ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี สรุปเกณฑ์ขั้นต่ำและวิธีคำนวณ

ทุกต้นปีคำถามยอดฮิตคือ “รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี” บทความนี้ตอบให้ชัดว่าเกณฑ์ไหนต้องยื่นแบบ เกณฑ์ไหนต้องจ่ายจริง พร้อมตัวอย่างจากเงินเดือน 3 ระดับ รายได้เท่าไหร่ถึงต้อง “ยื่นภาษี” (เกณฑ์ขั้นต่ำ) กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ว่ารายได้ถึงเท่าไหร่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แม้ไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม ดังนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (ม.40(1)) 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (ม.40(2)-(8)) 60,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) เงินเดือนอย่างเดียว 220,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) รายได้ประเภทอื่น 120,000 บาท ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ในตารางนี้ ต้องยื่นแบบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ เกณฑ์สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว พนักงานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.91 เมื่อรายได้รวมถึงเกณฑ์ในตาราง คิดเป็นเดือนละประมาณ 10,000 บาท เกณฑ์สำหรับคนมีรายได้หลายทาง คนที่มีรายได้หลายแหล่ง เช่น งานฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว มีเกณฑ์ยื่นต่ำกว่ากลุ่มแรก ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 “ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” ต่างกันอย่างไร หลายคนเข้าใจผิดว่า “ยื่นภาษี” แปลว่าต้อง “จ่ายภาษี” ทันที แต่ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่อง การยื่นภาษี คือ การแจ้งสรรพากรว่ามีรายได้อะไร จำนวนเท่าไหร่ ทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น แม้ไม่ต้องจ่ายก็ตาม การเสียภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้หลังหัก expense และลดหย่อนเกิน 150,000 บาท จึงเริ่มมีภาษีต้องชำระ ตัวอย่างเช่น คนเงินเดือน 15,000 บาท มีรายได้รวมปีละ 180,000 บาท ต้อง “ยื่นแบบ” เพราะเกินเกณฑ์ แต่หักรายจ่ายและลดหย่อนแล้วอาจไม่ต้อง “จ่ายภาษี” เลย อัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณอย่างไร เมื่อได้ยอดรายได้หลังหักรายจ่ายและลดหย่อนแล้ว ให้เทียบกับตารางอัตราภาษี (อ้างอิงกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิต่อปี (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดของขั้นนี้ 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% — สูตรหายอดที่ต้องนำมาเทียบตาราง: รายได้รวมทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ลดหย่อน = ยอดที่ต้องนำไปคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนลดหย่อนส่วนตัวทุกคนได้ 60,000 เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี ดูตัวอย่างจริง ลองดูตัวอย่าง 3 ระดับจากพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียว ตัวอย่าง: เงินเดือน 15,000 บาท รายได้รวม = 15,000 × 12 = 180,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% = 90,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 180,000 − 90,000 − 60,000 = 30,000 บาท ยอด 30,000 บาท อยู่ในขั้นยกเว้น ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ต้องยื่นแบบเพราะรายได้เกินเกณฑ์ตามตาราง ตัวอย่าง: เงินเดือน 25,000 บาท รายได้รวม = 25,000 × 12 = 300,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 300,000 − 100,000 − 60,000 = 140,000 บาท ยอด 140,000 บาท ยังอยู่ในขั้นยกเว้น ถ้ามีสิทธิเพิ่ม เช่น ประกันสังคม ก็ยิ่งห่างจากเกณฑ์ ตัวอย่าง: เงินเดือน 40,000 บาท รายได้รวม = 40,000 × 12 = 480,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 480,000 − 100,000 − 60,000 = 320,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 150,000 แรก = ยกเว้น 150,001 – 300,000 = 150,000 × 5% = 7,500 บาท 300,001 – 320,000 = 20,000 × 10% = 2,000 บาท รวมภาษี = 9,500 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักสิทธิอื่น ถ้ามีเงินสมทบประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุน SSF/RMF จะช่วยลดลงได้อีก มีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี นอกจากสิทธิส่วนตัวที่ทุกคนได้โดยอัตโนมัติ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลง สิทธิหลัก ๆ ที่คนทำงานใช้บ่อย ได้แก่ แต่ละสิทธิมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีก่อนใช้สิทธิ ผ่อนชำระภาษีได้ไหม ถ้ามีภาษีต้องจ่ายมาก ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สรรพากรเปิดให้ผ่อนได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน ไม่เสียดอกเบี้ย โดยยื่นแบบ บ.ช.35 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ถ้างวดใดไม่ทันกำหนด จะหมดสิทธิผ่อนและต้องจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ยื่นภาษีมีโทษอะไรบ้าง ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นแบบ จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้ (อ้างอิงประมวลรัษฎากร) สรุป: รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่ควรทำมีดังนี้ จัดการภาษีง่ายขึ้นด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายทาง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเอกสารรายรับรายจ่ายและออกรายงานภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสียภาษีบุคคลธรรมดา รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีไทยไหม ถ้าอยู่ในไทย 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในปีเดียวกัน ต้องนำมารวมคำนวณด้วย สามี-ภรรยายื่นภาษีร่วมกันหรือแยกดีกว่า กรณีจดทะเบียนสมรส เลือกได้ 2 แบบ คือ ยื่นร่วมกันหรือแยกยื่น ส่วนใหญ่การแยกยื่นจะประหยัดกว่า เพราะแต่ละคนจะใช้ขั้นยกเว้น 150,000 บาทแรกแยกกัน ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องยื่นอีกไหม ต้องยื่นครับ การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นการทยอยจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าหักไปมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง สามารถขอคืนได้ ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอนต้องเสียภาษีไหม ฟรีแลนซ์เลือกหักรายจ่ายได้ 2 แบบ คือ ตามจริง (ต้องเก็บหลักฐาน) หรือแบบเหมา จะต้องจ่ายภาษีหรือไม่ขึ้นอยู่กับยอดหลังหักลดหย่อน ยื่นภาษีออนไลน์ e-Filing ทำอย่างไร เข้า efiling.rd.go.th สมัครสมาชิกด้วยบัตรประชาชน เลือกแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 กรอกรายได้และสิทธิลดหย่อน ระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติ จ่ายผ่าน QR Code ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด.94 คืออะไร ใครต้องยื่น ยื่นเมื่อไหร่ พร้อมวิธีคำนวณภาษีครึ่งปี

ช่วง ก.ค.-ก.ย. ของทุกปี ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต้องยื่นภาษีครึ่งปี หลายคนไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์หรือเปล่า คำนวณอย่างไร ลดหย่อนอะไรได้บ้าง บทความนี้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 พร้อมตัวอย่างคำนวณจากกรณีจริงของ SME ภ.ง.ด.94 คือแบบภาษีอะไร ภ.ง.ด.94 คือแบบฟอร์มที่ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี โดยนำรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก (1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย.) มาคำนวณและชำระภาษีล่วงหน้า ภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีถือเป็นการจ่ายล่วงหน้า ไม่ได้เป็นภาษีเพิ่ม เมื่อถึงปลายปีให้นำยอดนี้ไปหักออกจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90) ได้ ช่วยกระจายภาระให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว นอกจากนี้ การยื่นภาษีครึ่งปียังเป็นจุดเช็คพอยต์ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ ได้ทบทวนตัวเลขรายรับและค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา เห็นภาพรวมก่อนวางแผนภาษีสิ้นปี ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 บ้าง ผู้ที่ต้องยื่นคือบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ในช่วงครึ่งปีแรก รวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป (กรณีคนโสด) หรือ 120,000 บาท กรณีสมรส ส่วนคนที่มีเงินเดือนอย่างเดียว ซึ่งเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ 4 ประเภทที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ที่เข้าข่ายต้องยื่น ภ.ง.ด.94 มีเฉพาะ 4 ประเภทนี้เท่านั้น ภ.ง.ด.94 ยื่นเมื่อไหร่ กำหนดยื่นปี 2569 ยื่นแบบกระดาษได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 30 ก.ย. 2569 ถ้ายื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร จะได้ขยายเวลาถึงวันที่ 8 ต.ค. 2569 ช่องทาง กำหนดสุดท้าย ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร 30 ก.ย. 2569 ยื่นออนไลน์ (e-Filing) 8 ต.ค. 2569 ช่วงรายได้ที่นำมายื่นคือ 1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย. 2569 เท่านั้น ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.94 ต่างกันอย่างไร ภ.ง.ด.94 ยื่นภาษีครึ่งปีแรก ส่วน ภ.ง.ด.90 ยื่นภาษีประจำปีทั้งปี ทั้งสองเป็นคนละรอบกัน ไม่ได้ซ้ำซ้อน รายการ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ช่วงรายได้ ม.ค. – มิ.ย. ม.ค. – ธ.ค. กำหนดยื่น ก.ค. – ก.ย. ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป เงินได้ที่ยื่น เฉพาะ 40(5)-40(8) ทุกประเภท 40(1)-40(8) ค่าลดหย่อน ใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง ใช้ได้เต็มจำนวน ภาษีที่จ่าย นำไปเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีประจำปี วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 คำนวณภาษีครึ่งปีโดยนำรายได้ช่วง ม.ค.-มิ.ย. มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดเหมือนภาษีสิ้นปี เงินได้สุทธิ = เงินได้ครึ่งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน จากนั้นนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% ตัวอย่างคำนวณภาษีครึ่งปี สมมุติ นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ มีรายได้ครึ่งปีแรก 480,000 บาท เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง 180,000 บาท เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 480,000 – 180,000 = 300,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 30,000 บาท (กึ่งหนึ่งของ 60,000) เงินได้สุทธิ = 300,000 – 30,000 = 270,000 บาท คำนวณภาษี 150,000 แรก = ยกเว้น 120,000 ถัดไป (ส่วนที่เกิน 150,000) = 120,000 × 5% = 6,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายครึ่งปี = 6,000 บาท เมื่อสิ้นปี นายสมชายนำยอด 6,000 บาทนี้ไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีใน ภ.ง.ด.90 ค่าลดหย่อนที่ใช้กับ ภ.ง.ด.94 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อนส่วนใหญ่ที่ใช้ได้ใน ภ.ง.ด.94 จะเหลือเพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนเต็มปี ตัวอย่างเช่น ค่าลดหย่อน เต็มปี (ภ.ง.ด.90) ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ส่วนตัว 60,000 บาท 30,000 บาท คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บาท 30,000 บาท บุตร (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท บิดามารดา (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท ประกันชีวิต 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. ดอกเบี้ยบ้าน 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. สำหรับมาตรการลดหย่อนพิเศษอื่น เช่น Easy E-Receipt ที่เคยมีในปีก่อน ให้ตรวจสอบประกาศจากกรมสรรพากรว่าปีภาษี 2569 มีมาตรการใดที่ใช้ได้บ้าง ข้อควรระวัง: กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และกองทุนครู ไม่สามารถนำมาลดหย่อนใน ภ.ง.ด.94 ได้ ต้องใช้ตอนยื่นภาษีสิ้นปีเท่านั้น ยื่น ภ.ง.ด.94 ช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าระบบ เลือกแบบภาษีครึ่งปี กรอกข้อมูลเงินได้และค่าลดหย่อน แล้วยืนยันการส่งแบบ ถ้าต้องการยื่นกระดาษ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์กรมสรรพากร กรอกข้อมูลแล้วนำไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หลังจากยื่นแบบแล้ว สามารถเลือกช่องทางชำระภาษีได้หลายทาง เช่น Internet Banking, บัตรเครดิต, QR Code หรือชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ไม่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีโทษอะไร ถ้าเข้าเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่น จะเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และถูกคิดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่น ตัวอย่างเช่น นายสมชายมีภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 6,000 บาท แต่ไม่ได้ยื่น เมื่อยื่นภาษีสิ้นปีจะถูกคิดเงินเพิ่มจากยอด 6,000 บาท ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป ยิ่งปล่อยนานยิ่งจ่ายเพิ่มมาก แม้จะยื่นภาษีปลายปีทีเดียวก็ได้ แต่ภาษีที่ควรจ่ายตอนครึ่งปีจะถูกคิดเงินเพิ่มย้อนหลัง การยื่นตรงเวลาจึงช่วยประหยัดค่าปรับและกระจายภาระภาษีได้ดีกว่า สรุป ภ.ง.ด.94 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษีครึ่งปี สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีเพียง 3 อย่าง คือ ข้อมูลรายรับครึ่งปีแรก หลักฐานค่าใช้จ่าย และรายการค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ (จำไว้ว่าใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง) เมื่อเตรียมครบแล้ว คำนวณตามขั้นบันได แล้วยื่นแบบให้ทันกำหนด 30 ก.ย. หรือ 8 ต.ค. ถ้ายื่นออนไลน์ จัดการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ผู้ประกอบการที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี จำเป็นต้องมีข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ดูสรุปยอดได้ทุกเมื่อ HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ทำให้เตรียมตัวยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 มีเงินเดือนอย่างเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ไม่ต้อง เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่อยู่ในเกณฑ์ แต่ถ้ามีรายได้เสริมจากงานที่ปรึกษาหรือรับเหมาด้วย ส่วนรายได้เสริมนั้นต้องนำมาพิจารณา ยื่น ภ.ง.ด.94 แล้ว ต้องยื่นภาษีปลายปีอีกไหม ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 อีกครั้งตอนต้นปีถัดไป โดยนำรายได้ทั้ง 12 เดือนมาคำนวณใหม่ แล้วหักภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีออก ถ้าจ่ายเกินก็ขอคืนได้ จ่ายภาษีครึ่งปีไปแล้ว แต่สิ้นปีคำนวณใหม่แล้วจ่ายเกิน ขอคืนได้ไหม ได้ เมื่อยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ระบบจะนำภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีมาหักออกอัตโนมัติ ถ้ารายได้ครึ่งปีหลังน้อยกว่าครึ่งปีแรกจนภาษีทั้งปีต่ำกว่ายอดที่จ่ายไปแล้ว สามารถยื่นขอคืนเงินภาษีส่วนต่างจากกรมสรรพากรได้ คำนวณภาษีครึ่งปีแล้วไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่าย จำเป็นต้องยื่นไหม ถ้ามีเงินได้ถึงเกณฑ์ 60,000 บาท ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องจ่าย เพราะหน้าที่ยื่นแบบกับการมีภาษีต้องชำระเป็นคนละเรื่องกันถูกต้อง ที่สำคัญคือใช้งานง่าย ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สามารถจัดการระบบบัญชีของธุรกิจให้เป็นระเบียบมากขึ้น เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ธ.ค. 2025

PEAK Account

12 min

ทำธุรกิจโอนเงินเข้าออกบ่อย เป็นไรไหม เงินเข้าออกบัญชีห้ามเกินกี่ครั้ง?

การโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินที่นอกจากเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตประจำวันจนกลายเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนเงินหลักของคนทั่วไป ในแต่ละวันต้องโอนเงินบ่อยครั้ง จึงทำให้หลายท่านอาจเกิดคำถามตามมาว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม และมีผลกระทบอะไรกับเราบ้าง โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจที่มีจำนวนครั้งการโอนหลายครั้งในแต่ละวัน ในบทความนี้เราจะมาไขคำตอบให้คุณกัน โอนเงินเข้าออกบ่อย เป็นไรไหม ตามจริงแล้วการโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อย ๆ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่หากจำนวนครั้งการโอนเงินและมูลค่ารวมถึงตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนด ก็อาจถูกเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบว่าที่มาของเงินนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมไปถึงที่มาของเงิน เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือการได้เงินมาแบบผิดกฎหมาย เช่น การพนัน หรือสแกมเมอร์ ภาษี e-Payment คืออะไร และสรรพากรดูจากอะไรบ้าง ถึงแม้การโอนเงินออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน ทั้งในมุมของบุคคลทั่วไปที่ใช้โอนเงินระหว่างกัน หรือแม้กระทั่งร้านค้าที่รับเงินผ่านการโอน ทำให้ต้องมีกฎหมายภาษี e-Payment ที่กำหนดให้ธนาคารต้องส่งรายงานธุรกรรมของบัญชีที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมตรงตามข้อกำหนดในจำนวนครั้งการโอนเงินหรือจำนวนมูลค่าที่สูงเกินกว่ากำหนด รวมไปถึงพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติเพื่อให้สรรพากรตรวจสอบ โดยมีการกำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ หากเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ธนาคารจะต้องส่งรายการธุรกรรมของบัญชีดังกล่าวให้กรมสรรพากร ทั้งนี้ในมุมของผู้ประกอบการที่ใช้การโอนเงินในการรับเงิน อาจมีโอกาสที่จำนวนครั้งการโอนหรือมูลค่าการโอนถึงที่กำหนด แต่ก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะหากมีหลักฐานที่มาของเงินชัดเจนก็ไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน พฤติกรรมเงินเข้าออกบัญชีที่อาจถูกตรวจสอบ นอกจากจำนวนครั้งการโอนและมูลค่าการโอนเงินของบัญชีแล้ว พฤติกรรมบางรูปแบบอาจเข้าข่ายต้องสงสัยว่ากำลังฟอกเงิน หรือทำผิดกฎหมายได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมที่อาจถูกปรับเพิ่มภายหลังการตรวจสอบ ในส่วนของพฤติกรรมที่เมื่อถูกตรวจสอบแล้ว อาจถูกปรับเงินเพิ่มจากกรมสรรพากรมีดังนี้ อย่างไรก็ตามหากเราสามารถตอบคำถามหรือมีเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์ครบถ้วน ถูกต้องก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด ดังนั้นจากคำถามที่ว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม คำตอบคือ ไม่มีความผิด ถ้าสามารถยืนยันที่มาของเงินได้นั่นเอง หากถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ ต้องเตรียมอะไรบ้าง สำหรับกิจการที่บัญชีเข้าข่ายถูกตรวจสอบ ไม่ต้องกังวลไป สิ่งที่ต้องทำคือ เตรียมเอกสาร และเตรียมตอบคำถามที่กรมสรรพากรอาจถามเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่และควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันเอกสารตกหล่นจนมีปัญหาตามมาได้ 1. คำถามที่ต้องสามารถตอบได้ อันดับแรกคำถามที่ต้องตอบได้คือ “ที่มาของเงิน” ซึ่งแน่นอนว่าหากเราทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ต้องกังวลในข้อนี้แต่อย่างใด ควรเตรียมคำถามตอบประกอบกับหลักฐานอย่างชัดเจน 2. เอกสารที่ต้องเตรียม ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมการโอนเงินเข้าออกบ่อยไม่ผิดกฎหมาย แต่สรรพากรจะตรวจสอบว่า “ที่มาของเงิน” ถูกต้องหรือไม่ จึงต้องมีการเรียกตรวจสอบนั่นเอง โอนเงินเข้าออกบ่อย เสียภาษีไหม สรุปคือ การโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อยไม่ผิดกฎหมาย และไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มทันที แต่หากเป็น “รายได้” ก็ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้ และต้องสามารถอธิบายที่มาของเงินได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากภาษีเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีที่จะต้องเสียในแต่ละปีได้ ซึ่งเงินภาษีที่เสียไปของเรานับเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและการบริการสาธารณะ  อย่างไรก็ตามเราสามารถลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงได้ด้วยวิธีการ ดังนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา สำหรับนิติบุคคล (SME) สิ่งที่ไม่ควรทำ ซ่อนรายได้: การไม่รายงานรายได้ทั้งหมด มีความผิดทางกฎหมาย สำหรับคำถามที่ว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม สรุปได้ว่า “ไม่มีความผิด” แต่หากเข้าข่ายข้อกำหนดของภาษี e-Payment อาจถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร ดังนั้นการโอนเงินอย่างมีระเบียบและวางแผนอย่างรอบคอบจะสามารถช่วยลดค่าธรรมเนียมที่ไม่จำเป็นและลดปัญหาด้านต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้การรู้จักการจัดการธุรกรรมของตนเองจะช่วยให้คุณสามารถปกป้องทรัพย์สินของตัวเองให้ปลอดภัยได้อีกด้วยสำหรับท่านไหนที่มีความกังวลด้านภาษี ยังไม่เข้าใจข้อกำหนดในหลายส่วนทั้งในมุมการเสียภาษีบุคคลธรรมดา และของกิจการ สามารถติดตามบทความจาก PEAK เพื่อให้พลาดทุกความรู้ดี ๆ ที่เรามีมาแนะนำ ตั้งแต่การจัดการด้านบัญชีของธุรกิจไปจนถึงการบริหารจัดการภาษีให้ถูกต้องอีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

6 มี.ค. 2025

PEAK Account

14 min

เช็กด่วน! รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาตรงกับรายได้จริงไหม

เรียกได้ว่ามาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับเทศกาลยื่นภาษีของบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากปี 2567 หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ซึ่งถูกกำหนดให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพื่อเสียภาษีให้เสร็จภายใน 31 มีนาคม 68 แต่ถ้าใครยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตเวลาสิ้นสุดจะขยายจนถึง 8 เมษายน 68 ขณะที่หลายคนยื่นแบบภาษีผ่านไปได้ราบรื่น ไม่มีปัญหา แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่พบปัญหาว่า รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ของกรมสรรพากรนั้นไม่เท่ากับรายได้ที่ตนเองได้รับจริงหรือจดบันทึกไว้ เช่น ระบบแสดงรายได้มาก หรือต่ำกว่าความเป็นจริง แบบนี้คงจะเริ่มปวดหัว ต้องสาเหตุเกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไรต่อ ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันในบทความนี้ ตรวจสอบรายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดา ผ่านระบบ D-MyTax (Digital MyTax) บางคนอาจยังไม่ทราบว่ากรมสรรพากรมีระบบที่สามารถดึงข้อมูลรายได้เราจากทุกๆ แหล่งที่เราเคยโดนหัก ณ ที่จ่ายไว้หรือมีคนนำส่งข้อมูลไว้ ซึ่งจะนำมาแสดงในระบบใหม่ของกรมสรรพากรที่ชื่อว่า ‘D-MyTax’ หรือ Digital MyTax เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพมากขึ้น ขอแสดงตัวอย่างการเข้าไปดูข้อมูลรายได้ในระบบดังกล่าว ซึ่งสามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้ 1. เข้าสู่ระบบกรมสรรพากรเพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2. เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 3. หลังจากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกว่าการยื่นแบบจะ ‘ใช้ข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับ’ หรือจะ ‘กรอกข้อมูลด้วยตนเอง’ ให้เลือก ‘ใช้ข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับ’ เพื่อดูว่าระบบสรรพากรมีข้อมูลรายได้อะไรของเราบ้าง 4. สิ่งที่เราจะเจออันดับแรกยังไม่ใช่ข้อมูล ‘รายได้’ แต่เป็นข้อมูล ‘ค่าลดหย่อน’ ต่างๆ ที่สรรพากรได้รับข้อมูลมาเช่นกัน บางครั้งเราลืมว่ามีสิทธิ์ลดหย่อนส่วนนี้ เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต หรือค่าใช้จ่ายในโครงการ Easy E-Receipt ที่จำไม่ได้ว่าต้นปีที่แล้วจ่ายอะไรไปบ้าง ระบบก็จะแสดงข้อมูลต่างๆออกมาให้ แม้ข้อมูล ‘ค่าลดหย่อน’ จะไม่ได้เกี่ยวกับบทความนี้ แต่ก็เป็นเรื่องดีๆ ที่ผู้อ่านควรรู้  5. เลื่อนลงมาเรื่อยๆ จะเจอไฮไลท์ของบทความนี้แล้วก็คือ ข้อมูล ‘รายได้’ ซึ่งจะแสดงเป็นส่วนๆ  เช่น รายได้เงินเดือน, รายได้จากทรัพย์สิน/การทำธุรกิจ/อาชีพอิสระ เป็นต้น ซึ่งการแสดงข้อมูลในส่วนนี้จะบอกรายละเอียดของรายได้ เช่น วิธีตรวจสอบรายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดาตรงกับรายได้จริงของเราไหม? ถึงตอนนี้แล้วคิดว่าทุกคนคงเห็นภาพมากขึ้นว่าระบบแสดงข้อมูลรายได้เราอย่างไรบ้าง สิ่งที่เราจะทำได้ต่อจากนี้ คือ การตรวจสอบว่ารายได้ที่แสดงในระบบครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น เราสามารถตรวจสอบโดยใช้หลายวิธีรวมกันได้ ส่วนตัวของผู้เขียนจะทำบันทึกจดรายได้พร้อมบันทึกวันรับเงินและเก็บเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินในแต่ละครั้ง หลังจากตรวจสอบแล้ว ถ้าข้อมูลรายได้ที่เรามีและในระบบสรรพากรตรงกันเป๊ะ แบบนี้เรียกว่า ‘ราบรื่น’ ได้เลย แต่ถ้าข้อมูลไม่ตรงกันไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า เราสามารถเตรียมรับมือได้ ดังนี้ กรณีข้อมูลรายได้จริง ‘มากกว่า’ รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดา 1. รายได้ที่ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น รายได้จากการขายสินค้า หรือรายได้จากการให้บริการแก่บุคคล ซึ่งปกติจะไม่มีการหักภาษี ณ ที่ จ่ายระหว่างกัน ในระบบฯ จึงไม่แสดงข้อมูลนี้ แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ทั้งหมด และยื่นรายได้ให้ครบถ้วน 2. รายได้ที่เราบันทึกไว้ แต่ยังไม่ได้รับเงินจริง เนื่องจากการเสียภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาจะถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเมื่อได้รับชำระเงินแล้ว เช่น ให้บริการแก่บริษัทจำกัดแต่ยังไม่ได้รับชำระเงิน แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ที่ยื่นภาษี ต้องเป็นรายได้ที่ได้รับเงินแล้วในปี 2567 3. ผู้จ่ายเงินไม่ได้ยื่นแบบหรือส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้สรรพากร เช่น ผู้จ่ายเงินหักภาษีไว้ แต่ลืมนำส่งภาษีให้สรรพากร หรือบางกรณีที่ไม่มีภาษีต้องหักแต่ต้องยื่นแบบ ซึ่งผู้จ่ายเงินไม่ได้ยื่นแบบ เป็นต้น แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งเรื่องต่อสรรพากรพื้นที่ 4. ผู้จ่ายเงินส่งข้อมูลรายได้น้อยกว่าที่จ่ายจริง กรณีเกิดจากความผิดพลาดของผู้จ่ายเงินที่ยื่นแบบแจ้งสรรพากรต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น รายได้ 100,000 แต่ระบุเป็น 10,000 เป็นต้น แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งเรื่องต่อสรรพากรพื้นที่ 5. ข้อมูลยังไม่เข้าระบบของกรมสรรพากร เช่น บริษัทที่จ่ายเงินเดือนยังไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1ก เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนด ข้อมูลรายได้ส่วนนี้จึงยังไม่ปรากฏบนระบบ เป็นต้น แก้ไข: สอบถามไปยังผู้จ่ายว่ายื่นแบบไปแล้วหรือไม่ หรืออาจรอให้ผู้จ่ายเงินยื่นแบบก่อน เพื่อให้ข้อมูลขึ้นในระบบ แล้วค่อยยื่นภาษีบุคคลก็ได้เช่นกัน กรณีข้อมูลรายได้จริง ‘น้อยกว่า’ รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดา 1. บันทึกรายได้ไม่ครบถ้วน อาจเกิดจากการที่เราบันทึกรายได้ตกหล่น หรือเก็บข้อมูลไม่เป็นระบบเอง แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ทั้งหมดให้ครบถ้วน เก็บข้อมูลวันที่เกิดรายได้และวันที่ได้รับเงิน 2. รายรับบางอย่างไม่รู้ว่าเป็นรายได้ทางภาษี เช่น รายได้ที่ไม่ถูกหัก ณ ที่จ่ายอาจคิดว่าไม่ต้องยื่นภาษี หรือรายได้ที่ผู้จ่ายออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนแต่ไม่ส่งใบ 50 ทวิมาให้ แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ทั้งหมดให้ครบถ้วน ไม่สนใจว่าจะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วหรือไม่ กรณีที่ผู้จ่ายเงินออกภาษีแทนต้องติดตามใบ 50 ทวิมาเก็บเป็นหลักฐานด้วย 3. ผู้จ่ายเงินส่งข้อมูลรายได้มากกว่าที่จ่ายจริง เกิดจากความผิดพลาดของผู้จ่ายเงินที่ยื่นแบบแจ้งสรรพากรสูงกว่าความเป็นจริง เช่น รายได้ 5,000 แต่ระบุเป็น 50,000 เป็นต้น แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งเรื่องต่อสรรพากรพื้นที่ 4. ผู้จ่ายเงินส่งข้อมูลรายได้ผิดบุคคล เช่น ผู้จ่ายเงินจ้างนาย A แต่ตอนแจ้งสรรพากรระบุว่าผู้รับเงิน คือ นาย B ซึ่งทำให้ข้อมูลรายได้ของนาย A และ นาย B จะไม่ตรงกัน แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งความการแอบอ้างชื่อไปใช้และนำใบแจ้งความไปแจ้งที่สรรพากรพื้นที่ต่อ ทั้งนี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเคยให้คนรู้จักใช้บัตรประชาชนเราไปรับเงินแทนหรือไม่ กรณีที่อยู่ระหว่างรอการแก้ไขภาษีจากผู้จ่ายเงิน และจำเป็นต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90/91 สามารถยื่นแบบภาษีตามยอดรายได้ตามที่ถูกต้องแม้จะไม่ตรงกับยอดในระบบสรรพากร และให้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สรรพากรรับทราบอีกครั้ง สรุป การที่ระบบการยื่นภาษีของกรมสรรพากรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการมีรายได้ของผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาได้ ทำให้ผู้เสียภาษีสามารถเช็กข้อมูลที่ตนเองเก็บบันทึกไว้กับข้อมูลในระบบสรรพากรได้เร็วและง่าย กรณีเจอข้อมูลที่แตกต่างกัน สามารถดูรายชื่อและเลขผู้เสียภาษีของผู้จ่ายรายได้เพื่อติดต่อไปสอบถามและแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ทันที ขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าเข้าระบบเพื่อยื่นภาษีอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบข้อมูลรายได้ให้ครบถ้วน ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟังก์ชันรองรับการช่วยเก็บข้อมูลรายได้ ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย(ใบ50ทวิ) และเอกสารบัญชีต่างๆ ได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ในไม่กี่ขั้นตอน สร้างเอกสารทางธุรกิจ ครบถ้วน ถูกต้อง แม่นยำ ป้องกันปัญหาอย่างมืออาชีพ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

27 ธ.ค. 2024

PEAK Account

8 min

แจกขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ ภ.ง.ด. 91 พร้อมลิสต์เอกสารที่ต้องใช้

ใกล้ถึงเวลายื่นภาษีประจำปีแล้ว หลายคนอาจกังวลเรื่องการเตรียมเอกสารและขั้นตอนการยื่นภาษี โดยเฉพาะการยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ ที่แม้จะสะดวกกว่าการเดินทางไปสรรพากร แต่ก็มีข้อมูลที่เราต้องรอบคอบก่อนทำการยื่นภาษีอยู่ด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะทำการยื่นภาษีออนไลน์กันนั้น เราไปรายละเอียดของดูเอกสาร ขั้นตอน และข้อควรระวังต่าง ๆ กัน การยื่นภาษี ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ คืออะไร การยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ เป็นช่องทางที่กรมสรรพากรทำให้การยื่นภาษีสะดวกมากขึ้น โดยสามารถยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร ระบบจะช่วยคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ ไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาด และยังสามารถบันทึกข้อมูลไว้ใช้อ้างอิงในปีถัดไปได้ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดทรัพยากรและลดการใช้กระดาษ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ คือผู้ที่มีรายได้จากการจ้างแรงงานเพียงประเภทเดียว โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ กรณีโสดที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี และกรณีสมรสที่มีรายได้รวมกันเกิน 220,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวต้องเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนจากการทำงานให้นายจ้างเท่านั้น ไม่รวมรายได้จากแหล่งอื่น เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นภาษี ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ ก่อนเริ่มยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ เราควรเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อความสะดวกในการกรอกข้อมูลและป้องกันความผิดพลาด โดยเอกสารจะแตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีสถานะโสดและสมรส มาดูกันว่าแต่ละกลุ่มต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง คนโสด สำหรับผู้มีสถานะโสด เอกสารหลักที่ต้องเตรียมคือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง ซึ่งแสดงรายได้และภาษีที่ถูกหักไว้ตลอดปี ซึ่งหากเรามีตัวช่วยลดหย่อนภาษีในด้านต่าง ๆ ต้องเตรียมหลักฐานประกอบ เช่น ใบเสร็จค่าเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ หนังสือรับรองการซื้อกองทุน RMF/SSF/SSFX หลักฐานการบริจาค และใบเสร็จจากโครงการช้อปดีมีคืน รวมถึงหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงินกรณีผ่อนบ้าน ทั้งนี้ควรจัดเก็บเอกสารในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลเพื่อความสะดวกในการอัพโหลด คนมีคู่ ผู้ที่สมรสแล้วต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมนอกเหนือจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) คือ ทะเบียนสมรสและใบสูติบัตรบุตร(ถ้ามี) สำหรับการลดหย่อน ส่วนเอกสารการลดหย่อนอื่น ๆ เหมือนกับคนโสด ได้แก่ ใบเสร็จค่าเบี้ยประกัน หลักฐานการลงทุนในกองทุน หลักฐานการบริจาค ใบเสร็จช้อปดีมีคืน และหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ โดยสามารถนำค่าลดหย่อนของคู่สมรสมารวมในการคำนวณภาษีได้ ขั้นตอนการยื่นภาษีออนไลน์ ภ.ง.ด. 91 ยื่นภาษีไม่ทันหรือชำระภาษีไม่ทันทำอย่างไรดี กรณีที่ไม่สามารถยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ หรือชำระภาษีได้ทันตามกำหนด จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยหากมีภาษีที่ต้องชำระ จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับจากวันที่เลยเวลาจ่าย และต้องเสียค่าปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระ ส่วนกรณีที่ไม่มีภาษีต้องชำระแต่ยื่นแบบล่าช้า จะถูกปรับ 1,000 บาท ดังนั้นควรวางแผนยื่นภาษีล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่ม การยื่นภ.ง.ด.91 ออนไลน์ทำให้การจัดการภาษีง่ายมากขึ้น เพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมและทำความเข้าใจขั้นตอนการยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ควรวางแผนยื่นล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่ม โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร หรือโทรสอบถามที่ 1161  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภาษีของธุรกิจ โดยช่วยสรุปข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการยื่นแบบภาษีได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ช่วยให้การจัดการภาษีเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 พ.ค. 2024

PEAK Account

10 min

ยูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เสียภาษีอย่างไร?

คอนเทนต์ครีเอเตอร์เสียภาษีอย่างไร? … เมื่อรายได้ทั้งปีเกิน 6 หมื่นบาทต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งปี(ภ.ง.ด.94) และประจำปี(ภ.ง.ด.90) โดยไม่สนใจว่าจะมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือไม่ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเรียกเก็บภาษีอีก 7% ให้กรมสรรพากรด้วย การแข่งขันอย่างดุเดือดบนโลกออนไลน์ทำให้เกิดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งอีกหนึ่งอาชีพที่เติบโตไปพร้อมกับกระแสเหล่านี้นี้ คือ คอนเทนต์ครีเอเตอร์(Content Creator) ไม่ว่าจะเป็น ยูทูปเบอร์ (Youtuber) ติ๊กต๊อกเกอร์ (TikToker) หรืออินฟลูเอนเซอร์(Influencer) ที่จะสร้างเนื้อหาที่มีสาระตลกขบขันเพื่อให้เกิดการกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตาม ยิ่งมีคนชื่นชอบมากเท่าไหร่ รายได้ก็จะเยอะขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า หรือส่วนแบ่งจากค่าโฆษณาก็ตาม ทำให้อาชีพกลุ่มนี้เป็นที่จับตามองของกรมสรรพากรว่าเสียภาษีกันบ้างหรือเปล่า แล้วภาษีที่เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องรู้มีอะไรบ้าง เรามีดูกันครับ รายได้ของยูทูปเบอร์ ติ๊กต๊อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์  มีอะไรบ้าง? เพราะเป็นอาชีพที่พึ่งได้รับความนิยมมาไม่นาน ในด้านภาษีจึงยังไม่มีข้อกำหนดภาษีสำหรับอาชีพเหล่านี้โดยเฉพาะ การคำนวณภาษีในปัจจุบันจึงต้องนำประเภทรายได้มาพิจารณาดูว่าแต่ละรายได้เป็นประเภทไหน ซึ่งรายได้แต่ละประเภทก็จะมีอัตราค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ไม่เท่ากันครับ โดยรายได้หลักๆ จะมาจากค่ารีวิวสินค้า ส่วนแบ่งค่าโฆษณา สรุปเป็นตารางได้ดังนี้ครับ เมื่อแยกได้ว่ามีรายได้ประเภทอะไรบ้าง เราก็จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(Personal Income Tax: PIT) ต่อได้ ในขณะเดียวกันถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านต่อปีก็จะมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม(Value Added Tax: VAT) อีก 7% จากรายได้เพิ่มเติม ทีนี้เรามาทำความเข้าใจในแต่ละภาษีกันครับ 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อเราทราบประเภทของรายได้ว่าเรามีประเภทไหนบ้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ตามตารางด้านบนแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการคำนวณ ดังนี้ครับ ขั้นตอนที่ 1 : รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิขั้นตอนที่ 2 : เงินได้สุทธิ คูณ อัตราภาษีขั้นบรรได 5% – 35% = ภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่าง นาย ก มีรายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า 1 ล้านบาท มีรายจ่ายและต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง 5 แสนบาท แต่เนื่องจากการรีวิวสินค้าเป็นรายได้ประเภทที่ 2 ทำให้จะหักค่าใช้จ่ายสูงสุดได้เพียง 1 แสนบาท ภาษีที่ต้องชำระคำนวณได้ดังนี้ Step1:  รายได้ขายสินค้า 1 ล้าน หัก รายจ่าย 1 แสน หัก ลดหย่อนส่วนตัว 6 หมื่น = เงินได้สุทธิ 8.4 แสนStep2 : เงินได้สุทธิ 8.4 แสน คูณ อัตราภาษีขั้นบรรได 5% – 35% = ภาษีที่ต้องจ่าย 83,000 บาทถ้าอยากทราบวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบละเอียดขึ้น ผมขอแนะนำให้อ่านบทความ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีอย่างไร? PEAK ขอเล่า : กำหนดยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าปีใดเรามีรายได้ทั้งปีถึง 6 หมื่นบาท(กรณีสถานะสมรส ต้องรายได้ถึง 1.2 แสนบาท) ต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้งดังนี้ 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) นอกจากภาษีเงินได้ เราต้องตรวจสอบอีกว่ารายได้รวมกันทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทหรือไม่ เพราะถ้าปีใดเกินจะมีหน้าที่เพิ่มเติมคือ ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท โดยต้องยื่นเสียภาษีเป็นรายเดือนตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แล้วเมื่อเราต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) หน้าที่ที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องทำเพิ่มเติมคือเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากผู้จ้างเพิ่มเติม เช่น เดิมเราคิดค่ารีวิวสินค้าครั้ง 1,000 บาท แต่เมื่อเราจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)แล้ว เราต้องเรียเก็บค่ารีวิวสินค้าเป็น 1,070 บาท โดยเรายังได้รับรายได้เท่าเดิมคือ 1,000 บาท แต่อีก 70 บาท(1,000*7%) เราต้องนำเงินส่งกรมสรรพากร  ในเชิงธุรกิจข้อเสียของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินแพงขึ้นอีก 7% ถ้าเราไม่ได้โดดเด่นพอ ผู้ว่าจ้างอาจไปใช้บริการคนที่รีวิวสินค้าได้เหมือนเราแต่ค่าตัวถูกกว่า แต่ในส่วนของข้อดีก็มีเช่นกัน คือ เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถนำส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่เราจ่ายไปขอคืนได้ หลายคนอาจจะเกิดข้อสงสัยได้ว่าก็เสียภาษีเงินได้ไปแล้ว ทำไมยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก? เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้เก็บจากรายได้ที่เราได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภคสินค้าหรือใช้บริการ สรุปภาษียูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์เสียภาษีอย่างไร? เมื่อเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีรายได้จากการค่ารีวิวสินค้า ค่าโชว์ตัว ส่วนแบ่งโฆษณาต้องยื่นแบบภาษีครึ่งและสิ้นปี(ภ.ง.ด.90/94) พร้อมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้ารายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเรียกเก็บภาษีอีก 7% ให้กรมสรรพากรอีกด้วย หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณต้องการที่ปรึกษาเพื่อวางแผนและจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ PEAK เรามีพันธมิตรสำนักงานบัญชีมากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยดูแลคุณ สนใจ คลิก

29 พ.ย. 2023

PEAK Account

24 min

เปิดสูตรคำนวณภาษี และวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 ทำอย่างไรได้บ้าง

โดยทั่วไปการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใช้วิธีดังนี้วิธีที่ 1 = [เงินได้ทั้งปี หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน] คูณ อัตราภาษีขั้นบันได 0% – 35% = ภาษีที่ต้องชำระนอกจากนี้กรณีมีเงินได้ประเภท 40(2)-(8) ตั้งแต่ 1.2 แสนบาทขึ้นไป ให้คำนวณวิธีที่ 2 เปรียบเทียบ แล้วเสียภาษีจากวิธีที่คำนวณภาษีได้มากกว่าวิธีที่ 2 = เงินได้ทั้งปี (ยกเว้นเงินได้ 40(1)) คูณ 0.5% = ภาษีที่ต้องชำระ การคำนวณและชำระภาษีอย่างรอบคอบ ช่วยทำให้ไม่เกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งผู้ที่มีภาระภาษีจำนวนมากไม่ต้องกังวลใจไป กรมสรรพากรเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีสามารถผ่อนชำระภาษีได้ เพื่อลดภาระการเงินและสร้างความสะดวกในการบริหารรายจ่าย โดยเราจะขอพาไปดูสูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคลธรรมดาที่ถูกต้อง และวิธีการผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้เสียภาษีสามารถวางแผนได้อย่างรอบคอบกัน วิธีการผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2   ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการคำนวณภาษีเงินกันนั้น เราขอพาไปดูวิธีการผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ผู้เสียภาษีกันก่อน โดยกรมสรรพากรเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาสามารถผ่อนชำระได้ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปีสามารถขอผ่อนชำระได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใด ๆ โดยใช้แบบบ.ช. 35 จำนวน 1 ชุด 3 แผ่น ข้อความเหมือนกัน  ช่องทางการจ่ายภาษีจ่ายภาษีงวดที่ 2 ออนไลน์ การจ่ายภาษีงวดที่ 2 สามารถทำได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผู้เสียภาษีสามารถเลือกชำระได้ผ่านระบบต่าง ๆ ที่กรมสรรพากรจัดเตรียมไว้ ดังนี้  งวดที่ 1 ชำระผ่านสำนักงานสรรพากร งวดที่ 2 และ 3 ชำระผ่านอินเทอร์เน็ตได้ไหม กรณีการผ่อนชำระภาษี หากงวดที่ 1 ชำระผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา การจ่ายภาษีงวดที่ 2 และ 3 ต้องชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาเท่านั้น ไม่สามารถชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ลืมจ่ายภาษีงวดที่ 2 เป็นอะไรไหม ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้เสียภาษีหมดสิทธิ์ที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และต้องชำระคืนภาษีที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือ บุคคลธรรมดา คือ ใคร? พอนึกถึงคำว่า “บุคคลธรรมดา” เราคงนึกถึงสิ่งมีชีวิตที่มีสองแขนสองขาที่เรียกว่ามนุษย์แบบเราใช่ไหมครับ แต่รู้หรือไม่ว่าในทางภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่บุคคลที่มีชีวิตเท่านั้น แสดงว่าอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ได้เหรอ? ใช่เลยครับ กรมสรรพากรได้กำหนดให้นิยามของ “บุคคลธรรมดา” ครอบคลุมถึง 5 กลุ่ม ดังนี้ เงินได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี? ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ที่บุคคลหามาได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม เพื่อที่จะนำรายได้นั้นไปเป็นฐานเพื่อเสียภาษี ในทางภาษีจะเรียก “รายได้” ว่า “เงินได้” หรือเรียกชื่อเต็มๆ คือ “เงินได้พึงประเมิน” ได้แก่ จะเห็นได้ว่าเงินได้เพื่อเสียภาษีไม่ได้จำกัดว่าต้องรับเป็นเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งของ หรือผลประโยชน์อื่นๆ เช่น นายจ้างได้เช่าบ้านให้เป็นที่พักอาศัยของพนักงาน ค่าเช่าบ้านจึงถือเป็นเงินได้ของพนักงาน ถือเป็นผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับทั้งสิ้น ซึ่งต้องนำมาเสียภาษีด้วย หรือแม้แต่ของที่มีคนเอาให้เราฟรีๆ ก็ยังถือเป็นเงินได้ด้วยนะครับ ก่อนคำนวณภาษี ต้องรู้จักเงินได้พึงประเมิน 8 ประเภทก่อน เนื่องจากแต่ละคนประกอบอาชีพแตกต่างกัน มีความยากง่ายหรือมีต้นทุนที่มากน้อยไม่เท่ากัน เพื่อความเป็นธรรม ในกฎหมายภาษีจึงได้แบ่งลักษณะเงินได้ (พึงประเมิน) ออกเป็นกลุ่มๆ ตามความยากง่ายของงาน และจำนวนเงินที่จ่ายค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเพื่อกำหนดวิธีคำนวณภาษีให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะงานที่ใช้ต้นทุนสูงก็ควรหักค่าใช้จ่ายได้เยอะ ถ้าต้นทุนน้อยก็ควรหักค่าใช้จ่ายได้น้อย  ตัวอย่างเช่น เงินได้ประเภทที่ 1 เงินเดือน กำหนดค่าใช้จ่ายให้หักเหมา 50% สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพราะค่าใช้จ่ายในการทำงานของมนุษย์เงินเดือนไม่ได้สูงมากนัก หรือ เงินได้ประเภทที่ 7 ค่ารับเหมาก่อสร้างจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงถึง 60% เพราะการรับเหมาต้องมีค่าแรงงานและซื้อค่าวัสดุก่อสร้างซึ่งมีมูลค่าที่สูง ถ้าอยากเข้าใจเงินได้ทั้ง 8 ประเภทมากขึ้น ผมขอแนะนำให้อ่านบทความ ต้องรู้ก่อนเสียภาษี เงินได้ 8 ประเภทมีอะไรบ้าง? เพิ่มเติมครับ มาเริ่มคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากัน? หลังที่เรารู้ว่าใครบ้างที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อะไรบ้างที่ถือเป็นเงินได้และประเภทของเงินได้กันแล้ว ก็ถือเวลาที่เราต้องเข้าใจขั้นตอนถัดมา คือ การคำนวณภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาครับ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือรวบรวมเงินได้ที่หามาได้ตลอดทั้งปีภาษีมารวมกันครับ (ยกเว้นเงินได้ที่ยกเว้นภาษีหรือที่ไม่ต้องเสียภาษี) และนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม 3 ขั้นตอน ดังนี้ครับ ขั้นที่ 1 คำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีที่ 1 ก่อน การหักค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณภาษี ถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงาน โดยมีอัตราการหักค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยตามแต่ละประเภทของเงินได้ และบางเงินได้ กรมสรรพากรได้เปิดโอกาสในการเลือกหักค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริงหรือในอัตราเหมาได้ ดังนี้ การหักลดหย่อน ค่าลดหย่อนเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการคำนวณภาษีที่กฎหมายกำหนดให้นำไปหักออกจากเงินได้ได้อีกหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว การหักลดหย่อนกรณีต่างๆ แตกต่างกันออกไป สรุปค่าลดหย่อนพื้นฐานได้ดังนี้ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราภาษีที่ใช้คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีลักษณะเป็นอัตราก้าวหน้าหรือตามขั้นบันไดตั้งแต่อัตราภาษีต่ำสุด 0% จนถึงเพดานสูงสุดที่ 35% พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ถ้ายิ่งมีฐานเงินได้สูง ระดับอัตราภาษีก็จะสูงขึ้นตาม และภาษีที่ต้องจ่ายก็จะมีจำนวนที่มากขึ้น ดังนี้ ขั้นที่ 2 ดูว่าเข้าเงื่อนไขที่ต้องคำนวณภาษีตาม วิธีที่ 2 หรือไม่ ถ้าเข้าเงื่อนไขให้คำนวณวิธีที่ 2 ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข ข้ามไปที่ขั้นตอนที่ 3 ได้เลย กรณีที่ต้องคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 ได้แก่ กรณีที่เงินได้ทุกประเภทในปี แต่ไม่รวมเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ให้คำนวณในอัตราร้อยละ 0.5 ดังนี้ รายได้ทั้งหมด (ยกเว้นรายได้ประเภทที่1) คูณ 0.5% = ภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 2 จากตัวอย่างในวิธีที่ 1 นาย ก มีรายได้ที่มิใช่ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เฉพาะรายได้ค่าเช่ารถยนต์ 1.5 ล้านบาท จะคำนวณภาษีวิธีที่ 2 ได้ดังนี้ 1,500,000 บาท คูณ 0.5% = 7,500 บาท (ภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 2) หมายเหตุ: หากคำนวณตามวิธีที่ 2 แล้วมีภาษีเงินได้ที่ต้องเสียจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 5,000 บาท ผู้มีเงินได้ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามวิธีที่ 2 แต่ยังต้องเสียภาษีตามจำนวนที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 1 อยู่ ขั้นที่ 3 สรุปจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ให้คำนวณภาษีที่คำนวณได้ระหว่างวิธีที่ 1 และวิธีที่ 2 มาเปรียบเทียบกัน โดยต้องเสียภาษีจากภาษีที่คำนวณแล้วเสียสูงกว่า จากนั้นดูต่อว่าระหว่างปีมีภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ภาษีที่ชำระตอนครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ภาษีที่ได้ชำระล่วงหน้า หรือเครดิตภาษีเงินปันผล เพราะภาษีเหล่านี้เหมือนเราได้ชำระไปแล้วล่วงหน้า จึงต้องนำมาหักให้เหลือเพียงภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเท่านั้น ในบางกรณีภาษีที่ชำระล่วงหน้าอาจสูงกว่าภาษีที่คำนวณได้ ผู้เสียภาษีสามารถทำเรื่องขอคืนภาษีส่วนเกินนั้นได้ สรุปก็คือ นาย ก จริงๆ ต้องมีภาษีที่ต้องเสียให้กรมสรรพากรรวม 212,500 บาท แต่เนื่องจากระหว่างปีมีการถูกหัก ณ ที่จ่ายภาษีไปบางส่วนแล้ว รวมถึงมีการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ด้วย ทำให้เหลือภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมอีกเพียง 57,500 บาทครับ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ต้องยื่นภาษีเมื่อไหร่ อย่างไร? เมื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเสร็จแล้ว ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและเงินภาษีให้กรมสรรพากรภายในเวลาที่กำหนด แต่แบบภาษีที่ใช้ต้องสอดคล้องกับประเภทเงินได้ที่มีในปีนั้น โดยมีแบบภาษีที่เกี่ยวข้อง 3 แบบ ดังนี้ 1. ภ.ง.ด.91 : แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี สำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทที่ 1 ประเภทเดียว ต้องยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป 2. ภ.ง.ด.90 : แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5-8 ต้องยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป 3. ภ.ง.ด.94 : แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งปี สำหรับผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5-8 ต้องยื่นภายในเดือนกันยายนของทุกปี โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้พร้อมเงินภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือกรณียื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตจะขยายเวลาออกไปอีก 8 วัน ผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้หรือไม่? เมื่อคำนวณแล้วมีภาษีที่ต้องเสีย กรมสรรพากรเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาสามารถผ่อนชำระได้ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปีสามารถขอผ่อนชำระได้ 3 งวดเท่าๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ ผู้เสียภาษีอาจติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาโดยใช้แบบบ.ช. 35 จำนวน 1 ชุด 3 แผ่น ข้อความเหมือนกัน โดย ถ้าภาษีงวดใดงวดหนึ่งมิได้ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้เสียภาษีหมดสิทธิ์ที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด และต้องชำระคืนภาษีที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือ ถ้าไม่ยื่นแบบแสดงรายการ หรือไม่ชำระภาษีจะมีความผิดอะไรบ้าง เมื่อเราไม่ยื่นภาษีภายในเวลาที่กำหนดเท่ากับว่าเราจะไม่ได้ยื่นทั้งแบบภาษีและเงินภาษีให้กรมสรรพากรทำให้เราจะมีโทษที่เกี่ยวข้อง 2 เรื่องหลักๆ ดังนี้ 1. กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในกำหนดเวลา ต้องระวางโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท 2. กรณีไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนถึงวันชำระภาษี บทความนี้ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจตั้งแต่บุคคลธรรมดาคือใคร เงินได้อะไรที่ต้องเสียภาษี เกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายและสิทธิลดหย่อนมีอะไรบ้าง วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จนถึงการผ่อนชำระภาษีและค่าปรับต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น หวังว่าท่านผู้อ่านจะสามารถนำวิธีการคำนวณภาษีไปประยุกต์ใช้กับประเภทรายได้ของตนเองได้นะครับ หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณต้องการที่ปรึกษาเพื่อวางแผนและจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ PEAK เรามีพันธมิตรสำนักงานบัญชีมากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยดูแลคุณ สนใจ คลิก

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี สรุปเกณฑ์ขั้นต่ำและวิธีคำนวณ

ทุกต้นปีคำถามยอดฮิตคือ “รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี” บทความนี้ตอบให้ชัดว่าเกณฑ์ไหนต้องยื่นแบบ เกณฑ์ไหนต้องจ่ายจริง พร้อมตัวอย่างจากเงินเดือน 3 ระดับ รายได้เท่าไหร่ถึงต้อง “ยื่นภาษี” (เกณฑ์ขั้นต่ำ) กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ว่ารายได้ถึงเท่าไหร่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แม้ไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม ดังนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (ม.40(1)) 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (ม.40(2)-(8)) 60,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) เงินเดือนอย่างเดียว 220,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) รายได้ประเภทอื่น 120,000 บาท ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ในตารางนี้ ต้องยื่นแบบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ เกณฑ์สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว พนักงานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.91 เมื่อรายได้รวมถึงเกณฑ์ในตาราง คิดเป็นเดือนละประมาณ 10,000 บาท เกณฑ์สำหรับคนมีรายได้หลายทาง คนที่มีรายได้หลายแหล่ง เช่น งานฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว มีเกณฑ์ยื่นต่ำกว่ากลุ่มแรก ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 “ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” ต่างกันอย่างไร หลายคนเข้าใจผิดว่า “ยื่นภาษี” แปลว่าต้อง “จ่ายภาษี” ทันที แต่ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่อง การยื่นภาษี คือ การแจ้งสรรพากรว่ามีรายได้อะไร จำนวนเท่าไหร่ ทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น แม้ไม่ต้องจ่ายก็ตาม การเสียภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้หลังหัก expense และลดหย่อนเกิน 150,000 บาท จึงเริ่มมีภาษีต้องชำระ ตัวอย่างเช่น คนเงินเดือน 15,000 บาท มีรายได้รวมปีละ 180,000 บาท ต้อง “ยื่นแบบ” เพราะเกินเกณฑ์ แต่หักรายจ่ายและลดหย่อนแล้วอาจไม่ต้อง “จ่ายภาษี” เลย อัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณอย่างไร เมื่อได้ยอดรายได้หลังหักรายจ่ายและลดหย่อนแล้ว ให้เทียบกับตารางอัตราภาษี (อ้างอิงกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิต่อปี (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดของขั้นนี้ 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% — สูตรหายอดที่ต้องนำมาเทียบตาราง: รายได้รวมทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ลดหย่อน = ยอดที่ต้องนำไปคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนลดหย่อนส่วนตัวทุกคนได้ 60,000 เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี ดูตัวอย่างจริง ลองดูตัวอย่าง 3 ระดับจากพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียว ตัวอย่าง: เงินเดือน 15,000 บาท รายได้รวม = 15,000 × 12 = 180,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% = 90,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 180,000 − 90,000 − 60,000 = 30,000 บาท ยอด 30,000 บาท อยู่ในขั้นยกเว้น ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ต้องยื่นแบบเพราะรายได้เกินเกณฑ์ตามตาราง ตัวอย่าง: เงินเดือน 25,000 บาท รายได้รวม = 25,000 × 12 = 300,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 300,000 − 100,000 − 60,000 = 140,000 บาท ยอด 140,000 บาท ยังอยู่ในขั้นยกเว้น ถ้ามีสิทธิเพิ่ม เช่น ประกันสังคม ก็ยิ่งห่างจากเกณฑ์ ตัวอย่าง: เงินเดือน 40,000 บาท รายได้รวม = 40,000 × 12 = 480,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 480,000 − 100,000 − 60,000 = 320,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 150,000 แรก = ยกเว้น 150,001 – 300,000 = 150,000 × 5% = 7,500 บาท 300,001 – 320,000 = 20,000 × 10% = 2,000 บาท รวมภาษี = 9,500 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักสิทธิอื่น ถ้ามีเงินสมทบประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุน SSF/RMF จะช่วยลดลงได้อีก มีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี นอกจากสิทธิส่วนตัวที่ทุกคนได้โดยอัตโนมัติ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลง สิทธิหลัก ๆ ที่คนทำงานใช้บ่อย ได้แก่ แต่ละสิทธิมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีก่อนใช้สิทธิ ผ่อนชำระภาษีได้ไหม ถ้ามีภาษีต้องจ่ายมาก ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สรรพากรเปิดให้ผ่อนได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน ไม่เสียดอกเบี้ย โดยยื่นแบบ บ.ช.35 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ถ้างวดใดไม่ทันกำหนด จะหมดสิทธิผ่อนและต้องจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ยื่นภาษีมีโทษอะไรบ้าง ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นแบบ จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้ (อ้างอิงประมวลรัษฎากร) สรุป: รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่ควรทำมีดังนี้ จัดการภาษีง่ายขึ้นด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายทาง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเอกสารรายรับรายจ่ายและออกรายงานภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสียภาษีบุคคลธรรมดา รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีไทยไหม ถ้าอยู่ในไทย 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในปีเดียวกัน ต้องนำมารวมคำนวณด้วย สามี-ภรรยายื่นภาษีร่วมกันหรือแยกดีกว่า กรณีจดทะเบียนสมรส เลือกได้ 2 แบบ คือ ยื่นร่วมกันหรือแยกยื่น ส่วนใหญ่การแยกยื่นจะประหยัดกว่า เพราะแต่ละคนจะใช้ขั้นยกเว้น 150,000 บาทแรกแยกกัน ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องยื่นอีกไหม ต้องยื่นครับ การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นการทยอยจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าหักไปมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง สามารถขอคืนได้ ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอนต้องเสียภาษีไหม ฟรีแลนซ์เลือกหักรายจ่ายได้ 2 แบบ คือ ตามจริง (ต้องเก็บหลักฐาน) หรือแบบเหมา จะต้องจ่ายภาษีหรือไม่ขึ้นอยู่กับยอดหลังหักลดหย่อน ยื่นภาษีออนไลน์ e-Filing ทำอย่างไร เข้า efiling.rd.go.th สมัครสมาชิกด้วยบัตรประชาชน เลือกแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 กรอกรายได้และสิทธิลดหย่อน ระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติ จ่ายผ่าน QR Code ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด.94 คืออะไร ใครต้องยื่น ยื่นเมื่อไหร่ พร้อมวิธีคำนวณภาษีครึ่งปี

ช่วง ก.ค.-ก.ย. ของทุกปี ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต้องยื่นภาษีครึ่งปี หลายคนไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์หรือเปล่า คำนวณอย่างไร ลดหย่อนอะไรได้บ้าง บทความนี้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 พร้อมตัวอย่างคำนวณจากกรณีจริงของ SME ภ.ง.ด.94 คือแบบภาษีอะไร ภ.ง.ด.94 คือแบบฟอร์มที่ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี โดยนำรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก (1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย.) มาคำนวณและชำระภาษีล่วงหน้า ภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีถือเป็นการจ่ายล่วงหน้า ไม่ได้เป็นภาษีเพิ่ม เมื่อถึงปลายปีให้นำยอดนี้ไปหักออกจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90) ได้ ช่วยกระจายภาระให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว นอกจากนี้ การยื่นภาษีครึ่งปียังเป็นจุดเช็คพอยต์ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ ได้ทบทวนตัวเลขรายรับและค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา เห็นภาพรวมก่อนวางแผนภาษีสิ้นปี ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 บ้าง ผู้ที่ต้องยื่นคือบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ในช่วงครึ่งปีแรก รวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป (กรณีคนโสด) หรือ 120,000 บาท กรณีสมรส ส่วนคนที่มีเงินเดือนอย่างเดียว ซึ่งเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ 4 ประเภทที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ที่เข้าข่ายต้องยื่น ภ.ง.ด.94 มีเฉพาะ 4 ประเภทนี้เท่านั้น ภ.ง.ด.94 ยื่นเมื่อไหร่ กำหนดยื่นปี 2569 ยื่นแบบกระดาษได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 30 ก.ย. 2569 ถ้ายื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร จะได้ขยายเวลาถึงวันที่ 8 ต.ค. 2569 ช่องทาง กำหนดสุดท้าย ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร 30 ก.ย. 2569 ยื่นออนไลน์ (e-Filing) 8 ต.ค. 2569 ช่วงรายได้ที่นำมายื่นคือ 1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย. 2569 เท่านั้น ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.94 ต่างกันอย่างไร ภ.ง.ด.94 ยื่นภาษีครึ่งปีแรก ส่วน ภ.ง.ด.90 ยื่นภาษีประจำปีทั้งปี ทั้งสองเป็นคนละรอบกัน ไม่ได้ซ้ำซ้อน รายการ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ช่วงรายได้ ม.ค. – มิ.ย. ม.ค. – ธ.ค. กำหนดยื่น ก.ค. – ก.ย. ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป เงินได้ที่ยื่น เฉพาะ 40(5)-40(8) ทุกประเภท 40(1)-40(8) ค่าลดหย่อน ใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง ใช้ได้เต็มจำนวน ภาษีที่จ่าย นำไปเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีประจำปี วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 คำนวณภาษีครึ่งปีโดยนำรายได้ช่วง ม.ค.-มิ.ย. มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดเหมือนภาษีสิ้นปี เงินได้สุทธิ = เงินได้ครึ่งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน จากนั้นนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% ตัวอย่างคำนวณภาษีครึ่งปี สมมุติ นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ มีรายได้ครึ่งปีแรก 480,000 บาท เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง 180,000 บาท เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 480,000 – 180,000 = 300,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 30,000 บาท (กึ่งหนึ่งของ 60,000) เงินได้สุทธิ = 300,000 – 30,000 = 270,000 บาท คำนวณภาษี 150,000 แรก = ยกเว้น 120,000 ถัดไป (ส่วนที่เกิน 150,000) = 120,000 × 5% = 6,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายครึ่งปี = 6,000 บาท เมื่อสิ้นปี นายสมชายนำยอด 6,000 บาทนี้ไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีใน ภ.ง.ด.90 ค่าลดหย่อนที่ใช้กับ ภ.ง.ด.94 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อนส่วนใหญ่ที่ใช้ได้ใน ภ.ง.ด.94 จะเหลือเพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนเต็มปี ตัวอย่างเช่น ค่าลดหย่อน เต็มปี (ภ.ง.ด.90) ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ส่วนตัว 60,000 บาท 30,000 บาท คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บาท 30,000 บาท บุตร (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท บิดามารดา (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท ประกันชีวิต 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. ดอกเบี้ยบ้าน 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. สำหรับมาตรการลดหย่อนพิเศษอื่น เช่น Easy E-Receipt ที่เคยมีในปีก่อน ให้ตรวจสอบประกาศจากกรมสรรพากรว่าปีภาษี 2569 มีมาตรการใดที่ใช้ได้บ้าง ข้อควรระวัง: กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และกองทุนครู ไม่สามารถนำมาลดหย่อนใน ภ.ง.ด.94 ได้ ต้องใช้ตอนยื่นภาษีสิ้นปีเท่านั้น ยื่น ภ.ง.ด.94 ช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าระบบ เลือกแบบภาษีครึ่งปี กรอกข้อมูลเงินได้และค่าลดหย่อน แล้วยืนยันการส่งแบบ ถ้าต้องการยื่นกระดาษ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์กรมสรรพากร กรอกข้อมูลแล้วนำไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หลังจากยื่นแบบแล้ว สามารถเลือกช่องทางชำระภาษีได้หลายทาง เช่น Internet Banking, บัตรเครดิต, QR Code หรือชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ไม่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีโทษอะไร ถ้าเข้าเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่น จะเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และถูกคิดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่น ตัวอย่างเช่น นายสมชายมีภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 6,000 บาท แต่ไม่ได้ยื่น เมื่อยื่นภาษีสิ้นปีจะถูกคิดเงินเพิ่มจากยอด 6,000 บาท ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป ยิ่งปล่อยนานยิ่งจ่ายเพิ่มมาก แม้จะยื่นภาษีปลายปีทีเดียวก็ได้ แต่ภาษีที่ควรจ่ายตอนครึ่งปีจะถูกคิดเงินเพิ่มย้อนหลัง การยื่นตรงเวลาจึงช่วยประหยัดค่าปรับและกระจายภาระภาษีได้ดีกว่า สรุป ภ.ง.ด.94 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษีครึ่งปี สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีเพียง 3 อย่าง คือ ข้อมูลรายรับครึ่งปีแรก หลักฐานค่าใช้จ่าย และรายการค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ (จำไว้ว่าใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง) เมื่อเตรียมครบแล้ว คำนวณตามขั้นบันได แล้วยื่นแบบให้ทันกำหนด 30 ก.ย. หรือ 8 ต.ค. ถ้ายื่นออนไลน์ จัดการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ผู้ประกอบการที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี จำเป็นต้องมีข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ดูสรุปยอดได้ทุกเมื่อ HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ทำให้เตรียมตัวยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 มีเงินเดือนอย่างเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ไม่ต้อง เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่อยู่ในเกณฑ์ แต่ถ้ามีรายได้เสริมจากงานที่ปรึกษาหรือรับเหมาด้วย ส่วนรายได้เสริมนั้นต้องนำมาพิจารณา ยื่น ภ.ง.ด.94 แล้ว ต้องยื่นภาษีปลายปีอีกไหม ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 อีกครั้งตอนต้นปีถัดไป โดยนำรายได้ทั้ง 12 เดือนมาคำนวณใหม่ แล้วหักภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีออก ถ้าจ่ายเกินก็ขอคืนได้ จ่ายภาษีครึ่งปีไปแล้ว แต่สิ้นปีคำนวณใหม่แล้วจ่ายเกิน ขอคืนได้ไหม ได้ เมื่อยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ระบบจะนำภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีมาหักออกอัตโนมัติ ถ้ารายได้ครึ่งปีหลังน้อยกว่าครึ่งปีแรกจนภาษีทั้งปีต่ำกว่ายอดที่จ่ายไปแล้ว สามารถยื่นขอคืนเงินภาษีส่วนต่างจากกรมสรรพากรได้ คำนวณภาษีครึ่งปีแล้วไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่าย จำเป็นต้องยื่นไหม ถ้ามีเงินได้ถึงเกณฑ์ 60,000 บาท ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องจ่าย เพราะหน้าที่ยื่นแบบกับการมีภาษีต้องชำระเป็นคนละเรื่องกันถูกต้อง ที่สำคัญคือใช้งานง่าย ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สามารถจัดการระบบบัญชีของธุรกิจให้เป็นระเบียบมากขึ้น เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ธ.ค. 2025

PEAK Account

12 min

ทำธุรกิจโอนเงินเข้าออกบ่อย เป็นไรไหม เงินเข้าออกบัญชีห้ามเกินกี่ครั้ง?

การโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินที่นอกจากเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตประจำวันจนกลายเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนเงินหลักของคนทั่วไป ในแต่ละวันต้องโอนเงินบ่อยครั้ง จึงทำให้หลายท่านอาจเกิดคำถามตามมาว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม และมีผลกระทบอะไรกับเราบ้าง โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจที่มีจำนวนครั้งการโอนหลายครั้งในแต่ละวัน ในบทความนี้เราจะมาไขคำตอบให้คุณกัน โอนเงินเข้าออกบ่อย เป็นไรไหม ตามจริงแล้วการโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อย ๆ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่หากจำนวนครั้งการโอนเงินและมูลค่ารวมถึงตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนด ก็อาจถูกเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบว่าที่มาของเงินนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมไปถึงที่มาของเงิน เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือการได้เงินมาแบบผิดกฎหมาย เช่น การพนัน หรือสแกมเมอร์ ภาษี e-Payment คืออะไร และสรรพากรดูจากอะไรบ้าง ถึงแม้การโอนเงินออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน ทั้งในมุมของบุคคลทั่วไปที่ใช้โอนเงินระหว่างกัน หรือแม้กระทั่งร้านค้าที่รับเงินผ่านการโอน ทำให้ต้องมีกฎหมายภาษี e-Payment ที่กำหนดให้ธนาคารต้องส่งรายงานธุรกรรมของบัญชีที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมตรงตามข้อกำหนดในจำนวนครั้งการโอนเงินหรือจำนวนมูลค่าที่สูงเกินกว่ากำหนด รวมไปถึงพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติเพื่อให้สรรพากรตรวจสอบ โดยมีการกำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ หากเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ธนาคารจะต้องส่งรายการธุรกรรมของบัญชีดังกล่าวให้กรมสรรพากร ทั้งนี้ในมุมของผู้ประกอบการที่ใช้การโอนเงินในการรับเงิน อาจมีโอกาสที่จำนวนครั้งการโอนหรือมูลค่าการโอนถึงที่กำหนด แต่ก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะหากมีหลักฐานที่มาของเงินชัดเจนก็ไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน พฤติกรรมเงินเข้าออกบัญชีที่อาจถูกตรวจสอบ นอกจากจำนวนครั้งการโอนและมูลค่าการโอนเงินของบัญชีแล้ว พฤติกรรมบางรูปแบบอาจเข้าข่ายต้องสงสัยว่ากำลังฟอกเงิน หรือทำผิดกฎหมายได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมที่อาจถูกปรับเพิ่มภายหลังการตรวจสอบ ในส่วนของพฤติกรรมที่เมื่อถูกตรวจสอบแล้ว อาจถูกปรับเงินเพิ่มจากกรมสรรพากรมีดังนี้ อย่างไรก็ตามหากเราสามารถตอบคำถามหรือมีเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์ครบถ้วน ถูกต้องก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด ดังนั้นจากคำถามที่ว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม คำตอบคือ ไม่มีความผิด ถ้าสามารถยืนยันที่มาของเงินได้นั่นเอง หากถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ ต้องเตรียมอะไรบ้าง สำหรับกิจการที่บัญชีเข้าข่ายถูกตรวจสอบ ไม่ต้องกังวลไป สิ่งที่ต้องทำคือ เตรียมเอกสาร และเตรียมตอบคำถามที่กรมสรรพากรอาจถามเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่และควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันเอกสารตกหล่นจนมีปัญหาตามมาได้ 1. คำถามที่ต้องสามารถตอบได้ อันดับแรกคำถามที่ต้องตอบได้คือ “ที่มาของเงิน” ซึ่งแน่นอนว่าหากเราทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ต้องกังวลในข้อนี้แต่อย่างใด ควรเตรียมคำถามตอบประกอบกับหลักฐานอย่างชัดเจน 2. เอกสารที่ต้องเตรียม ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมการโอนเงินเข้าออกบ่อยไม่ผิดกฎหมาย แต่สรรพากรจะตรวจสอบว่า “ที่มาของเงิน” ถูกต้องหรือไม่ จึงต้องมีการเรียกตรวจสอบนั่นเอง โอนเงินเข้าออกบ่อย เสียภาษีไหม สรุปคือ การโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อยไม่ผิดกฎหมาย และไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มทันที แต่หากเป็น “รายได้” ก็ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้ และต้องสามารถอธิบายที่มาของเงินได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากภาษีเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีที่จะต้องเสียในแต่ละปีได้ ซึ่งเงินภาษีที่เสียไปของเรานับเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและการบริการสาธารณะ  อย่างไรก็ตามเราสามารถลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงได้ด้วยวิธีการ ดังนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา สำหรับนิติบุคคล (SME) สิ่งที่ไม่ควรทำ ซ่อนรายได้: การไม่รายงานรายได้ทั้งหมด มีความผิดทางกฎหมาย สำหรับคำถามที่ว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม สรุปได้ว่า “ไม่มีความผิด” แต่หากเข้าข่ายข้อกำหนดของภาษี e-Payment อาจถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร ดังนั้นการโอนเงินอย่างมีระเบียบและวางแผนอย่างรอบคอบจะสามารถช่วยลดค่าธรรมเนียมที่ไม่จำเป็นและลดปัญหาด้านต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้การรู้จักการจัดการธุรกรรมของตนเองจะช่วยให้คุณสามารถปกป้องทรัพย์สินของตัวเองให้ปลอดภัยได้อีกด้วยสำหรับท่านไหนที่มีความกังวลด้านภาษี ยังไม่เข้าใจข้อกำหนดในหลายส่วนทั้งในมุมการเสียภาษีบุคคลธรรมดา และของกิจการ สามารถติดตามบทความจาก PEAK เพื่อให้พลาดทุกความรู้ดี ๆ ที่เรามีมาแนะนำ ตั้งแต่การจัดการด้านบัญชีของธุรกิจไปจนถึงการบริหารจัดการภาษีให้ถูกต้องอีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

6 มี.ค. 2025

PEAK Account

14 min

เช็กด่วน! รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาตรงกับรายได้จริงไหม

เรียกได้ว่ามาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับเทศกาลยื่นภาษีของบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากปี 2567 หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ซึ่งถูกกำหนดให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพื่อเสียภาษีให้เสร็จภายใน 31 มีนาคม 68 แต่ถ้าใครยื่นผ่านอินเทอร์เน็ตเวลาสิ้นสุดจะขยายจนถึง 8 เมษายน 68 ขณะที่หลายคนยื่นแบบภาษีผ่านไปได้ราบรื่น ไม่มีปัญหา แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่พบปัญหาว่า รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ของกรมสรรพากรนั้นไม่เท่ากับรายได้ที่ตนเองได้รับจริงหรือจดบันทึกไว้ เช่น ระบบแสดงรายได้มาก หรือต่ำกว่าความเป็นจริง แบบนี้คงจะเริ่มปวดหัว ต้องสาเหตุเกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไรต่อ ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันในบทความนี้ ตรวจสอบรายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดา ผ่านระบบ D-MyTax (Digital MyTax) บางคนอาจยังไม่ทราบว่ากรมสรรพากรมีระบบที่สามารถดึงข้อมูลรายได้เราจากทุกๆ แหล่งที่เราเคยโดนหัก ณ ที่จ่ายไว้หรือมีคนนำส่งข้อมูลไว้ ซึ่งจะนำมาแสดงในระบบใหม่ของกรมสรรพากรที่ชื่อว่า ‘D-MyTax’ หรือ Digital MyTax เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพมากขึ้น ขอแสดงตัวอย่างการเข้าไปดูข้อมูลรายได้ในระบบดังกล่าว ซึ่งสามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้ 1. เข้าสู่ระบบกรมสรรพากรเพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2. เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 3. หลังจากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกว่าการยื่นแบบจะ ‘ใช้ข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับ’ หรือจะ ‘กรอกข้อมูลด้วยตนเอง’ ให้เลือก ‘ใช้ข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับ’ เพื่อดูว่าระบบสรรพากรมีข้อมูลรายได้อะไรของเราบ้าง 4. สิ่งที่เราจะเจออันดับแรกยังไม่ใช่ข้อมูล ‘รายได้’ แต่เป็นข้อมูล ‘ค่าลดหย่อน’ ต่างๆ ที่สรรพากรได้รับข้อมูลมาเช่นกัน บางครั้งเราลืมว่ามีสิทธิ์ลดหย่อนส่วนนี้ เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต หรือค่าใช้จ่ายในโครงการ Easy E-Receipt ที่จำไม่ได้ว่าต้นปีที่แล้วจ่ายอะไรไปบ้าง ระบบก็จะแสดงข้อมูลต่างๆออกมาให้ แม้ข้อมูล ‘ค่าลดหย่อน’ จะไม่ได้เกี่ยวกับบทความนี้ แต่ก็เป็นเรื่องดีๆ ที่ผู้อ่านควรรู้  5. เลื่อนลงมาเรื่อยๆ จะเจอไฮไลท์ของบทความนี้แล้วก็คือ ข้อมูล ‘รายได้’ ซึ่งจะแสดงเป็นส่วนๆ  เช่น รายได้เงินเดือน, รายได้จากทรัพย์สิน/การทำธุรกิจ/อาชีพอิสระ เป็นต้น ซึ่งการแสดงข้อมูลในส่วนนี้จะบอกรายละเอียดของรายได้ เช่น วิธีตรวจสอบรายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดาตรงกับรายได้จริงของเราไหม? ถึงตอนนี้แล้วคิดว่าทุกคนคงเห็นภาพมากขึ้นว่าระบบแสดงข้อมูลรายได้เราอย่างไรบ้าง สิ่งที่เราจะทำได้ต่อจากนี้ คือ การตรวจสอบว่ารายได้ที่แสดงในระบบครบถ้วน ถูกต้องหรือไม่ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น เราสามารถตรวจสอบโดยใช้หลายวิธีรวมกันได้ ส่วนตัวของผู้เขียนจะทำบันทึกจดรายได้พร้อมบันทึกวันรับเงินและเก็บเอกสารหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเพื่อเป็นหลักฐานการรับเงินในแต่ละครั้ง หลังจากตรวจสอบแล้ว ถ้าข้อมูลรายได้ที่เรามีและในระบบสรรพากรตรงกันเป๊ะ แบบนี้เรียกว่า ‘ราบรื่น’ ได้เลย แต่ถ้าข้อมูลไม่ตรงกันไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า เราสามารถเตรียมรับมือได้ ดังนี้ กรณีข้อมูลรายได้จริง ‘มากกว่า’ รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดา 1. รายได้ที่ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น รายได้จากการขายสินค้า หรือรายได้จากการให้บริการแก่บุคคล ซึ่งปกติจะไม่มีการหักภาษี ณ ที่ จ่ายระหว่างกัน ในระบบฯ จึงไม่แสดงข้อมูลนี้ แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ทั้งหมด และยื่นรายได้ให้ครบถ้วน 2. รายได้ที่เราบันทึกไว้ แต่ยังไม่ได้รับเงินจริง เนื่องจากการเสียภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาจะถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเมื่อได้รับชำระเงินแล้ว เช่น ให้บริการแก่บริษัทจำกัดแต่ยังไม่ได้รับชำระเงิน แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ที่ยื่นภาษี ต้องเป็นรายได้ที่ได้รับเงินแล้วในปี 2567 3. ผู้จ่ายเงินไม่ได้ยื่นแบบหรือส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้สรรพากร เช่น ผู้จ่ายเงินหักภาษีไว้ แต่ลืมนำส่งภาษีให้สรรพากร หรือบางกรณีที่ไม่มีภาษีต้องหักแต่ต้องยื่นแบบ ซึ่งผู้จ่ายเงินไม่ได้ยื่นแบบ เป็นต้น แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งเรื่องต่อสรรพากรพื้นที่ 4. ผู้จ่ายเงินส่งข้อมูลรายได้น้อยกว่าที่จ่ายจริง กรณีเกิดจากความผิดพลาดของผู้จ่ายเงินที่ยื่นแบบแจ้งสรรพากรต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น รายได้ 100,000 แต่ระบุเป็น 10,000 เป็นต้น แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งเรื่องต่อสรรพากรพื้นที่ 5. ข้อมูลยังไม่เข้าระบบของกรมสรรพากร เช่น บริษัทที่จ่ายเงินเดือนยังไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1ก เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนด ข้อมูลรายได้ส่วนนี้จึงยังไม่ปรากฏบนระบบ เป็นต้น แก้ไข: สอบถามไปยังผู้จ่ายว่ายื่นแบบไปแล้วหรือไม่ หรืออาจรอให้ผู้จ่ายเงินยื่นแบบก่อน เพื่อให้ข้อมูลขึ้นในระบบ แล้วค่อยยื่นภาษีบุคคลก็ได้เช่นกัน กรณีข้อมูลรายได้จริง ‘น้อยกว่า’ รายได้ในระบบยื่นภาษีบุคคลธรรมมดา 1. บันทึกรายได้ไม่ครบถ้วน อาจเกิดจากการที่เราบันทึกรายได้ตกหล่น หรือเก็บข้อมูลไม่เป็นระบบเอง แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ทั้งหมดให้ครบถ้วน เก็บข้อมูลวันที่เกิดรายได้และวันที่ได้รับเงิน 2. รายรับบางอย่างไม่รู้ว่าเป็นรายได้ทางภาษี เช่น รายได้ที่ไม่ถูกหัก ณ ที่จ่ายอาจคิดว่าไม่ต้องยื่นภาษี หรือรายได้ที่ผู้จ่ายออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนแต่ไม่ส่งใบ 50 ทวิมาให้ แก้ไข: เก็บข้อมูลรายได้ทั้งหมดให้ครบถ้วน ไม่สนใจว่าจะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วหรือไม่ กรณีที่ผู้จ่ายเงินออกภาษีแทนต้องติดตามใบ 50 ทวิมาเก็บเป็นหลักฐานด้วย 3. ผู้จ่ายเงินส่งข้อมูลรายได้มากกว่าที่จ่ายจริง เกิดจากความผิดพลาดของผู้จ่ายเงินที่ยื่นแบบแจ้งสรรพากรสูงกว่าความเป็นจริง เช่น รายได้ 5,000 แต่ระบุเป็น 50,000 เป็นต้น แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งเรื่องต่อสรรพากรพื้นที่ 4. ผู้จ่ายเงินส่งข้อมูลรายได้ผิดบุคคล เช่น ผู้จ่ายเงินจ้างนาย A แต่ตอนแจ้งสรรพากรระบุว่าผู้รับเงิน คือ นาย B ซึ่งทำให้ข้อมูลรายได้ของนาย A และ นาย B จะไม่ตรงกัน แก้ไข: ติดต่อไปยังผู้จ่ายเงิน และแจ้งให้ทำการยื่นปรับปรุงภาษีให้ถูกต้อง กรณีผู้จ่ายเงินไม่ยอมปรับปรุง ควรแจ้งความการแอบอ้างชื่อไปใช้และนำใบแจ้งความไปแจ้งที่สรรพากรพื้นที่ต่อ ทั้งนี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเคยให้คนรู้จักใช้บัตรประชาชนเราไปรับเงินแทนหรือไม่ กรณีที่อยู่ระหว่างรอการแก้ไขภาษีจากผู้จ่ายเงิน และจำเป็นต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90/91 สามารถยื่นแบบภาษีตามยอดรายได้ตามที่ถูกต้องแม้จะไม่ตรงกับยอดในระบบสรรพากร และให้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สรรพากรรับทราบอีกครั้ง สรุป การที่ระบบการยื่นภาษีของกรมสรรพากรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการมีรายได้ของผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาได้ ทำให้ผู้เสียภาษีสามารถเช็กข้อมูลที่ตนเองเก็บบันทึกไว้กับข้อมูลในระบบสรรพากรได้เร็วและง่าย กรณีเจอข้อมูลที่แตกต่างกัน สามารถดูรายชื่อและเลขผู้เสียภาษีของผู้จ่ายรายได้เพื่อติดต่อไปสอบถามและแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ทันที ขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าเข้าระบบเพื่อยื่นภาษีอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบข้อมูลรายได้ให้ครบถ้วน ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟังก์ชันรองรับการช่วยเก็บข้อมูลรายได้ ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย(ใบ50ทวิ) และเอกสารบัญชีต่างๆ ได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ในไม่กี่ขั้นตอน สร้างเอกสารทางธุรกิจ ครบถ้วน ถูกต้อง แม่นยำ ป้องกันปัญหาอย่างมืออาชีพ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

27 ธ.ค. 2024

PEAK Account

8 min

แจกขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ ภ.ง.ด. 91 พร้อมลิสต์เอกสารที่ต้องใช้

ใกล้ถึงเวลายื่นภาษีประจำปีแล้ว หลายคนอาจกังวลเรื่องการเตรียมเอกสารและขั้นตอนการยื่นภาษี โดยเฉพาะการยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ ที่แม้จะสะดวกกว่าการเดินทางไปสรรพากร แต่ก็มีข้อมูลที่เราต้องรอบคอบก่อนทำการยื่นภาษีอยู่ด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะทำการยื่นภาษีออนไลน์กันนั้น เราไปรายละเอียดของดูเอกสาร ขั้นตอน และข้อควรระวังต่าง ๆ กัน การยื่นภาษี ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ คืออะไร การยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ เป็นช่องทางที่กรมสรรพากรทำให้การยื่นภาษีสะดวกมากขึ้น โดยสามารถยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร ระบบจะช่วยคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ ไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาด และยังสามารถบันทึกข้อมูลไว้ใช้อ้างอิงในปีถัดไปได้ นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดทรัพยากรและลดการใช้กระดาษ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ คือผู้ที่มีรายได้จากการจ้างแรงงานเพียงประเภทเดียว โดยแบ่งเป็นสองกรณี คือ กรณีโสดที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี และกรณีสมรสที่มีรายได้รวมกันเกิน 220,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวต้องเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนจากการทำงานให้นายจ้างเท่านั้น ไม่รวมรายได้จากแหล่งอื่น เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นภาษี ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ ก่อนเริ่มยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ เราควรเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อความสะดวกในการกรอกข้อมูลและป้องกันความผิดพลาด โดยเอกสารจะแตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีสถานะโสดและสมรส มาดูกันว่าแต่ละกลุ่มต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง คนโสด สำหรับผู้มีสถานะโสด เอกสารหลักที่ต้องเตรียมคือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง ซึ่งแสดงรายได้และภาษีที่ถูกหักไว้ตลอดปี ซึ่งหากเรามีตัวช่วยลดหย่อนภาษีในด้านต่าง ๆ ต้องเตรียมหลักฐานประกอบ เช่น ใบเสร็จค่าเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ หนังสือรับรองการซื้อกองทุน RMF/SSF/SSFX หลักฐานการบริจาค และใบเสร็จจากโครงการช้อปดีมีคืน รวมถึงหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงินกรณีผ่อนบ้าน ทั้งนี้ควรจัดเก็บเอกสารในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลเพื่อความสะดวกในการอัพโหลด คนมีคู่ ผู้ที่สมรสแล้วต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมนอกเหนือจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) คือ ทะเบียนสมรสและใบสูติบัตรบุตร(ถ้ามี) สำหรับการลดหย่อน ส่วนเอกสารการลดหย่อนอื่น ๆ เหมือนกับคนโสด ได้แก่ ใบเสร็จค่าเบี้ยประกัน หลักฐานการลงทุนในกองทุน หลักฐานการบริจาค ใบเสร็จช้อปดีมีคืน และหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ โดยสามารถนำค่าลดหย่อนของคู่สมรสมารวมในการคำนวณภาษีได้ ขั้นตอนการยื่นภาษีออนไลน์ ภ.ง.ด. 91 ยื่นภาษีไม่ทันหรือชำระภาษีไม่ทันทำอย่างไรดี กรณีที่ไม่สามารถยื่น ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ หรือชำระภาษีได้ทันตามกำหนด จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยหากมีภาษีที่ต้องชำระ จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับจากวันที่เลยเวลาจ่าย และต้องเสียค่าปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระ ส่วนกรณีที่ไม่มีภาษีต้องชำระแต่ยื่นแบบล่าช้า จะถูกปรับ 1,000 บาท ดังนั้นควรวางแผนยื่นภาษีล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่ม การยื่นภ.ง.ด.91 ออนไลน์ทำให้การจัดการภาษีง่ายมากขึ้น เพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมและทำความเข้าใจขั้นตอนการยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ควรวางแผนยื่นล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่ม โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร หรือโทรสอบถามที่ 1161  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภาษีของธุรกิจ โดยช่วยสรุปข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการยื่นแบบภาษีได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ช่วยให้การจัดการภาษีเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 พ.ค. 2024

PEAK Account

10 min

ยูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เสียภาษีอย่างไร?

คอนเทนต์ครีเอเตอร์เสียภาษีอย่างไร? … เมื่อรายได้ทั้งปีเกิน 6 หมื่นบาทต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งปี(ภ.ง.ด.94) และประจำปี(ภ.ง.ด.90) โดยไม่สนใจว่าจะมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือไม่ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเรียกเก็บภาษีอีก 7% ให้กรมสรรพากรด้วย การแข่งขันอย่างดุเดือดบนโลกออนไลน์ทำให้เกิดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งอีกหนึ่งอาชีพที่เติบโตไปพร้อมกับกระแสเหล่านี้นี้ คือ คอนเทนต์ครีเอเตอร์(Content Creator) ไม่ว่าจะเป็น ยูทูปเบอร์ (Youtuber) ติ๊กต๊อกเกอร์ (TikToker) หรืออินฟลูเอนเซอร์(Influencer) ที่จะสร้างเนื้อหาที่มีสาระตลกขบขันเพื่อให้เกิดการกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตาม ยิ่งมีคนชื่นชอบมากเท่าไหร่ รายได้ก็จะเยอะขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า หรือส่วนแบ่งจากค่าโฆษณาก็ตาม ทำให้อาชีพกลุ่มนี้เป็นที่จับตามองของกรมสรรพากรว่าเสียภาษีกันบ้างหรือเปล่า แล้วภาษีที่เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องรู้มีอะไรบ้าง เรามีดูกันครับ รายได้ของยูทูปเบอร์ ติ๊กต๊อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์  มีอะไรบ้าง? เพราะเป็นอาชีพที่พึ่งได้รับความนิยมมาไม่นาน ในด้านภาษีจึงยังไม่มีข้อกำหนดภาษีสำหรับอาชีพเหล่านี้โดยเฉพาะ การคำนวณภาษีในปัจจุบันจึงต้องนำประเภทรายได้มาพิจารณาดูว่าแต่ละรายได้เป็นประเภทไหน ซึ่งรายได้แต่ละประเภทก็จะมีอัตราค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ไม่เท่ากันครับ โดยรายได้หลักๆ จะมาจากค่ารีวิวสินค้า ส่วนแบ่งค่าโฆษณา สรุปเป็นตารางได้ดังนี้ครับ เมื่อแยกได้ว่ามีรายได้ประเภทอะไรบ้าง เราก็จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(Personal Income Tax: PIT) ต่อได้ ในขณะเดียวกันถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านต่อปีก็จะมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม(Value Added Tax: VAT) อีก 7% จากรายได้เพิ่มเติม ทีนี้เรามาทำความเข้าใจในแต่ละภาษีกันครับ 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อเราทราบประเภทของรายได้ว่าเรามีประเภทไหนบ้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ตามตารางด้านบนแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการคำนวณ ดังนี้ครับ ขั้นตอนที่ 1 : รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิขั้นตอนที่ 2 : เงินได้สุทธิ คูณ อัตราภาษีขั้นบรรได 5% – 35% = ภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่าง นาย ก มีรายได้จากการรับจ้างรีวิวสินค้า 1 ล้านบาท มีรายจ่ายและต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง 5 แสนบาท แต่เนื่องจากการรีวิวสินค้าเป็นรายได้ประเภทที่ 2 ทำให้จะหักค่าใช้จ่ายสูงสุดได้เพียง 1 แสนบาท ภาษีที่ต้องชำระคำนวณได้ดังนี้ Step1:  รายได้ขายสินค้า 1 ล้าน หัก รายจ่าย 1 แสน หัก ลดหย่อนส่วนตัว 6 หมื่น = เงินได้สุทธิ 8.4 แสนStep2 : เงินได้สุทธิ 8.4 แสน คูณ อัตราภาษีขั้นบรรได 5% – 35% = ภาษีที่ต้องจ่าย 83,000 บาทถ้าอยากทราบวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบละเอียดขึ้น ผมขอแนะนำให้อ่านบทความ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีอย่างไร? PEAK ขอเล่า : กำหนดยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าปีใดเรามีรายได้ทั้งปีถึง 6 หมื่นบาท(กรณีสถานะสมรส ต้องรายได้ถึง 1.2 แสนบาท) ต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้งดังนี้ 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) นอกจากภาษีเงินได้ เราต้องตรวจสอบอีกว่ารายได้รวมกันทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทหรือไม่ เพราะถ้าปีใดเกินจะมีหน้าที่เพิ่มเติมคือ ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท โดยต้องยื่นเสียภาษีเป็นรายเดือนตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แล้วเมื่อเราต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) หน้าที่ที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องทำเพิ่มเติมคือเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากผู้จ้างเพิ่มเติม เช่น เดิมเราคิดค่ารีวิวสินค้าครั้ง 1,000 บาท แต่เมื่อเราจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)แล้ว เราต้องเรียเก็บค่ารีวิวสินค้าเป็น 1,070 บาท โดยเรายังได้รับรายได้เท่าเดิมคือ 1,000 บาท แต่อีก 70 บาท(1,000*7%) เราต้องนำเงินส่งกรมสรรพากร  ในเชิงธุรกิจข้อเสียของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินแพงขึ้นอีก 7% ถ้าเราไม่ได้โดดเด่นพอ ผู้ว่าจ้างอาจไปใช้บริการคนที่รีวิวสินค้าได้เหมือนเราแต่ค่าตัวถูกกว่า แต่ในส่วนของข้อดีก็มีเช่นกัน คือ เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถนำส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่เราจ่ายไปขอคืนได้ หลายคนอาจจะเกิดข้อสงสัยได้ว่าก็เสียภาษีเงินได้ไปแล้ว ทำไมยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก? เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้เก็บจากรายได้ที่เราได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภคสินค้าหรือใช้บริการ สรุปภาษียูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์เสียภาษีอย่างไร? เมื่อเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีรายได้จากการค่ารีวิวสินค้า ค่าโชว์ตัว ส่วนแบ่งโฆษณาต้องยื่นแบบภาษีครึ่งและสิ้นปี(ภ.ง.ด.90/94) พร้อมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้ารายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเรียกเก็บภาษีอีก 7% ให้กรมสรรพากรอีกด้วย หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณต้องการที่ปรึกษาเพื่อวางแผนและจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ PEAK เรามีพันธมิตรสำนักงานบัญชีมากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยดูแลคุณ สนใจ คลิก