เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท
Table of Contents

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที

เงินได้พึงประเมินคืออะไร

เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด

เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้

ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1))

เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2))

เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3))

เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท

ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4))

เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้

ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5))

เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10%

ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6))

เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขาเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ (ประกอบโรคศิลปะ) ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น

ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7))

เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60%

ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8))

เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1-7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับ 43 ประเภทกิจการที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทนี้ต้องหักตามจริงเท่านั้น

40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร

ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน”

เกณฑ์40(1) เงินเดือน40(2) รับจ้างทำงาน
ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง
เงื่อนไขจ่ายเงินจ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง
ตัวอย่างพนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือนฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ
หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2))เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1))

ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2)

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560

ประเภทลักษณะเงินได้หักตามจริงหักเหมา
40(1)เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัสไม่ได้50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2))
40(2)รับจ้างทำงาน ค่านายหน้าไม่ได้50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1))
40(3)ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญาได้50% ไม่เกิน 100,000 บาท
40(4)ดอกเบี้ย เงินปันผลไม่ได้ไม่ได้
40(5)ค่าเช่าทรัพย์สินได้10-30% ตามประเภททรัพย์สิน
40(6)วิชาชีพอิสระ 6 สาขาได้30-60% ตามวิชาชีพ
40(7)รับเหมาก่อสร้างได้60%
40(8)ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆได้60% (เฉพาะ 43 ประเภทกิจการ)

เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น

คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร

สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568

รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี

รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี

คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้

40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท

40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท

รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท

ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท

คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก

สรุป: เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้

จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและออกเอกสาร 50 ทวิให้อัตโนมัติ เชื่อมกับระบบบัญชี PEAK ที่แยกประเภทรายได้ให้ตั้งแต่ออกเอกสาร ลดงานซ้ำตอนยื่นภาษี ทดลองใช้ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน

เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร

เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35%

เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด

เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้

ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม

ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท

เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม

ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัยชี ตัวช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชี