
ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าหรือขายของออนไลน์คงเคยเจอแบบนี้ สินค้าต้นทุนชิ้นละ 100 บาท แต่พอบวกค่าขนส่งเข้าไป ต้นทุนจริงกลับพุ่งไปถึง 130 บาท กำไรที่คิดไว้หายไปเกือบครึ่ง ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะหลายคนมองข้ามค่า Shipping ตอนวางแผนราคาขาย
Shipping คือการขนส่งสินค้าจากจุดต้นทางไปยังจุดปลายทาง ครอบคลุมตั้งแต่เตรียมสินค้า จัดทำเอกสาร ผ่านพิธีการศุลกากร ไปจนถึงส่งมอบถึงมือผู้รับ ไม่ว่าจะส่งพัสดุในประเทศหรือนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Shipping ทั้งสิ้น
บทความนี้อธิบาย Shipping ในมุมที่ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจจริง ครอบคลุมประเภทการขนส่ง Incoterms ที่กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย วิธีบันทึกบัญชี และเทคนิคลดต้นทุนที่ SME นำไปใช้ได้ทันที
Shipping กับ Logistics ต่างกันตรงไหน
Shipping เป็นส่วนหนึ่งของ Logistics ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Shipping เน้นที่การเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุด A ไปจุด B ส่วน Logistics ครอบคลุมกว้างกว่า ทั้งจัดการคลังสินค้า วางแผนเส้นทาง จัดการสต็อก ไปจนถึงกระจายสินค้า
ยกตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สั่งสินค้าจากจีนมาขายในไทย ส่วนที่เป็น Shipping คือการขนส่งจากโรงงานจีนมาถึงคลังสินค้าในไทย ส่วน Logistics คือทุกอย่าง ตั้งแต่วางแผนสั่งซื้อ จัดเก็บสต็อก กระจายไปหน้าร้าน จนถึงส่งให้ลูกค้า
ในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก มักมีบริษัทชิปปิ้ง หรือ Shipping Agent ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดการขนส่งและพิธีการศุลกากรให้ ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องดำเนินการเอง
ประเภทการขนส่งสินค้าที่ต้องรู้
การเลือกประเภทการขนส่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและระยะเวลา ผู้ประกอบการต้องเลือกให้เหมาะกับสินค้าและงบประมาณของตัวเอง
การขนส่งทางเรือ (Sea Freight)
เหมาะกับสินค้าจำนวนมากที่ไม่เร่งด่วน เช่น วัตถุดิบ สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้า bulk ค่าขนส่งต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกวิธี แต่ใช้เวลานาน โดยเฉลี่ยจากจีนมาไทยใช้เวลาประมาณ 5-14 วัน
การขนส่งทางอากาศ (Air Freight)
เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงหรือต้องส่งด่วน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยา อาหารสด ใช้เวลา 1-3 วัน แต่ค่าขนส่งสูงกว่าทางเรือหลายเท่า ผู้ประกอบการควรเลือกใช้เฉพาะเมื่อมูลค่าสินค้าคุ้มกับค่าขนส่ง
การขนส่งทางบก (Land Freight)
เหมาะกับการขนส่งในประเทศหรือข้ามพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา มีทั้งรถบรรทุก รถไฟ และรถตู้คอนเทนเนอร์ ข้อดีคือเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและระยะทาง
การขนส่งพัสดุ (Parcel/Express Shipping)
เหมาะกับธุรกิจ e-commerce ที่ส่งสินค้าชิ้นเล็กถึงมือลูกค้ารายบุคคล ผู้ให้บริการอย่าง Kerry, Flash Express, ไปรษณีย์ไทย รับจัดส่งตั้งแต่พัสดุเล็กไปจนถึงสินค้าขนาดกลาง ค่าบริการคิดตามน้ำหนักและขนาด
เปรียบเทียบประเภทการขนส่ง
| ประเภท | ค่าขนส่ง | ระยะเวลา | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| ทางเรือ | ต่ำสุด | 5-30 วัน | สินค้าจำนวนมาก ไม่เร่ง |
| ทางอากาศ | สูงสุด | 1-3 วัน | สินค้ามูลค่าสูง ต้องส่งด่วน |
| ทางบก | ปานกลาง | 1-7 วัน | ในประเทศ ข้ามพรมแดน |
| พัสดุ | ตามชิ้น | 1-5 วัน | e-commerce ส่งถึงลูกค้า |
Shipping ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจอย่างไร
ค่า Shipping ไม่ใช่แค่ค่าส่งของธรรมดา แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุนสินค้าที่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง ถ้าไม่คิดค่า Shipping รวมเข้าไปตั้งแต่ต้น ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่คุ้มทุน
องค์ประกอบของค่า Shipping
ค่า Shipping ไม่ได้มีแค่ค่าขนส่งอย่างเดียว แต่รวมหลายรายการเข้าด้วยกัน ได้แก่ ค่าระวางสินค้า (Freight Charge) ค่าประกันภัย (Insurance) ค่าผ่านพิธีการศุลกากร (Customs Clearance) ค่าจัดเก็บสินค้า (Handling) และค่าธรรมเนียมท่าเรือหรือสนามบิน (Terminal Charge)
วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าเมื่อรวมค่า Shipping
สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้ากระเป๋าจากจีน 1,000 ใบ ราคา FOB 50 บาทต่อใบ ค่าขนส่งทางเรือ 15,000 บาท ค่าประกันภัย 2,000 บาท ค่าพิธีการศุลกากร 3,000 บาท
ต้นทุนสินค้ารวมค่า Shipping ทั้งหมดเท่ากับ 50,000 บวก 15,000 บวก 2,000 บวก 3,000 ได้ 70,000 บาท ต้นทุนต่อใบเท่ากับ 70 บาท ไม่ใช่ 50 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
การคำนวณแบบนี้ช่วยให้ตั้งราคาขายได้แม่นยำและเจรจากับซัพพลายเออร์ได้อย่างมีข้อมูล
Incoterms กับค่า Shipping ใครรับผิดชอบค่าขนส่ง
Incoterms คือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ กำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงถึงจุดไหน จัดทำโดย International Chamber of Commerce หรือ ICC เวอร์ชันปัจจุบันคือ Incoterms 2020
Incoterms ที่ใช้บ่อยในธุรกิจ SME
| Incoterms | ผู้ขายรับผิดชอบถึง | ผู้ซื้อรับผิดชอบ |
|---|---|---|
| EXW | ส่งมอบที่โรงงานผู้ขาย | ค่าขนส่งทั้งหมด ภาษีนำเข้า |
| FOB | ส่งสินค้าขึ้นเรือต้นทาง | ค่าระวาง ประกันภัย ภาษีนำเข้า |
| CIF | ค่าระวางและประกันภัยถึงท่าปลายทาง | ภาษีนำเข้า ขนส่งจากท่าถึงคลัง |
| DDP | ทุกอย่างถึงหน้าประตูผู้ซื้อ | ไม่มี (ผู้ขายรับหมด) |
ผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้า ควรเลือก CIF หรือ DDP เพราะผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งส่วนใหญ่ ทำให้ประเมินต้นทุนได้ง่ายกว่า
ส่วน FOB เหมาะกับผู้ที่มีตัวแทนขนส่ง (Freight Forwarder) ของตัวเองแล้ว เจรจาค่าระวางได้ราคาดีกว่า
บันทึกบัญชีค่าขนส่ง เป็นต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายขาย
หลักสำคัญในการบันทึกบัญชีค่าขนส่งคือ ค่าขนส่งเข้าบันทึกเป็นต้นทุนสินค้า ส่วนค่าขนส่งออกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ตามมาตรฐานการบัญชี NPAEs ของไทย
ค่าขนส่งเข้า (Freight In) เป็นต้นทุนสินค้า
ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อนำสินค้าเข้ามาในกิจการ เช่น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าภาษีนำเข้า ให้บันทึกรวมเป็นต้นทุนสินค้า เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมขาย
ค่าขนส่งออก (Freight Out) เป็นค่าใช้จ่ายในการขาย
ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อส่งสินค้าไปให้ลูกค้า เช่น ค่าส่งพัสดุ ค่าขนส่งไปหน้าร้าน ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ไม่ใช่ต้นทุนสินค้า เพราะเกิดขึ้นหลังจากสินค้าพร้อมขายแล้ว
อ่านวิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่งแบบเจาะลึกพร้อมตัวอย่างครบขั้นตอนได้ที่ บทความวิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง
เทคนิคลดต้นทุน Shipping สำหรับ SME
ค่า Shipping เป็นต้นทุนที่ลดได้ ถ้ารู้วิธีจัดการอย่างเป็นระบบ
รวมสินค้าในออร์เดอร์เดียว (Consolidation)
แทนที่จะส่งสินค้าทีละล็อตเล็กๆ ให้รวมออร์เดอร์หลายรายการส่งพร้อมกัน การรวมตู้คอนเทนเนอร์แบบไม่เต็มตู้ (LCL) หรือเต็มตู้ (FCL) ช่วยลดค่าขนส่งต่อหน่วยได้มาก เพราะคิดราคาตามปริมาตรหรือน้ำหนัก ยิ่งส่งมากต่อเที่ยว ยิ่งประหยัด
เจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการ
ถ้าใช้บริการขนส่งเป็นประจำ การทำสัญญาระยะยาวกับ Freight Forwarder ช่วยให้ได้ราคาดีกว่าจ่ายรายเที่ยว ผู้ให้บริการมักเสนออัตราพิเศษให้ลูกค้าประจำที่มีปริมาณสินค้าสม่ำเสมอ
เลือกประเภทขนส่งให้ตรงกับสินค้า
ไม่จำเป็นต้องส่งทุกอย่างทางอากาศ สินค้าที่ไม่เร่งด่วนควรส่งทางเรือ สินค้าชิ้นเล็กส่งพัสดุ ส่วนสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องถึงเร็วค่อยส่งทางอากาศ
การจับคู่สินค้ากับวิธีขนส่งที่เหมาะสมช่วยลดต้นทุนได้ 15-30% โดยไม่กระทบคุณภาพบริการ
เอกสารสำคัญที่ใช้ใน Shipping
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องใช้เอกสารหลายรายการ เอกสารหลักที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก ได้แก่
- ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ B/L) เอกสารสำคัญที่สุดในการขนส่งทางเรือ
- ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice)
- ใบกำกับการบรรจุหีบห่อ (Packing List)
- Shipping Instruction คำสั่งขนส่งที่ผู้ส่งออกแจ้งรายละเอียดให้บริษัทขนส่ง
นอกจากนี้ Shipping Mark คือเครื่องหมายที่ติดบนหีบห่อสินค้าเพื่อระบุผู้รับ จุดหมายปลายทาง และข้อมูลสำคัญ ช่วยป้องกันสินค้าสูญหายหรือส่งผิดที่
สำหรับเอกสารใบขนส่งสินค้าในประเทศ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความใบขนส่งสินค้า ซึ่งอธิบายวิธีจัดทำและรายละเอียดที่ต้องระบุ
สรุป – ค่า Shipping เป็นมากกว่าแค่ค่าส่งของ
Shipping ส่งผลต่อทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ต้นทุนสินค้า ราคาขาย ไปจนถึงกำไรสุทธิ ผู้ประกอบการที่เข้าใจประเภทการขนส่ง รู้จัก Incoterms และบันทึกบัญชีค่าขนส่งได้ถูกต้อง จะวางแผนราคาขายได้แม่นยำ ลดต้นทุนได้จริง และตัดสินใจทางธุรกิจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน
จัดการต้นทุนค่าขนส่งให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าขนส่งเข้าเป็นต้นทุนสินค้า แยกค่าขนส่งออกเป็นค่าใช้จ่ายขาย และดูรายงานต้นทุนได้แบบ real-time ทำให้เห็นภาพต้นทุนจริงของสินค้าแต่ละรายการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shipping
Shipping fee คืออะไร
Shipping fee คือค่าธรรมเนียมการขนส่งสินค้าที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการขนส่ง ครอบคลุมค่าระวาง ค่าจัดการสินค้า และค่าบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ใครเป็นคนจ่ายขึ้นอยู่กับข้อตกลง Incoterms ที่ตกลงกันไว้
Free shipping ทำงานอย่างไร
Free shipping ไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าขนส่ง แต่ผู้ขายรับภาระค่าขนส่งแทนผู้ซื้อ โดยมักรวมค่าขนส่งเข้าไปในราคาสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์นี้ต้องคำนวณต้นทุนให้ครอบคลุมค่าขนส่งด้วย
Drop shipping ต่างจาก Shipping ปกติอย่างไร
Drop shipping คือโมเดลธุรกิจที่ผู้ขายไม่ต้องสต็อกสินค้า เมื่อมีออร์เดอร์ ซัพพลายเออร์จะส่งสินค้าตรงถึงลูกค้าแทน ผู้ขายจึงไม่ต้องจัดการเรื่อง Shipping เอง ต่างจาก Shipping ปกติที่ผู้ขายจัดส่งสินค้าจากคลังของตัวเอง
Shipping Mark สำคัญอย่างไร
Shipping Mark คือเครื่องหมายที่ติดบนหีบห่อสินค้าเพื่อระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้รับ เลขที่ออร์เดอร์ จุดหมายปลายทาง ช่วยให้สินค้าถูกจัดส่งไปยังที่ถูกต้อง ลดปัญหาสินค้าสูญหายหรือส่งผิด โดยเฉพาะเมื่อส่งสินค้าหลายรายการในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกัน
Shipping Instruction คืออะไร
Shipping Instruction (SI) คือเอกสารที่ผู้ส่งออกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งรายละเอียดการขนส่งให้บริษัทขนส่งหรือ Freight Forwarder ระบุข้อมูลเช่น ชื่อผู้รับ ท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง รายละเอียดสินค้า และข้อกำหนดพิเศษ เป็นพื้นฐานในการออก Bill of Lading
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
