Table of Contents

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax หรือ VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เก็บจาก “มูลค่าที่เพิ่มขึ้น” ในแต่ละทอดของการขายสินค้าหรือให้บริการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค

คนที่แบกภาระภาษีจริงคือผู้บริโภคคนสุดท้าย ส่วนผู้ประกอบการทำหน้าที่เหมือน “ตัวกลาง” ที่เก็บภาษีจากลูกค้า แล้วนำส่งกรมสรรพากรหลังหักภาษีที่ตัวเองจ่ายไปตอนซื้อของออกแล้ว

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายคือ 10% แต่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราต่อเนื่องมาหลายปี ฉบับล่าสุดคือ พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ที่ให้คงอัตรารวมไว้ที่ 7% (ภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% บวกภาษีท้องถิ่นอีก 0.7%) ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

สำหรับเจ้าของธุรกิจ VAT สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะกระทบทั้ง 3 เรื่องหลักของกิจการ ได้แก่

  • ราคาขาย: ต้องตัดสินใจว่าจะบวก VAT เพิ่มจากราคาเดิม หรือยอมให้ VAT อยู่ในราคาเดิมแล้วรับกำไรที่ลดลง
  • ความน่าเชื่อถือ: ลูกค้าองค์กรจำนวนมากต้องการใบกำกับภาษีเพื่อนำไปขอเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ธุรกิจที่จด VAT มีแต้มต่อเวลาขายแบบ B2B (ธุรกิจขายให้ธุรกิจ)
  • กระแสเงินสด: เป็นเงินที่กิจการต้องนำส่งภาษีทุกเดือน แม้บางครั้งลูกค้ายังไม่ได้จ่ายเงินให้เราเลย

ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ การแจ้งต่อกรมสรรพากรเพื่อเข้าสู่ระบบ VAT อย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้ที่ถูกบังคับให้จดคือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระในประเทศไทย และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท

ถ้าจะอธิบายให้สั้นที่สุด จด VAT คือ การที่ธุรกิจได้รับ “ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” (แบบ ภ.พ.20) ซึ่งทำให้มีทั้งสิทธิและหน้าที่ในการเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกเดือน

กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนแบ่งได้ดังนี้

  • ผู้ประกอบการที่รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กลุ่มนี้ต้องจดตามกฎหมาย
  • ผู้ประกอบการรายเล็กที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ถูกบังคับ แต่ขอจดโดยสมัครใจได้ เช่น ต้องการขายให้ลูกค้าองค์กร
  • กิจการที่กฎหมายยกเว้น VAT แต่ขอเลือกเสียภาษี บางประเภทมีสิทธิขอจดได้ตามมาตรา 81/3 เช่น ผู้ขายสินค้าเกษตรหรือปุ๋ยที่ต้องการขอคืนภาษีซื้อ
  • ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service) เช่น แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขายบริการให้ผู้ใช้ในไทยและมีรายรับเกินเกณฑ์ ก็ต้องจดทะเบียนในไทยเช่นกัน

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยมากคือ เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับจาก รายรับ (ยอดขายก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย) ไม่ใช่กำไร ร้านที่ขายได้ 2 ล้านบาทแต่กำไรแค่ 2 แสนบาท ก็ถือว่าเกินเกณฑ์แล้ว


รายได้เท่าไหร่ถึงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ต้องจดเมื่อรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1,800,000 บาทต่อปี และต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนคนที่รู้อยู่แล้วว่ากิจการจะมีรายรับเกินเกณฑ์ ก็ยื่นจดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้เลย

คำว่า “เกิน” สำคัญมาก ถ้ารายรับทั้งปีเท่ากับ 1,800,000 บาทพอดี ยังถือเป็นกิจการขนาดย่อมที่ไม่ถูกบังคับให้จด

ตัวอย่าง: คุณมิ้นท์เปิดร้านเสื้อผ้าตั้งแต่ต้นปี ยอดขายสะสมถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1,700,000 บาท พอวันที่ 18 สิงหาคม ยอดขายสะสมขยับขึ้นเป็น 1,812,000 บาท วันที่ 18 สิงหาคมจึงเป็น “วันที่รายรับเกินเกณฑ์” คุณมิ้นท์ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันนั้น 

ตารางด้านล่างสรุปสถานการณ์ที่พบบ่อย เพื่อให้เช็กได้เร็วว่าธุรกิจของเราเข้าข่ายหรือยัง

สถานการณ์ต้องจด VAT หรือไม่
รายรับทั้งปี 1,500,000 บาทไม่บังคับ แต่ขอจดโดยสมัครใจได้
รายรับทั้งปี 1,800,000 บาทพอดีไม่บังคับ เพราะยังไม่ “เกิน” เกณฑ์
รายรับทั้งปี 1,900,000 บาทต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท
เพิ่งเปิดกิจการ คาดว่ารายรับจะเกินเกณฑ์จดก่อนเริ่มประกอบกิจการได้
ทำกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT รายรับ 3,000,000 บาทไม่ต้องจด (บางประเภทขอจดเลือกเสียภาษีได้)

วิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% พร้อมตัวอย่าง

หลักคิดง่ายที่สุดคือ นำราคาสินค้าหรือบริการ ก่อน VAT คูณด้วย 7% แต่ถ้าราคาที่ติดไว้ รวม VAT แล้ว ให้คูณด้วย 7/107 เพื่อแยก VAT ออกมา

ตัวอย่าง: ร้านขายรองเท้าตั้งราคาป้ายคู่ละ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) VAT ที่อยู่ในราคานี้คือ 1,070 × 7/107 = 70 บาท ส่วนราคาสินค้าก่อน VAT คือ 1,000 บาท

สูตรคำนวณภาษีขาย หัก ภาษีซื้อ ทำอย่างไร

ภาษีที่ผู้ประกอบการต้องนำส่งในแต่ละเดือนคำนวณจากสูตรนี้

ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ

  • ภาษีขาย (Output Tax) คือ VAT ที่เราเรียกเก็บจากลูกค้าตอนขายสินค้าหรือให้บริการ
  • ภาษีซื้อ (Input Tax) คือ VAT ที่เราจ่ายให้ผู้ขายตอนซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการมาใช้ในกิจการ

ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ต้องชำระส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าเดือนไหนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนที่เกินขอคืนเป็นเงินสดได้ หรือจะเก็บไว้เป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไปก็ได้

ตัวอย่าง: บริษัท สมาร์ทเทค จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที เดือนตุลาคมซื้อโน้ตบุ๊กเข้าร้าน 500,000 บาท และขายออกไป 700,000 บาท (ทั้งสองยอดยังไม่รวม VAT)

รายการมูลค่าก่อน VAT (บาท)VAT 7% (บาท)
ขายสินค้าให้ลูกค้า (ภาษีขาย)700,00049,000
ซื้อสินค้าเข้าร้าน (ภาษีซื้อ)500,00035,000
ภาษีที่ต้องชำระเดือนนี้–14,000

สังเกตว่าบริษัทจ่ายภาษีเฉพาะส่วนที่ “เพิ่มมูลค่า” คือกำไรขั้นต้น 200,000 บาท × 7% = 14,000 บาท ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “มูลค่าเพิ่ม” นั่นเอง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการคำนวณและการยื่นแบบได้ที่ ภ.พ.30 คืออะไร? สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนยื่นภาษี


ภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาใช้เครดิตภาษีได้ (Non-deductible Input Tax) มีอะไรบ้าง

ภาษีซื้อต้องห้าม คือ VAT ที่เราจ่ายไปจริง แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) รายการที่พบบ่อยมีดังนี้

ประเภทภาษีซื้อต้องห้ามตัวอย่างที่เจอบ่อย
ไม่มีใบกำกับภาษี หรือพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้จ่ายไปจริงซื้อของแล้วได้แค่บิลเงินสดธรรมดา
ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ครบหรือผิดในสาระสำคัญชื่อ ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อผิด
ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับการประกอบกิจการซื้อของใช้ส่วนตัวแต่ออกใบกำกับในนามบริษัท
ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับการรับรองค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า ของขวัญปีใหม่
ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกผู้ขายยังไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้
ภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่ารถเก๋ง รวมถึงค่าน้ำมันและค่าซ่อม (ยกเว้นธุรกิจขายหรือให้เช่ารถโดยตรง)
ใบกำกับภาษีอย่างย่อใบเสร็จจากเครื่อง POS ที่ไม่มีชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ
ภาษีซื้อของกิจการที่ได้รับยกเว้น VATซื้ออุปกรณ์มาใช้กับธุรกิจห้องเช่า

เคสที่เจอบ่อยในธุรกิจครอบครัวคือ เจ้าของซื้อโทรศัพท์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้าน แล้วขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทเพื่อหวังเครดิต VAT แบบนี้เข้าข่ายภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ ถ้าถูกตรวจพบต้องคืนภาษีพร้อมเบี้ยปรับ

ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังนำไปถือเป็นรายจ่ายตอนคำนวณภาษีเงินได้ได้ แต่บางรายการก็ไม่ได้ ควรตรวจกับนักบัญชีเป็นรายกรณี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี


ธุรกิจประเภทไหนได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม

ธุรกิจที่ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกิจการขนาดย่อมที่รายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนกลุ่มที่สองคือกิจการที่ประมวลรัษฎากร (หลัก ๆ คือมาตรา 81) ยกเว้นไว้ตามลักษณะของกิจการ ซึ่งไม่ต้องจดไม่ว่ารายรับจะสูงแค่ไหน

ตัวอย่างกิจการที่ได้รับยกเว้น เช่น

  • ขายพืชผลทางการเกษตรและสัตว์ที่ยังไม่ได้แปรรูป รวมถึงปุ๋ย อาหารสัตว์ และยาหรือเคมีภัณฑ์สำหรับพืชและสัตว์
  • ขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และตำราเรียน
  • บริการการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมาย
  • บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
  • บริการขนส่งในประเทศ
  • การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้องเช่า อาคารพาณิชย์
  • บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ งานศิลปวัฒนธรรมตามที่อธิบดีกำหนด และการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
  • กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน (มาตรา 77/3) เช่น รายรับดอกเบี้ยของธนาคาร เบี้ยประกันชีวิต และการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้า

ข้อควรจำคือ กิจการที่ได้รับยกเว้นจะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไม่ได้ ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ และขอคืนภาษีซื้อที่จ่ายไปก็ไม่ได้ VAT ที่จ่ายตอนซื้อของจึงกลายเป็นต้นทุนของกิจการไปโดยปริยาย อ่านรายการกิจการที่ได้รับยกเว้นแบบละเอียดได้ที่ กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย


ความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น VAT กับธุรกิจที่เสีย VAT 0% คืออะไร

สองคำนี้ฟังดูคล้ายกันเพราะลูกค้าไม่ต้องจ่าย VAT เหมือนกัน แต่ในทางภาษีต่างกันมาก ธุรกิจที่ ได้รับยกเว้น อยู่นอกระบบ VAT ทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจที่ เสีย VAT 0% (อัตราร้อยละศูนย์ตามมาตรา 80/1) ยังอยู่ในระบบ เพียงแต่คิดภาษีขายเป็นศูนย์

ประเด็นได้รับยกเว้น VATเสีย VAT อัตรา 0%
ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่ไม่ต้องต้องจด
เรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไม่ได้เก็บในอัตรา 0%
ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ต้องออก
ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนไม่ต้องต้องยื่น
ขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ภาษีซื้อกลายเป็นต้นทุนได้ ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตเดือนถัดไป
ตัวอย่างกิจการขายผักสด โรงเรียน ห้องเช่าส่งออกสินค้า บริการที่ทำในไทยแต่ใช้ในต่างประเทศ ขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศหรือทางเรือ

ตัวอย่าง: โรงงานแปรรูปอาหารแห่งหนึ่งซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ 1,000,000 บาท จ่าย VAT ไป 70,000 บาท แล้วส่งออกสินค้าทั้งหมดไปต่างประเทศ ภาษีขายเป็น 0 บาท โรงงานจึงขอคืนภาษีซื้อ 70,000 บาทได้ทั้งจำนวน ต่างจากร้านขายผักสดที่ได้รับยกเว้น ซึ่งจ่าย VAT ตอนซื้อถุงหรือตู้แช่ไปเท่าไรก็ขอคืนไม่ได้


ถ้าค้าขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเปล่า

ต้องจด ถ้ารายรับรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพราะกฎหมายไม่ได้แยกว่าขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Social Commerce หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด

ประเด็นที่แม่ค้าออนไลน์พลาดบ่อยคือการดูยอดขายแยกทีละช่องทาง ทั้งที่ต้องนำรายรับจากทุกช่องทางของกิจการมารวมกัน และต้องนับยอดขายเต็ม ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม

ตัวอย่าง: ร้านน้ำหอมของคุณเจนขายผ่าน Shopee เดือนละ 90,000 บาท TikTok Shop เดือนละ 40,000 บาท และ LINE อีกเดือนละ 30,000 บาท ดูทีละช่องทางเหมือนยอดไม่สูง แต่รวมกันแล้วเดือนละ 160,000 บาท หรือปีละ 1,920,000 บาท ซึ่งเกินเกณฑ์แล้ว

ปัจจุบันกรมสรรพากรเห็นข้อมูลร้านค้าออนไลน์ชัดขึ้นมาก เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้กรมสรรพากร โดยเริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2567 และต้องส่งภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี

อีกช่องทางหนึ่งคือกฎหมาย e-Payment ที่ให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลบัญชีที่มีการรับเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี การปล่อยให้ยอดขายเกินเกณฑ์โดยไม่จดทะเบียนจึงเสี่ยงกว่าที่เคยเป็นมาก


จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใช้เอกสารอะไรบ้าง

เอกสารหลักคือแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ แผนที่และภาพถ่ายสถานประกอบการ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการหรือผู้มีอำนาจลงนาม โดยนิติบุคคลต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพิ่มเติม รายการทั้งหมดตามรายการเอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร สรุปได้ดังนี้

เอกสารบุคคลธรรมดานิติบุคคล
แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 (3 ฉบับ)ต้องใช้ต้องใช้
สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการของผู้มีอำนาจลงนาม
หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ เช่น ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ หรือสัญญาเช่าที่ติดอากรแสตมป์ต้องใช้ต้องใช้
แผนที่ตั้งสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่ายต้องใช้ต้องใช้
สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์–ต้องใช้
สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท พร้อมวัตถุประสงค์–ต้องใช้
หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ และสำเนาเอกสารของเจ้าของสถานที่ (กรณีเช่าหรือใช้สถานที่ของผู้อื่น)ต้องใช้ต้องใช้
หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ และสำเนาบัตรของผู้มอบ-ผู้รับมอบ (กรณีมอบอำนาจ)ต้องใช้ต้องใช้

เคล็ดลับจากหน้างานคือ ภาพถ่ายสถานประกอบการควรเห็นป้ายชื่อกิจการและเลขที่ตั้งชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้บ้านเป็นสำนักงาน เพราะเจ้าหน้าที่อาจมาตรวจสถานที่จริงก่อนอนุมัติ ถ้าไม่พบร่องรอยการประกอบกิจการ การพิจารณาอาจล่าช้าออกไป


จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ทำอย่างไร

ผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม หรือจะยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ก็ได้ ตามข้อมูลวิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร

ขั้นตอนโดยรวมของการจดทะเบียนออนไลน์มีดังนี้

  1. เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทางอินเทอร์เน็ต
  2. เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้งานของกรมสรรพากร หากยังไม่มีต้องสมัครก่อน
  3. กรอกคำขอ ภ.พ.01 ในระบบ และอัปโหลดไฟล์เอกสารประกอบตามรายการในหัวข้อก่อนหน้า
  4. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร และอาจนัดตรวจสถานประกอบการ
  5. เมื่ออนุมัติ จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการทุกแห่ง

ตามคู่มือการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 27 วัน สำหรับคนที่กำลังจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ยังเลือกยื่นคำขอจด VAT ไปพร้อมกันผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ด้วย ช่วยลดการเดินเรื่องหลายหน่วยงาน


หลังจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการต้องทำอะไรบ้าง

หลังได้ ภ.พ.20 ผู้ประกอบการมีหน้าที่หลัก 3 เรื่อง คือ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน พร้อมเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี

ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างไร

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเพื่อยืนยันว่าได้เรียกเก็บ VAT ไปเท่าไร ตามมาตรา 86 ต้องออกทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ และต้องออก “ทันที” ที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น โดยทั่วไปการขายสินค้าจะเกิดเมื่อส่งมอบของ ส่วนการให้บริการจะเกิดเมื่อได้รับชำระเงิน

ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการตามมาตรา 86/4 ดังนี้

  1. คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
  2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออก
  3. ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ (ถ้าผู้ซื้อจด VAT ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและสำนักงานใหญ่หรือสาขาด้วย)
  4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
  5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
  6.  จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแยกออกจากมูลค่าสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน
  7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
  8. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

ธุรกิจค้าปลีกที่ขายให้ผู้บริโภคจำนวนมาก เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ ส่วนธุรกิจที่อยากลดงานกระดาษ ก็เลือกออกเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือลืมใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ผลคือลูกค้านำใบกำกับไปขอเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ และต้องขอให้เรายกเลิกแล้วออกใบใหม่ ดูตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้องได้ที่ ใบกำกับภาษีคืออะไร สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง

ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายอย่างไร

ตามมาตรา 87 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สำหรับกิจการที่ขายสินค้า) แยกเป็นรายสถานประกอบการ และต้องลงรายการภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ขายหรือได้รับสินค้าหรือบริการ

รายงานบันทึกอะไรใครต้องทำ
รายงานภาษีขายใบกำกับภาษีทุกใบที่เราออกให้ลูกค้า เรียงตามวันที่และเลขที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย
รายงานภาษีซื้อใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ขายและนำมาใช้ขอเครดิตผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย
รายงานสินค้าและวัตถุดิบปริมาณสินค้าและวัตถุดิบรับเข้า-จ่ายออก-คงเหลือกิจการที่ขายสินค้า

รายงานเหล่านี้ต้องเก็บคู่กับใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ในทางปฏิบัติ รายงานคือข้อมูลชุดเดียวกับที่ใช้กรอกแบบ ภ.พ.30 ถ้ารายงานคลาดเคลื่อน แบบที่ยื่นก็ผิดตามไปด้วย

ธุรกิจที่บันทึกใบกำกับภาษีเข้าระบบทุกวันแทบไม่มีปัญหาตอนสิ้นเดือน ต่างจากธุรกิจที่เก็บบิลใส่กล่องแล้วค่อยมาไล่ทำทีเดียว การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ที่ช่วยเตรียมข้อมูล สร้างแบบยื่นภาษีแบบต่าง ๆ และนำออกไฟล์ได้สะดวก จึงช่วยลดงานคีย์ซ้ำและลดโอกาสที่ตัวเลขในรายงานกับแบบยื่นจะไม่ตรงกัน

ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนหรือไม่

ต้องยื่นทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายหรือไม่มีภาษีต้องชำระเลยก็ตาม (เรียกกันว่า “ยื่นแบบเปล่า”) ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่สรุปภาษีขายและภาษีซื้อของเดือนนั้น

กำหนดยื่นแบบกระดาษคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นทางอินเทอร์เน็ตจะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน เป็นภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ตามประกาศขยายเวลาที่มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2570

ตัวอย่าง: ร้านรับทำป้ายโฆษณาแห่งหนึ่งปิดร้านช่วงสงกรานต์ทั้งเดือนเมษายน ไม่มีทั้งยอดขายและยอดซื้อ เจ้าของจึงไม่ได้ยื่น ภ.พ.30 เพราะคิดว่าไม่มีภาษีต้องจ่าย ผลคือถูกเรียกค่าปรับฐานไม่ยื่นแบบตามกำหนด ทั้งที่ถ้ายื่นแบบเปล่าผ่านระบบออนไลน์ใช้เวลาไม่กี่นาที


เอกสารและแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มมีอะไรบ้าง

แบบฟอร์มที่ผู้ประกอบการจะได้ใช้บ่อยมีทั้งแบบที่ใช้ตอนเข้าระบบ ระหว่างประกอบกิจการ และตอนออกจากระบบ ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมในที่เดียว

แบบฟอร์ม/เอกสารใช้ทำอะไรใช้เมื่อไร
ภ.พ.01คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนเริ่มกิจการ หรือภายใน 30 วันหลังรายรับเกินเกณฑ์
ภ.พ.01.1คำขอแจ้งขอใช้สิทธิจดทะเบียน สำหรับกิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการเลือกเสียภาษียื่นพร้อม ภ.พ.01 เมื่อต้องการเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ
ภ.พ.20ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้รับเมื่ออนุมัติ ต้องแสดงไว้ที่สถานประกอบการ
ภ.พ.30แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนทุกเดือน
ภ.พ.36แบบนำส่งภาษีแทนผู้ประกอบการต่างประเทศเมื่อจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ
ภ.พ.09แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน เช่น ย้ายที่ตั้ง เพิ่มสาขา หรือเลิกกิจการเมื่อข้อมูลกิจการเปลี่ยนแปลง
ใบกำกับภาษีหลักฐานการเรียกเก็บ VATทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ

ภ.พ. 30, ภ.พ. 36 และใบกำกับภาษี ต่างกันอย่างไร

ทั้งสามอย่างเกี่ยวกับ VAT เหมือนกัน แต่คนละบทบาท ใบกำกับภาษีเป็นหลักฐานของแต่ละรายการซื้อขาย ภ.พ.30 เป็นแบบสรุปภาษีของทั้งเดือน ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ใช้นำส่ง VAT “แทน” ผู้ให้บริการจากต่างประเทศ

ภ.พ.30 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้ยื่นทุกเดือน เพื่อแสดงภาษีขาย ภาษีซื้อ และภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน

ภ.พ.36 ใช้เมื่อเราจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศ ซึ่งให้บริการในต่างประเทศแต่เราใช้ประโยชน์ในไทย เช่น ค่าที่ปรึกษาหรือค่าบริการซอฟต์แวร์จากบริษัทต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินต้องนำส่ง VAT 7% แทนภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 15) หน้าที่นี้ใช้กับผู้จ่ายทุกราย ไม่ว่าจะจด VAT หรือไม่ก็ตาม

ผู้ประกอบการที่จด VAT และแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์ มักจะไม่ถูกเรียกเก็บ VAT บนใบแจ้งหนี้ กรณีนี้ต้องประเมินและนำส่งภาษีเองผ่าน ภ.พ.36 เช่นกัน

ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งจ่ายค่าระบบบริหารลูกค้าให้ผู้ให้บริการในสิงคโปร์เดือนกันยายน 100,000 บาท ต้องยื่น ภ.พ.36 นำส่ง VAT 7,000 บาทภายในวันที่ 7 ตุลาคม (หรือวันที่ 15 ตุลาคมถ้ายื่นออนไลน์) จากนั้นนำใบเสร็จการนำส่งภาษีมาใช้เป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนที่นำส่งได้

ประเด็นใบกำกับภาษีภ.พ.30ภ.พ.36
หน้าที่หลักฐานการเก็บ VAT ต่อรายการสรุปภาษีรายเดือนนำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการต่างประเทศ
ใครออกหรือยื่นผู้ขายที่จด VATผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้จ่ายค่าบริการ (จดหรือไม่จด VAT ก็ได้)
กำหนดเวลาทันทีที่ความรับผิดเกิดขึ้นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์วันที่ 23)7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์วันที่ 15)

ข้อดีและข้อควรระวังของการจดทะเบียน VAT มีอะไรบ้าง

การจด VAT ช่วยให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือและขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ก็มาพร้อมภาระเอกสาร การยื่นแบบทุกเดือน และผลกระทบต่อราคาขาย ธุรกิจแต่ละแบบจึงได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน

ข้อดีข้อควรระวัง
ลูกค้าองค์กรมั่นใจมากขึ้น เพราะนำใบกำกับภาษีไปขอเครดิตภาษีซื้อได้ลูกค้ารายย่อยรู้สึกว่าราคาแพงขึ้น 7% ถ้าบวก VAT เพิ่มจากราคาเดิม
นำภาษีซื้อมาหักภาษีขายได้ ลดต้นทุนแฝงต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ไม่มียอดขาย
ธุรกิจส่งออกขอคืนภาษีซื้อเป็นเงินสดได้ภาระงานเอกสารและค่าทำบัญชีเพิ่มขึ้น
ระบบเอกสารเป็นมาตรฐาน ใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้ดีต้องนำส่ง VAT แม้ลูกค้าที่ซื้อเงินเชื่อยังไม่จ่ายเงิน
แข่งขันในตลาด B2B ได้เต็มที่ขอถอนทะเบียนได้ยาก ต้องมีรายรับต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี

ธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภคปลายทางเป็นหลักควรวางแผนราคาใหม่ก่อนถึงวันจดทะเบียน ส่วนธุรกิจที่ขายให้บริษัทมักได้ประโยชน์เกือบทันที อ่านผลกระทบในมุมธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ไม่ได้จด VAT ส่งผลอย่างไรกับธุรกิจ


ไม่จด VAT ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ มีโทษอะไรบ้าง

ผู้ที่มีรายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่จดทะเบียน ยังต้องรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ และต้องเจอโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามประมวลรัษฎากร ดังนี้

ประเภทโทษรายละเอียดฐานกฎหมาย
ภาษีที่ต้องชำระภาษีจากยอดขายตั้งแต่วันที่เกินเกณฑ์ ซึ่งเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้แล้ว ต้องควักจ่ายเองมาตรา 82
เบี้ยปรับ2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียในแต่ละเดือน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่ามาตรา 89 (1)
เงินเพิ่ม1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ไม่เกินจำนวนภาษี)มาตรา 89/1
โทษอาญาจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับมาตรา 90/2

ถ้ายังไม่ได้จดแต่แอบออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โทษจะหนักขึ้นมาก เพราะถือเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ ตามมาตรา 90/4 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท

ตัวอย่าง (ตัวเลขประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ): ร้านของคุณเจนยอดขายเกินเกณฑ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แล้วขายต่ออีก 4 เดือนโดยไม่จด VAT เดือนละ 160,000 บาท ถ้าคิดภาษีเดือนละ 11,200 บาท (7% ของยอดขาย) ภาษีรวม 4 เดือนคือ 44,800 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่าอีก 89,600 บาท ยังไม่รวมเงินเพิ่มรายเดือน รวมแล้วอาจต้องจ่ายเกิน 140,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้เก็บ VAT จากลูกค้าเลยสักบาท


จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่ากำหนดมีบทลงโทษอย่างไร

การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มช้ากว่า 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ถือว่าประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนในช่วงที่ล่าช้า จึงต้องเสียภาษีของช่วงนั้น พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) (2 เท่าของภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

ข่าวดีคือ ถ้ารู้ตัวแล้วรีบไปจดทะเบียนพร้อมยื่นแบบและชำระภาษีของช่วงที่ล่าช้าเอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจพบ เบี้ยปรับจะได้รับการลดตามคำสั่งกรมสรรพากรเรื่องการงดหรือลดเบี้ยปรับ (ท.ป.81/2542) โดยเหลือเพียง 2%, 5%, 10% หรือ 20% ของเบี้ยปรับเต็ม ขึ้นกับว่าชำระช้าไปนานแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจพบก่อน จะลดได้เหลือ 40% ส่วนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนนั้นกรมสรรพากรไม่มีอำนาจงดให้

ตัวอย่าง: ร้านอาหารแห่งหนึ่งมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ต้องยื่นจดภายใน 30 วัน แต่เจ้าของเพิ่งรู้ตัวและไปจดในเดือนมิถุนายน ยอดขายช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมจึงต้องคำนวณภาษีและยื่นย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่เพราะไปแจ้งเองก่อนถูกตรวจ จึงมีโอกาสได้รับการลดเบี้ยปรับตามระเบียบ

คำแนะนำที่ให้กับลูกค้ามาตลอดคือ ถ้ารู้ว่าช้าแล้ว อย่ารอ ยิ่งปล่อยนาน เงินเพิ่มยิ่งพอกพูน และถ้าถูกตรวจพบก่อน ส่วนลดเบี้ยปรับก็จะน้อยลงตามไปด้วย


ยกเลิกหรือปิดกิจการต้องยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ถ้าเลิกประกอบกิจการ ต้องแจ้งเลิกต่อกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.พ.09 ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เลิก พร้อมคืนใบทะเบียน ภ.พ.20 ตามมาตรา 85/15 ส่วนธุรกิจที่ยังเปิดอยู่แต่รายรับลดลง ขอถอนทะเบียนได้เมื่อรายรับต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ตามมาตรา 85/10

เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ สินค้าคงเหลือและทรัพย์สินที่มีไว้ใช้ในกิจการ ณ วันเลิกกิจการ กฎหมายถือว่าเป็น “การขาย” ตามมาตรา 77/1 (8) (ฉ) จึงต้องคำนวณ VAT จากมูลค่าเหล่านั้นด้วย และยังต้องยื่น ภ.พ.30 ให้ครบถึงเดือนที่เลิกกิจการ

ตัวอย่าง: ร้านเครื่องเขียนตัดสินใจปิดกิจการสิ้นเดือนมิถุนายน วันนั้นยังมีสินค้าค้างสต๊อกมูลค่า 50,000 บาท และตู้โชว์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในร้าน ร้านต้องนำมูลค่าสินค้าและทรัพย์สินเหล่านี้มาคำนวณ VAT แจ้งเลิกด้วย ภ.พ.09 ภายในกลางเดือนกรกฎาคม และยื่น ภ.พ.30 ของเดือนมิถุนายนให้เรียบร้อย

สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จะเลิกกิจการ ต้องดำเนินการจดทะเบียนเลิกกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าควบคู่ไปด้วย ถ้าไม่แจ้งเลิกกับกรมสรรพากรตามกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 90/1


ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม

นอกจากเรื่องหลักที่กล่าวมา ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ไว้ เพื่อไม่ให้พลาดโดยไม่ตั้งใจ

  • อัตรา 7% เป็นมาตรการชั่วคราว รัฐบาลต่ออายุเป็นรอบ ๆ ล่าสุดมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ควรติดตามประกาศทุกปีเพื่อปรับราคาและระบบออกเอกสารให้ทัน
  • กิจการหลายสาขา ยื่นคำขอจดทะเบียนที่เดียว แต่จะได้ ภ.พ.20 สำหรับทุกสาขา และยื่น ภ.พ.30 แยกรายสาขา เว้นแต่ได้รับอนุมัติให้ยื่นรวมกัน
  • ภ.พ.20 หายหรือชำรุด ต้องยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบ
  • ตรวจสอบคู่ค้าก่อนรับใบกำกับภาษี ใช้บริการตรวจสอบผู้ประกอบการจดทะเบียนบนเว็บไซต์กรมสรรพากร เพื่อป้องกันการรับใบกำกับภาษีจากผู้ไม่มีสิทธิออก
  • สงสัยเรื่องภาษี ติดต่อศูนย์สารนิเทศสรรพากรได้ที่หมายเลข 1161

สุดท้ายนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหนีไม่พ้นเมื่อธุรกิจเติบโต จด VAT คือการเข้าสู่ระบบที่มาพร้อมทั้งสิทธิขอคืนภาษีซื้อและหน้าที่ยื่นแบบทุกเดือน และควรทำทันทีเมื่อรายรับจ่อเกิน 1.8 ล้านบาท ถ้าวางระบบเอกสารตั้งแต่วันแรก และใช้ตัวช่วยอย่าง PEAK Tax เตรียมข้อมูลและแบบยื่นภาษีให้พร้อมทุกเดือน เรื่อง VAT ก็จะกลายเป็นงานประจำที่ไม่น่ากังวลอีกต่อไป

PEAK มีแหล่งความรู้ให้ศึกษาต่อได้ฟรี ทั้ง บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ มี บทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

แหล่งอ้างอิง:


คำถามที่พบบ่อย เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม

บุคคลธรรมดาที่จด VAT แล้ว จำเป็นต้องเปิดบริษัทด้วยไหม

ไม่จำเป็น บุคคลธรรมดาจด VAT ได้โดยไม่ต้องตั้งบริษัท แต่ภาษีเงินได้ยังคำนวณแบบบุคคลธรรมดาเหมือนเดิม

บุคคลธรรมดาที่จด VAT ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินหรือไม่

ไม่ต้อง การรับรองงบเป็นหน้าที่ของห้างหุ้นส่วนและบริษัท แต่บุคคลธรรมดายังต้องทำรายงานภาษีและเก็บเอกสารให้ครบ

ถ้าย้ายที่ตั้งสถานประกอบการหลังจด VAT ต้องทำอย่างไร

ต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งย้ายล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันย้าย ณ สำนักงานสรรพากรที่จดทะเบียนไว้

ขายของใช้ส่วนตัวมือสองออนไลน์ ต้องนับรวมเป็นรายรับเพื่อจด VAT ไหม

โดยทั่วไปไม่ต้องนับ หากเป็นการขายของส่วนตัวเป็นครั้งคราว ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อเป็นปกติธุระในทางการค้า แต่ถ้าขายเป็นประจำจนเข้าลักษณะประกอบธุรกิจ ต้องนับรวมเป็นรายได้จากการขายสินค้าด้วย

ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทันทีเลยไหม

ไม่ได้ ต้องยื่นขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินกับกรมสรรพากรก่อน จึงจะใช้ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย