
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เก็บจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้น” ในแต่ละทอดของการขายสินค้าหรือให้บริการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค
คนที่แบกภาระภาษีจริงคือผู้บริโภคคนสุดท้าย ส่วนผู้ประกอบการทำหน้าที่เหมือน “ตัวกลาง” ที่เก็บภาษีจากลูกค้า แล้วนำส่งกรมสรรพากรหลังหักภาษีที่ตัวเองจ่ายไปตอนซื้อของออกแล้ว
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายคือ 10% แต่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราต่อเนื่องมาหลายปี ฉบับล่าสุดคือ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ที่ให้คงอัตรารวมไว้ที่ 7% (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% บวกภาษีท้องถิ่นอีก 0.7%) ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
สำหรับเจ้าของธุรกิจ VAT สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะกระทบทั้ง 3 เรื่องหลักของกิจการ ได้แก่
- ราคาขาย: ต้องตัดสินใจว่าจะบวก VAT เพิ่มจากราคาเดิม หรือยอมให้ VAT อยู่ในราคาเดิมแล้วรับกำไรที่ลดลง
- ความน่าเชื่อถือ: ลูกค้าองค์กรจำนวนมากต้องการใบกำกับภาษีเพื่อนำไปขอเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ธุรกิจที่จด VAT มีแต้มต่อเวลาขายแบบ B2B (ธุรกิจขายให้ธุรกิจ)
- กระแสเงินสด: เป็นเงินที่กิจการต้องนำส่งภาษีทุกเดือน แม้บางครั้งลูกค้ายังไม่ได้จ่ายเงินให้เราเลย
ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การแจ้งต่อกรมสรรพากรเพื่อเข้าสู่ระบบ VAT อย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้ที่ถูกบังคับให้จดคือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระในประเทศไทย และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท
ถ้าจะอธิบายให้สั้นที่สุด จด VAT คือ การที่ธุรกิจได้รับ “ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” (แบบ ภ.พ.20) ซึ่งทำให้มีทั้งสิทธิและหน้าที่ในการเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกเดือน
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนแบ่งได้ดังนี้
- ผู้ประกอบการที่รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กลุ่มนี้ต้องจดตามกฎหมาย
- ผู้ประกอบการรายเล็กที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ถูกบังคับ แต่ขอจดโดยสมัครใจได้ เช่น ต้องการขายให้ลูกค้าองค์กร
- กิจการที่กฎหมายยกเว้น VAT แต่ขอเลือกเสียภาษี บางประเภทมีสิทธิขอจดได้ตามมาตรา 81/3 เช่น ผู้ขายสินค้าเกษตรหรือปุ๋ยที่ต้องการขอคืนภาษีซื้อ
- ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service) เช่น แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขายบริการให้ผู้ใช้ในไทยและมีรายรับเกินเกณฑ์ ก็ต้องจดทะเบียนในไทยเช่นกัน
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยมากคือ เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับจาก รายรับ (ยอดขายก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย) ไม่ใช่กำไร ร้านที่ขายได้ 2 ล้านบาทแต่กำไรแค่ 2 แสนบาท ก็ถือว่าเกินเกณฑ์แล้ว
รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ต้องจดเมื่อรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1,800,000 บาทต่อปี และต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนคนที่รู้อยู่แล้วว่ากิจการจะมีรายรับเกินเกณฑ์ ก็ยื่นจดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้เลย
คำว่า “เกิน” สำคัญมาก ถ้ารายรับทั้งปีเท่ากับ 1,800,000 บาทพอดี ยังถือเป็นกิจการขนาดย่อมที่ไม่ถูกบังคับให้จด
ตัวอย่าง: คุณมิ้นท์เปิดร้านเสื้อผ้าตั้งแต่ต้นปี ยอดขายสะสมถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1,700,000 บาท พอวันที่ 18 สิงหาคม ยอดขายสะสมขยับขึ้นเป็น 1,812,000 บาท วันที่ 18 สิงหาคมจึงเป็น “วันที่รายรับเกินเกณฑ์” คุณมิ้นท์ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันนั้น
ตารางด้านล่างสรุปสถานการณ์ที่พบบ่อย เพื่อให้เช็กได้เร็วว่าธุรกิจของเราเข้าข่ายหรือยัง
| สถานการณ์ | ต้องจด VAT หรือไม่ |
| รายรับทั้งปี 1,500,000 บาท | ไม่บังคับ แต่ขอจดโดยสมัครใจได้ |
| รายรับทั้งปี 1,800,000 บาทพอดี | ไม่บังคับ เพราะยังไม่ “เกิน” เกณฑ์ |
| รายรับทั้งปี 1,900,000 บาท | ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท |
| เพิ่งเปิดกิจการ คาดว่ารายรับจะเกินเกณฑ์ | จดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้ |
| ทำกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT รายรับ 3,000,000 บาท | ไม่ต้องจด (บางประเภทขอจดเลือกเสียภาษีได้) |
วิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% พร้อมตัวอย่าง
หลักคิดง่ายที่สุดคือ นำราคาสินค้าหรือบริการ ก่อน VAT คูณด้วย 7% แต่ถ้าราคาที่ติดไว้ รวม VAT แล้ว ให้คูณด้วย 7/107 เพื่อแยก VAT ออกมา
ตัวอย่าง: ร้านขายรองเท้าตั้งราคาป้ายคู่ละ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) VAT ที่อยู่ในราคานี้คือ 1,070 × 7/107 = 70 บาท ส่วนราคาสินค้าก่อน VAT คือ 1,000 บาท
สูตรคำนวณภาษีขาย หัก ภาษีซื้อ ทำอย่างไร
ภาษีที่ผู้ประกอบการต้องนำส่งในแต่ละเดือนคำนวณจากสูตรนี้
ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ
- ภาษีขาย (Output Tax) คือ VAT ที่เราเรียกเก็บจากลูกค้าตอนขายสินค้าหรือให้บริการ
- ภาษีซื้อ (Input Tax) คือ VAT ที่เราจ่ายให้ผู้ขายตอนซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการมาใช้ในกิจการ
ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ต้องชำระส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าเดือนไหนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินขอคืนเป็นเงินสดได้ หรือจะเก็บไว้เป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไปก็ได้
ตัวอย่าง: บริษัท สมาร์ทเทค จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที เดือนตุลาคมซื้อโน้ตบุ๊กเข้าร้าน 500,000 บาท และขายออกไป 700,000 บาท (ทั้งสองยอดยังไม่รวม VAT)
| รายการ | มูลค่าก่อน VAT (บาท) | VAT 7% (บาท) |
| ขายสินค้าให้ลูกค้า (ภาษีขาย) | 700,000 | 49,000 |
| ซื้อสินค้าเข้าร้าน (ภาษีซื้อ) | 500,000 | 35,000 |
| ภาษีที่ต้องชำระเดือนนี้ | – | 14,000 |
สังเกตว่าบริษัทจ่ายภาษีเฉพาะส่วนที่ “เพิ่มมูลค่า” คือกำไรขั้นต้น 200,000 บาท × 7% = 14,000 บาท ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “มูลค่าเพิ่ม” นั่นเอง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการคำนวณและการยื่นแบบได้ที่ ภ.พ.30 คืออะไร? สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนยื่นภาษี
ภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาใช้เครดิตภาษีได้ (Non-deductible Input Tax) มีอะไรบ้าง
ภาษีซื้อต้องห้าม คือ VAT ที่เราจ่ายไปจริง แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) รายการที่พบบ่อยมีดังนี้
| ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม | ตัวอย่างที่เจอบ่อย |
| ไม่มีใบกำกับภาษี หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้จ่ายไปจริง | ซื้อของแล้วได้แค่บิลเงินสดธรรมดา |
| ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ครบหรือผิดในสาระสำคัญ | ชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อผิด |
| ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ | ซื้อของใช้ส่วนตัวแต่ออกใบกำกับในนามบริษัท |
| ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับการรับรอง | ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า ของขวัญปีใหม่ |
| ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออก | ผู้ขายยังไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้ |
| ภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง | ซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่ารถเก๋ง รวมถึงค่าน้ำมันและค่าซ่อม (ยกเว้นธุรกิจขายหรือให้เช่ารถโดยตรง) |
| ใบกำกับภาษีอย่างย่อ | ใบเสร็จจากเครื่อง POS ที่ไม่มีชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ |
| ภาษีซื้อของกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT | ซื้ออุปกรณ์มาใช้กับธุรกิจห้องเช่า |
เคสที่เจอบ่อยในธุรกิจครอบครัวคือ เจ้าของซื้อโทรศัพท์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้าน แล้วขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทเพื่อหวังเครดิต VAT แบบนี้เข้าข่ายภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ ถ้าถูกตรวจพบต้องคืนภาษีพร้อมเบี้ยปรับ
ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังนำไปถือเป็นรายจ่ายตอนคำนวณภาษีเงินได้ได้ แต่บางรายการก็ไม่ได้ ควรตรวจกับนักบัญชีเป็นรายกรณี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี
ธุรกิจประเภทไหนได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
ธุรกิจที่ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกิจการขนาดย่อมที่รายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนกลุ่มที่สองคือกิจการที่ประมวลรัษฎากร (หลัก ๆ คือมาตรา 81) ยกเว้นไว้ตามลักษณะของกิจการ ซึ่งไม่ต้องจดไม่ว่ารายรับจะสูงแค่ไหน
ตัวอย่างกิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น
- ขายพืชผลทางการเกษตรและสัตว์ที่ยังไม่ได้แปรรูป รวมถึงปุ๋ย อาหารสัตว์ และยาหรือเคมีภัณฑ์สำหรับพืชและสัตว์
- ขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และตำราเรียน
- บริการการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมาย
- บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
- บริการขนส่งในประเทศ
- การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้องเช่า อาคารพาณิชย์
- บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ งานศิลปวัฒนธรรมตามที่อธิบดีกำหนด และการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
- กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน (มาตรา 77/3) เช่น รายรับดอกเบี้ยของธนาคาร เบี้ยประกันชีวิต และการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้า
ข้อควรจำคือ กิจการที่ได้รับยกเว้นจะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไม่ได้ ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ และขอคืนภาษีซื้อที่จ่ายไปก็ไม่ได้ VAT ที่จ่ายตอนซื้อของจึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการไปโดยปริยาย อ่านรายการกิจการที่ได้รับยกเว้นแบบละเอียดได้ที่ กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย
ความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT กับธุรกิจที่เสีย VAT 0% คืออะไร
สองคำนี้ฟังดูคล้ายกันเพราะลูกค้าไม่ต้องจ่าย VAT เหมือนกัน แต่ในทางภาษีต่างกันมาก ธุรกิจที่ ได้รับยกเว้น อยู่นอกระบบ VAT ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจที่ เสีย VAT 0% (อัตราร้อยละศูนย์ตามมาตรา 80/1) ยังอยู่ในระบบ เพียงแต่คิดภาษีขายเป็นศูนย์
| ประเด็น | ได้รับยกเว้น VAT | เสีย VAT อัตรา 0% |
| ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่ | ไม่ต้อง | ต้องจด |
| เรียกเก็บ VAT จากลูกค้า | ไม่ได้ | เก็บในอัตรา 0% |
| ออกใบกำกับภาษี | ไม่ได้ | ต้องออก |
| ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน | ไม่ต้อง | ต้องยื่น |
| ขอคืนภาษีซื้อ | ไม่ได้ ภาษีซื้อกลายเป็นต้นทุน | ได้ ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตเดือนถัดไป |
| ตัวอย่างกิจการ | ขายผักสด โรงเรียน ห้องเช่า | ส่งออกสินค้า บริการที่ทำในไทยแต่ใช้ในต่างประเทศ ขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศหรือทางเรือ |
ตัวอย่าง: โรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่งซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ 1,000,000 บาท จ่าย VAT ไป 70,000 บาท แล้วส่งออกสินค้าทั้งหมดไปต่างประเทศ ภาษีขายเป็น 0 บาท โรงงานจึงขอคืนภาษีซื้อ 70,000 บาทได้ทั้งจำนวน ต่างจากร้านขายผักสดที่ได้รับยกเว้น ซึ่งจ่าย VAT ตอนซื้อถุงหรือตู้แช่ไปเท่าไรก็ขอคืนไม่ได้
ถ้าค้าขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่า
ต้องจด ถ้ารายรับรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพราะกฎหมายไม่ได้แยกว่าขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Social Commerce หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด
ประเด็นที่แม่ค้าออนไลน์พลาดบ่อยคือการดูยอดขายแยกทีละช่องทาง ทั้งที่ต้องนำรายรับจากทุกช่องทางของกิจการมารวมกัน และต้องนับยอดขายเต็ม ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม
ตัวอย่าง: ร้านน้ำหอมของคุณเจนขายผ่าน Shopee เดือนละ 90,000 บาท TikTok Shop เดือนละ 40,000 บาท และ LINE อีกเดือนละ 30,000 บาท ดูทีละช่องทางเหมือนยอดไม่สูง แต่รวมกันแล้วเดือนละ 160,000 บาท หรือปีละ 1,920,000 บาท ซึ่งเกินเกณฑ์แล้ว
ปัจจุบันกรมสรรพากรเห็นข้อมูลร้านค้าออนไลน์ชัดขึ้นมาก เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้กรมสรรพากร โดยเริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 และต้องส่งภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี
อีกช่องทางหนึ่งคือกฎหมาย e-Payment ที่ให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลบัญชีที่มีการรับเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี การปล่อยให้ยอดขายเกินเกณฑ์โดยไม่จดทะเบียนจึงเสี่ยงกว่าที่เคยเป็นมาก
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใช้เอกสารอะไรบ้าง
เอกสารหลักคือแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ แผนที่และภาพถ่ายสถานประกอบการ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการหรือผู้มีอำนาจลงนาม โดยนิติบุคคลต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพิ่มเติม รายการทั้งหมดตามรายการเอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร สรุปได้ดังนี้
| เอกสาร | บุคคลธรรมดา | นิติบุคคล |
| แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 (3 ฉบับ) | ต้องใช้ | ต้องใช้ |
| สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน | ของผู้ประกอบการ | ของผู้มีอำนาจลงนาม |
| หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ หรือสัญญาเช่าที่ติดอากรแสตมป์ | ต้องใช้ | ต้องใช้ |
| แผนที่ตั้งสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่าย | ต้องใช้ | ต้องใช้ |
| สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ | – | ต้องใช้ |
| สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ | – | ต้องใช้ |
| หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ และสำเนาเอกสารของเจ้าของสถานที่ (กรณีเช่าหรือใช้สถานที่ของผู้อื่น) | ต้องใช้ | ต้องใช้ |
| หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ และสำเนาบัตรของผู้มอบ-ผู้รับมอบ (กรณีมอบอำนาจ) | ต้องใช้ | ต้องใช้ |
เคล็ดลับจากหน้างานคือ ภาพถ่ายสถานประกอบการควรเห็นป้ายชื่อกิจการและเลขที่ตั้งชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้บ้านเป็นสำนักงาน เพราะเจ้าหน้าที่อาจมาตรวจสถานที่จริงก่อนอนุมัติ ถ้าไม่พบร่องรอยการประกอบกิจการ การพิจารณาอาจล่าช้าออกไป
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ทำอย่างไร
ผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม หรือจะยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ก็ได้ ตามข้อมูลวิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร
ขั้นตอนโดยรวมของการจดทะเบียนออนไลน์มีดังนี้
- เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทางอินเทอร์เน็ต
- เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้งานของกรมสรรพากร หากยังไม่มีต้องสมัครก่อน
- กรอกคำขอ ภ.พ.01 ในระบบ และอัปโหลดไฟล์เอกสารประกอบตามรายการในหัวข้อก่อนหน้า
- เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร และอาจนัดตรวจสถานประกอบการ
- เมื่ออนุมัติ จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการทุกแห่ง
ตามคู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 27 วัน สำหรับคนที่กำลังจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ยังเลือกยื่นคำขอจด VAT ไปพร้อมกันผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ด้วย ช่วยลดการเดินเรื่องหลายหน่วยงาน
หลังจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการต้องทำอะไรบ้าง
หลังได้ ภ.พ.20 ผู้ประกอบการมีหน้าที่หลัก 3 เรื่อง คือ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน พร้อมเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างไร
ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเพื่อยืนยันว่าได้เรียกเก็บ VAT ไปเท่าไร ตามมาตรา 86 ต้องออกทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ และต้องออก “ทันที” ที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น โดยทั่วไปการขายสินค้าจะเกิดเมื่อส่งมอบของ ส่วนการให้บริการจะเกิดเมื่อได้รับชำระเงิน
ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการตามมาตรา 86/4 ดังนี้
- คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออก
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ (ถ้าผู้ซื้อจด VAT ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและสำนักงานใหญ่หรือสาขาด้วย)
- หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
- ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
- จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแยกออกจากมูลค่าสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน
- วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
- ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด
ธุรกิจค้าปลีกที่ขายให้ผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ ส่วนธุรกิจที่อยากลดงานกระดาษ ก็เลือกออกเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้
ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือลืมใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ผลคือลูกค้านำใบกำกับไปขอเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ และต้องขอให้เรายกเลิกแล้วออกใบใหม่ ดูตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้องได้ที่ ใบกำกับภาษีคืออะไร สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง
ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายอย่างไร
ตามมาตรา 87 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สำหรับกิจการที่ขายสินค้า) แยกเป็นรายสถานประกอบการ และต้องลงรายการภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ขายหรือได้รับสินค้าหรือบริการ
| รายงาน | บันทึกอะไร | ใครต้องทำ |
| รายงานภาษีขาย | ใบกำกับภาษีทุกใบที่เราออกให้ลูกค้า เรียงตามวันที่และเลขที่ | ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย |
| รายงานภาษีซื้อ | ใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ขายและนำมาใช้ขอเครดิต | ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย |
| รายงานสินค้าและวัตถุดิบ | ปริมาณสินค้าและวัตถุดิบรับเข้า-จ่ายออก-คงเหลือ | กิจการที่ขายสินค้า |
รายงานเหล่านี้ต้องเก็บคู่กับใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ในทางปฏิบัติ รายงานคือข้อมูลชุดเดียวกับที่ใช้กรอกแบบ ภ.พ.30 ถ้ารายงานคลาดเคลื่อน แบบที่ยื่นก็ผิดตามไปด้วย
ธุรกิจที่บันทึกใบกำกับภาษีเข้าระบบทุกวันแทบไม่มีปัญหาตอนสิ้นเดือน ต่างจากธุรกิจที่เก็บบิลใส่กล่องแล้วค่อยมาไล่ทำทีเดียว การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ที่ช่วยเตรียมข้อมูล สร้างแบบยื่นภาษีแบบต่าง ๆ และนำออกไฟล์ได้สะดวก จึงช่วยลดงานคีย์ซ้ำและลดโอกาสที่ตัวเลขในรายงานกับแบบยื่นจะไม่ตรงกัน
ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนหรือไม่
ต้องยื่นทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายหรือไม่มีภาษีต้องชำระเลยก็ตาม (เรียกกันว่า “ยื่นแบบเปล่า”) ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่สรุปภาษีขายและภาษีซื้อของเดือนนั้น
กำหนดยื่นแบบกระดาษคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นทางอินเทอร์เน็ตจะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน เป็นภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ตามประกาศขยายเวลาที่มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2570
ตัวอย่าง: ร้านรับทำป้ายโฆษณาแห่งหนึ่งปิดร้านช่วงสงกรานต์ทั้งเดือนเมษายน ไม่มีทั้งยอดขายและยอดซื้อ เจ้าของจึงไม่ได้ยื่น ภ.พ.30 เพราะคิดว่าไม่มีภาษีต้องจ่าย ผลคือถูกเรียกค่าปรับฐานไม่ยื่นแบบตามกำหนด ทั้งที่ถ้ายื่นแบบเปล่าผ่านระบบออนไลน์ใช้เวลาไม่กี่นาที
เอกสารและแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง
แบบฟอร์มที่ผู้ประกอบการจะได้ใช้บ่อยมีทั้งแบบที่ใช้ตอนเข้าระบบ ระหว่างประกอบกิจการ และตอนออกจากระบบ ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมในที่เดียว
| แบบฟอร์ม/เอกสาร | ใช้ทำอะไร | ใช้เมื่อไร |
| ภ.พ.01 | คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม | ก่อนเริ่มกิจการ หรือภายใน 30 วันหลังรายรับเกินเกณฑ์ |
| ภ.พ.01.1 | คำขอแจ้งขอใช้สิทธิจดทะเบียน สำหรับกิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการเลือกเสียภาษี | ยื่นพร้อม ภ.พ.01 เมื่อต้องการเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ |
| ภ.พ.20 | ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม | ได้รับเมื่ออนุมัติ ต้องแสดงไว้ที่สถานประกอบการ |
| ภ.พ.30 | แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน | ทุกเดือน |
| ภ.พ.36 | แบบนำส่งภาษีแทนผู้ประกอบการต่างประเทศ | เมื่อจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ |
| ภ.พ.09 | แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน เช่น ย้ายที่ตั้ง เพิ่มสาขา หรือเลิกกิจการ | เมื่อข้อมูลกิจการเปลี่ยนแปลง |
| ใบกำกับภาษี | หลักฐานการเรียกเก็บ VAT | ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ |
ภ.พ. 30, ภ.พ. 36 และใบกำกับภาษี ต่างกันอย่างไร
ทั้งสามอย่างเกี่ยวกับ VAT เหมือนกัน แต่คนละบทบาท ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานของแต่ละรายการซื้อขาย ภ.พ.30 เป็นแบบสรุปภาษีของทั้งเดือน ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ใช้นำส่ง VAT “แทน” ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ
ภ.พ.30 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้ยื่นทุกเดือน เพื่อแสดงภาษีขาย ภาษีซื้อ และภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน
ภ.พ.36 ใช้เมื่อเราจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งให้บริการในต่างประเทศแต่เราใช้ประโยชน์ในไทย เช่น ค่าที่ปรึกษาหรือค่าบริการซอฟต์แวร์จากบริษัทต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินต้องนำส่ง VAT 7% แทนภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 15) หน้าที่นี้ใช้กับผู้จ่ายทุกราย ไม่ว่าจะจด VAT หรือไม่ก็ตาม
ผู้ประกอบการที่จด VAT และแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์ มักจะไม่ถูกเรียกเก็บ VAT บนใบแจ้งหนี้ กรณีนี้ต้องประเมินและนำส่งภาษีเองผ่าน ภ.พ.36 เช่นกัน
ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งจ่ายค่าระบบบริหารลูกค้าให้ผู้ให้บริการในสิงคโปร์เดือนกันยายน 100,000 บาท ต้องยื่น ภ.พ.36 นำส่ง VAT 7,000 บาทภายในวันที่ 7 ตุลาคม (หรือวันที่ 15 ตุลาคมถ้ายื่นออนไลน์) จากนั้นนำใบเสร็จการนำส่งภาษีมาใช้เป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนที่นำส่งได้
| ประเด็น | ใบกำกับภาษี | ภ.พ.30 | ภ.พ.36 |
| หน้าที่ | หลักฐานการเก็บ VAT ต่อรายการ | สรุปภาษีรายเดือน | นำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการต่างประเทศ |
| ใครออกหรือยื่น | ผู้ขายที่จด VAT | ผู้ประกอบการจดทะเบียน | ผู้จ่ายค่าบริการ (จดหรือไม่จด VAT ก็ได้) |
| กำหนดเวลา | ทันทีที่ความรับผิดเกิดขึ้น | วันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์วันที่ 23) | 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์วันที่ 15) |
ข้อดีและข้อควรระวังของการจดทะเบียน VAT มีอะไรบ้าง
การจด VAT ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือและขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ก็มาพร้อมภาระเอกสาร การยื่นแบบทุกเดือน และผลกระทบต่อราคาขาย ธุรกิจแต่ละแบบจึงได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน
| ข้อดี | ข้อควรระวัง |
| ลูกค้าองค์กรมั่นใจมากขึ้น เพราะนำใบกำกับภาษีไปขอเครดิตภาษีซื้อได้ | ลูกค้ารายย่อยรู้สึกว่าราคาแพงขึ้น 7% ถ้าบวก VAT เพิ่มจากราคาเดิม |
| นำภาษีซื้อมาหักภาษีขายได้ ลดต้นทุนแฝง | ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ไม่มียอดขาย |
| ธุรกิจส่งออกขอคืนภาษีซื้อเป็นเงินสดได้ | ภาระงานเอกสารและค่าทำบัญชีเพิ่มขึ้น |
| ระบบเอกสารเป็นมาตรฐาน ใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้ดี | ต้องนำส่ง VAT แม้ลูกค้าที่ซื้อเงินเชื่อยังไม่จ่ายเงิน |
| แข่งขันในตลาด B2B ได้เต็มที่ | ขอถอนทะเบียนได้ยาก ต้องมีรายรับต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี |
ธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภคปลายทางเป็นหลักควรวางแผนราคาใหม่ก่อนถึงวันจดทะเบียน ส่วนธุรกิจที่ขายให้บริษัทมักได้ประโยชน์เกือบทันที อ่านผลกระทบในมุมธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ไม่ได้จด VAT ส่งผลอย่างไรกับธุรกิจ
ไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ มีโทษอะไรบ้าง
ผู้ที่มีรายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่จดทะเบียน ยังต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ และต้องเจอโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามประมวลรัษฎากร ดังนี้
| ประเภทโทษ | รายละเอียด | ฐานกฎหมาย |
| ภาษีที่ต้องชำระ | ภาษีจากยอดขายตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ ซึ่งเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้แล้ว ต้องควักจ่ายเอง | มาตรา 82 |
| เบี้ยปรับ | 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า | มาตรา 89 (1) |
| เงินเพิ่ม | 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ไม่เกินจำนวนภาษี) | มาตรา 89/1 |
| โทษอาญา | จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ | มาตรา 90/2 |
ถ้ายังไม่ได้จดแต่แอบออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โทษจะหนักขึ้นมาก เพราะถือเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ ตามมาตรา 90/4 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท
ตัวอย่าง (ตัวเลขประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ): ร้านของคุณเจนยอดขายเกินเกณฑ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แล้วขายต่ออีก 4 เดือนโดยไม่จด VAT เดือนละ 160,000 บาท ถ้าคิดภาษีเดือนละ 11,200 บาท (7% ของยอดขาย) ภาษีรวม 4 เดือนคือ 44,800 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่าอีก 89,600 บาท ยังไม่รวมเงินเพิ่มรายเดือน รวมแล้วอาจต้องจ่ายเกิน 140,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้เก็บ VAT จากลูกค้าเลยสักบาท
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่ากำหนดมีบทลงโทษอย่างไร
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่า 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ถือว่าประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนในช่วงที่ล่าช้า จึงต้องเสียภาษีของช่วงนั้น พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) (2 เท่าของภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
ข่าวดีคือ ถ้ารู้ตัวแล้วรีบไปจดทะเบียนพร้อมยื่นแบบและชำระภาษีของช่วงที่ล่าช้าเอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจพบ เบี้ยปรับจะได้รับการลดตามคำสั่งกรมสรรพากรเรื่องการงดหรือลดเบี้ยปรับ (ท.ป.81/2542) โดยเหลือเพียง 2%, 5%, 10% หรือ 20% ของเบี้ยปรับเต็ม ขึ้นกับว่าชำระช้าไปนานแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจพบก่อน จะลดได้เหลือ 40% ส่วนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนนั้นกรมสรรพากรไม่มีอำนาจงดให้
ตัวอย่าง: ร้านอาหารแห่งหนึ่งมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ต้องยื่นจดภายใน 30 วัน แต่เจ้าของเพิ่งรู้ตัวและไปจดในเดือนมิถุนายน ยอดขายช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมจึงต้องคำนวณภาษีและยื่นย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่เพราะไปแจ้งเองก่อนถูกตรวจ จึงมีโอกาสได้รับการลดเบี้ยปรับตามระเบียบ
คำแนะนำที่ให้กับลูกค้ามาตลอดคือ ถ้ารู้ว่าช้าแล้ว อย่ารอ ยิ่งปล่อยนาน เงินเพิ่มยิ่งพอกพูน และถ้าถูกตรวจพบก่อน ส่วนลดเบี้ยปรับก็จะน้อยลงตามไปด้วย
ยกเลิกหรือปิดกิจการต้องยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร
ถ้าเลิกประกอบกิจการ ต้องแจ้งเลิกต่อกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.พ.09 ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เลิก พร้อมคืนใบทะเบียน ภ.พ.20 ตามมาตรา 85/15 ส่วนธุรกิจที่ยังเปิดอยู่แต่รายรับลดลง ขอถอนทะเบียนได้เมื่อรายรับต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ตามมาตรา 85/10
เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ สินค้าคงเหลือและทรัพย์สินที่มีไว้ใช้ในกิจการ ณ วันเลิกกิจการ กฎหมายถือว่าเป็น “การขาย” ตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) จึงต้องคำนวณ VAT จากมูลค่าเหล่านั้นด้วย และยังต้องยื่น ภ.พ.30 ให้ครบถึงเดือนที่เลิกกิจการ
ตัวอย่าง: ร้านเครื่องเขียนตัดสินใจปิดกิจการสิ้นเดือนมิถุนายน วันนั้นยังมีสินค้าค้างสต๊อกมูลค่า 50,000 บาท และตู้โชว์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในร้าน ร้านต้องนำมูลค่าสินค้าและทรัพย์สินเหล่านี้มาคำนวณ VAT แจ้งเลิกด้วย ภ.พ.09 ภายในกลางเดือนกรกฎาคม และยื่น ภ.พ.30 ของเดือนมิถุนายนให้เรียบร้อย
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จะเลิกกิจการ ต้องดำเนินการจดทะเบียนเลิกกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าควบคู่ไปด้วย ถ้าไม่แจ้งเลิกกับกรมสรรพากรตามกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 90/1
ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม
นอกจากเรื่องหลักที่กล่าวมา ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ไว้ เพื่อไม่ให้พลาดโดยไม่ตั้งใจ
- อัตรา 7% เป็นมาตรการชั่วคราว รัฐบาลต่ออายุเป็นรอบ ๆ ล่าสุดมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ควรติดตามประกาศทุกปีเพื่อปรับราคาและระบบออกเอกสารให้ทัน
- กิจการหลายสาขา ยื่นคำขอจดทะเบียนที่เดียว แต่จะได้ ภ.พ.20 สำหรับทุกสาขา และยื่น ภ.พ.30 แยกรายสาขา เว้นแต่ได้รับอนุมัติให้ยื่นรวมกัน
- ภ.พ.20 หายหรือชำรุด ต้องยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบ
- ตรวจสอบคู่ค้าก่อนรับใบกำกับภาษี ใช้บริการตรวจสอบผู้ประกอบการจดทะเบียนบนเว็บไซต์กรมสรรพากร เพื่อป้องกันการรับใบกำกับภาษีจากผู้ไม่มีสิทธิออก
- สงสัยเรื่องภาษี ติดต่อศูนย์สารนิเทศสรรพากรได้ที่หมายเลข 1161
สุดท้ายนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหนีไม่พ้นเมื่อธุรกิจเติบโต จด VAT คือการเข้าสู่ระบบที่มาพร้อมทั้งสิทธิขอคืนภาษีซื้อและหน้าที่ยื่นแบบทุกเดือน และควรทำทันทีเมื่อรายรับจ่อเกิน 1.8 ล้านบาท ถ้าวางระบบเอกสารตั้งแต่วันแรก และใช้ตัวช่วยอย่าง PEAK Tax เตรียมข้อมูลและแบบยื่นภาษีให้พร้อมทุกเดือน เรื่อง VAT ก็จะกลายเป็นงานประจำที่ไม่น่ากังวลอีกต่อไป
PEAK มีแหล่งความรู้ให้ศึกษาต่อได้ฟรี ทั้ง บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ มี บทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ
แหล่งอ้างอิง:
- กรมสรรพากร – ประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร – ประมวลรัษฎากร มาตรา 80-82
- กรมสรรพากร – ประมวลรัษฎากร มาตรา 85-86
- กรมสรรพากร – ประมวลรัษฎากร มาตรา 87-90
- พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)
- กรมสรรพากร – วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร – รายการเอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร – ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
- กรมสรรพากร – เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม
- คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง การงดหรือลดเบี้ยปรับ
- ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ – คู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- กรมสรรพากร – การนำส่งข้อมูลรายได้ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
- กรมประชาสัมพันธ์ – กรมสรรพากรให้แพลตฟอร์มออนไลน์ส่งข้อมูลรายได้ร้านค้า
คำถามที่พบบ่อย เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม
บุคคลธรรมดาที่จด VAT แล้ว จำเป็นต้องเปิดบริษัทด้วยไหม
ไม่จำเป็น บุคคลธรรมดาจด VAT ได้โดยไม่ต้องตั้งบริษัท แต่ภาษีเงินได้ยังคำนวณแบบบุคคลธรรมดาเหมือนเดิม
บุคคลธรรมดาที่จด VAT ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินหรือไม่
ไม่ต้อง การรับรองงบเป็นหน้าที่ของห้างหุ้นส่วนและบริษัท แต่บุคคลธรรมดายังต้องทำรายงานภาษีและเก็บเอกสารให้ครบ
ถ้าย้ายที่ตั้งสถานประกอบการหลังจด VAT ต้องทำอย่างไร
ต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งย้ายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันย้าย ณ สำนักงานสรรพากรที่จดทะเบียนไว้
ขายของใช้ส่วนตัวมือสองออนไลน์ ต้องนับรวมเป็นรายรับเพื่อจด VAT ไหม
โดยทั่วไปไม่ต้องนับ หากเป็นการขายของส่วนตัวเป็นครั้งคราว ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อเป็นปกติธุระในทางการค้า แต่ถ้าขายเป็นประจำจนเข้าลักษณะประกอบธุรกิจ ต้องนับรวมเป็นรายได้จากการขายสินค้าด้วย
ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทันทีเลยไหม
ไม่ได้ ต้องยื่นขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินกับกรมสรรพากรก่อน จึงจะใช้ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
