sku คือ

ขายเสื้อยืดสีขาว 3 ไซส์ สีดำ 3 ไซส์ สีกรม 3 ไซส์ รวมแล้ว 9 รายการ พอลูกค้าสั่งมา “เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L” ต้องค้นหาจากรายการทั้งหมด ถ้าไม่มีรหัสกำกับก็สับสนง่าย ยิ่งสินค้าเยอะยิ่งวุ่น

SKU คือ ตัวช่วยแก้ปัญหานี้ บทความนี้อธิบายว่า SKU คืออะไร ตั้งยังไงให้ใช้ง่าย ต่างจาก Barcode ตรงไหน พร้อมตัวอย่างจาก 3 ธุรกิจจริง และเชื่อมกับระบบบัญชีอย่างไร

SKU (Stock Keeping Unit) คืออะไร

SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลตรงตัวว่า “หน่วยเก็บรักษาสต็อก” คือรหัสที่ผู้ขายตั้งขึ้นเองเพื่อใช้ระบุสินค้าแต่ละรายการอย่างเฉพาะเจาะจง โดยรหัส 1 ตัวจะหมายถึงสินค้า 1 รูปแบบเท่านั้น

ตัวอย่าง: เสื้อยืดรุ่นเดียวกันแต่สีขาว ไซส์ M กับสีดำ ไซส์ L จะมี SKU คนละตัว เพราะเป็นคนละรายการในสต็อก แม้ว่าจะเป็นเสื้อยืดรุ่นเดียวกันก็ตาม

SKU ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละร้านตั้งรหัสเองได้ตามที่สะดวก ต่างจาก Barcode ที่มีมาตรฐานสากล (UPC, EAN) กำหนดโดยองค์กร GS1

SKU ต่างจาก Barcode (UPC) ยังไง

SKUBarcode (UPC/EAN)
ใครตั้งร้านค้า/บริษัท ตั้งเององค์กรสากล (GS1) กำหนด
รูปแบบตัวอักษร + ตัวเลข อิสระตัวเลข 12-13 หลัก
ซ้ำกันได้ไหมซ้ำข้ามร้านได้ (แต่ละร้านตั้งเอง)ไม่ซ้ำ ทั่วโลก
ใช้กับอะไรจัดการสต็อกภายในร้านสแกนจ่ายเงินหน้าร้าน ค้นหาสินค้าสากล
ค่าใช้จ่ายฟรี (ตั้งเอง)ต้องสมัครสมาชิก GS1

เรียกง่าย ๆ ว่า SKU เป็น “รหัสภายใน” ที่แต่ละร้านตั้งเอง ส่วน Barcode เป็น “รหัสสากล” ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เริ่มจาก SKU ก่อน แล้วค่อยทำ Barcode เมื่อต้องขายผ่านห้างหรือ Modern Trade

ทำไม SME ต้องใช้ SKU

ร้านค้าที่มีสินค้าแค่ 5-10 รายการอาจยังไม่จำเป็น แต่พอมี 50 รายการขึ้นไป การจัดการด้วยชื่อสินค้าอย่างเดียวเริ่มมีปัญหา

ลองนึกภาพร้านเสื้อผ้าที่มี 200 รายการ (20 รุ่น × 5 สี × 2 ไซส์) ลูกค้าสั่ง “เสื้อยืดสีดำ L” ทางออนไลน์ พนักงานเปิดหาในระบบพิมพ์ “เสื้อยืดสีดำ” ขึ้นมา 10 รายการ ไม่รู้ว่าอันไหนรุ่นที่ลูกค้าสั่ง หยิบผิดรุ่น ส่งผิด ต้องรับคืน เสียค่าขนส่ง 2 เที่ยว ถ้าตั้ง SKU ไว้ พิมพ์ “TS-RN-BLK-L” ก็เจอตัวเดียวทันที

SKU ช่วยให้ค้นหาสินค้าได้เร็ว ช่วยนับสต็อกได้แม่นยำ เพราะแต่ละรหัสสินค้ามีจำนวนแยกชัดเจน ช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้ว่า SKU ไหนขายดี SKU ไหนค้างสต็อก และช่วยให้ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติทำงานถูกต้อง เพราะรหัสไม่ซ้ำกัน

วิธีตั้งรหัส SKU ให้ใช้ง่ายและไม่ซ้ำ

หลักการสำคัญ: รหัสควรบอกข้อมูลสินค้าได้ในตัว อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเปิดดูรายละเอียดเพิ่ม

สูตรแนะนำ: [หมวดหมู่]-[รุ่น/ชื่อ]-[สี]-[ขนาด]

ข้อกำหนด: ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ + ตัวเลข ไม่ใช้ภาษาไทย (เพราะระบบบางตัวไม่รองรับ) ไม่ใช้อักขระพิเศษ (/, #, &) ความยาว 6-16 ตัวอักษร ไม่ซ้ำกันในร้าน และไม่ขึ้นต้นด้วย 0 (บาง Excel ตัด 0 นำหน้าออก)

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตั้ง SKU: ตั้งรหัสเป็นตัวเลขอย่างเดียว เช่น “001” “002” → อ่านไม่รู้ว่าสินค้าอะไร ต้องเปิดดูทุกครั้ง ใช้ภาษาไทยในรหัส เช่น “เสื้อ-ดำ-L” → ระบบหลายตัว (Shopee, Lazada, POS) ไม่รองรับ ตั้งรหัสยาวเกิน 16 ตัว เช่น “TSHIRT-ROUNDNECK-BLACK-LARGE-2569” → พิมพ์ยาก สแกนยาก ใช้ช่องว่าง (space) ในรหัส → ระบบบางตัวตัดออกทำให้รหัสเพี้ยน ใช้ขีด (-) แทน

ตัวอย่างการตั้ง SKU สำหรับธุรกิจ SME

ตัวอย่างที่ 1: ร้านเสื้อผ้า

สินค้าSKUอธิบาย
เสื้อยืดคอกลม สีขาว ไซส์ MTS-RN-WHT-MTS=T-Shirt, RN=Round Neck, WHT=White, M=Medium
เสื้อยืดคอกลม สีดำ ไซส์ LTS-RN-BLK-L
เสื้อโปโล สีน้ำเงิน ไซส์ XLPL-NVY-XLPL=Polo, NVY=Navy

ตัวอย่างที่ 2: ร้านขายอาหารแห้ง

สินค้าSKUอธิบาย
ข้าวหอมมะลิ 5 กก.RICE-JAS-5KGRICE=ข้าว, JAS=Jasmine
น้ำมันพืช 1 ลิตรOIL-VEG-1LOIL=น้ำมัน, VEG=Vegetable
น้ำปลา 700 มล.SAUCE-FISH-700ML

ตัวอย่างที่ 3: ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน

สินค้าSKUอธิบาย
กระดาษ A4 80 แกรม (รีม)PPR-A4-80GPPR=Paper
ปากกาลูกลื่น สีน้ำเงินPEN-BP-BLUBP=Ballpoint, BLU=Blue
หมึกพิมพ์ HP 680 สีดำINK-HP680-BLK

SKU กับการคำนวณต้นทุนสินค้าในระบบบัญชี

SKU ไม่ได้มีประโยชน์แค่จัดการสต็อก ยังเชื่อมกับระบบบัญชีโดยตรง เพราะเมื่อขายสินค้า 1 SKU ระบบต้องรู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มีต้นทุนเท่าไร

ถ้าสินค้า SKU เดียวกันซื้อเข้ามาหลายล็อต ราคาต่างกัน ต้นทุนขายจะคำนวณด้วยวิธี FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) หรือ Weighted Average (ถัวเฉลี่ย)

ตัวอย่าง: SKU “TS-RN-WHT-M” ซื้อเข้ามา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ตัว ราคา 80 บ. ล็อตสอง 100 ตัว ราคา 90 บ. พอขาย 1 ตัว ราคา 150 บ.

ถ้าใช้ FIFO: ต้นทุน = 80 บ. (ใช้ล็อตแรก) → กำไร = 150 – 80 = 70 บ. ถ้าใช้ Weighted Average: ต้นทุน = (8,000 + 9,000) ÷ 200 = 85 บ. → กำไร = 150 – 85 = 65 บ.

กำไรต่างกัน 5 บาทต่อชิ้น ถ้าขาย 1,000 ชิ้น ผลต่างจะเป็น 5,000 บาท ซึ่งกระทบภาษีเงินได้ด้วย

การตั้ง SKU ที่ดีจึงช่วยให้ระบบบัญชีคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น และมูลค่าสินค้าคงเหลือได้ถูกต้อง ถ้าไม่มี SKU หรือ SKU ซ้ำกัน ระบบจะคำนวณผิดทันที

จัดการ SKU ให้เชื่อมกับ Shopee/Lazada ด้วย PEAK

ถ้าขายสินค้าหลายช่องทาง (หน้าร้าน + Shopee + Lazada + TikTok Shop) ปัญหาที่พบบ่อยคือ รหัสสินค้า Shopee (Seller SKU) ไม่ตรงกับรหัสใน Lazada และรหัสในระบบบัญชี ทำให้สต็อกไม่ sync นับสต็อกผิด ขายเกิน ต้องยกเลิกออเดอร์ เสียรีวิวร้าน

วิธีป้องกัน: ตั้ง SKU ในระบบหลัก (เช่น PEAK) ก่อน แล้วใช้รหัสเดียวกันกรอกเป็น Seller SKU ใน Shopee Lazada และ TikTok Shop ทุกแพลตฟอร์ม ห้ามตั้งรหัสต่างกัน

PEAK Account เชื่อมกับ Shopee, Lazada ได้โดยตรง ตั้ง SKU ครั้งเดียวใช้ได้ทุกช่องทาง ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อขาย คำนวณต้นทุนสินค้า FIFO ให้ทันที และลงบัญชีต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SKU

SKU ซ้ำกันได้ไหม

ภายในร้านเดียวกัน ซ้ำไม่ได้ เพราะ SKU 1 ตัวต้องหมายถึงสินค้า 1 รายการเท่านั้น ถ้าซ้ำระบบจะสับสนว่าหมายถึงสินค้าตัวไหน สต็อกจะผิดทันที แต่ข้ามร้านซ้ำได้ เพราะ SKU เป็นรหัสภายในแต่ละร้าน ไม่ใช่รหัสสากล

สินค้า 1 ชนิด มีกี่ SKU

ได้หลาย SKU ขึ้นอยู่กับจำนวน variant ตัวอย่าง: เสื้อยืด 1 รุ่น มี 3 สี × 3 ไซส์ = 9 SKU ถ้าเพิ่มสีใหม่ก็เพิ่ม SKU ตามไปด้วย

Seller SKU ใน Shopee/Lazada คืออะไร

คือช่อง SKU ที่ผู้ขายกรอกเองในระบบ Shopee/Lazada เพื่อให้ตรงกับรหัสสินค้าในระบบจัดการสต็อกของร้าน ถ้าใช้ PEAK ควรตั้ง Seller SKU ให้ตรงกับ SKU ใน PEAK เพื่อให้ระบบ sync สต็อกอัตโนมัติ

ร้านค้าเล็ก ๆ ต้องใช้ SKU ไหม

ไม่บังคับ แต่แนะนำอย่างยิ่งถ้ามีสินค้าตั้งแต่ 20 รายการขึ้นไป เพราะจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการนับสต็อกและค้นหาสินค้า ยิ่งร้านโตยิ่งจำเป็น เริ่มตั้ง SKU ตั้งแต่ต้นจะดีกว่ามาตั้งทีหลังเมื่อสินค้าเยอะแล้ว


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยจัดการบัญชี ภาษี

About Author