อากรแสตมป์ คืออะไร
Table of Contents

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้

บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน?

ตัวอย่างอากรแสตมป์

อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้

อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้

สีของดวงแสตมป์ราคาหมายเหตุ
สีน้ำเงิน1 บาทใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำ
สีเขียว5 บาทใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลาง
สีแดง20 บาทใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง

นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง

สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร

ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ?

อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้

  1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย – การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานรัฐ หากเกิดปัญหาทางกฎหมาย สามารถนำเอกสารที่ติดอากรแสตมป์ไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมายได้เลย
  2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต – ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารที่ติดอากรแสตมป์จะมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่า เพราะยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย
  3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม – สัญญาที่ติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะรับเป็นหลักฐานได้ทันที ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร ตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ จนกว่าจะเสียอากรครบถ้วน หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรืออาจถูกปฏิเสธเลยทันที ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาไว้ก่อน อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วนทุกครั้ง

ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน

ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์?

ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น

  • สัญญาเช่า → ผู้ให้เช่า เป็นผู้เสียอากร
  • สัญญาจ้างทำของ → ผู้รับจ้าง เป็นผู้เสียอากร 
  • สัญญากู้ยืมเงิน → ผู้ให้กู้ เป็นผู้เสียอากร 
  • ใบรับเงิน → ผู้ออกใบรับ เป็นผู้เสียอากร 
  • หนังสือมอบอำนาจ → ผู้มอบอำนาจ เป็นผู้เสียอากร

ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน

วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน?

การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้

วิธีชำระรายละเอียดเหมาะกับ
ติดแสตมป์ดวงซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจ
แสตมป์ดุนเจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว)เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิม
ชำระตัวเงิน (อ.ส.4)ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากรเอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น
ชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9)ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้

 เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง?

กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า

อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย

ประเภทตราสารอัตราอากรผู้เสียอากรผู้ขีดฆ่าตัวอย่าง
เช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษผู้ให้เช่าผู้เช่าค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาท
จ้างทำของ1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษผู้รับจ้างผู้จ้างค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาท
กู้ยืมเงิน1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000)ผู้ให้กู้ผู้กู้กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาท
เช่าซื้อทรัพย์สิน1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษผู้ให้เช่าซื้อผู้เช่าซื้อเช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาท
ใบรับเงิน (Receipt)1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป)ผู้ออกใบรับผู้ออกใบรับออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท

รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย

  1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน – อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ครอบคลุมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ 10,500 บาท อากรที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท
  2. สัญญาจ้างทำของสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงาน จ้างออกแบบ งานก่อสร้าง งานรีโนเวท คิดอัตราอากร 1 บาทต่อค่าจ้าง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น ค่าจ้างรวม 15,500 บาท อากรที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท
  3. สัญญากู้ยืมเงิน คิดอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เช่น กู้เงิน 50,000 บาท อากรที่ต้องชำระคือ 25 บาท

คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท

เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์

นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน

  1. หนังสือมอบอำนาจ เอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย ต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ หากมอบอำนาจมากกว่า 1 เรื่องในฉบับเดียว เสียอากร 30 บาท ไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่า
  2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) – คิดอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น ยอดเงิน 6,500 บาท ผู้ออกตั๋วต้องชำระอากรแสตมป์ 12 บาท
  3. สัญญาค้ำประกัน คิดอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เช่น ค้ำประกัน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 3 บาท
  4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ – คิดอัตรา 0.1% ของมูลค่าในสัญญา เช่น มูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท อากรที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท

ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น 

  • สัญญาจ้างมูลค่า 10,000 บาท บวก VAT 700 บาท ให้คำนวณอากรจาก 10,000 บาทเท่านั้น
  • สัญญาจ้างมูลค่า 50,000 บาท บวก VAT 3,500 บาท ให้คำนวณอากรจาก 50,000 บาทเท่านั้น

กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์

ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น

  • ตราสารที่รัฐบาล หน่วยราชการ หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ทำ 
  • การเช่าทรัพย์สินเพื่อใช้ทำนา ไร่ สวน 
  • สัญญากู้ยืมที่สมาชิกกู้จากสหกรณ์ 
  • ใบรับเงินของผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ 
  • ตราสารที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์กำหนดในแต่ละลักษณะตราสาร

จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ

ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง?

ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง

  1. ไม่ติดอากรแสตมป์ภายใน 15 วัน – หลังลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ต้องติดอากรแสตมป์ภายใน 15 วัน หากพ้นกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามอัตราที่กำหนด ยิ่งนานยิ่งแพง
  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า – อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่หลายท่านอาจไม่ทราบ การติดอากรแสตมป์ต้องขีดฆ่าด้วย โดยลงลายมือชื่อหรือวันที่ทับดวงแสตมป์ มิฉะนั้นถือว่าไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ เอกสารจะใช้ในชั้นศาลไม่ได้
  3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง แล้วคิดว่าจบ – แม้ติดย้อนหลังได้ แต่ยังคงต้องจ่ายเบี้ยปรับตามระยะเวลาที่ล่าช้า การนำเอกสารไปใช้ในทางกฎหมายจะต้องเคลียร์เงินเพิ่มให้ครบก่อน
  4. ชำระอากรผิดประเภทตราสาร – ตราสารแต่ละประเภทมีอัตราอากรต่างกัน หากชำระผิดประเภท เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่าแต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย เอกสารจะไม่ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์
  5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” – เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะที่มีมูลค่าสูง จำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งจะมีกำหนดไว้ชัดเจน หากใช้ผิดแบบ เอกสารจะไม่สมบูรณ์ทันที
  6. ให้ “ผู้รับเงิน” ออกอากรแทน แล้วคิดว่าถูกต้อง – ตามกฎหมาย ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ถึงแม้จะตกลงให้อีกฝ่ายออกแทนก็อาจเกิดข้อโต้แย้งได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้อง ควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามที่กฎหมายกำหนด
  7. เข้าใจว่าดูแค่ “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” – หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจาก “เนื้อหา” ของเอกสาร ไม่ใช่ชื่อ หากในสัญญากำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่บังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายต้องเสียอากรทันที เช่น ตั้งชื่อว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” แต่เนื้อหามีการกำหนดสิทธิและภาระผูกพันชัดเจน ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน
  8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด ไม่ต้องเสียอากร – ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลในครอบครัว หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เหมือนกัน กฎหมายไม่ได้ยกเว้นตามความสัมพันธ์ส่วนตัว
  9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ – ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น PDF หรือลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ถ้าเอกสารนั้นเข้าข่ายตามกฎหมาย รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่วิธีชำระอากรอาจแตกต่าง โดยใช้ e-Stamp แทนแสตมป์ดวง

ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์

เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน

ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ

สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. ตรวจสอบประเภทสัญญาและอัตราอากรแสตมป์ – เช็กว่าเอกสารของคุณเข้าข่ายตราสารลักษณะใดใน 28 ประเภท และคำนวณค่าอากรให้ถูกต้อง
  2. ซื้อดวงแสตมป์ – อากรแสตมป์ซื้อที่ไหน? สามารถซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกสาขาทั่วประเทศ ที่ว่าการอำเภอ หรือร้านถ่ายเอกสารบางแห่ง
  3. ติดดวงแสตมป์และขีดฆ่า – นำดวงแสตมป์ติดลงบนสัญญาฉบับจริงบริเวณที่ว่างที่ไม่ได้บดบังข้อความบนเอกสาร จากนั้นใช้ปากกาขีดฆ่า (ลากเส้นทับแสตมป์) พร้อมลงลายมือชื่อและระบุวันที่ที่ขีดฆ่า
  4. ดำเนินการภายใน 15 วัน – ต้องติดอากรแสตมป์ภายใน 15 วันนับจากวันทำสัญญา หากพ้นกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่ม
  5. ติดอากรคู่ฉบับ – หากมีสัญญา 2 ชุดที่เหมือนกัน ชุดที่สอง (คู่ฉบับ) ต้องติดอากรตามอัตราที่กำหนด (ส่วนใหญ่ 5 บาท)

ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp)

อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้

  1. เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกเมนู “ชำระอากรแสตมป์” 
  2. เลือก “ขอเสียอากรแสตมป์” แล้วเข้าสู่ระบบ 
  3. เลือกประเภทตราสาร (อิเล็กทรอนิกส์หรือกระดาษ) และลักษณะตราสาร 
  4. กรอกรายละเอียดตราสารให้ครบถ้วน 
  5. ยืนยันแบบและชำระเงินผ่าน Internet Banking หรือเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย 
  6. ดาวน์โหลดใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากร (QR Code) แนบประกอบเอกสาร

ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย

ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์

การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง

ระยะเวลาที่ล่าช้าเงินเพิ่ม (Surcharge)โทษปรับ (ทางอาญา)
ไม่เกิน 15 วันอากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า
เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วันอากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า)ปรับไม่เกิน 500 บาท
เกิน 90 วันอากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า)ปรับไม่เกิน 500 บาท
เจ้าหน้าที่ตรวจพบอากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า)ปรับไม่เกิน 500 บาท

ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก

การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้

บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร

อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ”

ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้

  1. อากรแสตมป์เป็น “ภาษีทางอ้อม” – เก็บจากตราสาร ไม่ได้เก็บจากรายได้หรือกำไร ชำระครั้งเดียวต่อตราสาร ไม่ใช่รายเดือนหรือรายปี
  2. มีเพียง 28 ลักษณะตราสาร – ไม่ใช่ทุกสัญญาต้องติด สัญญาที่ไม่อยู่ใน 28 ลักษณะนี้ไม่ต้องเสียอากร
  3. เอกสารภาษาต่างประเทศก็ต้องเสียอากร – ถ้าจัดทำในไทยหรือนำมาใช้ในไทย และเข้าลักษณะตราสารตามบัญชีอัตราอากร
  4. ติดอากรแค่ต้นฉบับ – คู่ฉบับมีอัตราอากรแยกต่างหาก ส่วน e-Stamp ก็เสียเฉพาะต้นฉบับเช่นกัน
  5. จัดการเอกสารอย่างเป็นระบบ – สำหรับธุรกิจที่ทำสัญญาบ่อย การติดตามค่าใช้จ่ายเรื่องอากรแสตมป์อย่างเป็นระบบถือเป็นสิ่งสำคัญ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account จะช่วยให้การจัดการเรื่องนี้ง่ายขึ้น โดยสามารถบันทึกค่าใช้จ่ายอากรแสตมป์ได้โดยตรงผ่านเมนูรายจ่าย เลือกผังบัญชี “530509 อากรแสตมป์” พร้อมระบุผู้ติดต่อเป็นกรมสรรพากร และยังรองรับทั้งกรณีชำระเงินทันทีหรือตั้งหนี้ไว้ก่อนได้อีกด้วย ทำให้ทุกรายการถูกบันทึกลงบัญชีอย่างถูกต้องครบถ้วน ลดโอกาสตกหล่นหรือบันทึกค่าใช้จ่ายผิดพลาด ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมติดอากรหรือจัดการเอกสารภาษีอีกต่อไป รวมถึงฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Smart Insight นอกจากนี้ PEAK ยังเป็นเจ้าแรกในไทยที่เชื่อมต่อกับธนาคารกรุงศรีได้ ไม่ต้องเสียเวลาทวง Bank statement ไม่ต้องเสียเวลา Import ไฟล์ และไม่ต้องเสี่ยงกับ Human Error อีกต่อไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
  6. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อไม่แน่ใจ – หากไม่แน่ใจว่าเอกสารเข้าข่ายต้องเสียอากรแสตมป์หรือไม่ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เพราะค่าปรับอาจสูงกว่าค่าอากรหลายเท่า

เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง:


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย