โบนัส คือ
Table of Contents

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการ SME หลายคนต้องตัดสินใจว่า จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเท่าไร ใช้สูตรอะไร และต้องจัดการเรื่องภาษีกับบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องรายจ่ายทางภาษีที่มักถูกมองข้าม

โบนัสคืออะไร

เงินโบนัส คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน โดยมักจ่ายปีละครั้ง หรือตามรอบที่กิจการกำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หลายกิจการใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับทีม

โบนัสกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ส่วนโบนัสไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย

ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้าไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่จ่ายโบนัส ไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน

โบนัส ค่าคอมมิชชัน และ Incentive ต่างกันอย่างไร

เจ้าของกิจการหลายคนสับสนสามคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันทั้งวิธีจ่ายและจังหวะ

  • เงินรางวัลพิเศษ จ่ายตามรอบ เช่น ปีละครั้ง ไม่ผูกกับยอดขาย
  • ค่าคอมมิชชัน จ่ายเป็นสัดส่วนจากยอดขาย ทุกครั้งที่ปิดการขาย
  • Incentive จ่ายเป็นรางวัลจูงใจระยะสั้น เช่น ทำยอดถึงเป้าเดือนนี้

ในทางภาษี ทั้งสามอย่างเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกันหมด

โบนัสมีกี่ประเภท

การจ่ายเงินโบนัสแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อทั้งแรงจูงใจพนักงานและภาษีของกิจการ

รูปแบบที่ 1 แบบการันตี (Guaranteed Bonus)

แบบการันตี คือ เงินรางวัลที่กำหนดจ่ายแน่นอนตามสัญญาจ้าง เช่น “ได้เงินพิเศษ 1 เดือนทุกปี” ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือพนักงานมีความมั่นคง แต่ข้อเสียคือไม่ได้ผูกกับผลงาน จึงอาจไม่กระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น

รูปแบบที่ 2 ตามผลงาน (Performance-Based)

แบบตามผลงาน คือ การจ่ายโบนัสที่ผูกกับเกณฑ์ที่วัดได้ เช่น KPI ยอดขาย จำนวนชิ้นงาน หรือคะแนนประเมิน ใครทำผลงานดีก็ได้มากกว่า และสามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่ได้คิดจากผลกำไร

รูปแบบที่ 3 ตามกำไรสุทธิ (Profit-Sharing)

แบบตามกำไรสุทธิ คือ การคำนวณจากกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี เช่น ปีนี้มีกำไร 2 ล้านบาท จัดสรร 10% เป็นเงินรางวัลให้ทีม

เจ้าของกิจการต้องระวังว่า แบบนี้มีผลทางภาษี (รายละเอียดอยู่ใน section “บันทึกบัญชีและภาษี” ด้านล่าง)

วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่างตัวเลข

สูตรคำนวณขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กิจการเลือกใช้ ลองดูตัวอย่าง 3 แบบที่ใช้กันบ่อย

1. สูตรคำนวณแบบ X เดือน

นี่คือแบบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด คำนวณง่ายเพราะยึดจากเงินเดือน

เงินพิเศษ = เงินเดือน × จำนวนเดือนที่กำหนด

ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท กิจการจ่ายโบนัส 1.5 เดือน

25,000 × 1.5 = 37,500 บาท

2. สูตรคำนวณตามผลงาน (KPI-Based)

เงินพิเศษ = เงินเดือน × อัตราตามผลงาน KPI

ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้

  • KPI ตั้งแต่ 90% ขึ้นไป ได้รับเงินพิเศษ 2 เดือน
  • KPI 70-89% ได้รับ 1 เดือน
  • KPI ต่ำกว่า 70% ได้รับ 0.5 เดือน

พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ KPI 85% จะได้รับเงินพิเศษ 1 เดือน เท่ากับ 30,000 บาท

3. สูตรคำนวณตามกำไร (Profit-Sharing)

เงินรางวัลรวม = ยอดจัดสรร × สัดส่วนของพนักงานแต่ละคน

ตัวอย่าง กิจการจัดสรรเงิน 500,000 บาท ให้พนักงาน 10 คน แบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน คนที่เงินเดือนสูงกว่าได้มากกว่า

แบบนี้ต้องดูเรื่องภาษีให้ดี เพราะอาจเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม (รายละเอียดใน section ถัดไป)

กิจการต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานหรือไม่

กฎหมายแรงงานไม่ได้บังคับให้กิจการต้องจ่ายเงินพิเศษนี้ เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

แต่ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานระบุไว้ชัดเจน เช่น “จ่ายโบนัสปีละ X เดือน” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น ถ้าไม่จ่าย ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องได้

เจ้าของกิจการ SME จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต

วิธีตั้งงบโบนัสสำหรับ SME

ก่อนจ่ายเงินพิเศษ เจ้าของกิจการควรวางแผนงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนไม่ได้

วิธีง่ายที่สุด คือ ตั้งงบเป็นสัดส่วนของรายได้รวม เช่น กำหนดไว้ 3-5% ของรายได้ทั้งปี แล้วแบ่งให้พนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น

อีกเรื่องที่สำคัญคือ ควรกำหนดเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพราะนอกจากกระตุ้นพนักงานได้ดีกว่าแล้ว ยังนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อีกด้วย

โบนัสกับการบันทึกบัญชีและภาษี

เรื่องบัญชีและภาษีเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม แต่ถ้าจัดการไม่ถูก อาจเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจ่าย

  • จ่ายตามผลงานหรือเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า เช่น KPI เป้าขาย นำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
  • คิดจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี ถือเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีนิติบุคคล

ถ้าอยากให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องกำหนดเกณฑ์จากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ และทำเป็นระเบียบบริษัทไว้ให้ชัดเจน

บันทึกค้างจ่ายอย่างไร

ถ้ากิจการจ่ายโบนัสในเดือนมกราคม แต่เป็นของผลงานปีก่อน ต้องบันทึกเป็น “ค้างจ่าย” ในงบของปีก่อน

ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.) — ตั้งค้างจ่าย

รายการเดบิตเครดิต
ค่าใช้จ่ายเงินรางวัลพนักงานxxx
เงินรางวัลค้างจ่ายxxx

เมื่อจ่ายจริง (ม.ค. ปีถัดไป) — ล้างค้างจ่าย

รายการเดบิตเครดิต
เงินรางวัลค้างจ่ายxxx
เงินฝากธนาคารxxx

ถ้าใช้ PEAK Payroll สามารถตั้งค่ารายการและเลือกบัญชีที่ผูกไว้ได้ ระบบจะช่วยบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ลดโอกาสบันทึกผิด

สรุป สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำเรื่องโบนัส

  1. โบนัสไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องจ่าย ยกเว้นระบุในสัญญา
  2. เลือกเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพื่อนำเป็นรายจ่ายภาษีได้
  3. ตั้งงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปี
  4. บันทึกค้างจ่ายให้ถูกรอบบัญชี

จัดการเงินเดือนและเงินพิเศษให้เป็นระบบด้วย PEAK

ถ้าคุณต้องจัดการเงินเดือนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้พนักงาน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน ออกสลิป สร้างไฟล์ ภ.ง.ด.1 และบันทึกรายการเงินพิเศษได้ในระบบเดียว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโบนัส

โบนัส 1.5 เดือน คือเท่าไร

เอาเงินเดือนคูณ 1.5 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ได้ 30,000 บาท ส่วนที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลข 1.5 เดือนนี้คิดจากเงินเดือนฐานเท่านั้น ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยง ยกเว้นกิจการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบ

ลาออกก่อนจ่ายโบนัส ได้ไหม

ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกิจการ ส่วนใหญ่กำหนดว่าพนักงานต้องมีสถานะอยู่จนถึงวันจ่าย ถ้าลาออกก่อน มักไม่มีสิทธิได้รับ แต่ถ้าสัญญาจ้างไม่ได้ระบุเงื่อนไขนี้ อาจเรียกร้องได้

โบนัสต้องหักประกันสังคมไหม

ไม่ต้อง เพราะเงินพิเศษนี้ไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามนิยามของกฎหมายประกันสังคม ที่หมายถึงค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติเท่านั้น เงินรางวัลเป็นเงินจูงใจ ไม่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม

โบนัสต้องหักภาษีไหม

ต้องหัก เพราะเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนของเดือนที่จ่าย แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

บริหารข้อมูลพนักงานอย่างมืออาชีพด้วยฟังก์ชัน PEAK Payroll

About Author