
ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป
บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง
Revenue คืออะไร?
Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก
ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร”
Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง?
หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้
| คำ | ความหมาย | ตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า) |
|---|---|---|
| Revenue (รายได้) | เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้น | ยอดขาย 500,000 บาท |
| Income (รายได้สุทธิ) | เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี | 500,000 – 350,000 = 150,000 บาท |
| Profit (กำไรสุทธิ) | เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี | 150,000 – 30,000 = 120,000 บาท |
Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า
ประเภทของ Revenue
Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา
รายได้จากการดำเนินงาน
Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ
- ร้านค้าออนไลน์ ยอดขายสินค้าทุกรายการ
- สำนักงานบัญชี ค่าบริการทำบัญชีและยื่นภาษี
- ร้านอาหาร ยอดขายอาหารและเครื่องดื่ม
- ธุรกิจ SaaS ค่าสมาชิกรายเดือนหรือรายปี
เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย
รายได้อื่น (Non-Operating)
Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT
รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า
Gross Revenue vs Net Revenue
ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด
| Gross Revenue (รายได้รวม) | Net Revenue (รายได้สุทธิ) | |
|---|---|---|
| คำนวณจาก | ยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ | ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ |
| ใช้ทำอะไร | ดูภาพรวมยอดขาย | ใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริง |
| ปรากฏในงบ | ไม่ปรากฏตรง ๆ | แสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน |
สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง
สูตรพื้นฐาน
Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| Gross Revenue (ยอดขายรวม) | 800,000 บาท |
| หัก ส่วนลดการค้า | 40,000 บาท |
| หัก สินค้ารับคืน | 20,000 บาท |
| Net Revenue (รายได้สุทธิ) | 740,000 บาท |
ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ
เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี
Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด
5 เงื่อนไขตาม TFRS 15
มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี)
- ระบุสัญญาที่ทำกับลูกค้า เช่น ใบเสนอราคาที่ลูกค้าตอบรับแล้ว
- ระบุภาระที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา เช่น ส่งสินค้า 100 ชิ้น
- กำหนดราคาของรายการ เช่น ตกลงขายชิ้นละ 500 บาท
- ปันส่วนราคาให้แต่ละภาระ ถ้าสัญญามีหลายรายการ ต้องแบ่งราคาให้แต่ละส่วน
- บันทึกรายได้เมื่อปฏิบัติตามภาระเสร็จสิ้น เช่น ส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว จึงบันทึกได้
หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก”
รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue)
Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ
ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| เงินสด | 12,000 | — |
| รายได้รับล่วงหน้า | — | 12,000 |
ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| รายได้รับล่วงหน้า | 1,000 | — |
| รายได้จากการให้บริการ | — | 1,000 |
SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง
รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue)
Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน
ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| รายได้ค้างรับ | 50,000 | — |
| รายได้จากการให้บริการ | — | 50,000 |
เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| เงินสด | 50,000 | — |
| รายได้ค้างรับ | — | 50,000 |
หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน
วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง
การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย
ตัวอย่าง: ขายสินค้า
บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| เงินสด | 10,700 | — |
| รายได้จากการขาย | — | 10,000 |
| ภาษีขาย (VAT 7%) | — | 700 |
ตัวอย่าง: ให้บริการ
สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| ลูกหนี้การค้า | 5,350 | — |
| รายได้จากการให้บริการ | — | 5,000 |
| ภาษีขาย (VAT 7%) | — | 350 |
เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| เงินสด | 5,350 | — |
| ลูกหนี้การค้า | — | 5,350 |
Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร
รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน
เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม
- แนวโน้มรายเดือน ยอดขายเดือนนี้เพิ่มหรือลดจากเดือนก่อน ถ้าลดต่อเนื่อง 3 เดือนอาจต้องทบทวนกลยุทธ์
- สัดส่วนรายได้หลักและรายได้อื่น ถ้ารายได้อื่นสูงกว่ารายได้หลัก แสดงว่าธุรกิจหลักอาจมีปัญหา
- อัตรากำไรเทียบรายได้ ยอดขายสูงแต่กำไรต่ำ อาจเป็นสัญญาณว่าต้นทุนสูงเกินไป ลองใช้วิธีเช็ครายได้บริษัทคู่แข่งเปรียบเทียบ
การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน
สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้
- แยก Gross กับ Net ให้ชัด เพื่อไม่ให้มองภาพรายได้สูงเกินจริง
- ตรวจสอบว่ากิจการบันทึกยอดขายตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชี 5 ขั้นถูกต้องหรือยัง
- ระวังเรื่องรายได้รับล่วงหน้าและรายได้ค้างรับ ซึ่งเป็นจุดที่ SME มักบันทึกผิด
- ติดตามแนวโน้มรายได้ทุกเดือน เพื่อตัดสินใจได้ทันสถานการณ์
เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
- ออกใบแจ้งหนี้และใบเสร็จได้ทันที ระบบบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ไม่ต้องลงรายการซ้ำ
- แยกยอดขายตามประเภทได้ชัดเจน ทั้ง Operating และ Non-Operating
- แจ้งเตือนรายได้ค้างรับที่ใกล้ครบกำหนด ลดโอกาสลืมติดตามหนี้
- ออกรายงานรายได้แบบเรียลไทม์ ดูแนวโน้มยอดขายได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอปิดงบ
คำถามที่พบบ่อย
Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง?
ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน
Total Revenue คำนวณอย่างไร?
Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้
ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น
Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท
ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน
Revenue Model คืออะไร?
Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย
- ขายขาด (One-time Sale) ขายสินค้าแล้วจบ เช่น ร้านค้าออนไลน์
- สมาชิกรายเดือน (Subscription) เก็บค่าบริการต่อเนื่อง เช่น ซอฟต์แวร์บัญชี
- คอมมิชชัน (Commission) ได้ส่วนแบ่งจากยอดขาย เช่น ตัวแทนจำหน่าย
- ค่าโฆษณา (Advertising) ขายพื้นที่โฆษณา เช่น เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมสูง
Revenue Growth วัดอย่างไร?
อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า
สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100
ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท
อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20%
ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
