
ขายของออนไลน์แล้วต้องเสียภาษีด้วยเหรอ? คำตอบสั้นๆ คือ “ต้อง” ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ก็ต้องยื่นภาษีเหมือนกัน
บทความนี้สรุปเรื่องภาษีขายของออนไลน์ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เกณฑ์ที่ต้องยื่น ประเภทเงินได้ วิธีหักค่าใช้จ่าย ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณภาษีจริง รวมถึงเรื่อง VAT และความเสี่ยงถ้าไม่ยื่น
เพื่อให้แม่ค้าออนไลน์เข้าใจง่ายและจัดการภาษีได้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?
ต้องยื่นภาษี ถ้ามีรายได้จากการขายของออนไลน์ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่ว่าจะเปิดร้านบน marketplace หรือขายผ่าน social media ก็นับเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งหมด
รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี
เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
| สถานะ | เงินได้ประเภทเดียว (เงินเดือน) | เงินได้หลายประเภท (ขายของ+อื่นๆ) |
|---|---|---|
| คนโสด | มากกว่า 120,000 บาท/ปี | มากกว่า 60,000 บาท/ปี |
| สมรส | มากกว่า 220,000 บาท/ปี | มากกว่า 120,000 บาท/ปี |
แม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่จัดเป็น “เงินได้หลายประเภท” เพราะรายได้จากการค้าขายไม่ใช่เงินเดือน ดังนั้นถ้ามีรายได้รวมตั้งแต่ 60,000 บาท/ปี ก็ต้องยื่นแบบภาษีแล้ว
ขายผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop ต้องยื่นภาษีไหม
ต้องยื่นเหมือนกัน ไม่ว่าจะขายผ่าน platform ไหนก็ตาม กรมสรรพากรมองที่ “รายได้จากการขายสินค้า” ไม่ได้แยกตาม platform ที่ใช้ขาย
สิ่งที่ต้องระวังคือ platform เหล่านี้มีข้อมูลการขายทั้งหมด หากกรมสรรพากรขอข้อมูลจาก platform ก็สามารถตรวจสอบรายได้ย้อนหลังได้
รายได้จากการขายของออนไลน์ จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน
รายได้ขายของออนไลน์จัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) โดยแบ่งเป็น 2 กรณีหลักตามลักษณะการขาย
| ประเภทเงินได้ | ลักษณะ | อัตราหักเหมา | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| มาตรา 40(8) — รายได้จากการค้า | ซื้อมาขายไป สต็อกสินค้าเอง | 60% | ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายอุปกรณ์มือถือ |
| มาตรา 40(2) — รับจ้างทำของ | รับออเดอร์ผลิตตามสั่ง | 50% | รับทำขนม รับวาดรูป รับตัดเย็บ |
ถ้าซื้อสินค้ามาขายต่อ ให้ใช้ 40(8) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ส่วนถ้ารับผลิตสินค้าตามคำสั่ง ให้ใช้ 40(2) หักได้ 50%
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย vs ตามจริง เลือกแบบไหนดี?
แม่ค้าออนไลน์เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธีก่อนคำนวณภาษี คือหักแบบเหมาจ่าย หรือหักตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) วิธีที่เลือกส่งผลต่อภาษีที่ต้องจ่ายโดยตรง
ภาษีเหมาจ่ายคืออะไร หักได้กี่เปอร์เซ็นต์
ภาษีเหมาจ่ายคือวิธีหักค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว ไม่ต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายมาพิสูจน์ เช่น รายได้จากการค้า (40(8)) หักเหมาได้ 60% ของรายได้
ส่วน 40% ที่เหลือถือเป็น “เงินได้สุทธิ” ที่ต้องนำไปคำนวณภาษี
หักค่าใช้จ่ายตามจริง เหมาะกับใคร
การหักตามจริงเหมาะกับร้านค้าที่มีต้นทุนสูงกว่า 60% ของรายได้ เช่น ร้านนำเข้าสินค้า ค่าขนส่งสูง หรือค่าเช่าคลังสินค้า แต่ต้องเก็บใบเสร็จทุกรายการให้ครบ เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบ
เปรียบเทียบเหมาจ่าย vs ตามจริง
| เกณฑ์ | หักแบบเหมาจ่าย | หักตามจริง |
|---|---|---|
| อัตราหัก | 60% (ค้าขาย) / 50% (รับจ้าง) | ตามค่าใช้จ่ายจริง |
| เอกสาร | ไม่ต้องเก็บ | ต้องเก็บใบเสร็จทุกรายการ |
| เหมาะกับ | ร้านที่ต้นทุนต่ำกว่า 60% | ร้านที่ต้นทุนสูงกว่า 60% |
| ข้อดี | ง่าย สะดวก | ประหยัดภาษีได้มากกว่าถ้าต้นทุนสูง |
| ความเสี่ยง | อาจจ่ายภาษีเกินจริง | ต้องพิสูจน์ค่าใช้จ่ายได้ |
สำหรับแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ที่ยังไม่ได้เก็บเอกสารเป็นระบบ แนะนำให้เริ่มจากการหักแบบเหมาจ่ายก่อน เพราะง่ายกว่าและไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสาร
วิธีคำนวณภาษีขายของออนไลน์ พร้อมตัวอย่าง
ขั้นตอนคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับแม่ค้าออนไลน์มี 3 ขั้นตอนหลัก
สมมุติว่าร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายเสื้อผ้า 500,000 บาท/ปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย 60% และยังไม่มีคู่สมรส
ขั้นที่ 1 — หักค่าใช้จ่าย
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| รายได้ทั้งปี | — | 500,000 บาท |
| หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% | 500,000 × 60% | 300,000 บาท |
| เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย | 500,000 – 300,000 | 200,000 บาท |
ขั้นที่ 2 — หักค่าลดหย่อน
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท |
| ประกันสังคม (สมมุติ) | 9,000 บาท |
| เงินได้สุทธิ | 131,000 บาท |
ขั้นที่ 3 — คำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได (ตามมาตรา 48 ประมวลรัษฎากร ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
| รายได้สุทธิ (บาท/ปี) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% |
เงินได้สุทธิ 131,000 บาท ไม่เกิน 150,000 บาท จึงได้รับยกเว้นภาษี ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แต่ยังต้องยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ตามปกติ
ขายของออนไลน์ ต้องจด VAT เมื่อไหร่?
ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้จากการขายสินค้ารวมมากกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี ไม่ว่าจะเป็นร้านหน้าร้านหรือออนไลน์ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
หลังจด VAT แล้ว ต้องทำ 3 อย่างเพิ่มเติม
- เก็บ VAT 7% จากลูกค้าทุกครั้งที่ขายสินค้า
- ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า
- ยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ถ้ารายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ ยังไม่ต้องจด VAT แต่สามารถจดโดยสมัครใจได้ เช่น ร้านค้าที่สั่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ที่จด VAT อาจคุ้มกว่าถ้าจดเอง เพราะนำภาษีซื้อมาหักได้
ไม่ยื่นภาษี มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แล้วไม่ยื่นภาษี จะมีค่าปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ถูกเตือน
ความเสี่ยงหลักที่แม่ค้าออนไลน์ควรรู้
- เบี้ยปรับ ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ปรับ 2,000 บาท (ตามมาตรา 35 ประมวลรัษฎากร)
- เงินเพิ่ม ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ นับจากวันที่ครบกำหนดยื่น (ตามมาตรา 27)
- ภาษีย้อนหลัง กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 5 ปี หรือ 10 ปี กรณีเจตนาหลีกเลี่ยง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ตามมาตรา 19)
ปัจจุบันกรมสรรพากรใช้ข้อมูลจาก platform ออนไลน์ ธนาคาร และ social media ในการตรวจสอบผู้เสียภาษี การไม่ยื่นจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าในอดีตมาก
เอกสารที่ต้องเตรียมและช่องทางยื่นภาษี
ก่อนยื่นภาษี เตรียมเอกสารเหล่านี้ให้ครบ
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สรุปรายได้จากการขายของออนไลน์ทั้งปี (ดูจากรายงานของ platform หรือบัญชีธนาคาร)
- หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้ามี
- หลักฐานค่าลดหย่อน เช่น ใบเสร็จประกันสังคม ประกันชีวิต
ช่องทางยื่นแบบที่สะดวกที่สุดคือเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร ยื่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงมกราคมถึงสิ้นเดือนมีนาคมของทุกปี โดยยื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน
นอกจากนี้ยังยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือผ่านแอป RD Smart Tax ก็ได้
สรุป: ขายของออนไลน์ เรื่องภาษีไม่ยากอย่างที่คิด
เรื่องภาษีขายของออนไลน์สรุปได้ 4 ข้อ
- รายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ต้องยื่นภาษี ไม่ว่าจะขายผ่าน platform ไหน
- เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย 60% ง่ายสุดสำหรับมือใหม่
- ยอดขายปีละเกินเกณฑ์ VAT ต้องจดทะเบียน
- ยื่นภาษีออนไลน์ผ่าน e-Filing สะดวกและได้เวลาเพิ่ม
จัดการภาษีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้แม่ค้าออนไลน์ติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ออกใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และเอกสารบัญชีครบจบในที่เดียว
ระบบ AI ช่วยจัดหมวดหมู่รายการอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ เพิ่มเวลาให้โฟกัสการขาย
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีขายของออนไลน์
ขายของออนไลน์รายได้น้อย ต้องยื่นภาษีไหม?
ถ้ารายได้รวมทั้งปีไม่ถึง 60,000 บาท ไม่จำเป็นต้องยื่น แต่ถ้ามีรายได้จากแหล่งอื่นด้วย (เช่น เงินเดือนประจำ) ต้องนำรายได้ทุกแหล่งมารวมกันแล้วพิจารณาว่าถึงเกณฑ์หรือไม่
เปลี่ยนจากหักเหมาเป็นหักตามจริง ทำได้ไหม?
ทำได้ โดยเลือกในตอนยื่นแบบภาษีประจำปี ปีนี้เลือกเหมา ปีหน้าเปลี่ยนเป็นตามจริงก็ได้ แต่ถ้าเลือกหักตามจริง ต้องมีเอกสารค่าใช้จ่ายพร้อมตั้งแต่ต้นปี ไม่สามารถย้อนไปเก็บทีหลังได้
มนุษย์เงินเดือนขายของออนไลน์เป็นรายได้เสริม ต้องยื่นภาษีแยกไหม?
ไม่ต้องยื่นแยก ให้รวมรายได้ทุกแหล่งแล้วยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาใบเดียว โดยรายได้เงินเดือนใส่ช่องเงินได้ 40(1) และรายได้ขายของใส่ช่อง 40(8) ตามจริง
ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้างสำหรับการขายออนไลน์?
แม้จะเลือกหักเหมา แนะนำให้เก็บรายงานยอดขายจาก platform สรุปรายการโอนเงินจากธนาคาร และใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบ ยิ่งเก็บเป็นระบบ ยิ่งสบายใจ