสือรับมอบทรัพย์สินจากผู้รับ หรือข้อมูลใน e-Donation ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน เพื่อยืนยันมูลค่าต้นทุน ปิดงบปลายปี ตารางสรุปเงินบริจาคทั้งปี แยกตามกลุ่มเพดาน กระดาษทำการคำนวณเพดาน 2% และ 10% ข้อมูลจาก e-Donation และตารางสรุปนี้ใช้ประกอบการกรอก ภ.ง.ด.50 และใช้ชี้แจงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ควรสแกนเอกสารกระดาษเก็บเป็นไฟล์ด้วย วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค นิติบุคคล เงินบริจาค นิติบุคคลบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีด้วยจำนวนจริงที่จ่าย ส่วนสิทธิ 2 เท่าและการบวกกลับส่วนเกินเพดานเป็นรายการปรับปรุงทางภาษีตอนกรอก ภ.ง.ด.50 ไม่ได้บันทึกในสมุดบัญชี กรณีบริจาคเงิน 300,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 300,000 เงินฝากธนาคาร 300,000 กรณีบริจาคเครื่องมือช่างที่ซื้อมา 30,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 30,000 เงินฝากธนาคาร (ค่าซื้อเครื่องมือ) 30,000 ตอนปิดงบ ให้แยกเงินบริจาคทั้งปีเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่หักได้ 1 เท่า ส่วนที่หักเพิ่มได้อีก 1 เท่าตาม พ.ร.ฎ. และส่วนเกินเพดานที่ต้องบวกกลับ แล้วนำตัวเลขไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.50 ส่วนเกินเพดานที่บวกกลับมีลักษณะเดียวกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษีรายการอื่น ควรตั้งผังบัญชีเงินบริจาคแยกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปตั้งแต่ต้นปีเพื่อดึงยอดได้ง่าย ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เงินบริจาค นิติบุคคลต้องจำอะไรบ้าง บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหักได้ไม่เกิน 2% และบริจาคเพื่อการศึกษาหรือกีฬาหักได้อีกไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านี้ บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 หักได้ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2570 ส่วนเกินเพดานเป็นรายจ่ายต้องห้ามและยกไปปีถัดไปไม่ได้ สิทธิ 2 เท่าปรับใน ภ.ง.ด.50 ส่วนสมุดบัญชีบันทึกตามจำนวนที่จ่ายจริง เริ่มได้วันนี้ด้วยการประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 แล้วคูณ 10% เพื่อดูว่าบริษัทบริจาคผ่าน e-Donation ได้สูงสุดเท่าไหร่ก่อนชนเพดาน จัดการบัญชีเงินบริจาคให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายเงินบริจาคแยกผังบัญชีตั้งแต่ต้นปี ดูยอดสะสมเทียบกับกำไรได้ตลอด และปิดงบได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องรายจ่ายอื่นที่ช่วยลดภาษีได้ที่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ และวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ในหมวดภาษีของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินบริจาค นิติบุคคล บริจาควัดผ่าน e-Donation ได้หัก 2 เท่าไหม โดยทั่วไปไม่ได้ วัดอยู่ในกลุ่มบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ แม้จะบริจาคผ่าน e-Donation ก็ตาม สิทธิ 2 เท่าใช้กับผู้รับที่ พ.ร.ฎ. กำหนดไว้เท่านั้น บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ได้หัก 2 เท่าไหม ถ้าบริจาคให้โรงพยาบาลของรัฐโดยตรง จัดเป็นบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริจาคผ่าน e-Donation ให้สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์ที่อยู่ในรายชื่อตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806 จะหักได้ 2 เท่าภายในเพดาน 10% เงินบริจาคส่วนที่เกินเพดาน ยกไปหักปีถัดไปได้ไหม ไม่ได้ ส่วนที่เกินเพดาน 2% หรือ 10% เป็นรายจ่ายต้องห้ามของปีนั้น ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีและยกไปรอบบัญชีถัดไปไม่ได้ e-Donation คืออะไร นิติบุคคลใช้ได้ไหม e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรที่หน่วยรับบริจาคบันทึกข้อมูลส่งตรงถึงกรมสรรพากร นิติบุคคลใช้ได้ โดยแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทให้หน่วยรับบริจาคบันทึกทุกครั้ง บริษัทบริจาคเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เงินบริจาคเป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าจ้างที่อยู่ในหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย e-Donation นิติบุคคลตรวจสอบยอดได้ที่ไหน ตรวจได้ในระบบ e-Donation บนเว็บไซต์กรมสรรพากร ส่วนสำหรับผู้บริจาค โดยเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอแสดงวันที่ ผู้รับ และจำนวนเงินที่หน่วยรับบริจาคบันทึกไว้ เงินบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ไหม ได้ทางบัญชีเต็มจำนวน แต่ทางภาษีหักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนที่เกินเพดานถูกบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก