
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2570 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร และสำคัญอย่างไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund หรือ EWF) คือ กองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 ที่ลูกจ้างจ่าย “เงินสะสม” และนายจ้างจ่าย “เงินสมทบ” ทุกเดือน แล้วคืนเงินให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน หรือให้ทายาทเมื่อลูกจ้างเสียชีวิต
กองทุนอยู่ในความดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ส่วนที่บังคับให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินทุกเดือนเพิ่งกำหนดวันเริ่มในช่วงหลัง และถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง
เรื่องนี้สำคัญต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง 3 ด้าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ควรละเลย
- เป็นภาระบังคับของนายจ้าง กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่ได้จัดสวัสดิการแทนตามที่กฎหมายกำหนดต้องเข้าร่วม ส่งช้ามีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน
- กระทบระบบเงินเดือนทุกงวด ต้องเพิ่มรายการหักในสลิป บัญชีค้างจ่าย และกำหนดนำส่งใหม่
- ลูกจ้างมีเงินก้อนเมื่อออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออกหรือถูกเลิกจ้าง เป็นหลักประกันระยะสั้นที่ไม่ต้องรอเกษียณ
ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณโอ๊ต เจ้าของบริษัทผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ส่งโรงงานอาหารและเครื่องสำอาง มีพนักงาน 14 คน เป็นพนักงานประจำ 8 คน เงินเดือนคนละ 20,000 บาท และพนักงานรายวัน 6 คน ค่าจ้างวันละ 400 บาท ทำงานเดือนละ 26 วัน
บริษัทของคุณโอ๊ตยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าจ้างรวมทั้งบริษัทอยู่ที่เดือนละ 222,400 บาท
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเงินเมื่อไหร่?
ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่กระทรวงแรงงานเสนอ ให้เลื่อนวันเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจาก 1 ตุลาคม 2569 ไปเป็น 1 มกราคม 2570
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักกี่เปอร์เซ็นต์?
ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่ากัน คิดจากค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคน ตามร่างกฎกระทรวงที่ ครม. รับหลักการ
| ช่วงเวลา (ตามมติ ครม. 14 ต.ค. 2569) | ลูกจ้าง | นายจ้าง | รวม |
|---|---|---|---|
| 5 ปีแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2570 | 0.25% | 0.25% | 0.50% |
| ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575 | 0.5% | 0.5% | 1.0% |
กฎหมายแม่บทคือมาตรา 131 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดเพดานไว้ว่าอัตราที่ออกเป็นกฎกระทรวงต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ตัวเลข 3% หรือ 5% ที่เห็นในบางแหล่งจึงเป็นเพดานหรือข้อมูลเก่า ไม่ใช่อัตราที่ต้องจ่ายจริง ทั้งนี้ นายจ้างควรรอประกาศเริ่มใช้งานกฏหมายอย่างแน่ชัด โดยตัวเลขในบทความนี้ จะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเท่านั้น
ค่าจ้างที่ใช้คิดคือค่าจ้างตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน และค่าจ้างตามผลงาน ส่วนเงินที่ไม่แน่นอนอย่างโบนัสไม่นำมาคิด ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเพดานฐานค่าจ้างแบบประกันสังคม
ตัวอย่างคำนวณเงินเดือนและค่าจ้างรายวัน
| ค่าจ้างต่อเดือน | ลูกจ้างจ่าย (0.25%) | นายจ้างจ่าย (0.25%) | คิดรวมกันเป็น (บาท) |
|---|---|---|---|
| 15,000 | 37.50 | 37.50 | 75 |
| 25,000 | 62.50 | 62.50 | 125 |
| 50,000 | 125 | 125 | 250 |
บริษัทของคุณโอ๊ตคิดรายคนแล้วรวมกันดังนี้
| กลุ่ม | ค่าจ้างต่อคนต่อเดือน | เงินสะสมต่อคน | จำนวนคน | เงินสะสมรวม |
|---|---|---|---|---|
| รายเดือน | 20,000 | 50 | 8 | 400 |
| รายวัน | 400 × 26 = 10,400 | 26 | 6 | 156 |
| รวม | ค่าจ้างรวม 222,400 | – | 14 | 556 |
ลูกจ้างทั้งบริษัทถูกหักรวม 556 บาท และคุณโอ๊ตจ่ายเงินสมทบอีก 556 บาท รวมนำส่งเดือนละ 1,112 บาท
ต้นทุนส่วนนายจ้างทั้งปีคือ 556 × 12 = 6,672 บาท ซึ่งเทียบกับค่าจ้างรวมทั้งปีแล้วน้อยมาก
สำหรับพนักงานรายวัน ยิ่งจำนวนวันทำงานน้อย จำนวนเงินที่ต้องส่งก็น้อยตาม ส่วนของพนักงานที่เข้ามาเริ่มงานหรือลาออกกลางเดือน ให้คิดจากค่าจ้างที่จ่ายจริงในงวดนั้น
ยอดที่หักต่อคนมักเป็นทศนิยม เช่น 37.50 บาท ควรกำหนดวิธีปัดเศษให้เหมือนกันทุกงวด และให้ยอดในสลิป ยอดในบัญชี และยอดที่นำส่งตามแบบ สกล.3 ตรงกันทุกบาท เพราะยอดที่ไม่ตรงกันเพียงไม่กี่สตางค์ก็ทำให้ต้องตามแก้ทั้งรายชื่อ
ใครต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และใครได้รับยกเว้น?
ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเป็นสมาชิกกองทุน ยกเว้นกิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดสวัสดิการให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง
| กลุ่ม | ต้องเข้าไหม |
|---|---|
| กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป | ต้องเข้า |
| กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน | ยังไม่บังคับ จะบังคับเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด แต่สมัครใจเข้าได้ถ้านายจ้างยินยอม |
| กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือสวัสดิการแทนตามกฎกระทรวง | ได้รับยกเว้นตามเงื่อนไข (ดูหัวข้อย่อยถัดไป) |
| งานที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานไม่ใช้บังคับหรือใช้บังคับบางส่วน | ขึ้นกับประเภทงาน ควรตรวจกับ กสร. |
การนับ 10 คนนับลูกจ้างทุกคนที่มีสัญญาจ้างกับกิจการ รวมพนักงานทดลองงานและพนักงานรายวัน บริษัทของคุณโอ๊ตมีพนักงานออฟฟิศรายเดือน 8 คนกับพนักงานฝ่ายผลิตรายวัน 6 คน รวม 14 คน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้า แม้พนักงานรายเดือนจะไม่ถึง 10 คนก็ตาม
ผู้ที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ที่รับจ้างทำของ ผู้รับเหมา และกรรมการที่ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้าง ไม่นับรวม
มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วต้องจ่ายไหม?
ถ้าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กิจการไม่ต้องจ่ายเข้า EWF แต่ถ้ามีลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ยังไม่ผ่านทดลองงานหรือเลือกไม่สมัคร ลูกจ้างกลุ่มนั้นยังต้องเข้า EWF ซึ่งเป็นแนวทางที่สำนักกฎหมายและสำนักบัญชีหลายแห่งอธิบายตรงกัน
หลักเกณฑ์ละเอียดอยู่ในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 ซึ่งกำลังถูกแก้ไขให้มีผล 1 มกราคม 2570 พร้อมวันเริ่มเก็บเงิน
ตัวอย่าง ถ้าคุณโอ๊ตตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เฉพาะพนักงานออฟฟิศ 8 คน พนักงานฝ่ายผลิต 6 คนยังต้องเข้า EWF ตามปกติ อัตราและวิธีคิดของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอ่านต่อได้ที่บทความ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร
ลูกจ้างได้เงินคืนเมื่อไร และได้เท่าไร?
มาตรา 133 กำหนดว่าเมื่อลูกจ้างออกจากงาน กองทุนจะจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลของเงินทั้ง 2 ส่วนให้ลูกจ้าง ไม่ว่าจะลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ส่วนของนายจ้างขึ้นกับอายุงาน
| กรณี | ผู้รับเงิน | ได้เงินอะไร |
|---|---|---|
| ลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ | ลูกจ้าง | เงินสะสม + เงินสมทบ + ดอกผล ครบทั้งหมด |
| ลูกจ้างเสียชีวิต | ผู้ที่ลูกจ้างระบุไว้เป็นหนังสือ ถ้าไม่ได้ระบุ ให้บุตร สามีหรือภรรยา บิดาและมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ คนละเท่า ๆ กัน | เงินทั้งหมดในบัญชี |
เงินก้อนนี้เป็นคนละส่วนกับค่าชดเชยที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้ง 2 อย่างไม่ได้ใช้แทนกัน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจึงได้ทั้งค่าชดเชยตามอายุงานและเงินจากกองทุน
ตัวอย่าง พนักงานฝ่ายขายของคุณโอ๊ตที่เงินเดือน 20,000 บาท ทำงานครบ 2 ปีแล้วลาออก จะมีเงินสะสม 50 × 24 = 1,200 บาท และเงินสมทบอีก 1,200 บาท รวม 2,400 บาท บวกดอกผลที่กองทุนประกาศ
ลูกจ้างที่ย้ายงานไปอยู่กิจการอื่นก็ยังได้รับเงินก้อนนี้ตอนออกจากที่เดิม ไม่ต้องรอให้ครบอายุงาน และเมื่อเริ่มงานใหม่ที่เข้าเกณฑ์ ก็เริ่มสะสมใหม่กับนายจ้างรายใหม่
ขั้นตอนและระยะเวลาการขอรับเงินเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการกองทุน ลูกจ้างควรเก็บหนังสือรับรองการทำงานหรือหลักฐานการออกจากงานไว้ใช้ยื่น และนายจ้างควรให้ลูกจ้างระบุผู้รับประโยชน์ไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ากองทุน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคมอย่างไร?
ทั้ง 3 กองทุนหักจากเงินเดือนเหมือนกัน แต่มีหน้าที่และภาคบังคับต่างกัน กิจการหนึ่งอาจต้องจ่ายมากกว่า 1 กองทุนพร้อมกัน
| ประเด็น | EWF | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ | ประกันสังคม |
|---|---|---|---|
| บังคับไหม | บังคับกิจการ 10 คนขึ้นไปที่ไม่ได้รับยกเว้น | ตามความสมัครใจของพนักงาน | บังคับนายจ้างทุกราย ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป |
| อัตราต่อฝ่าย | 0.25% แล้วเป็น 0.5% | 2–15% ของค่าจ้าง | 5% ของค่าจ้าง ตามฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด |
| ผู้ดูแล | กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน | บริษัทจัดการกองทุน ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. | สำนักงานประกันสังคม |
| ได้เงินเมื่อไร | ออกจากงานทุกกรณี หรือเสียชีวิต | ออกจากงาน เกษียณ เสียชีวิต (ส่วนนายจ้างตามอายุงาน) | ตามสิทธิประโยชน์ 7 กรณี |
| แทนกันได้ไหม | แทนได้ด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการตามกฎกระทรวง | – | แทนไม่ได้ ต้องจ่ายทุกกรณี |
ประกันสังคมเป็นภาระที่ต้องจ่ายแยกเสมอ บริษัทของคุณโอ๊ตจึงต้องหักทั้งประกันสังคมและ EWF ในงวดเดียวกัน สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมแต่ละกรณีดูได้ที่บทความ เช็คสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 39 40
ส่วนฐานค่าจ้างและเพดานเงินสมทบประกันสังคมปีล่าสุดดูได้ที่บทความ ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ซึ่งต่างจาก EWF ที่ยังไม่มีเพดานฐานค่าจ้าง
นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนจนนำส่งเงิน?
หน้าที่ของนายจ้างแบ่งเป็นงานครั้งแรกกับงานทุกเดือน ใช้เวลาเตรียมไม่นาน แต่พลาดแล้วมีเงินเพิ่มทุกเดือน
- นับลูกจ้างและเช็กข้อยกเว้น นับทุกคนที่มีสัญญาจ้าง ดูว่ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครอบคลุมใครบ้าง
- ขึ้นทะเบียนและยื่นรายชื่อลูกจ้าง ใช้แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) สำหรับกิจการที่อยู่ในบังคับ หรือ สกล.3/1 สำหรับกิจการที่สมัครใจ ผ่านสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือระบบ e-Service ของ กสร.
- แจ้งลูกจ้าง อธิบายอัตราที่หัก และให้ลูกจ้างระบุผู้รับประโยชน์
- ตั้งรายการหักในระบบเงินเดือน หักทุกงวดที่จ่ายค่าจ้าง รวมพนักงานรายวัน
- นำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่งเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมแบบ สกล.3 ทุกเดือน
- แจ้งเปลี่ยนแปลง เมื่อมีลูกจ้างเข้าใหม่หรือออก
กำหนดนำส่งวันที่ 15 มาจากระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่ม พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ซึ่งให้ส่ง “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสะสม”
ส่งช้าหรือไม่ส่งมีโทษอะไร?
ระเบียบฉบับเดียวกันกำหนดผลของการส่งช้าหรือไม่ครบไว้ชัดเจน
| สถานการณ์ | ผล |
|---|---|
| ส่งช้าหรือส่งไม่ครบ | เสียเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของยอดที่ค้าง เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็น 1 เดือน (ข้อ 7) |
| หักเงินลูกจ้างไม่ครบ | นายจ้างต้องจ่ายส่วนที่ขาดเอง พร้อมเงินเพิ่ม (ข้อ 8) |
| ค้างไม่จ่าย | พนักงานตรวจแรงงานมีหนังสือเตือนให้จ่ายภายในเวลาที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 30 วัน (ข้อ 9) |
ถ้าบริษัทของคุณโอ๊ตลืมส่งยอด 1,112 บาทของเดือนหนึ่งไป 2 เดือน จะเสียเงินเพิ่ม 1,112 × 5% × 2 = 111.20 บาท ตัวเลขดูไม่มาก แต่สะสมทุกเดือนที่ค้าง และเป็นหลักฐานการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือผูกวันนำส่งเข้ากับรอบงานเงินเดือน เช่น จ่ายค่าจ้างวันสิ้นเดือน แล้วกำหนดวันนำส่ง EWF ไว้ไม่เกินวันที่ 10 ของเดือนถัดไป เหลือเวลาสำรองอีก 5 วันถ้าระบบหรือเอกสารมีปัญหา และใช้วันเดียวกับวันตรวจยอดค้างจ่ายในบัญชี
บันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอย่างไร?
ในแต่ละงวดมี 3 รายการที่เกี่ยวกับ EWF ตัวอย่างนี้ใช้ค่าจ้างรวมของบริษัทคุณโอ๊ต 222,400 บาท และตัดรายการหักอื่น เช่น ประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกเพื่อให้ดูง่าย
| รายการ | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| 1. จ่ายค่าจ้างและหักเงินสะสม | เงินเดือนและค่าจ้าง 222,400 | เงินสะสม EWF ค้างจ่าย 556 · เงินฝากธนาคาร 221,844 |
| 2. บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง | เงินสมทบ EWF 556 | เงินสะสม EWF ค้างจ่าย 556 |
| 3. นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป | เงินสะสม EWF ค้างจ่าย 1,112 | เงินฝากธนาคาร 1,112 |
บัญชีที่ต้องเพิ่มในผังบัญชีมี 2 บัญชี คือ เงินสมทบ EWF (ค่าใช้จ่าย) และเงินสะสม EWF ค้างจ่าย (หนี้สินหมุนเวียน ใช้พักทั้งส่วนลูกจ้างและนายจ้างจนกว่าจะนำส่ง) ยอดค้างจ่ายควรเป็นศูนย์หลังวันที่ 15 ของทุกเดือน ถ้าไม่เป็นศูนย์แปลว่ามีงวดที่ยังไม่ได้ส่ง
เรื่องภาษี ณ วันที่เขียนยังไม่พบหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรที่ออกมาเฉพาะสำหรับเงินสะสม EWF ทั้งเรื่องลดหย่อนของลูกจ้างและการหักรายจ่ายของนายจ้าง ควรตรวจกับผู้สอบบัญชีก่อนปิดงบ
รายการหักในสลิปควรแยกบรรทัด “EWF” หรือ “กองทุนสงเคราะห์ฯ” ออกจากประกันสังคมให้ชัด รายละเอียดว่าสลิปต้องมีข้อมูลอะไรบ้างอ่านต่อได้ที่บทความ สลิปเงินเดือน
ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
จากที่เห็นในทางปฏิบัติ ปัญหาของกิจการเล็กไม่ได้อยู่ที่ยอดเงิน เพราะต้นทุนต่อเดือนต่ำมาก แต่อยู่ที่ลืมหักพนักงานรายวันและลืมนำส่งให้ทันวันที่ 15
- วันที่และอัตราตามมติ ครม. 14 ต.ค. 2569 ยังเป็นร่าง ควรติดตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนเริ่มหักจริง
- กิจการที่ลูกจ้างจะถึง 10 คนในอนาคต ควรนับใหม่ทุกครั้งที่รับคนเพิ่ม เพราะเกณฑ์อาจเปลี่ยนจากไม่บังคับเป็นบังคับกลางปี
- เก็บหลักฐานการนำส่งและแบบ สกล.3 ของทุกเดือนไว้ใช้ยืนยันกับพนักงานตรวจแรงงานและผู้สอบบัญชี
- กิจการที่จัดสวัสดิการเมื่อออกจากงานเองแทนการเข้ากองทุน ต้องทำตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขเองได้อิสระ ควรให้ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานตรวจก่อนใช้แทน
- เมื่ออัตราเพิ่มเป็น 0.5% ในปี 2575 ต้นทุนส่วนนายจ้างจะเพิ่มเป็น 2 เท่า ควรตั้งค่าอัตราในระบบเงินเดือนให้แก้ได้ง่าย
สรุป – กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องเข้าใจอะไรบ้าง?
EWF เป็นภาระเล็กในแง่ตัวเงิน แต่เป็นภาระบังคับที่ต้องทำทุกงวดเงินเดือน และมีเงินเพิ่มถ้าส่งช้า
- ครม. มีมติ 14 ต.ค. 2569 ให้เลื่อนเริ่มเก็บเงินเป็น 1 มกราคม 2570 ร่างกฎหมายยังรอประกาศ
- ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้างใน 5 ปีแรก แล้วเพิ่มเป็น 0.5% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2575
- บังคับกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังต้องเข้ากองทุนนี้
- นำส่งพร้อมแบบ สกล.3 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่งช้าเสียเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน
- ลูกจ้างได้เงินคืนครบทั้งส่วนของตัวเองและนายจ้างเมื่อออกจากงานทุกกรณี
ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองนับลูกจ้างทุกคนที่มีสัญญาจ้างรวมพนักงานรายวัน แล้วคำนวณยอดหักต่อเดือนแบบตารางของคุณโอ๊ต จะรู้ทันทีว่ากิจการต้องเข้าหรือไม่และต้องเตรียมเงินเท่าไร
ความยุ่งยากจริงอยู่ที่ต้องหัก 0.25% ทุกคนทุกงวด รวมพนักงานรายวันที่ค่าจ้างไม่เท่ากันทุกเดือน แล้วนำส่งให้ทันวันที่ 15 ถ้าทำด้วยมือ ตัวเลขผิดง่ายและพลาดแต่ละครั้งมีเงินเพิ่ม
PEAK Payroll มีการตั้งค่า EWF ในหน้าตั้งค่าทั่วไปคู่กับประกันสังคม ใช้รายการเงินหักในงวดเงินเดือน และบันทึกบัญชีเงินเดือนเข้า PEAK อัตโนมัติ ดูภาพรวมระบบได้ที่คู่มือระบบเงินเดือนใน PEAK Payroll
ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK
แหล่งอ้างอิง:
- ราชกิจจานุเบกษา – ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่ม พ.ศ. 2567
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา – กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ พ.ศ. 2568
- Thai PBS – ครม.เลื่อนเก็บเงินกองทุนฯ 3 เดือน เริ่ม 1 ม.ค. 2570 (14 ต.ค. 2569)
- ราชกิจจานุเบกษา – กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567
- ฐานเศรษฐกิจ – มติ ครม. เลื่อนเก็บเงินสะสมและเงินสมทบถึง 1 ม.ค. 2570
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (มาตรา 126–138)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กองทุนนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างภาษาอังกฤษเรียกว่า Employee Welfare Fund ย่อว่า EWF ระบบออนไลน์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ใช้ชื่อนี้
ลูกจ้างเลือกไม่เข้ากองทุนได้ไหม?
ไม่ได้ ถ้ากิจการอยู่ในเกณฑ์บังคับและลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การเป็นสมาชิกเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่ความสมัครใจของลูกจ้างแต่ละคน
พนักงานทดลองงานและพนักงานรายวันต้องถูกหักไหม?
ต้องหัก เพราะเป็นลูกจ้างที่มีสัญญาจ้างกับกิจการ พนักงานรายวันคิดจากค่าจ้างที่ได้จริงในเดือนนั้น และทั้ง 2 กลุ่มนับรวมในเกณฑ์ 10 คนด้วย
กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คนเข้ากองทุนเองได้ไหม?
ได้ ถ้านายจ้างยินยอม ให้ยื่นแบบ สกล.3/1 สำหรับการเข้าร่วมโดยสมัครใจ ส่วนการบังคับกิจการขนาดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด
ลาออกหรือถูกเลิกจ้างได้เงินคืนเต็มไหม?
ได้เต็ม ทั้งเงินสะสม เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผล ไม่ว่าออกจากงานด้วยเหตุใด ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ส่วนของนายจ้างขึ้นกับอายุงาน
นายจ้างที่หักเงินลูกจ้างไปแล้วในเดือนตุลาคม 2569 ต้องทำอย่างไร?
ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ประกาศชัดเจน เพราะการเลื่อนเป็นมติ ครม. ที่ยังรอออกกฎหมาย ให้บันทึกยอดที่หักไว้แยกเป็นเงินค้างจ่าย ยังไม่ปิดบัญชี แล้วสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ว่าต้องคืนลูกจ้างหรือนำส่ง
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
