Table of Contents

เมื่อยอดขายชะลอตัว แต่หนี้ที่ต้องจ่ายยังคงเท่าเดิม ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกเหมือนอยู่ในทางตัน ปัญหาสภาพคล่องไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพราะธุรกิจ SME ทั่วโลกเผชิญสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือการหาทางออกที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

การปรับโครงสร้างหนี้คือหนึ่งในทางออกที่ผู้ประกอบการ B2B ควรรู้จัก บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมาย วิธีเจรจากับเจ้าหนี้ทั้งธนาคารและคู่ค้า ไปจนถึงผลกระทบทางภาษีและบัญชีที่หลายคนมองข้าม


การปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร (Debt Restructuring)

การปรับโครงสร้างหนี้คือการเจรจาตกลงกับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมให้เหมาะสมกับความสามารถของธุรกิจมากขึ้น อาจเป็นการขยายเวลา ลดดอกเบี้ย หรือปรับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแต่ละงวด

เป้าหมายหลักคือช่วยให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องปิดกิจการ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็ยังได้รับเงินคืนแม้จะใช้เวลานานขึ้น ถือเป็นทางออกแบบ win-win ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติ

ทำไม SME ถึงควรพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้

ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากเลือกที่จะแบกหนี้ไว้เงียบ ๆ แทนที่จะเจรจากับเจ้าหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งที่ยิ่งรอนาน ดอกเบี้ยยิ่งพอกพูน และอำนาจต่อรองยิ่งลดลง

การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจล้มเหลว ตรงกันข้าม มันแสดงให้เจ้าหนี้เห็นว่าคุณมีแผนจัดการหนี้อย่างมืออาชีพ

5 สัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาสภาพคล่อง

หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ควรเริ่มพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้

สัญญาณสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
จ่ายเจ้าหนี้ไม่ทันกำหนดต้องขอเลื่อนจ่าย Supplier ทุกเดือน
กระแสเงินสดติดลบต่อเนื่องรายจ่ายมากกว่ารายรับ 3 เดือนขึ้นไป
จ่ายได้เฉพาะดอกเบี้ย ไม่ตัดเงินต้นยอดหนี้ไม่ลดลงเลยแม้จ่ายทุกเดือน
เริ่มกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่าวนลูปหนี้ซ้อนหนี้
ยอดขายลดลงแต่ภาระหนี้เท่าเดิมสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ

การปรับโครงสร้างหนี้มีกี่วิธี ประเภทที่ SME ต้องรู้

การปรับโครงสร้างหนี้มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสถานะธุรกิจและข้อตกลงกับเจ้าหนี้ ต่อไปนี้คือ 5 วิธีที่พบบ่อยที่สุดสำหรับ SME

การขยายระยะเวลาชำระหนี้

ยืดระยะเวลาผ่อนให้ยาวขึ้น เช่น จากเดิม 5 ปี เป็น 8 ปี ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง เหมาะกับธุรกิจที่ยังมีรายได้สม่ำเสมอแต่ไม่เพียงพอจ่ายงวดเดิม

การลดอัตราดอกเบี้ย

เจรจาให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลง เช่น จาก 8% เหลือ 5% ต่อปี ช่วยลดภาระดอกเบี้ยทั้งสัญญา วิธีนี้ธนาคารมักพิจารณาอนุมัติเมื่อเห็นว่าลูกหนี้ยังมีศักยภาพชำระ

การแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap)

เจ้าหนี้แปลงมูลค่าหนี้เป็นหุ้นในบริษัทแทน วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจ B2B ที่มีศักยภาพเติบโตสูง แต่ติดปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว ข้อควรระวังคือเจ้าของกิจการจะมีสัดส่วนหุ้นลดลง

การพักชำระหนี้ (Moratorium)

หยุดจ่ายเงินต้นหรือดอกเบี้ยชั่วคราว เช่น 6-12 เดือน เพื่อให้ธุรกิจฟื้นตัวก่อน วิธีนี้เป็นที่นิยมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดย ธปท. มักมีมาตรการสนับสนุน

การ Haircut หรือลดมูลค่าหนี้

เจ้าหนี้ยอมลดยอดหนี้ลงบางส่วน เช่น หนี้ 10 ล้านบาท ลดเหลือ 7 ล้านบาท มักเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ประเมินแล้วว่าการลดหนี้ยังดีกว่าการฟ้องล้มละลายที่อาจไม่ได้คืนเลย


ขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ประกอบการ

การปรับโครงสร้างหนี้ที่สำเร็จต้องเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่โทรไปขอเลื่อนจ่าย ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรทำตาม

ขั้นตอนที่ 1: ประเมินสถานะหนี้และกระแสเงินสดทั้งหมด

ก่อนเริ่มการปรับโครงสร้างหนี้ ต้องรวบรวมยอดหนี้ทั้งหมดทั้งหนี้ธนาคารและหนี้การค้า (Accounts Payable) จากนั้นดูกระแสเงินสดย้อนหลัง 6-12 เดือนว่ารายรับ-รายจ่ายเป็นอย่างไร คุณต้องรู้ตัวเลขจริงก่อนเจรจา

การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ดึงรายงาน AR/AP และกระแสเงินสดได้ทันที ไม่ต้องรอนักบัญชีรวมข้อมูลหลายวัน

ขั้นตอนที่ 2: จัดลำดับเจ้าหนี้และหนี้ที่ต้องเจรจา

ไม่ใช่หนี้ทุกก้อนที่ต้องเจรจาพร้อมกัน ให้จัดลำดับตามความเร่งด่วน

ลำดับประเภทหนี้เหตุผล
เร่งด่วนหนี้ธนาคารที่ใกล้ผิดนัดกระทบเครดิตบูโรโดยตรง
สำคัญหนี้การค้า (AP) กับ Supplier หลักกระทบ supply chain ถ้า Supplier หยุดส่งสินค้า
รอได้หนี้ระยะยาวที่ยังจ่ายปกติยังไม่จำเป็นต้องเจรจาตอนนี้

ขั้นตอนที่ 3: เตรียมแผนและ Checklist เอกสารก่อนเจรจา

เจ้าหนี้ต้องการเห็นว่าคุณมีแผนชำระหนี้ที่เป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่ขอผ่อนผัน

เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี, รายงานกระแสเงินสด, ประมาณการรายได้ 12 เดือนข้างหน้า, แผนการชำระหนี้ใหม่พร้อมตัวเลขที่ชัดเจน และหนังสือชี้แจงสาเหตุที่ธุรกิจประสบปัญหา

ขั้นตอนที่ 4: เจรจากับเจ้าหนี้ พร้อมเทคนิคที่ควรรู้

เทคนิคเจรจาแตกต่างกันตามประเภทเจ้าหนี้

เจรจากับธนาคาร

  • ติดต่อฝ่ายปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยตรง ไม่ใช่สาขาทั่วไป
  • แสดงตัวเลขให้เห็นว่าแผนใหม่ธนาคารจะได้เงินคืนมากกว่าการฟ้องร้อง
  • เสนอทางเลือก 2-3 แผนให้ธนาคารเลือก เพื่อให้รู้สึกว่ามีอำนาจตัดสินใจ

เจรจากับเจ้าหนี้การค้า (Supplier)

  • ติดต่อก่อนครบกำหนดจ่าย ไม่ใช่หลังผิดนัดแล้ว
  • เสนอจ่ายบางส่วนก่อนเพื่อแสดงความจริงใจ
  • เจรจาขยายเครดิตเทอมจากเดิม 30 วัน เป็น 60-90 วัน

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • หายไปไม่ติดต่อ เพราะจะทำให้เจ้าหนี้สูญเสียความเชื่อมั่นและอาจฟ้องร้องทันที
  • เจรจาปากเปล่าโดยไม่มีตัวเลขรองรับ เจ้าหนี้ต้องการเห็นแผนที่เป็นรูปธรรม

ขั้นตอนที่ 5: ลงนามข้อตกลงและติดตามผล

เมื่อตกลงเงื่อนไขใหม่ได้แล้ว ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ จากนั้นติดตามการชำระหนี้ตามแผนใหม่อย่างเคร่งครัด หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ให้แจ้งเจ้าหนี้ทันทีก่อนที่จะผิดนัดอีกครั้ง


ตัวอย่าง: SME ที่ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ

บริษัท สยามเทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจค้าส่งวัสดุก่อสร้าง มีหนี้ธนาคาร 15 ล้านบาท และหนี้การค้ากับ Supplier อีก 8 ล้านบาท เมื่อยอดขายลดลง 40% จึงเริ่มจ่ายหนี้ไม่ไหว

สิ่งที่ผู้บริหารเลือกทำ ได้แก่ รวบรวมงบการเงินและ Cash Flow ทั้งหมด, เจรจากับธนาคารขอขยายระยะเวลาจาก 5 ปีเป็น 8 ปีพร้อมลดดอกเบี้ย, เจรจากับ Supplier หลัก 3 ราย ขอขยาย credit term เป็น 90 วัน

ผลลัพธ์จากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้คือยอดผ่อนต่อเดือนลดลง 35% กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกภายใน 4 เดือน และธุรกิจยังดำเนินต่อได้โดยไม่สูญเสียความสัมพันธ์กับคู่ค้า


ผลกระทบทางภาษีและบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้

หลายผู้ประกอบการมุ่งเน้นแต่การเจรจาลดหนี้ แต่ลืมดูผลกระทบทางภาษีและบัญชีที่ตามมา ส่วนนี้เป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

เมื่อเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ (Haircut) ส่วนต่างที่ได้รับยกเว้นถือเป็นรายได้ตามประมวลรัษฎากร ตัวอย่างเช่น

รายการจำนวน (บาท)
หนี้เดิม10,000,000
หนี้ใหม่หลังเจรจา7,000,000
ส่วนต่าง (รายได้ทางภาษี)3,000,000

ส่วนต่าง 3 ล้านบาทนี้ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมไม่เกิน 5 รอบบัญชี สามารถนำมาหักกลบได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรา 65 ตรี (12) ประมวลรัษฎากร)

การบันทึกบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรฐาน NPAEs

สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) การบันทึกบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้แยกตามกรณี ดังนี้

จากตัวอย่าง Haircut ในหัวข้อก่อนหน้า (หนี้ 10 ล้านบาท ลดเหลือ 7 ล้านบาท) การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้

รายการDr. (บาท)Cr. (บาท)
เจ้าหนี้เงินกู้10,000,000
เงินสด (จ่ายชำระ)7,000,000
รายได้อื่น (กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้)3,000,000

กรณีแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap) เช่น หนี้ 5 ล้านบาท แปลงเป็นหุ้นสามัญ

รายการDr. (บาท)Cr. (บาท)
เจ้าหนี้เงินกู้5,000,000
ทุนจดทะเบียน (หุ้นสามัญ)5,000,000

กรณีขยายระยะเวลาชำระหนี้ ไม่ต้องบันทึกรายการใหม่ แต่ต้องปรับตารางชำระหนี้ (Amortization Schedule) ให้ตรงกับเงื่อนไขใหม่ และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

การบันทึกบัญชีทั้งหมดอ้างอิงมาตรฐาน NPAEs บทที่ 9 เรื่องหนี้สิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี TFAC)

ผลต่อ VAT และหัก ณ ที่จ่าย

การปรับโครงสร้างหนี้ไม่กระทบ VAT โดยตรง เพราะไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการใหม่ แต่หากต้องตัดหนี้สูญในภายหลัง ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) เรื่องหลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญทางภาษี

ส่วนหัก ณ ที่จ่ายอาจเกี่ยวข้องเมื่อจ้างที่ปรึกษาทางการเงินหรือทนายความช่วยเจรจา ต้องหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด เช่น ค่าที่ปรึกษาหัก 3% ค่าทนายความหัก 3% ของค่าบริการ

ข้อมูลภาษีเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ


ปรับโครงสร้างหนี้แล้วเครดิตบูโรเป็นอย่างไร

ข้อมูลเครดิตบูโรจัดเก็บโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 เมื่อปรับโครงสร้างหนี้ สถานะบัญชีจะเปลี่ยนเป็นรหัสปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แทนที่จะเป็นค้างชำระหรือหนี้เสีย

สถาบันการเงินมองว่าสถานะนี้ดีกว่าหนี้เสียมาก เพราะแสดงว่าลูกหนี้ยังมีเจตนาชำระ หากชำระตามเงื่อนไขใหม่สม่ำเสมอ ประวัติจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลา

เครื่องมือติดตามสภาพคล่องหลังปรับโครงสร้างหนี้

หลังปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการติดตามสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ธุรกิจกลับไปอยู่ในจุดเดิม

สิ่งที่ควรทำได้แก่ ดูรายงาน Cash Flow ทุกสัปดาห์ ตรวจสอบยอด AR/AP ที่ค้างอยู่ และเปรียบเทียบรายรับจริงกับประมาณการ ระบบวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมการเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรายงานประจำเดือน


สรุป: การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของธุรกิจ

ธุรกิจที่เจรจาเร็วมักได้เงื่อนไขดีกว่าธุรกิจที่รอจนผิดนัดชำระ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ประเมินสถานะหนี้ทั้งหมด จัดลำดับเจ้าหนี้ เตรียมตัวเลขให้พร้อม และอย่าลืมคำนวณผลกระทบทางภาษีก่อนเซ็นข้อตกลงใหม่

พร้อมจัดการการเงินธุรกิจให้เป็นระบบ

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ติดตามรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และเอกสารทางบัญชีได้ครบจบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างหนี้กับรีไฟแนนซ์ต่างกันตรงไหน

การปรับโครงสร้างหนี้คือเจรจาเปลี่ยนเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนรีไฟแนนซ์คือการกู้จากแหล่งใหม่มาปิดหนี้เก่า รีไฟแนนซ์เหมาะกับธุรกิจที่ยังมีเครดิตดีพอกู้ใหม่ได้ แต่การปรับโครงสร้างหนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่กู้ใหม่ไม่ได้แล้ว

ปรับโครงสร้างหนี้ใช้เวลานานเท่าไร

โดยทั่วไปการเจรจากับธนาคารใช้เวลา 1-3 เดือนนับจากยื่นเอกสาร สำหรับหนี้การค้ากับ Supplier มักตกลงกันได้เร็วกว่า อาจใช้เวลาเพียง 2-4 สัปดาห์

ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างหนี้มีอะไรบ้าง

อาจมีค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ค่าทนายความ (ถ้าต้องร่างสัญญาใหม่) และค่าธรรมเนียมธนาคารบางกรณี สำหรับการเจรจากับเจ้าหนี้การค้าส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ปรับโครงสร้างหนี้กับแผนฟื้นฟูกิจการต่างกันอย่างไร

การปรับโครงสร้างหนี้เป็นการเจรจาตกลงกันนอกศาล ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการต้องดำเนินการผ่านศาลล้มละลายกลาง มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและใช้เวลานานกว่ามาก เหมาะกับกรณีที่เจรจาตกลงกันเองไม่ได้

SME ปรับโครงสร้างหนี้เองได้ไหม หรือต้องมีที่ปรึกษา

ได้ครับ SME สามารถเจรจากับเจ้าหนี้ได้เอง โดยเฉพาะหนี้การค้ากับ Supplier แต่สำหรับหนี้ธนาคารจำนวนมากหรือมีความซับซ้อนทางกฎหมาย การมีที่ปรึกษาทางการเงินช่วยจะเพิ่มโอกาสสำเร็จ

ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกู้เงินใหม่ได้ไหม

ได้ แต่อาจต้องรอระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปหลังปรับโครงสร้างหนี้แล้วชำระตามเงื่อนไขใหม่สม่ำเสมอ 6-12 เดือน สถาบันการเงินจะเริ่มพิจารณาสินเชื่อใหม่ได้ แต่วงเงินและเงื่อนไขอาจไม่เท่าเดิม


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

เริ่มต้นใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK