ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ มาตรการใหม่ฉบับ SME

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนจ่ายภาษีเกินทุกปี เพราะไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ บทความนี้สรุปรายการลดหย่อนทั้งหมด ทั้งรายจ่ายปกติ รายจ่ายหัก 2 เท่า เงินบริจาค และมาตรการใหม่ปี 2568-2569 พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ให้คุณวางแผนภาษีได้ทันก่อนปิดรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME 2568-2569 เป็นเท่าไร? SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้สิทธิเสียภาษีในอัตราขั้นบันได ซึ่งต่ำกว่าบริษัททั่วไปที่เสียอัตราเดียว 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% เงื่อนไขที่ต้องครบทั้ง 2 ข้อ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทแม้แค่บาทเดียว จะเสียสิทธิอัตรา SME ทั้งจำนวน กลายเป็นเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก ค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีนิติบุคคลมีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักกำไรสุทธิเพื่อลดภาษีนิติบุคคลได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ที่สำคัญต้องไม่เข้าข่าย “รายจ่ายต้องห้าม” ตามประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) รายจ่ายทั่วไปที่หักได้ตามจริง รายจ่ายในกลุ่มนี้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง ขอแค่มีเอกสารครบ ทุกรายจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน ถ้าจ่ายให้บุคคลหรือบริษัทอื่นอย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดด้วย รายจ่ายที่หักได้ 2 เท่า กรมสรรพากรให้สิทธิหักรายจ่ายบางรายการได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจลงทุนในด้านที่ภาครัฐส่งเสริม ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาใช้ในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร รถยนต์ สามารถทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละส่วน เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท อายุการใช้งาน 3 ปี หักค่าเสื่อมได้ปีละ 10,000 บาท เบี้ยประกันและสวัสดิการพนักงาน เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคล ทำได้อย่างไร? เงินบริจาคให้องค์กรบางประเภทนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) องค์กรที่บริจาคแล้วหักได้ 2 เท่า เงินบริจาคทั่วไป (หักได้ 1 เท่า) เงินบริจาคให้วัด มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลอื่นที่ไม่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า แต่รวมกันต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)) บริจาคสิ่งของก็หักได้เช่นกัน โดยคิดตามมูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค และต้องมีหลักฐานการรับบริจาคจากองค์กรนั้น มาตรการภาษีใหม่ 2568-2569 ที่ SME ต้องรู้ ภาครัฐออกมาตรการภาษีใหม่เป็นระยะ เจ้าของกิจการควรติดตามเพื่อใช้สิทธิให้ครบ โซล่าเซลล์ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล กิจการที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในสถานประกอบการ สามารถหักค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งได้ในรอบบัญชีที่ติดตั้ง นอกจากนี้อาจหักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งได้ตามประกาศกรมสรรพากร ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่ มาตรการหักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับระบบ IT กิจการ SME ที่ลงทุนซื้อหรือจ้างพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบ e-Tax Invoice หรือซอฟต์แวร์บัญชี ยังคงใช้สิทธิหัก 2 เท่าได้ ทั้งนี้ต้องเป็นการจ่ายให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนได้ที่ depa.or.th วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคลให้ประหยัดที่สุด การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลไม่ใช่แค่รู้ว่าหักอะไรได้บ้าง แต่ต้อง “วางแผนล่วงหน้า” ก่อนปิดรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษีนิติบุคคล SME สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายรวม 8 ล้านบาท ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่าย (รวมลดหย่อน) — 8,000,000 บาท กำไรสุทธิ 10,000,000 – 8,000,000 2,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ช่วงกำไรสุทธิ อัตรา ภาษีที่ต้องจ่าย 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 255,000 บาท รวมภาษีทั้งปี — 255,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่ได้เป็น SME จะเสียภาษี 20% เต็มจำนวน = 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท ต่างกัน 145,000 บาท สรุป: ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลอย่างไรให้คุ้มที่สุด วางแผนภาษีนิติบุคคลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยแยกหมวดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ออกรายงานกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้ครบถ้วน ทำให้เห็นภาพชัดว่ายังเหลือสิทธิลดหย่อนอะไรอีก ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีนิติบุคคล นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีต่างกันอย่างไร? นิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ลดหย่อนโดยนำ “ค่าใช้จ่ายจริง” มาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ส่วนบุคคลธรรมดามีทั้งหักค่าใช้จ่ายเหมา (60%) หรือจริง แล้วยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวเพิ่ม เช่น ประกันชีวิต กองทุน SSF ซึ่งนิติบุคคลไม่มี เงินบริจาควัด ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไหม? ได้ แต่หักได้ 1 เท่าตามจำนวนที่บริจาคจริง รวมกันไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ หากต้องการหัก 2 เท่า ต้องบริจาคให้สถานศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ หรือองค์กรที่อยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนด ค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีไม่ได้มีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ค่าปรับภาษี เงินสำรองที่ตั้งเกินกว่ากฎหมายกำหนด รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ และรายจ่ายที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ ล้วนเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ที่เอามาหักภาษีไม่ได้ บริจาคสิ่งของ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้หรือไม่? ได้ โดยใช้มูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค เป็นฐานคำนวณ ต้องมีใบรับบริจาคจากองค์กรที่รับ ระบุรายละเอียดและมูลค่าสิ่งของไว้ชัดเจน ยื่นภาษีนิติบุคคลช้า มีผลอย่างไร? ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าจะถูกเรียกเก็บค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย นับจากวันครบกำหนด หากชำระภาษีขาดเกิน 25% ของภาษีที่ต้องเสียจริง ยังอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขาเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ (ประกอบโรคศิลปะ) ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1-7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับ 43 ประเภทกิจการที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทนี้ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% (เฉพาะ 43 ประเภทกิจการ) เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก สรุป: เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและออกเอกสาร 50 ทวิให้อัตโนมัติ เชื่อมกับระบบบัญชี PEAK ที่แยกประเภทรายได้ให้ตั้งแต่ออกเอกสาร ลดงานซ้ำตอนยื่นภาษี ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35% เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ มาตรการใหม่ฉบับ SME

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนจ่ายภาษีเกินทุกปี เพราะไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ บทความนี้สรุปรายการลดหย่อนทั้งหมด ทั้งรายจ่ายปกติ รายจ่ายหัก 2 เท่า เงินบริจาค และมาตรการใหม่ปี 2568-2569 พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ให้คุณวางแผนภาษีได้ทันก่อนปิดรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME 2568-2569 เป็นเท่าไร? SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้สิทธิเสียภาษีในอัตราขั้นบันได ซึ่งต่ำกว่าบริษัททั่วไปที่เสียอัตราเดียว 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% เงื่อนไขที่ต้องครบทั้ง 2 ข้อ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทแม้แค่บาทเดียว จะเสียสิทธิอัตรา SME ทั้งจำนวน กลายเป็นเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก ค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีนิติบุคคลมีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักกำไรสุทธิเพื่อลดภาษีนิติบุคคลได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ที่สำคัญต้องไม่เข้าข่าย “รายจ่ายต้องห้าม” ตามประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) รายจ่ายทั่วไปที่หักได้ตามจริง รายจ่ายในกลุ่มนี้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง ขอแค่มีเอกสารครบ ทุกรายจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน ถ้าจ่ายให้บุคคลหรือบริษัทอื่นอย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดด้วย รายจ่ายที่หักได้ 2 เท่า กรมสรรพากรให้สิทธิหักรายจ่ายบางรายการได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจลงทุนในด้านที่ภาครัฐส่งเสริม ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาใช้ในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร รถยนต์ สามารถทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละส่วน เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท อายุการใช้งาน 3 ปี หักค่าเสื่อมได้ปีละ 10,000 บาท เบี้ยประกันและสวัสดิการพนักงาน เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคล ทำได้อย่างไร? เงินบริจาคให้องค์กรบางประเภทนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) องค์กรที่บริจาคแล้วหักได้ 2 เท่า เงินบริจาคทั่วไป (หักได้ 1 เท่า) เงินบริจาคให้วัด มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลอื่นที่ไม่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า แต่รวมกันต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)) บริจาคสิ่งของก็หักได้เช่นกัน โดยคิดตามมูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค และต้องมีหลักฐานการรับบริจาคจากองค์กรนั้น มาตรการภาษีใหม่ 2568-2569 ที่ SME ต้องรู้ ภาครัฐออกมาตรการภาษีใหม่เป็นระยะ เจ้าของกิจการควรติดตามเพื่อใช้สิทธิให้ครบ โซล่าเซลล์ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล กิจการที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในสถานประกอบการ สามารถหักค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งได้ในรอบบัญชีที่ติดตั้ง นอกจากนี้อาจหักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งได้ตามประกาศกรมสรรพากร ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่ มาตรการหักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับระบบ IT กิจการ SME ที่ลงทุนซื้อหรือจ้างพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบ e-Tax Invoice หรือซอฟต์แวร์บัญชี ยังคงใช้สิทธิหัก 2 เท่าได้ ทั้งนี้ต้องเป็นการจ่ายให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนได้ที่ depa.or.th วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคลให้ประหยัดที่สุด การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลไม่ใช่แค่รู้ว่าหักอะไรได้บ้าง แต่ต้อง “วางแผนล่วงหน้า” ก่อนปิดรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษีนิติบุคคล SME สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายรวม 8 ล้านบาท ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่าย (รวมลดหย่อน) — 8,000,000 บาท กำไรสุทธิ 10,000,000 – 8,000,000 2,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ช่วงกำไรสุทธิ อัตรา ภาษีที่ต้องจ่าย 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 255,000 บาท รวมภาษีทั้งปี — 255,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่ได้เป็น SME จะเสียภาษี 20% เต็มจำนวน = 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท ต่างกัน 145,000 บาท สรุป: ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลอย่างไรให้คุ้มที่สุด วางแผนภาษีนิติบุคคลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยแยกหมวดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ออกรายงานกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้ครบถ้วน ทำให้เห็นภาพชัดว่ายังเหลือสิทธิลดหย่อนอะไรอีก ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีนิติบุคคล นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีต่างกันอย่างไร? นิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ลดหย่อนโดยนำ “ค่าใช้จ่ายจริง” มาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ส่วนบุคคลธรรมดามีทั้งหักค่าใช้จ่ายเหมา (60%) หรือจริง แล้วยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวเพิ่ม เช่น ประกันชีวิต กองทุน SSF ซึ่งนิติบุคคลไม่มี เงินบริจาควัด ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไหม? ได้ แต่หักได้ 1 เท่าตามจำนวนที่บริจาคจริง รวมกันไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ หากต้องการหัก 2 เท่า ต้องบริจาคให้สถานศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ หรือองค์กรที่อยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนด ค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีไม่ได้มีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ค่าปรับภาษี เงินสำรองที่ตั้งเกินกว่ากฎหมายกำหนด รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ และรายจ่ายที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ ล้วนเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ที่เอามาหักภาษีไม่ได้ บริจาคสิ่งของ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้หรือไม่? ได้ โดยใช้มูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค เป็นฐานคำนวณ ต้องมีใบรับบริจาคจากองค์กรที่รับ ระบุรายละเอียดและมูลค่าสิ่งของไว้ชัดเจน ยื่นภาษีนิติบุคคลช้า มีผลอย่างไร? ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าจะถูกเรียกเก็บค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย นับจากวันครบกำหนด หากชำระภาษีขาดเกิน 25% ของภาษีที่ต้องเสียจริง ยังอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขาเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ (ประกอบโรคศิลปะ) ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1-7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับ 43 ประเภทกิจการที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทนี้ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% (เฉพาะ 43 ประเภทกิจการ) เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก สรุป: เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและออกเอกสาร 50 ทวิให้อัตโนมัติ เชื่อมกับระบบบัญชี PEAK ที่แยกประเภทรายได้ให้ตั้งแต่ออกเอกสาร ลดงานซ้ำตอนยื่นภาษี ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35% เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก