วางแผนธุรกิจก่อนจดทะเบียนบริษัท
Table of Contents

จดทะเบียนบริษัท เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่เมื่อดำเนินธุรกิจถึงจุดหนึ่งแล้วจำเป็นต้องทำ แต่ปัญหาคือหลายธุรกิจไม่ทราบว่าต้องจดเมื่อไหร่ และไม่มั่นใจว่าหลังจากจดทะเบียนแล้วต้องทำอะไรบ้าง ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เช็กลิสต์สำรวจความพร้อมในการจดบริษัท การเตรียมตัวก่อนจด และข้อควรรู้หลังจดบริษัท

จดทะเบียนบริษัท คืออะไร ควรรู้อะไรบ้าง?

ลงนามเอกสารสำหรับจดทะเบียนบริษัท

การจดทะเบียนบริษัท คือ การที่เจ้าของธุรกิจลงทะเบียนธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อรับสถานะตามกฎหมาย ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าธุรกิจที่จดทะเบียนต้องมีหุ้นส่วน เจ้าของกิจการหลายคน หรือรายได้มหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้จะทำธุรกิจคนเดียว แต่เข้าเงื่อนไขที่กำหนดก็จำเป็นต้องจดทะเบียนในแบบบุคคลธรรมดาเช่นกัน โดยการจดทะเบียนบริษัท แบ่งออกเป็นสองรูปแบบดังนี้

1. การจดทะเบียนบริษัทแบบบุคคลธรรมดา (การจดทะเบียนพาณิชย์)

ในกรณีที่มีเจ้าของคนเดียว ไม่มีพนักงาน และมูลค่าบริษัทไม่สูงมาก เช่น ขายของออนไลน์ หรือเปิดร้านขายของเล็ก ๆ ก็ต้องจดทะเบียนในรูปแบบการจดทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งมีขั้นตอนที่ง่ายไม่ซับซ้อน มีความคล่องตัว รับกำไรเต็ม แต่ความน่าเชื่อถือและการเข้าถึงเงินทุนต่าง ๆ อาจทำได้ยากกว่าการจดทะเบียนบริษัทแบบนิติบุคคล

2. การจดทะเบียนบริษัทแบบนิติบุคคล

ในส่วนของการจดทะเบียนบริษัทแบบนิติบุคคล เป็นการทำให้บริษัทมีตัวตนขึ้นมาอย่างชัดเจน จำเป็นต้องมีเจ้าของกิจการสองคนขึ้นไป ซึ่งการจดทะเบียนประเภทนี้มาพร้อมขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การทำบัญชี ทำงบการเงิน และการเสียภาษี แต่ก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ เสียภาษีเงินได้น้อยกว่าการจดทะเบียนพาณิชย์ เหมาะกับธุรกิจที่มีการเติบโตมาในระยะหนึ่งแล้ว

ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทแบบนิติบุคคลแบ่งได้ 3 รูปแบบ

  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด: เป็นรูปแบบที่ไม่มีการกำหนดทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำ และแบ่งได้สองรูปแบบคือ หุ้นส่วนแบบจำกัด และหุ้นส่วนแบบไม่จำกัด
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญ: เจ้าของกิจการมีสิทธิ์เท่ากันทุกคนในการดำเนินกิจการ
  • บริษัทจำกัด: เจ้าของกิจการสามารถทำงานและหากำไรร่วมกันได้ มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด แต่ก็มาพร้อมขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจที่ยุ่งยากมากกว่า

เช็กลิสต์ 8 ข้อ ก่อนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท

หนึ่งในปัญหาที่หลายธุรกิจยังไม่กล้าจดทะเบียนบริษัท คือไม่รู้ว่า “ถึงเวลา” ที่ต้องจดทะเบียนแล้วหรือยัง ในส่วนนี้เรามีเช็กลิสต์ 8 ข้อสำหรับให้เจ้าของกิจการตรวจสอบความพร้อมของตัวเอง

signs_you_should_register_a_company

1. รายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีมากกว่า 20%

หนึ่งในข้อดีของการจดทะเบียนบริษัทคือ เพดานภาษีเงินได้ที่ต่ำลงหากเทียบกับการดำเนินธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาที่เสียภาษีแบบอัตราก้าวหน้าที่เพดานภาษีสูงสุด 35% ในขณะที่การดำเนินธุรกิจแบบนิติบุคคลเสียภาษีคงที่ 20% และ 15%-20% ในกรณีที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแบบ SME 

หมายความว่าหากดำเนินธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาอยู่และมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีมากกว่า 20% ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีในการพิจารณาจดทะเบียนบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น

ธุรกิจบุคคลธรรมดามีรายได้ 2,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เสียภาษีเงินได้ 30% แต่หากจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล ธุรกิจดังกล่าวจะเสียภาษีแค่ 15% ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลแบบ SME และ 20% ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลทั่วไป ซึ่งประหยัดภาษีไปได้ 10%-15% เลยทีเดียว

2. ทีมงานมีความพร้อมในงานบัญชี

การจดทะเบียนบริษัทมาพร้อมงานด้านบัญชีที่เยอะมากขึ้น เพราะต้องมีการยื่นเอกสารต่าง ๆ มีการทำงบรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดและถูกต้อง ทำให้ความพร้อมด้านการทำบัญชีเป็นสิ่งที่สำคัญในการใช้พิจารณาก่อนจดทะเบียนบริษัท ซึ่งนอกจากการจ้างพนักงานบัญชีที่มีความพร้อม การใช้โปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วย หรือการจ้างสำนักงานบัญชีก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

3. ธุรกิจจำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องทำการค้าขายกับธุรกิจด้วยกันเอง (B2B: Business to Business) การจดทะเบียนบริษัทก็เป็นวิธีที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือตรงส่วนนี้ได้ เพราะการจดทะเบียนหมายความว่าธุรกิจของเรามีตัวตนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องการขอเงินลงทุนหรือสินเชื่อต่าง ๆ ในการนำมาใช้ดำเนินธุรกิจได้อีกด้วย

4. มีผู้ร่วมลงทุนมากกว่า 1 คน

หากมีเจ้าของกิจการมากกว่าหนึ่งคนหรือมีผู้ร่วมลงทุน การจดทะเบียนบริษัทก็เป็นสิ่งที่ต้องทำถัดมา เพราะเมื่อมีกิจการมีรายได้มากขึ้น มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรที่จะมีข้อกำหนดในการแบ่งสัดส่วนรายได้กำไรอย่างชัดเจน การจดทะเบียนจะเข้ามาช่วยกำหนดการแบ่งสันปันส่วนอย่างชัดเจนตามกฎหมายเพื่อลดโอกาสเกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ร่วมลงทุน

5. บริษัทมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น

เมื่อบริษัทเติบโต การจดทะเบียนบริษัทก็กลายเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะมีโอกาสได้ทำงานกับธุรกิจใหญ่ ๆ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการประหยัดภาษี สำหรับธุรกิจที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบ จัดทำแผนอย่างชัดเจน ย่อมเห็นแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต ก็สามารถเตรียมตัวจดบริษัทล่วงหน้าไว้ได้เช่นกัน

6. มีทีมงานที่พร้อมทุกแผนก

ไม่เพียงแค่การทำงานด้านบัญชี แต่ยังมาพร้อมกองเอกสารและจำนวนขั้นตอนการทำงานที่เยอะมากยิ่งขึ้น การมีทีมงานที่มีความเข้าใจ และมีกำลังมากเพียงพอ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณาก่อนจดทะเบียนบริษัทได้ เพราะหากพนักงานไม่พร้อม แต่จดไปก่อน อาจเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

7. พร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายแฝงที่เพิ่มมากขึ้น

ด้วยขั้นตอนการทำงานที่เยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะการจัดการด้านเอกสาร ค่าจ้างพนักงานที่มากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบบัญชี สิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เจ้าของกิจการควรทราบถึงค่าใช้จ่ายตรงนี้ เพราะถึงแม้จะประหยัดภาษี และเพิ่มความน่าเชื่อถือได้จริง แต่เมื่อมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแล้วไม่คุ้มก็อาจยังไม่ถึงเวลาที่ต้องจดบริษัทจริง ๆ 

8. เวลาและความพร้อมในการจัดระบบการทำงาน

หลังจากการจดทะเบียนบริษัท จะมีขั้นตอนการทำงานที่มากขึ้น เจ้าของกิจการควรมีเวลาและความพรัอมในการวางแผน และตรวจสอบทุกอย่างอย่างละเอียดในช่วงแรก เพื่อวางรากฐานการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น เพื่อลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลเสียทั้งทางการเงินและภาพลักษณ์ของธุรกิจได้

ข้อควรรู้หลังจดทะเบียนบริษัทที่เจ้าของกิจการห้ามมองข้าม

จากเช็กลิสต์ก่อนหน้านี้ถ้าพิจารณาดูแล้ว ธุรกิจของคุณเหมาะที่จะจดทะเบียนบริษัทแล้วล่ะก็ ขั้นตอนต่อไปเราขอแนะนำข้อควรรู้หลังจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้วแบ่งได้ทั้งหมด 4 ข้อด้วยกัน

1. สิ่งที่ต้องทำและปรับตัวทันที

การจดทะเบียนบริษัทเหมือนการก้าวไปอีกขั้นหนึ่งบนเส้นทางการทำธุรกิจ ซึ่งมาพร้อมกับสิ่งที่ต้องปรับตัวมากมาย เพราะการจดทะเบียนหมายถึงกิจการของเราได้มีตัวตนทางกฎหมายขึ้นมาอย่างชัดเจน การทำบัญชี ภาษี ระบบต่าง ๆ ในองค์กรย่อมเปลี่ยนแปลงและจำเป็นที่จะต้องมีระบบการทำงานที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยหัวข้อหลัก ๆ ที่ต้องเริ่มทำหรือปรับตัวทันที เช่น

  • การทำบัญชีอย่างเป็นระบบ
  • การยื่นภาษีอย่างถูกต้องตามเงื่อนไข
  • การวางแผนภาษีใหม่ตามอัตราที่เปลี่ยนแปลง และรายการภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม
  • การเข้าใจข้อกฎหมายที่ต้องปรับใช้

2. ค่าปรับต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อกิจการอยู่ในระบบภาษี หากจดทะเบียนบริษัทแล้วไม่มีการยื่นภาษี ยื่นล่าช้า หรือยื่นผิดพลาด จะมาพร้อมบทลงโทษและค่าปรับ ด้วยเหตุนี้อีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าของกิจการควรทำทันทีคือศึกษาเกี่ยวกับภาษีให้เข้าใจ และจัดการระบบวางแผนการทำภาษีขององค์กร เพื่อให้ไม่พลาดการยื่นภาษีในแต่ละปีนั่นเอง

3. ทำอย่างไรหากต้องการเลิกจดทะเบียนบริษัท

การเลิกจดทะเบียนบริษัทสามารถทำได้ 3 กรณีประกอบไปด้วย

  • การเลิกโดยผลทางกฎหมาย: เป็นการเลิกบริษัทโดยมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องยกเลิก เช่น บริษัทล้มละลาย หรือเมื่อถึงกำหนดวันสิ้นสุดการดำเนินธุรกิจ
  • การเลิกโดยประสงค์ของผู้ถือหุ้น: วิธีการเลิกบริษัทที่เป็นการตัดสินใจร่วมกันของผู้ถือหุ้น โดยจำเป็นต้องมีการจัดทำมติพิเศษ และต้องมีคะแนนเห็นด้วย 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด
  • การเลิกโดยคำสั่งศาล: บริษัทที่ไม่เริ่มกิจการหลังจดทะเบียนภายในหนึ่งปี หรือขาดทุนจนไม่สามารถฟื้นฟูธุรกิจกลับมาได้ ก็อาจถูกคำสั่งศาลให้ยกเลิกการจดทะเบียนบริษัทได้เช่นกัน

หากเจ้าของกิจการและหุ้นส่วนที่จดทะเบียนบริษัทไปแล้ว ต้องการยกเลิกการจดทะเบียนในภายหลัง จำเป็นต้องตรวจสอบงบการเงิน การยื่นแบบภาษี การจัดทำบัญชี หรือการค้างชำระภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม เพราะหากมีเอกสารที่ยังไม่ยื่น หรือภาษีที่ยังค้างชำระอาจทำให้เกิดปัญหากับทางสรรพากรในภายหลัง

4. ควรต้องจ้างพนักงานตำแหน่งไหนเพิ่มบ้าง?

หากว่ากันด้วยตำแหน่งที่ต้องจ้างเพิ่มและสำคัญมากที่สุดหลังจากจดทะเบียนบริษัทหนึ่งในนั้นคือทีมบัญชี เพราะหลังจากจดทะเบียนแล้ว การจัดการเอกสารด้านบัญชีและภาษีจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้น ต้องอาศัยความรู้ความสามารถขอนักบัญชีผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดจนนำไปสู่รายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้

ถ้าตัดสินใจจดแล้ว ต้องเตรียมอะไรบ้าง

เมื่อตัดสินใจว่าธุรกิจของเราพร้อมและจำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทแล้ว แนะนำให้เตรียมตัวทั้งหมด 7 ข้อดังนี้

1. จัดทำโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน

เริ่มแรกเจ้าของกิจการควรจัดทำโครงสร้างธุรกิจออกมาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์ของกิจการ จำนวนผู้ถือหุ้นกี่คน กรรมการคือใครบ้าง และผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีภาระอะไรบ้าง เพื่อทำการตกลงกันภายในระหว่างผู้ถือหุ้นทั้งหมดให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับกฎหมายธุรกิจโดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ รวมไปถึงการจัดเตรียมเอกสารสำคัญที่ใช้ในการยื่นจดทะเบียนบริษัทด้วย

2. คำนวณทุนจดทะเบียนบริษัทที่เหมาะสม

ถัดมาเป็นทุนจดทะเบียนบริษัท ที่ต้องเริ่มต้นคำนวณจากเงินทุนที่ต้องการใช้ในช่วงแรก รวมไปถึงกระแสเงินสดที่มีหมุนเวียนในธุรกิจช่วงเริ่มต้น ซึ่งอาจคำนวณควบคู่ไปกับการประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการทำธุรกิจช่วงแรก ทั้งนี้ทุนจดทะเบียนไม่ได้มีผลแค่การเงินบริษัทช่วงต้น แต่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือได้เช่นกัน ยิ่งมีทุนจดทะเบียนสูง ความน่าเชื่อถือก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้นสำหรับธุรกิจบางประเภทที่ต้องติดต่อค้าขายกับบริษัทใหญ่ อาจใช้เงินทุนจดทะเบียนบริษัทที่สูงกว่านั่นเอง

3. เปิดบัญชีธนาคารบริษัท

เมื่อจดทะเบียนบริษัทชัดเจน อีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นคือการเปิดบัญชีบริษัท ไม่สามารถใช้บัญชีของตัวเองได้อีกต่อไป ซึ่งบัญชีบริษัทช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือระหว่างคู่ค้าเวลาที่บริษัทอื่นโอนเงินให้เรา ช่วยในการพิจารณาขอสินเชื่อจากธนาคารที่เราเปิดบัญชีด้วย รวมไปถึงการทำบัญชีที่ง่ายขึ้นเมื่อแยกออกจากบัญชีส่วนตัว และในกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบธุรกรรม หรือต้องใช้หลักฐานการเดินบัญชี ก็สามารถใช้ของบัญชีบริษัทได้ไม่มีปัญหา

4. วางระบบเอกสารและบัญชี

สิ่งหนึ่งที่ควรต้องเตรียมตั้งแต่ก่อนเริ่มจดทะเบียนคือการวางระบบเอกสารและบัญชีให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น การทำใบกำกับภาษี การบันทึกบัญชี หรือการออกเอกสารแต่ละรายการได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการวางระบบให้ดีตั้งแต่เริ่มช่วยให้พนักงานหรือแม้แต่เจ้าของกิจการเองคุ้นเคยกับการจัดเก็บเอกสาร หรือการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ ช่วยลดข้อผิดพลาดด้านเอกสารในการยื่นภาษีต่าง ๆ เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้ว

5. เรียนรู้เรื่องภาษี

หลังจากนี้คุณจะไม่ได้เสียแค่ภาษีเงินได้อีกต่อไป เพราะการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลยังมาพร้อมภาษีอื่น ๆ เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องมีการยื่นแบบให้กรมสรรพากร เช่นเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้ไม่พลาดส่วนนี้ควรศึกษาข้อมูลที่จำเป็นให้เรียบร้อย

6. เตรียมค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนบริษัท

ในการจดทะเบียนบริษัทมาพร้อมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งภายในก็จะมีค่าใช้จ่ายย่อย ๆ เช่น ค่าจดทะเบียน ค่ารับรอง หรือค่าอากรแสตมป์ และอีกส่วนที่ต้องชำระคือ เงินทุนจดทะเบียนที่ต้องชำระอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียนที่ทำการจด

เตรียมธุรกิจให้พร้อม ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK

เพราะการจดทะเบียนบริษัทมีข้อดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ที่น้อยลง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แต่หนึ่งสิ่งที่ทุกกิจการต้องคำนึงคือ “ความพร้อม” ในการจดทะเบียนบริษัท เพราะหากไม่พร้อมจริงอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

ด้วยเหตุนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จึงพร้อมเป็นผู้ช่วยในการจัดการระบบบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้องค์กรของคุณ เพื่อความพร้อมในการจดทะเบียนบริษัท ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ช่วยจัดการระบบบัญชี ให้ผู้ประกอบการสามารถดูรายงานงบการเงินได้ครบถ้วนแถมยังสามารถติดตามเอกสารที่เกี่ยวข้องได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงการออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี ที่ทำได้ในขั้นตอนเพียงไม่กี่คลิก!


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชี peak สำหรับธุรกิจ