
รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร
รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คือ รายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งขายสินค้า ต้องจัดทำตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อบันทึกปริมาณสินค้าและวัตถุดิบที่รับเข้า จ่ายออก และคงเหลือของแต่ละสถานประกอบการ
หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่ารายงานสินค้าคงเหลือ หรือรายงานสต๊อกตามแบบสรรพากร
รายงานนี้ไม่ต้องยื่นส่งกรมสรรพากรทุกเดือนแบบ ภ.พ.30 แต่ต้องจัดทำไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้ตลอดเวลา รูปแบบและวิธีบันทึกเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ซึ่งกำหนดรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ในประกาศเดียวกัน
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จด VAT และขายสินค้า เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน
- เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้าไม่จัดทำหรือจัดทำไม่ถูกต้องมีโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 90
- ถ้านับสต๊อกแล้วสินค้าขาดจากรายงานโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย กรมสรรพากรถือว่าสินค้าส่วนที่ขาดถูกขายไปแล้ว ต้องเสีย VAT พร้อมเบี้ยปรับ
- ตัวเลขคงเหลือในรายงานเป็นฐานของสินค้าคงเหลือปลายงวดและต้นทุนขายในงบการเงิน ถ้ารายงานไม่ตรงกับของจริง กำไรในงบก็คลาดเคลื่อน
ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์และวัตถุดิบเบเกอรี่ที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้าน 2 สาขา ขายทั้งแป้ง เนย และพิมพ์อบขนม
รายงานตามแบบสรรพากรต่างจาก Stock Card และใบตรวจนับอย่างไร
ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน
| เอกสาร | ใครกำหนด | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| รายงานตามแบบสรรพากร | กฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฉบับที่ 89) | หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ |
| Stock Card (บัตรคุมสินค้า) | กิจการกำหนดเอง | ติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการในคลัง ใช้ภายใน |
| ใบตรวจนับสินค้า | กิจการกำหนดเอง | บันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับรายงาน |
ถ้า Stock Card ของกิจการบันทึกข้อมูลครบตามที่ประกาศกำหนดและแยกตามสถานประกอบการ ก็ใช้เป็นฐานทำรายงานตามแบบสรรพากรได้ ส่วนใบตรวจนับใช้ยืนยันว่าตัวเลขในรายงานตรงกับของจริง วิธีนับสต๊อกอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ
ใครต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าเป็นผู้จัดทำ ธุรกิจที่ให้บริการอย่างเดียวจึงไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนธุรกิจที่ทั้งขายสินค้าและให้บริการ ต้องทำรายงานสำหรับส่วนที่เป็นสินค้า
ธุรกิจบางประเภทมีรายงานตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว ประกาศจึงให้ใช้รายงานนั้นแทนได้
| ประเภทธุรกิจ | รายงานที่ใช้แทน |
|---|---|
| โรงเลื่อยและค้าไม้ | บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ |
| ค้าของเก่า | บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า |
| ร้านค้าปลอดอากร | บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร |
| ธุรกิจน้ำมัน | รายงานตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง |
ตัวแทนที่รับฝากขายสินค้าให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็มีหน้าที่ทำรายงานนี้สำหรับสินค้าที่รับฝากขายด้วย ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องหน้าที่ของตัวแทน
รายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง
ประกาศฉบับที่ 89 ให้บันทึกตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบที่รับเข้าและจ่ายออกจริง โดยมีเอกสารการรับและจ่ายประกอบทุกรายการ ในทางปฏิบัติรายงานจึงแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วน และควรเทียบหัวคอลัมน์กับแบบฟอร์มรายงานสินค้าและวัตถุดิบท้ายประกาศอีกครั้งก่อนใช้จริง
ส่วนหัวรายงาน
- ชื่อผู้ประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
- ชื่อสถานประกอบการ และระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่เท่าไร
- ชื่อ ประเภท ชนิด และขนาดของสินค้าหรือวัตถุดิบ
- ปริมาณนับเป็นหน่วยอะไร เช่น ถุง ก้อน ชิ้น กิโลกรัม
ส่วนรายการ
- วัน เดือน ปี ที่รับหรือจ่าย
- เลขที่เอกสารที่ใช้ประกอบการรับหรือจ่าย
- ปริมาณที่รับ ปริมาณที่จ่าย และปริมาณคงเหลือ
- หมายเหตุ เช่น โอนระหว่างสาขา รับคืน หรือเสียหาย
ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการมาก บันทึกรวมเป็นกลุ่มสินค้าแทนการแยกรายตัวได้ตามข้อ 9 วรรคสาม และถ้าบันทึกยอดรวมรายวัน ต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น
เอกสารที่ใช้ประกอบมักมีดังนี้
| ประเภทรายการ | เอกสารประกอบ |
|---|---|
| รับสินค้าที่ซื้อ | ใบกำกับภาษีซื้อ ใบส่งของ ใบรับสินค้า |
| จ่ายสินค้าที่ขาย | ใบกำกับภาษีขาย ใบส่งของ |
| โอนระหว่างสาขา | ใบโอนสินค้า |
| รับคืนจากลูกค้า | ใบลดหนี้ |
| เบิกวัตถุดิบไปผลิต | ใบเบิกวัตถุดิบ |
ต้องบันทึกเมื่อไร และต้องแยกตามสาขาไหม
ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหรือจ่ายสินค้า ตามข้อ 9 ของประกาศฉบับที่ 89 รายการที่รับหรือจ่ายวันจันทร์จึงต้องลงรายงานภายในวันพฤหัสบดี ถ้าไม่มีวันหยุดคั่น
กิจการที่มีหลายสถานประกอบการต้องทำรายงานแยกตามแต่ละสถานประกอบการตามข้อ 5 แม้จะได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 รวมกันก็ตาม ส่วนการแยกรายงานย่อยตามแผนกหรือประเภทสินค้าทำได้ตามข้อ 4
ในกรณีของคุณมิ้นท์ สาขา 1 และสาขา 2 ต้องมีรายงานของตัวเอง
เมื่อสาขา 1 โอนแป้งไปสาขา 2 รายงานของสาขา 1 บันทึกเป็นจ่ายออก และรายงานของสาขา 2 บันทึกเป็นรับเข้า โดยใช้ใบโอนสินค้าใบเดียวกันเป็นหลักฐาน ยอดรวมทั้งบริษัทจึงไม่เปลี่ยน แต่ยอดคงเหลือของแต่ละสาขาตรงกับของที่อยู่จริง
ตัวอย่างรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ตัวอย่างนี้เป็นรายงานของแป้งสาลีขนาด 1 กิโลกรัม สาขา 1 ของบริษัทคุณมิ้นท์ เดือนตุลาคม 2569 นับปริมาณเป็นถุง
ส่วนหัว: บริษัท มิ้นท์เบเกอรี่ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมติ) · เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-1055-xxxxx-xx-x · สาขาที่ 00001 · สินค้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ ถุง 1 กก. · หน่วย ถุง
| วันที่ | เลขที่เอกสาร | รายการ | รับ | จ่าย | คงเหลือ |
|---|---|---|---|---|---|
| 1 ต.ค. 69 | ยอดยกมา | 120 | |||
| 3 ต.ค. 69 | ใบกำกับภาษีซื้อ PI-6910-012 | ซื้อจากผู้ผลิต | 200 | 320 | |
| 5 ต.ค. 69 | ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-031 | ขายร้านขนมลูกค้าประจำ | 80 | 240 | |
| 12 ต.ค. 69 | ใบโอนสินค้า TR-6910-004 | โอนไปสาขา 2 | 50 | 190 | |
| 20 ต.ค. 69 | ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-077 | ขายส่งโรงเรียนสอนทำขนม | 90 | 100 | |
| 28 ต.ค. 69 | ใบลดหนี้ CN-6910-002 | รับคืนถุงชำรุดจากลูกค้า | 5 | 105 | |
| 31 ต.ค. 69 | รวมเดือนตุลาคม | 205 | 220 | 105 |
ยอดคงเหลือ 105 ถุงคือ 120 + 205 − 220 ถ้าวันที่ 31 ตุลาคม นับของจริงได้ 105 ถุงพอดี แปลว่ารายงานกับของในร้านตรงกัน ทุกบรรทัดผูกกับเลขที่เอกสาร เจ้าหน้าที่จึงสุ่มตรวจย้อนจากรายงานไปที่เอกสารได้ทันที
ถุงที่รับคืนเพราะชำรุดควรแยกไว้และหมายเหตุสภาพ ถ้าภายหลังต้องทำลาย ให้ทำเอกสารการทำลายและบันทึกจ่ายออกในรายงาน ไม่ปล่อยให้กลายเป็นสินค้าขาดตอนนับ
ทำรายงานสินค้าคงเหลือใน Excel ได้ไหม
ได้ ข้อ 10 ของประกาศฉบับที่ 89 ให้จัดทำรายงานด้วยวิธีพิมพ์หรือด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ และใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ตารางแบบตัวอย่างข้างบนจึงใช้เป็นแบบฟอร์มรายงานสต๊อกสินค้าใน Excel ได้ ถ้ามีข้อมูลครบตามแบบและแยกตามสถานประกอบการ
จุดที่ต้องระวังเมื่อใช้ Excel คือการแก้ตัวเลขย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกเดือนที่ปิดแล้ว เก็บไฟล์แยกตามเดือน และอย่าแก้ยอดยกมาให้ตรงกับของที่นับได้โดยไม่มีเอกสารประกอบ เพราะเท่ากับซ่อนสินค้าขาดไว้ในรายงาน
สินค้าขาดหรือเกินจากรายงานมีผลอย่างไร
สินค้าขาดจากรายงานมีผลทางภาษีโดยตรง ตามข้อหารือของกรมสรรพากร ถ้าตรวจนับแล้วสินค้าขาดจากรายงาน และไม่มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ให้ถือว่าสินค้าที่ขาดไปนั้นได้ขายแล้ว
| ประเด็น | หลักเกณฑ์ | มาตรา |
|---|---|---|
| สถานะของสินค้าที่ขาด | ถือว่าขาย | 77/1(8)(จ) |
| ฐานภาษี | ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ตรวจพบ | 79/3(3) |
| เบี้ยปรับ | 2 เท่าของภาษี | 89(10) |
| การขอลดเบี้ยปรับ | ขอลดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร | คำสั่ง ท.ป.81/2542 |
สมมติคุณมิ้นท์นับสต๊อกสิ้นปีแล้วพบแป้งสาลีสาขา 1 ขาดจากรายงาน 20 ถุง ราคาตลาดวันที่ตรวจพบถุงละ 45 บาท (ไม่รวม VAT) ตัวเลขนี้สมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|---|
| ฐานภาษีตามราคาตลาด | 20 × 45 | 900 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% | 900 × 7% | 63 |
| เบี้ยปรับ 2 เท่า ก่อนขอลด | 63 × 2 | 126 |
ตัวเลขดูไม่มากเพราะเป็นแป้งแค่ 20 ถุง แต่ถ้าเป็นสินค้าราคาสูงหรือขาดหลายรายการ ภาษีและเบี้ยปรับจะสูงตาม และยังต้องอธิบายส่วนต่างให้เจ้าหน้าที่ฟังทุกรายการ
ส่วนกรณีสินค้าเกินจากรายงาน มักแปลว่ามีการรับสินค้าเข้าโดยไม่ได้บันทึก หรือบันทึกจ่ายมากเกินจริง ผลคือรายงานไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนด ควรตรวจหาเอกสารรับเข้าที่ตกหล่นและบันทึกให้ครบ แทนการปรับยอดในรายงานลอย ๆ
ป้องกันสินค้าขาดจากรายงานอย่างไร
ทางป้องกันที่ได้ผลคือทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของสินค้ามีเอกสาร และนับของจริงเทียบรายงานเป็นระยะ
- บันทึกรับและจ่ายภายใน 3 วันทำการทุกครั้ง ไม่รอทำรวมสิ้นเดือน
- ทำใบโอนสินค้าทุกครั้งที่ย้ายของระหว่างสาขา
- สินค้าเสียหาย หมดอายุ หรือถูกขโมย ให้ทำเอกสารและหลักฐานไว้ทันทีที่พบ เพื่อใช้พิสูจน์ว่าไม่ได้ขาย
- นับสต๊อกสินค้าราคาสูงหรือเคลื่อนไหวเร็วถี่กว่าสินค้าอื่น แล้วกระทบยอดกับรายงานทุกเดือน แนวทางวางระบบดูได้ที่บทความ จัดการสต๊อกสินค้า
ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานสินค้าคงเหลือ
จากประสบการณ์ จุดที่ทำให้กิจการเสียภาษีจากสินค้าขาดบ่อยที่สุดไม่ใช่การขโมย แต่เป็นสินค้าเสียหายหรือแจกเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้ทำเอกสาร พอถึงวันนับจึงไม่มีหลักฐานอธิบายส่วนที่หายไป
- รายงานต้องเก็บไว้ ณ สถานประกอบการไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 และอธิบดีอาจกำหนดให้เก็บนานกว่านั้นได้แต่ไม่เกิน 7 ปี (ข้อหารือกรมสรรพากร) ถ้าจะเก็บที่อื่นต้องขออนุมัติตามคำสั่ง ท.ป.116/2545
- กิจการที่ยังไม่จด VAT ไม่มีหน้าที่ตามมาตรา 87(3) แต่ยังต้องรู้ยอดสินค้าคงเหลือเพื่อปิดงบการเงิน การทำรายงานรูปแบบเดียวกันไว้ตั้งแต่แรกช่วยให้เปลี่ยนผ่านง่ายเมื่อต้องจด VAT
- ตัวเลขคงเหลือในรายงานบอกปริมาณ ส่วนมูลค่าสินค้าคงเหลือในงบการเงินต้องคิดตามวิธีตีราคาที่กิจการเลือก อ่านต่อได้ที่บทความ การตีราคาสินค้าคงเหลือ
สรุป – รายงานสินค้าและวัตถุดิบต้องจำอะไรบ้าง
รายงานนี้ไม่ต้องส่งทุกเดือน แต่เป็นเอกสารแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ขอดูเมื่อมาตรวจสต๊อก ตัวเลขในรายงานต้องตรงกับของจริงและมีเอกสารรองรับทุกบรรทัด
- ผู้ประกอบการจด VAT ที่ขายสินค้าต้องทำตามมาตรา 87(3) และประกาศฉบับที่ 89
- บันทึกปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ พร้อมเลขที่เอกสาร ภายใน 3 วันทำการ และแยกตามสถานประกอบการ
- ทำใน Excel หรือโปรแกรมบัญชีได้ ใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษ และเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- สินค้าขาดโดยพิสูจน์ไม่ได้ถือว่าขาย เสีย VAT จากราคาตลาดและเบี้ยปรับ 2 เท่า
ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 3 รายการ นับของจริงที่ร้าน แล้วเทียบกับยอดคงเหลือในรายงานของเดือนล่าสุด ถ้าไม่ตรง ให้ไล่หาเอกสารที่ขาดก่อนสิ้นปี
การบันทึกรับจ่ายสินค้าภายใน 3 วันทำการแยกทุกสาขาด้วยมือใช้เวลามากและพลาดง่าย
โปรแกรมบัญชี PEAK ตัดสต๊อกจากเอกสารซื้อขายที่บันทึกในระบบ และพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือตามช่วงวันที่เป็นไฟล์ Excel โดยเลือกแสดงเฉพาะสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวได้
ดูรายละเอียดฟีเจอร์ได้ที่รายงานสต๊อกสินค้าใน PEAK ขั้นตอนอยู่ในคู่มือพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือใน PEAK และใช้คู่มือกระทบยอดรายงานสินค้าคงเหลือกับงบทดลองตรวจความถูกต้องก่อนปิดงบ
ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- กรมสรรพากร – ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89)
- กรมสรรพากร – ข้อหารือ สินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- กรมสรรพากร – ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องตัวแทนจัดทำรายงานตามมาตรา 87
- กรมสรรพากร – ข้อหารือ รายงานสินค้าและวัตถุดิบไม่ถูกต้อง โทษตามมาตรา 90
- กรมสรรพากร – ข้อหารือ ระยะเวลาเก็บรักษารายงานตามมาตรา 87/3
- กรมสรรพากร – คำสั่ง ท.ป.116/2545 การเก็บรายงานและเอกสารนอกสถานประกอบการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
รายงานสินค้าคงเหลือต้องส่งสรรพากรไหม
ไม่ต้องส่งเป็นประจำ แต่ต้องจัดทำและเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ขอตรวจได้ทุกเมื่อ ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือน
ต้องเก็บรายงานไว้นานแค่ไหน
เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงาน ถ้าจะเก็บที่อื่นต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน
ธุรกิจบริการต้องทำรายงานนี้ไหม
ถ้าให้บริการอย่างเดียวและไม่ได้ขายสินค้า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนด แต่ถ้าขายสินค้าด้วย เช่น ร้านซ่อมที่ขายอะไหล่ ต้องทำรายงานสำหรับสินค้าส่วนนั้น
ไม่ทำรายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรมีโทษอะไร
ผู้ประกอบการที่ไม่จัดทำหรือจัดทำรายงานไม่ถูกต้องมีโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อหารือของกรมสรรพากร และถ้าสินค้าขาดจากรายงานยังต้องเสีย VAT พร้อมเบี้ยปรับตามที่อธิบายไว้ข้างบน
บันทึกยอดขายรวมทั้งวันแทนรายใบได้ไหม
ได้ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 9 ให้บันทึกยอดรวมรายวันได้ โดยต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการยังบันทึกเป็นกลุ่มสินค้าได้ด้วย
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
