
หลายคนเห็นคำว่า Negative Income Tax แล้วรู้สึกตกใจ เพราะข่าวบอกว่าคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยยื่นมาก่อน
แต่จริงๆ แล้ว ระบบนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกลับมาด้วย
บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ ทำงานยังไง กระทบใครบ้าง และผู้ประกอบการ SME รวมถึงคนทำอาชีพอิสระต้องเตรียมตัวอย่างไร
Negative Income Tax คืออะไร (ภาษีเงินได้ติดลบ)
Negative Income Tax หรือ NIT คือระบบภาษีที่ทำหน้าที่สองทาง ถ้ามีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็เสียภาษีตามปกติ แต่ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกลับมาให้แทน
พูดง่ายๆ คือ ระบบภาษีกับระบบสวัสดิการรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องแยกยื่นภาษีทางหนึ่ง แล้วไปขอสวัสดิการอีกทางหนึ่ง
ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติรัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทต่อปี และอัตราอุดหนุน 50%
- นาย ก. มีรายได้ 60,000 บาทต่อปี ต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ 40,000 บาท รัฐจ่ายเงินอุดหนุนให้ 50% ของส่วนต่าง คือ 20,000 บาท ทำให้มีรายได้รวม 80,000 บาท
- นาย ข. มีรายได้ 200,000 บาทต่อปี สูงกว่าเกณฑ์ เสียภาษีตามอัตราปกติ
ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอสวัสดิการแยกต่างหาก
Milton Friedman ผู้คิดค้น Negative Income Tax
แนวคิด NIT ถูกเสนอครั้งแรกโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ในหนังสือ Capitalism and Freedom
Friedman มองว่าระบบสวัสดิการแบบเดิมมีปัญหาหลายจุด ทั้งซ้ำซ้อน ตกหล่น และสิ้นเปลือง เขาเสนอว่าถ้ารวมภาษีกับสวัสดิการเป็นระบบเดียว จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุนบริหาร และทำให้เงินถึงมือคนที่ต้องการจริง
แม้จะเป็นแนวคิดจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยกำลังศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเดียวกัน (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)
NIT กับ UBI (Universal Basic Income) ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนว่า NIT กับ UBI เหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายช่วยเหลือคนรายได้น้อยเหมือนกัน
| เรื่อง | Negative Income Tax (NIT) | Universal Basic Income (UBI) |
|---|---|---|
| ใครได้รับเงิน | เฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ | ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่ว่ารวยหรือจน |
| เงื่อนไข | ต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายได้ | ไม่มีเงื่อนไข |
| งบประมาณ | ใช้น้อยกว่า เพราะจ่ายเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ | ใช้มหาศาล เพราะจ่ายทุกคน |
NIT จึงเหมาะกับประเทศที่มีงบประมาณจำกัดมากกว่า เพราะเงินอุดหนุนถูกส่งตรงไปยังคนที่ต้องการจริง
Negative Income Tax ทำงานอย่างไร
หลักการทำงานของ NIT ไม่ซับซ้อน ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องเสียภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุน
ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน
- ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ (ไม่ว่าจะมากหรือน้อย)
- ระบบคำนวณว่ารายได้สูงกว่าหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
- ถ้าสูงกว่าเกณฑ์ ก็เสียภาษีตามปกติ ถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐโอนเงินอุดหนุนเข้าบัญชีโดยตรง
ทำไมคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษีในระบบ NIT
เหตุผลหลักคือ รัฐต้องรู้รายได้ที่แท้จริงของทุกคน เพื่อจะตัดสินได้ว่าใครควรเสียภาษีและใครควรได้รับเงินอุดหนุน
ปัจจุบันคนไทยที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงราว 10-11 ล้านคนจากประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – สถิติการยื่นแบบ) ซึ่งหมายความว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคนยังอยู่นอกระบบภาษี
ถ้าไม่มีข้อมูลรายได้ของทุกคน รัฐก็ไม่สามารถส่งเงินอุดหนุนถูกคนได้ การยื่นภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี แต่เป็นการแจ้งรายได้เพื่อให้ระบบทำงานได้
คนที่เคยไม่ต้องยื่นภาษี ระบบใหม่เปลี่ยนอะไร
ปัจจุบันคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ต้องยื่นแบบภาษี แต่ในระบบ NIT ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
- พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของหน้าร้านหรือออนไลน์
- ฟรีแลนซ์ นักออกแบบ ช่างภาพ คนทำคอนเทนต์
- คนรับจ้างทั่วไปที่ไม่มีนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายให้
- เกษตรกรและผู้มีรายได้จากภาคเกษตร
สิ่งที่เปลี่ยนคือ กลุ่มนี้ต้องเรียนรู้วิธียื่นภาษีและจัดเก็บเอกสารรายได้-รายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน
Negative Income Tax ต่างจากระบบภาษีปัจจุบันอย่างไร
ระบบภาษีปัจจุบันทำงานทางเดียว คือเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ส่วนคนรายได้น้อยต้องไปขอสวัสดิการแยกต่างหาก เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
NIT เปลี่ยนให้ทำงานสองทางในระบบเดียว
| เรื่อง | ระบบภาษีปัจจุบัน | ระบบ NIT |
|---|---|---|
| ใครต้องยื่น | เฉพาะคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ | ทุกคนที่มีรายได้ |
| คนรายได้น้อย | ต้องไปลงทะเบียนขอสวัสดิการแยก | ได้รับเงินอุดหนุนอัตโนมัติผ่านระบบภาษี |
| ข้อมูลรายได้ | รัฐมีข้อมูลไม่ครบ | รัฐมีข้อมูลรายได้ของทุกคน |
| ความซ้ำซ้อน | สวัสดิการหลายโครงการ ซ้ำซ้อนกัน | รวมเป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน |
ผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการไทย
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ทำบัญชีและยื่นภาษีอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงอาจไม่มากนัก เพราะระบบภาษีนิติบุคคลยังทำงานเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ พนักงานและลูกจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระบบภาษี ซึ่งหมายความว่า
- ธุรกิจที่จ้างพนักงานไม่เป็นทางการ ต้องจัดระบบให้ถูกต้อง
- การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายต้องครบถ้วน
- ข้อมูลเงินเดือนและค่าจ้างต้องตรงกับที่รายงานต่อกรมสรรพากร
ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบอยู่แล้วจะได้เปรียบ เพราะข้อมูลพร้อมส่งต่อให้พนักงานใช้ยื่นภาษีได้ทันที
ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร
ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้
- จัดระบบเอกสารค่าจ้างและเงินเดือนให้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องใช้ข้อมูลนี้ยื่นภาษี ถ้าเอกสารไม่ครบ พนักงานก็ยื่นไม่ได้
- ตรวจสอบว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายถูกต้องและครบทุกรายการ เพราะข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังระบบ NIT โดยตรง
- เตรียมระบบบัญชีที่ออกรายงานสรุปรายได้ของพนักงานแต่ละคนได้ เพื่อลดภาระงานตอนสิ้นปี
ถ้าธุรกิจใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกอัตโนมัติ ไม่ต้องไปรวบรวมทีหลัง
คนไม่เคยยื่นภาษี-อาชีพอิสระ เตรียมตัวอย่างไร
สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ไม่เคยยุ่งกับเรื่องภาษีมาก่อน อาจรู้สึกกังวล แต่หลักการเตรียมตัวไม่ยากอย่างที่คิด
- เริ่มบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันตั้งแต่ตอนนี้ ใช้สมุดจด แอปจดบัญชี หรือ spreadsheet ก็ได้ เพราะพอถึงเวลายื่นภาษีจะต้องแจ้งรายได้ทั้งปี ถ้าไม่เคยบันทึกไว้ จะนึกไม่ออกว่ามีรายได้เท่าไร
- เก็บหลักฐานรายได้ทุกรายการ เช่น สลิปโอนเงิน ใบเสร็จ ยอดขายจากแพลตฟอร์ม เพราะกรมสรรพากรอาจขอดูหลักฐานเมื่อมีข้อสงสัย
- ศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายที่หักได้ เพราะกฎหมายอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี เช่น เงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) อย่างการขายของหรือรับจ้างทำของ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงสุด 60% ซึ่งจะทำให้ฐานภาษีต่ำลงมาก
ขั้นตอนเริ่มต้นยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบ
สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ขั้นตอนเริ่มต้นมีดังนี้
- สมัครเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือทำผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว คนที่เป็นพนักงานบริษัทมักมีเลขนี้อยู่แล้ว แต่คนทำอาชีพอิสระหลายคนยังไม่เคยมี
- สมัครยื่นแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) เพื่อให้ยื่นภาษีได้สะดวกผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์
- รวบรวมข้อมูลรายได้ทั้งปี ทั้งรายได้ประจำ รายได้เสริม ค่าจ้าง ค่าขาย และรายได้อื่น
- คำนวณค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่มีสิทธิ์ เช่น ค่าใช้จ่ายแบบเหมา ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าประกันสังคม
- ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) ภายในกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรประกาศ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องกลัวว่ายื่นแล้วจะต้องเสียภาษีทุกกรณี เพราะถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ในระบบ NIT คุณจะได้รับเงินอุดหนุนกลับมาแทน
เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม
| เอกสาร | ใช้ทำอะไร |
|---|---|
| บัตรประชาชน | สมัครเลขผู้เสียภาษี ยืนยันตัวตน |
| หลักฐานรายได้ทั้งปี (สลิปเงินเดือน ยอดขาย ใบเสร็จ) | แจ้งรายได้รวมเพื่อคำนวณภาษี |
| หลักฐานค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ) | ใช้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี |
| หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) | ใช้ลดภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปี |
| หลักฐานค่าลดหย่อน (ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) | ลดฐานภาษีให้ต่ำลง |
ถ้ายังไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร การเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีหรือแอปบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมใช้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมทีหลัง
โทษหากไม่ยื่นภาษี
ตามประมวลรัษฎากร การไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบภาษีปัจจุบันหรือระบบ NIT ในอนาคต
เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โทษอาญา
บทลงโทษแบ่งเป็น 3 ระดับ
เบี้ยปรับ คือค่าปรับที่เกิดจากการยื่นแบบไม่ถูกต้อง เช่น แจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปเสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 22 และ 26 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไปยื่นเองก่อนได้รับหมายเรียก กรมสรรพากรมีนโยบายลดเบี้ยปรับได้ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542)
เงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ยิ่งจ่ายช้า ยอดก็ยิ่งเพิ่ม
โทษอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนกรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
สำหรับผู้ประกอบการ SME การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มาก เพราะข้อมูลรายได้-รายจ่ายจะถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปแก้ไขทีหลัง
บทสรุป Negative Income Tax กับสิ่งที่ต้องเตรียม
Negative Income Tax ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นระบบที่จะทำให้ภาษีและสวัสดิการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทุกคนควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือ
- เริ่มบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบ
- เก็บเอกสารหลักฐานรายได้ให้ครบถ้วน
- ศึกษาวิธียื่นภาษีผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไร ยิ่งสบายตอนระบบเริ่มใช้งานจริง
ให้ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและภาษีให้ธุรกิจของคุณ
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารภาษี และสร้างรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าระบบภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้เสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Negative Income Tax
Negative Income Tax เริ่มใช้เมื่อไร
รัฐบาลไทยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบ NIT ในปีภาษี 2570 (ค.ศ. 2027) แต่รายละเอียดและกำหนดเวลาที่แน่นอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระยะ
ถ้ารายได้น้อยมาก ยื่นแล้วต้องเสียภาษีไหม
ไม่จำเป็น ในระบบ NIT คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย การยื่นภาษีจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่ภาระ
พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีด้วยไหม
ต้องยื่น เพราะระบบ NIT กำหนดให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้ฟรีแลนซ์ ทางที่ดีคือเริ่มบันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมตอนยื่น
NIT จะมาแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไหม
แนวทางของ NIT คือรวมระบบสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีเป็นระบบเดียว ซึ่งอาจทดแทนหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต แต่รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาล
ผู้ประกอบการ SME ต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม
สำหรับผู้ประกอบการที่ทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ควรตรวจสอบว่าระบบบัญชีของธุรกิจสามารถออกเอกสารรับรองรายได้ให้พนักงานได้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องยื่นภาษีเช่นกันธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
