
ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน
แต่สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขตามที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
บทความนี้อธิบายทุกเรื่องที่ผู้ส่งออกต้องรู้ ตั้งแต่ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้อง เงื่อนไข VAT 0% เอกสารที่ต้องเตรียม ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณจริงและข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง
ภาษีส่งออกคืออะไร — ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก
ธุรกิจส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเกี่ยวข้องกับภาษีหลัก 3 ประเภท แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน
| ประเภทภาษี | หน่วยงาน | อัตรา | ขอคืนได้? |
|---|---|---|---|
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | กรมสรรพากร | 0% (ส่งออก) | ขอคืนภาษีซื้อได้ |
| ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) | กรมศุลกากร | ส่วนใหญ่ 0% | ไม่มี |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) | กรมสรรพากร | 20% ของกำไรสุทธิ | ขอคืนได้ถ้าจ่ายเกิน |
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก
การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้
ภาษีศุลกากร (อากรขาออก)
สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร (ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร — กรมศุลกากร) สำหรับรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน
เปรียบเทียบความต่าง: ภาษีส่งออก vs ภาษีนำเข้า
| รายการ | ส่งออก | นำเข้า |
|---|---|---|
| VAT | 0% (ขอคืนภาษีซื้อได้) | 7% ของ (ราคา CIF + อากรขาเข้า) |
| อากรศุลกากร | ส่วนใหญ่ 0% | 0-80% ตามพิกัดสินค้า |
| ภาษีเงินได้ | 20% ของกำไรสุทธิ | 20% ของกำไรสุทธิ |
| เอกสารหลัก | ใบขนสินค้าขาออก | ใบขนสินค้าขาเข้า |
สรุปคือ การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT 0% และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0%
VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก — เงื่อนไขที่ต้องรู้
VAT อัตรา 0% คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ทั้งไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อของคืนได้อีกด้วย
VAT 0% แตกต่างจากการ “ยกเว้น VAT” อย่างไร?
หลายคนสับสนระหว่าง “VAT 0%” กับ “ยกเว้น VAT” ทั้งที่ผลต่างกันมาก
| รายการ | VAT 0% (ส่งออก) | ยกเว้น VAT |
|---|---|---|
| เก็บ VAT จากลูกค้า | ไม่เก็บ (อัตรา 0%) | ไม่เก็บ (ได้รับยกเว้น) |
| ขอคืนภาษีซื้อ | ขอคืนได้เต็มจำนวน | ขอคืนไม่ได้ |
| ต้องยื่น ภ.พ.30 | ต้องยื่นทุกเดือน | ไม่ต้องยื่น |
| ตัวอย่างกิจการ | ส่งออกสินค้า | โรงเรียนเอกชน, สถานพยาบาล |
ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่คอลัมน์ “ขอคืนภาษีซื้อ” ในตาราง ถ้าส่งออก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบเรียกคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย กลายเป็นต้นทุนทันที
เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0%
กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) แล้ว
- สินค้าต้องส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจริง
- มีใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรถูกต้อง
- มีหลักฐานการรับเงินค่าสินค้าจากต่างประเทศ
- ออกใบกำกับภาษีสำหรับการส่งออก
ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า
เอกสาร 3 ชุดนี้คือหลักฐานสำคัญที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง
ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration)
ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็น “ส่งออกสมบูรณ์” จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้
ใบกำกับภาษีสำหรับการส่งออก (Export Tax Invoice)
ผู้ส่งออกต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ส่งออก แม้ VAT จะเป็น 0% ก็ต้องระบุมูลค่าสินค้าและอัตรา 0% ไว้อย่างชัดเจน ใบกำกับภาษีนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice / SWIFT Slip)
เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก (พร้อมตัวอย่างจริง)
การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน แต่มีจุดที่ต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและกรณีเอกสารไม่ครบ
หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท
มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ
ตัวอย่างการคำนวณ: กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%)
สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/USD ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%)
ขั้นที่ 1 — แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท
มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท
VAT ขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท
ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้
ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท
ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท
ขั้นที่ 3 — สรุปผลลัพธ์
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ภาษีขาย | 0 บาท |
| ภาษีซื้อ | 13,084 บาท |
| ขอคืนจากสรรพากร | 13,084 บาท |
เนื่องจากภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน)
ตัวอย่างการคำนวณ: กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%)
สมมุติข้อมูลเดียวกันกับตัวอย่างข้างต้น แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะปรับให้เสีย VAT 7% แทน
มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท
VAT ที่ต้องจ่าย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| VAT ที่ต้องจ่าย | 24,500 บาท |
| เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม | อาจสูงถึง 2 เท่าของภาษี |
จากตัวอย่างนี้ ถ้าเอกสารไม่ครบ ผู้ส่งออกต้องจ่าย VAT 24,500 บาทที่ไม่ควรต้องจ่าย และอาจถูกเรียกเบี้ยปรับเพิ่มอีก
ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก
เมื่อส่งออกสินค้าและออกใบกำกับภาษีแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ด้านล่างเป็นตัวอย่างการบันทึกบัญชีจากกรณีส่งออกข้างต้น (มูลค่า 350,000 บาท)
บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%)
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ | 350,000 | — |
| รายได้จากการขายส่งออก | — | 350,000 |
เนื่องจาก VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก
บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) | 186,916 | — |
| ภาษีซื้อ | 13,084 | — |
| เจ้าหนี้การค้า | — | 200,000 |
บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| ลูกหนี้กรมสรรพากร | 13,084 | — |
| ภาษีซื้อ | — | 13,084 |
ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก
ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม
การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30
ขั้นตอนมีดังนี้
- ลงรายงานภาษีขาย โดยระบุมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท ช่อง VAT ใส่ 0 บาท
- ลงรายงานภาษีซื้อ จากใบกำกับภาษีที่ได้รับจากการซื้อวัตถุดิบหรือจ่ายค่าใช้จ่าย
- คำนวณ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ถ้าผลลัพธ์ติดลบ (ภาษีซื้อมากกว่า) มีสิทธิ์ขอคืน
- ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ภายในวันที่ 23)
- เลือกว่าจะ “ขอคืนเป็นเงินสด” หรือ “ยกไปเครดิตเดือนถัดไป”
5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษีส่งออก และวิธีป้องกัน
| ข้อผิดพลาด | ผลเสีย | วิธีป้องกัน |
|---|---|---|
| ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ | ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง | ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก |
| ไม่ออกใบกำกับภาษีเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องออก | ขาดหลักฐาน ขอคืน VAT ไม่ได้ | ออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง ระบุอัตรา 0% |
| ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน | มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ | ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า เก็บหลักฐานอ้างอิง |
| ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ | สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง | เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ |
| ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด | เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน | ตั้ง reminder ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) |
สรุป — จัดการภาษีส่งออกอย่างมั่นใจด้วยระบบบัญชีที่แม่นยำ
ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท สิ่งที่ต้องทำมี 3 อย่าง ได้แก่ จด VAT ให้เรียบร้อย เก็บเอกสาร 3 ชุดให้ครบ (ใบขน ใบกำกับภาษี หลักฐานรับเงิน) และยื่นแบบตรงเวลาทุกเดือน
จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ส่งออกจัดการภาษีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษีส่งออก บันทึกรายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย ไปจนถึงสร้างรายงานภาษีสำหรับยื่น ภ.พ.30 ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารไม่ครบและยื่นภาษีผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ
ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon, Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม?
ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading/Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับ VAT 7%
ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม?
สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ที่ถูกต้อง
ผู้ส่งออกขอคืน VAT (ภาษีซื้อ) ได้ภายในกี่เดือน?
ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นสามารถนำมาเครดิตหักกับภาษีขาย (ซึ่งเป็น 0%) ในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้น หากภาษีซื้อเกินภาษีขาย ผู้ส่งออกสามารถขอคืนเงินจากสรรพากรได้ โดยยอดภาษีซื้อต้องเกิดไม่เกิน 3 ปีนับจากเดือนที่เกิดรายการ ยิ่งยื่นเร็วยิ่งได้คืนเร็ว
ส่งออกบริการไปต่างประเทศ เสีย VAT 0% หรือไม่?
ได้ VAT 0% เช่นกัน แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือบริการต้องถูกใช้ “นอกราชอาณาจักร” ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2))
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
