Table of Contents

ยอดขายโตขึ้นทุกไตรมาส แต่ทุกครั้งที่จะจ้างเซลส์เพิ่ม หรือลูกค้ารายใหญ่ขอลดราคา เจ้าของกลับตอบไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ เพราะไม่รู้จุดคุ้มทุนของตนเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตอบได้ทุกคำถามเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการ

บทความนี้ได้รวบรวมทุกคำถามที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจ ตั้งแต่วิธีการตั้งราคาขายให้เหมาะสม ควรดูยอดเงินหรือจำนวนออเดอร์ ไปจนถึงจ้างคนเพิ่มหรือให้ส่วนลดแล้วต้องขายเพิ่มอีกเท่าไหร่

จุดคุ้มทุน คืออะไร

จุดคุ้มทุน คือ ระดับยอดขายที่รายได้เท่ากับต้นทุนรวมพอดี กิจการไม่กำไรและไม่ขาดทุน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Break Even Point หรือ BEP ถ้าขายต่ำกว่าจุดนี้จะขาดทุน ถ้าขายเกินจุดนี้ ทุกบาทที่ขายเพิ่มจะเริ่มเป็นกำไร คำตอบบอกได้ทั้งเป็นยอดขายบาท จำนวนออเดอร์ หรือจำนวนชิ้น

Break Even Point คือเครื่องมือพื้นฐานของบัญชีบริหาร ใช้ตอบคำถามเชิงตัดสินใจ เช่น ตั้งเป้ายอดขาย ตั้งราคา รับลูกค้ารายใหญ่ หรือเพิ่มคน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break Even Analysis) โดยต้องใช้ข้อมูล 2 ตัว คือต้นทุนคงที่ต่อเดือน และอัตรากำไรส่วนเกิน

กราฟจุดคุ้มทุน อ่านอย่างไร

กราฟจุดคุ้มทุนมีเส้นหลัก 3 เส้น แกนนอนคือยอดขายหรือจำนวนออเดอร์ แกนตั้งคือจำนวนเงิน

เส้นในกราฟความหมาย
เส้นต้นทุนคงที่เส้นแนวนอน เท่ากันทุกระดับยอดขาย (เส้นประสีส้ม)
เส้นต้นทุนรวมเริ่มที่ระดับต้นทุนคงที่ แล้วชันขึ้นตามต้นทุนผันแปร (เส้นทึบสีแดง)
เส้นรายได้เริ่มที่ศูนย์ แล้วชันขึ้นตามราคาขาย (เส้นทึบสีฟ้า)

จุดที่เส้นรายได้ตัดเส้นต้นทุนรวมคือจุดคุ้มทุน ด้านซ้ายของจุดตัดคือช่วงขาดทุน ด้านขวาคือช่วงกำไร และช่องว่างระหว่างสองเส้นจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อยอดขายโต


ต้องขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน

คำตอบคือเอาต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีต้นทุนคงที่ 300,000 บาทต่อเดือน และเหลือกำไรส่วนเกิน 25 บาทจากทุก 100 บาทที่ขาย จึงต้องขาย 1,200,000 บาทต่อเดือนก่อน VAT หรือ 1,284,000 บาทรวม VAT ถ้าขายต่ำกว่านี้จะขาดทุนทันที

วิธีหาจุดคุ้มทุนมี 4 ขั้น

ขั้นตอนบริษัท ก
1. รวมต้นทุนคงที่ต่อเดือน300,000 บาท
2. หาอัตรากำไรส่วนเกิน25%
3. หารต้นทุนคงที่ด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน300,000 ÷ 25% = 1,200,000 บาท
4. บวก VAT ถ้าอยากรู้ยอดในใบกำกับภาษี1,200,000 × 1.07 = 1,284,000 บาท

ถ้าเดือนไหนขายได้ 1,500,000 บาท กำไรส่วนเกินคือ 375,000 บาท หักต้นทุนคงที่แล้วเหลือกำไร 75,000 บาท แต่ถ้าขายได้ 1,000,000 บาท จะขาดทุน 50,000 บาท

การหาจุดคุ้มทุนต้องใช้ราคาก่อน VAT เสมอ เพราะ VAT ขายเป็นเงินที่เก็บแทนกรมสรรพากร ไม่ใช่รายได้ของบริษัท

สูตรคำนวณจุดคุ้มทุน

contribution margin คือ กำไรส่วนเกิน หมายถึงเงินที่เหลือจากราคาขายหลังหักต้นทุนผันแปร เงินก้อนนี้ใช้จ่ายต้นทุนคงที่ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเป็นกำไร

ต้นทุนผันแปรของบริษัท ก ต่อยอดขาย 100 บาทแยกได้ดังนี้

ต่อยอดขาย 100 บาท ก่อน VATบาท
ต้นทุนสินค้า65
ค่าขนส่งตามออเดอร์5
ค่าคอมมิชชันเซลส์3
ค่าธรรมเนียมรับเงินและส่วนลดเงินสด2
กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin)25

สูตรจุดคุ้มทุนที่ใช้บ่อยมี 5 แบบ

ต้องการหาสูตร
กำไรส่วนเกินต่อหน่วยราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย
อัตรากำไรส่วนเกินกำไรส่วนเกิน ÷ ราคาขาย
ยอดขายคุ้มทุน (บาท)ต้นทุนคงที่ ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน
จำนวนหน่วยหรือออเดอร์คุ้มทุนต้นทุนคงที่ ÷ กำไรส่วนเกินต่อหน่วยหรือต่อออเดอร์
ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย(ต้นทุนคงที่ + กำไรเป้าหมาย) ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน

ควรดูยอดขายคุ้มทุน หรือจำนวนออเดอร์คุ้มทุน

ใช้ยอดขายคุ้มทุนเป็นเป้าหลักของบริษัท และใช้จำนวนออเดอร์เป็นเป้าทำงานของทีมขาย บริษัท ก ต้องขาย 1,200,000 บาท ถ้ายอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ 20,000 บาท เท่ากับ 60 ออเดอร์ต่อเดือน หรือราว 3 ออเดอร์ต่อวันทำการ แต่ตัวเลขออเดอร์ใช้ได้เฉพาะเมื่อขนาดออเดอร์และกำไรต่อออเดอร์ไม่เปลี่ยนมาก

ธุรกิจ B2B มักมีลูกค้าหลายกลุ่มที่สั่งไม่เท่ากัน และได้ราคาไม่เท่ากัน บริษัท ก มีลูกค้า 2 กลุ่มหลัก

กลุ่มลูกค้ายอดต่อออเดอร์กำไรส่วนเกินต่อออเดอร์
โรงงาน50,000 บาท22% หรือ 11,000 บาท
ร้านค้าออนไลน์10,000 บาท30% หรือ 3,000 บาท

ลูกค้าโรงงานได้ราคาส่วนลดตามปริมาณ อัตรากำไรจึงต่ำกว่า แต่ออเดอร์เดียวให้กำไรส่วนเกินเกือบ 4 เท่าของร้านค้าออนไลน์

ลองเทียบ 2 เดือนที่ได้ 60 ออเดอร์เท่ากัน

เดือนส่วนผสมออเดอร์ผลลัพธ์
เดือนปกติโรงงาน 15 + ออนไลน์ 45ยอดขาย 1,200,000 บาท กำไรส่วนเกิน 300,000 บาท คุ้มทุนพอดี
เดือนที่โรงงานสั่งน้อยโรงงาน 5 + ออนไลน์ 55ยอดขาย 800,000 บาท กำไรส่วนเกิน 220,000 บาท ขาดทุน 80,000 บาท

ออเดอร์ครบ 60 เหมือนกัน แต่เดือนที่สองขาดทุน เพราะส่วนผสมลูกค้าเปลี่ยน ถ้าเจ้าของดูแค่จำนวนออเดอร์ จะคิดว่าทุกอย่างปกติ

ตัวเลขเหมาะกับ
ยอดขายคุ้มทุน 1,200,000 บาทเป้าของบริษัท เทียบกับงบกำไรขาดทุนทุกเดือน
กำไรส่วนเกิน 300,000 บาทเป้าที่แม่นที่สุดเมื่อขายให้ลูกค้าหลายกลุ่ม
จำนวนออเดอร์ แยกตามกลุ่มเป้าของเซลส์ เช่น โรงงาน 15 ออเดอร์ ออนไลน์ 45 ออเดอร์

ถ้าจะตั้งเป้าเป็นจำนวนออเดอร์ ให้แยกตามกลุ่มลูกค้าเสมอ ไม่ใช้ตัวเลขรวมก้อนเดียว


แยกต้นทุนอย่างไรไม่ให้จุดคุ้มทุนต่ำกว่าความจริง

ใช้คำถามเดียว ถ้าเดือนหน้าไม่มีออเดอร์เลย รายการนี้ยังต้องจ่ายไหม ถ้ายังต้องจ่ายคือต้นทุนคงที่ ถ้าหายไปด้วยคือต้นทุนผันแปร แล้วไล่จากงบกำไรขาดทุนรายเดือนทีละบรรทัด ไม่ประมาณจากความจำ เพราะรายการที่ลืมหรือจัดผิดกลุ่มจะทำให้ยอดคุ้มทุนต่ำกว่าความจริงเสมอ

ความหมายพื้นฐานและตัวอย่างของแต่ละประเภท อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่

ต้นทุนคงที่ 300,000 บาทของบริษัท ก มาจากรายการเหล่านี้

ต้นทุนคงที่ต่อเดือนบาท
ค่าเช่าโกดังและสำนักงาน60,000
เงินเดือนพนักงานประจำ 5 คน รวมประกันสังคมส่วนนายจ้าง125,000
เงินเดือนกรรมการ60,000
ค่าเสื่อมราคารถส่งของ 2 คัน20,000
ค่าขนส่งส่วนคงที่ เช่น ประกันรถและค่าบำรุงรักษา10,000
ค่าระบบ อินเทอร์เน็ต ค่าน้ำค่าไฟ10,000
ค่าใช้จ่ายรายปีเฉลี่ยต่อเดือน15,000
รวม300,000

จุดที่เจ้าของมักหลอกตัวเองมี 6 จุด และทุกจุดทำให้ยอดคุ้มทุนดูต่ำกว่าความจริง

กับดักผลต่อตัวเลข
ไม่นับเงินเดือนกรรมการหรือเจ้าของตัด 60,000 บาทออก ยอดคุ้มทุนเหลือ 960,000 บาท ต่ำไป 240,000 บาท
ลืมค่าใช้จ่ายรายปีค่าสอบบัญชี ประกันภัยสินค้า ภาษีป้าย ต่อทะเบียนรถ รวม 180,000 บาทต่อปี ต้องเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาท
ใช้ยอดขายรวม VATอัตรากำไรส่วนเกินดูเหมือน 29.9% (32 ÷ 107) แทน 25%
จัดค่าคอมเซลส์เป็นต้นทุนคงที่ค่าคอมขึ้นลงตามยอดขาย ต้องอยู่ในต้นทุนผันแปร
ไม่หักส่วนลดการค้าและส่วนลดเงินสดราคาที่ใช้ต้องเป็นราคาหลังส่วนลดที่ลูกค้าจ่ายจริง
ไม่นับค่าขนส่งต่อออเดอร์อัตรากำไรส่วนเกินดูเหมือน 30% ยอดคุ้มทุนเหลือ 1,000,000 บาท ต่ำไป 200,000 บาท

ถ้าผังบัญชีแยกรหัสค่าใช้จ่ายตามพฤติกรรมต้นทุนไว้ตั้งแต่แรก การดึงตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนทุกเดือนจะเร็วขึ้นมาก

ต้นทุนกึ่งผันแปรและต้นทุนขั้นบันได

ต้นทุนกึ่งผันแปร คือ รายการที่มีทั้งส่วนคงที่และส่วนที่ขึ้นตามยอดขาย ค่าขนส่งของบริษัท ก เป็นแบบนี้ แยกได้ด้วยวิธี High-Low โดยเทียบเดือนที่ยอดขายสูงสุดกับต่ำสุด

เดือนยอดขายค่าขนส่ง
ยอดต่ำสุด1,000,000 บาท60,000 บาท
ยอดสูงสุด1,600,000 บาท90,000 บาท

ส่วนผันแปรคือ 30,000 ÷ 600,000 = 5% ของยอดขาย ส่วนคงที่คือ 60,000 – 50,000 = 10,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้คือที่มาของค่าขนส่ง 5% ในต้นทุนผันแปร และ 10,000 บาทในต้นทุนคงที่

ต้นทุนขั้นบันได คือ ต้นทุนคงที่ที่กระโดดขึ้นเมื่อยอดขายเกินกำลังเดิม โกดังของบริษัท ก รองรับยอดขายได้ราว 1,600,000 บาทต่อเดือน ถ้าจะขายเกินนี้ต้องเช่าโกดังเพิ่มอีกเดือนละ 40,000 บาท

ต้นทุนคงที่จะกลายเป็น 340,000 บาท จุดคุ้มทุนขยับเป็น 1,360,000 บาท

แปลว่ายอดขายส่วนที่เพิ่มจากโกดังใหม่ 160,000 บาทแรกมีไว้จ่ายค่าเช่าอย่างเดียว ก่อนเซ็นสัญญาเช่าเพิ่มจึงควรมั่นใจว่ายอดขายจะโตเกินระดับนั้นได้จริง


จุดคุ้มทุนต่อเดือนกับทั้งปี ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน

แบบต่อเดือนบอกว่าแต่ละเดือนต้องขายเท่าไหร่ถึงพอจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ แบบทั้งปีบอกว่าตลอดปีกิจการอยู่รอดหรือไม่ ธุรกิจที่ยอดขายขึ้นลงตามฤดูกาลควรใช้ตัวเลขทั้งปีเป็นเป้าหลัก แล้วแตกเป็นเป้ารายเดือนตามฤดูกาล และติดตามยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี ไม่ตัดสินจากเดือนเดียว

จุดคุ้มทุนทั้งปีของบริษัท ก คือ 3,600,000 ÷ 25% = 14,400,000 บาท

ยอดขายกล่องบรรจุภัณฑ์ขึ้นลงตามฤดูกาลชัดเจน ช่วงปลายปีร้านค้าออนไลน์สั่งเพิ่มรับเทศกาล ส่วนต้นปียอดตก

ช่วงเวลายอดขายต่อเดือนกำไร (ขาดทุน) ต่อเดือน
ม.ค. ถึง เม.ย. (4 เดือน)900,000 บาทขาดทุน 75,000 บาท
พ.ค. ถึง ก.ย. (5 เดือน)1,200,000 บาท0 บาท
ต.ค. ถึง ธ.ค. (3 เดือน)1,800,000 บาทกำไร 150,000 บาท
ทั้งปี15,000,000 บาทกำไร 150,000 บาท

ถ้าดูแค่แบบต่อเดือน 4 เดือนแรกจะดูเหมือนธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ทั้งปีขายได้เกิน 14,400,000 บาท จึงมีกำไร 150,000 บาท

ข้อควรระวังคือ ขาดทุนสะสม 300,000 บาทในช่วงต้นปีเป็นเงินสดจริงที่ต้องสำรองไว้ ตัวเลขทั้งปีบอกว่ารอด แต่ตัวเลขรายเดือนบอกว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่

ใช้ทำอะไรแบบที่เหมาะ
ตั้งเป้ายอดขายและงบประมาณประจำปีทั้งปี
ตัดสินใจลงทุนหรือเพิ่มคนประจำทั้งปี
ติดตามผลทุกสิ้นเดือนต่อเดือน เทียบกับยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี
วางแผนเงินสดและวงเงินกู้ต่อเดือน

จุดคุ้มทุนเงินสด เมื่อลูกค้าจ่ายตามเครดิตเทอม

จุดคุ้มทุนทางบัญชีนับรายได้ตั้งแต่วันส่งของ แต่บริษัท ก ได้รับเงินจริงอีก 30 วันต่อมา เดือนที่บัญชีบอกว่าคุ้มทุนแล้ว เงินในบัญชีธนาคารอาจยังติดลบ

VAT ขายสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า บริษัทจึงต้องยื่น ภ.พ.30 และนำส่ง VAT ของเดือนนั้นตามกำหนดในเดือนถัดไป แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน

ถ้าตัดค่าเสื่อมราคาซึ่งไม่ใช่เงินสดออก ต้นทุนคงที่ที่จ่ายเป็นเงินสดเหลือ 280,000 บาท จุดคุ้มทุนเงินสดคือ 280,000 ÷ 25% = 1,120,000 บาท

แต่ตัวเลขนี้ใช้ได้เมื่อเงินจากลูกค้าเข้ามาตามรอบปกติแล้วเท่านั้น

ช่วงที่ยอดขายโตเร็ว ต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้จ่ายก่อนเงินลูกค้าเข้า ที่ยอดขาย 1,200,000 บาท ถ้าซัพพลายเออร์ไม่ให้เครดิต ต้องสำรองราว 1,180,000 บาท แต่ถ้าได้เครดิต 30 วันเท่ากับที่ให้ลูกค้า จะเหลือราว 400,000 บาท


จ้างพนักงานเพิ่ม 1 คน จุดคุ้มทุนขยับเท่าไหร่

จุดคุ้มทุนจะขยับขึ้นเท่ากับต้นทุนเต็มของพนักงานหารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน บริษัท ก จะจ้างเซลส์เงินเดือน 20,000 บาท ต้นทุนเต็มเมื่อรวมประกันสังคม โบนัสเฉลี่ย และค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่งคือ 25,542 บาท จึงต้องขายเพิ่มประมาณ 102,168 บาทต่อเดือน หรือราว 5 ออเดอร์ขนาดเฉลี่ย

ต้นทุนเต็มของพนักงาน 1 คนต่อเดือนบาท
เงินเดือน20,000
เงินสมทบประกันสังคมส่วนนายจ้าง 5% (สูงสุด 875 บาท)875
โบนัสเฉลี่ย 1 เดือนต่อปี (20,000 ÷ 12)1,667
ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง3,000
รวม25,542

เงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท มาจากฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทที่ใช้ตั้งแต่ปี 2569 เงินเดือน 20,000 บาทจึงจ่ายเต็มเพดาน

ยอดขายที่ต้องเพิ่มคือ 25,542 ÷ 25% = 102,168 บาทต่อเดือน หรือ 1,226,016 บาทต่อปี และจุดคุ้มทุนใหม่ของบริษัทขยับเป็น 1,302,168 บาทต่อเดือน

เงินเดือนเป็นต้นทุนคงที่ ส่วนค่าคอม 3% ของเซลส์คนใหม่อยู่ในต้นทุนผันแปรอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนับซ้ำ

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนตรงนี้ควรเผื่อช่วงเริ่มงานด้วย เซลส์ใหม่มักใช้ 2 ถึง 3 เดือนกว่าจะปิดการขายได้ เป้าในเดือนถัดไปจึงควรสูงกว่า 102,168 บาท เพื่อชดเชยต้นทุนช่วงแรก

คนที่จ้างคำถามที่ต้องตอบ
เซลส์ยอดขายเพิ่มจากคนนี้ถึง 102,168 บาทต่อเดือนหรือไม่
พนักงานคลังหรือบัญชียอดขายปัจจุบันเกินกำลังทีมเดิมแล้วหรือยัง ถ้ายัง การจ้างคือการยกต้นทุนคงที่ขึ้นโดยยอดขายไม่เพิ่ม

ให้ส่วนลดหรือจัดโปรโมชัน จุดคุ้มทุนเปลี่ยนอย่างไร

ใช้สูตร จำนวนที่ต้องขายเพิ่ม = อัตรากำไรส่วนเกินเดิม ÷ (อัตรากำไรส่วนเกินเดิม – ส่วนลด) – 1 บริษัท ก มีอัตรากำไรส่วนเกิน 25% ถ้าลดราคา 10% ต้องขายจำนวนเพิ่ม 67% ถึงจะได้กำไรเท่าเดิม และจุดคุ้มทุนขยับจาก 60 เป็น 100 ออเดอร์ต่อเดือน

ตัวเลขสูงขนาดนี้เพราะส่วนลดตัดออกจากกำไรส่วนเกินทั้งก้อน ต้นทุนสินค้าไม่ได้ลดตาม

สินค้าราคา 100 บาทมีต้นทุนผันแปร 75 บาท ลด 10% เหลือ 90 บาท กำไรส่วนเกินจะเหลือ 15 บาท หายไป 40%

ส่วนลดกำไรส่วนเกินที่เหลือ (จาก 25 บาท)ต้องขายจำนวนเพิ่ม
5%20 บาท25%
10%15 บาท67%
15%10 บาท150%
20%5 บาท400%

ถ้าลดราคาทุกออเดอร์ 10% อัตรากำไรส่วนเกินจะเหลือ 15 ÷ 90 = 16.7% ยอดขายคุ้มทุนขยับจาก 1,200,000 เป็น 1,800,000 บาท

ลูกค้ารายหนึ่งของบริษัท ก มีอัตรากำไรส่วนเกินเท่าค่าเฉลี่ย 25% สั่งเดือนละ 400,000 บาท ให้กำไรส่วนเกิน 100,000 บาท แล้วขอลด 10%

ถ้าสั่งเท่าเดิม ลูกค้าจะจ่าย 360,000 บาท กำไรส่วนเกินเหลือ 60,000 บาท บริษัทเสียไป 40,000 บาทต่อเดือน

ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มจนยอดหลังส่วนลดถึง 600,000 บาทต่อเดือน บริษัทถึงจะได้กำไรส่วนเกิน 100,000 บาทเท่าเดิม

ทางเลือกที่เจ็บน้อยกว่าการลดราคาทั้งก้อน

  • ให้ส่วนลดเฉพาะยอดที่สั่งเกินระดับเดิม
  • ให้ส่วนลดแบบขั้นบันไดตามยอดสั่งรายไตรมาส
  • ให้ส่วนลดเงินสดเมื่อจ่ายเร็ว แลกกับเงินสดที่เข้าเร็วขึ้น

โปรโมชันแบบซื้อ 10 แถม 1 ก็คิดแบบเดียวกัน เท่ากับส่วนลด 9.1% ต้องขายจำนวนเพิ่มราว 57% ถึงจะคุ้ม

ถ้าค่าคอมและค่าธรรมเนียม 5 บาทคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย จะลดตามราคาด้วย ตัวเลขจริงจะดีกว่าตารางเล็กน้อย เช่น ลด 10% ต้องขายเพิ่มราว 61%


คำนวณจุดคุ้มทุนใน Excel

ทำได้ด้วยไฟล์เดียว ใส่ต้นทุนคงที่ อัตรากำไรส่วนเกิน ยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ ต้นทุนพนักงานใหม่ และส่วนลดไว้ในคอลัมน์ B แล้วใช้สูตรด้านล่าง ไฟล์นี้ตอบได้ทั้งยอดคุ้มทุน จำนวนออเดอร์ ยอดที่ต้องเพิ่มเมื่อจ้างคน และเมื่อให้ส่วนลด เมื่อตัวเลขตั้งต้นเปลี่ยน ผลลัพธ์ทุกช่องจะอัปเดตเอง

เซลล์ข้อมูลค่าของบริษัท ก
B1ต้นทุนคงที่ต่อเดือน300000
B2อัตรากำไรส่วนเกิน25%
B3ยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์20000
B4ต้นทุนเต็มของพนักงานใหม่25542
B5ส่วนลดที่จะให้10%
B6กำไรเป้าหมายต่อเดือน100000
ต้องการหาสูตร Excelผลลัพธ์
ยอดขายคุ้มทุน=B1/B21,200,000
ยอดคุ้มทุนรวม VAT=B1/B2*1.071,284,000
จำนวนออเดอร์คุ้มทุน=ROUNDUP(B1/(B2*B3),0)60
ยอดขายที่ต้องเพิ่มเมื่อจ้างคน=B4/B2102,168
จำนวนที่ต้องขายเพิ่มเมื่อลดราคา=B2/(B2-B5)-167%
ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย=(B1+B6)/B21,600,000

ถ้าต้องการเครื่องคิดเลขออนไลน์แบบเร็ว ใช้เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุนของธนาคารออมสินได้


สรุป – แค่รู้จุดคุ้มทุน ขายยังไงก็ไม่ขาดทุน

จุดคุ้มทุนคือยอดขายขั้นต่ำที่ธุรกิจต้องทำให้ได้ คำนวณจากต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ความแม่นขึ้นกับการแยกต้นทุนจากงบกำไรขาดทุนจริงและใช้ราคาก่อน VAT เมื่อมีตัวเลขนี้ คำถามเรื่องเป้ายอดขาย การจ้างคน และการให้ส่วนลด จะตอบได้ด้วยการคำนวณ ไม่ใช่ความรู้สึก

คำถามของเจ้าของคำตอบของบริษัท ก
ต้องขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน1,200,000 บาทต่อเดือนก่อน VAT
ดูยอดขายหรือจำนวนออเดอร์ยอดขายเป็นเป้าหลัก ออเดอร์แยกตามกลุ่มลูกค้า
แยกต้นทุนอย่างไรไม่หลอกตัวเองถามว่าถ้าไม่มีออเดอร์ยังต้องจ่ายไหม และไล่จากงบจริง
ต่อเดือนหรือทั้งปีเป้าทั้งปี 14,400,000 บาท แตกรายเดือนตามฤดูกาล
จ้างเพิ่ม 1 คนขายเพิ่ม 102,168 บาทต่อเดือน
ลดราคา 10%ขายจำนวนเพิ่ม 67%

ดูต้นทุนคงที่และผันแปรจากรายงานจริงทุกเดือน

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามผังบัญชี แล้วดูงบกำไรขาดทุนรายเดือนและรายงานลูกหนี้ได้ทันที ใช้ตัวเลขจริงคำนวณยอดคุ้มทุนได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องรวบรวมเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร

เรียกว่า Break Even Point ย่อว่า BEP ส่วนการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเรียกว่า Break Even Analysis และกำไรส่วนเกินเรียกว่า Contribution Margin

ธุรกิจบริการ คิดจุดคุ้มทุนอย่างไร

ใช้สูตรเดียวกัน แต่เปลี่ยนหน่วยเป็นชั่วโมง โปรเจกต์ หรือสัญญารายเดือน

ต้นทุนผันแปรคือค่าจ้างฟรีแลนซ์ต่อโปรเจกต์และค่าเดินทาง

ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าหักไว้ไม่ใช่ต้นทุน เพราะนำไปเครดิตภาษีได้ แต่ทำให้เงินสดเข้าน้อยกว่ายอดในใบแจ้งหนี้

ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนคงที่ไหม

ใช่ ค่าเสื่อมราคาของรถ เครื่องจักร และอุปกรณ์เป็นต้นทุนคงที่ แต่ไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออก จึงหักออกเมื่อคิดจุดคุ้มทุนเงินสด

อยากได้กำไรหลังภาษีปีละ 1 ล้านบาท ต้องขายเท่าไหร่

ต้องย้อนหากำไรก่อนภาษีก่อน

บริษัท ก เข้าเงื่อนไข SME (ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) กำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนเกินถึง 3 ล้านบาทเสีย 15% ตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากร

รายการต่อปีบาท
กำไรก่อนภาษีที่ต้องได้1,123,529
ภาษีเงินได้นิติบุคคล123,529
กำไรหลังภาษี1,000,000
ยอดขายที่ต้องทำ (3,600,000 + 1,123,529) ÷ 25%18,894,118

เฉลี่ยเดือนละประมาณ 1,574,510 บาท

ควรคำนวณจุดคุ้มทุนใหม่บ่อยแค่ไหน

อย่างน้อยทุกไตรมาส และทุกครั้งที่ราคาซัพพลายเออร์ ค่าเช่า จำนวนพนักงาน หรือส่วนผสมลูกค้าเปลี่ยน


ตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME และเงินสมทบประกันสังคมอ้างอิง ณ วันที่เผยแพร่ ควรใช้ข้อมูลจริงของกิจการและปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย