
ซื้อเสื้อยืดเข้าร้านมา 3 ล็อต ล็อตแรก 80 บาท ล็อตสอง 90 บาท ล็อตสาม 100 บาท พอขายออกไป 1 ตัว ต้นทุนคือเท่าไร 80 หรือ 90 หรือ 100?
ถ้าเป็นร้านอาหารเสริมที่มีวันหมดอายุ ล็อตไหนหมดอายุก่อนต้องหยิบออกก่อน จะใช้วิธีเดียวกันได้ไหม?
คำตอบคือ “วิธีจัดการสต็อก” กับ “วิธีคำนวณต้นทุน” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ทำงานร่วมกัน บทความนี้อธิบายทุกวิธีที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง
FIFO (First In First Out) คืออะไร
FIFO ย่อมาจาก First In First Out แปลว่า “เข้าก่อน ออกก่อน” ใช้ได้ 2 มุม
มุมคลังสินค้า: สินค้าล็อตที่เข้าคลังก่อนจะถูกหยิบออกส่งลูกค้าก่อน ลดปัญหาสินค้าค้างนาน
มุมบัญชี: สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนจะถูกนำราคาต้นทุนมาคิดก่อนเมื่อขายออก ทำให้สินค้าคงเหลือในสต็อกสะท้อนราคาตลาดล่าสุด
FIFO เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในไทย เหมาะกับสินค้าแฟชั่นที่ตกรุ่นเร็ว สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย และธุรกิจนำเข้าที่ต้นทุนผันผวนตามค่าเงิน
FEFO (First Expired First Out) คืออะไร
FEFO ย่อมาจาก First Expired First Out แปลว่า “หมดอายุก่อน ออกก่อน” ไม่ได้ดูว่าเข้าคลังก่อนหรือหลัง แต่ดูว่าล็อตไหนหมดอายุก่อนก็หยิบออกก่อน
ตัวอย่าง: นมกล่อง 3 ล็อต ล็อต A หมดอายุ 30 มี.ค. ล็อต B หมดอายุ 15 มี.ค. ล็อต C หมดอายุ 20 เม.ย. ถ้าใช้ FIFO จะหยิบล็อต A ก่อน (เข้าก่อน) แต่ถ้าใช้ FEFO จะหยิบล็อต B ก่อน (หมดอายุก่อน) ซึ่งป้องกันสินค้าหมดอายุในสต็อกได้ดีกว่า
FEFO เหมาะกับธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม วัตถุดิบทำอาหาร และสินค้าทุกประเภทที่มีวันหมดอายุชัดเจน
ข้อสำคัญ: FEFO เป็นวิธีจัดการคลังสินค้า ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ดังนั้นธุรกิจอาหารอาจใช้ FEFO หยิบของ แต่ใช้ FIFO หรือ Weighted Average คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี ทั้ง 2 วิธีใช้ร่วมกันได้
Weighted Average (ต้นทุนถัวเฉลี่ย) คืออะไร
Weighted Average หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือการนำต้นทุนสินค้าทุกล็อตมาเฉลี่ยรวมกัน แล้วใช้ราคาเฉลี่ยนั้นเป็นต้นทุนขายทุกชิ้น
สูตร: ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น = มูลค่าสินค้าทั้งหมดในสต็อก ÷ จำนวนสินค้าทั้งหมด
ตัวอย่าง: สต็อกมีสินค้า 200 ชิ้น มูลค่ารวม 18,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 90 บาท/ชิ้น พอซื้อล็อตใหม่เข้ามา 100 ชิ้น ราคา 100 บาท → สต็อกใหม่ 300 ชิ้น มูลค่า 28,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = 93.33 บาท/ชิ้น
ข้อดีคือคำนวณง่าย ไม่ต้องติดตามว่าชิ้นไหนมาจากล็อตไหน เหมาะกับร้านค้าปลีก วัสดุสำนักงาน อุปกรณ์ทั่วไป และธุรกิจผลิตที่วัตถุดิบผสมกันแยกล็อตยาก
แล้ว LIFO ล่ะ ใช้ในไทยได้ไหม
LIFO (Last In First Out) คือ “เข้าหลัง ออกก่อน” ใช้ล็อตล่าสุดมาคิดต้นทุนก่อน เป็นวิธีที่นิยมในสหรัฐอเมริกา
แต่สำหรับธุรกิจในไทย มาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) และมาตรฐาน NPAEs ไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ดังนั้นถ้าทำบัญชีอย่างเป็นทางการ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average เท่านั้น
FIFO vs Weighted Average คำนวณต้นทุนต่างกันยังไง
ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อยืด ซื้อเข้ามา 3 ล็อต แล้วขาย 150 ตัว
ข้อมูลการซื้อ:
| วันที่ | รายการ | จำนวน | ราคา/ตัว | รวม |
|---|---|---|---|---|
| 1 ม.ค. | ซื้อล็อต 1 | 100 ตัว | 80 บ. | 8,000 |
| 15 ม.ค. | ซื้อล็อต 2 | 100 ตัว | 90 บ. | 9,000 |
| 1 ก.พ. | ซื้อล็อต 3 | 100 ตัว | 100 บ. | 10,000 |
| รวมในสต็อก | 300 ตัว | 27,000 | ||
| 10 ก.พ. | ขาย | 150 ตัว | 150 บ. | 22,500 |
คำนวณแบบ FIFO:
ขาย 150 ตัว → หยิบล็อตเก่าสุดก่อน: ล็อต 1 ทั้ง 100 ตัว (×80 = 8,000) + ล็อต 2 อีก 50 ตัว (×90 = 4,500)
- ต้นทุนขาย = 12,500 บาท
- กำไรขั้นต้น = 22,500 – 12,500 = 10,000 บาท
สินค้าคงเหลือ: ล็อต 2 อีก 50 ตัว (90 บ.) + ล็อต 3 ทั้ง 100 ตัว (100 บ.) = 14,500 บาท
คำนวณแบบ Weighted Average:
ต้นทุนเฉลี่ย = 27,000 ÷ 300 = 90 บาท/ตัว
- ต้นทุนขาย = 150 × 90 = 13,500 บาท
- กำไรขั้นต้น = 22,500 – 13,500 = 9,000 บาท
เปรียบเทียบผลลัพธ์:
| FIFO | Weighted Average | ผลต่าง | |
|---|---|---|---|
| ต้นทุนขาย | 12,500 | 13,500 | 1,000 |
| กำไรขั้นต้น | 10,000 | 9,000 | 1,000 |
| มูลค่าสต็อกคงเหลือ | 14,500 | 13,500 | 1,000 |
ในช่วงที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) FIFO จะแสดงกำไรสูงกว่า เพราะใช้ต้นทุนล็อตเก่า (ถูกกว่า) มาคิดก่อน แต่กำไรที่สูงกว่าก็หมายความว่าอาจต้องเสียภาษีมากกว่าด้วย
ถ้าราคาสินค้าลดลง ผลจะกลับกัน: สมมุติซื้อล็อต 1 ราคา 100 บ. ล็อต 2 ราคา 90 บ. ล็อต 3 ราคา 80 บ. พอขาย 150 ตัว FIFO จะใช้ล็อตเก่า (แพงกว่า) มาคิดก่อน → ต้นทุนขาย FIFO = 14,500 บ. สูงกว่า WA = 13,500 บ. → กำไร FIFO ต่ำกว่า WA ถึง 1,000 บ. นี่คือสูตรการคิดต้นทุนสินค้าที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกวิธี
เลือกวิธีไหนดี ขึ้นอยู่กับธุรกิจอะไร
| ประเภทธุรกิจ | จัดการคลัง | คำนวณต้นทุน (บัญชี) | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| ร้านอาหาร / อาหารเสริม / ยา | FEFO | FIFO | สินค้ามีวันหมดอายุ FEFO ลดของเสีย |
| ร้านเสื้อผ้า / แฟชั่น | FIFO | FIFO | สินค้าตกรุ่นเร็ว ล็อตเก่าออกก่อน |
| ร้านค้าปลีก / วัสดุสำนักงาน | FIFO | Weighted Average | สินค้าจำนวนมาก ราคาไม่ผันผวนมาก |
| ธุรกิจนำเข้า | FIFO | FIFO | ราคาผันผวนตามค่าเงิน ต้องแยกล็อต |
| ธุรกิจผลิต | FEFO หรือ FIFO | Weighted Average | วัตถุดิบผสมกัน แยกล็อตยาก |
ข้อสำคัญ: เมื่อเลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้ว ต้องใช้สม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ไม่ควรเปลี่ยนไปมาระหว่างปี เพราะขัดหลักความสม่ำเสมอ (Consistency) ในมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต
นอกจากประเภทธุรกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้รองรับวิธีไหนบ้าง (บางโปรแกรมรองรับแค่ Weighted Average) ผู้สอบบัญชีแนะนำวิธีไหน (ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องมีผู้สอบ) และสินค้าคงเหลือในงบการเงินจะแสดงมูลค่าที่แตกต่างกันตามวิธีที่เลือก ซึ่งกระทบอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อด้วย
ตั้งค่าวิธีคำนวณต้นทุนใน PEAK
PEAK Account รองรับทั้ง FIFO และ Weighted Average ตั้งค่าได้ที่เมนู ตั้งค่า → สินค้า/บริการ → เลือกวิธีคำนวณต้นทุน ระบบจะคำนวณต้นทุนขาย มูลค่าสต็อกคงเหลือ และกำไรขั้นต้นให้อัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกขาย ไม่ต้องคำนวณด้วยมือ เชื่อมกับระบบ SKU เพื่อตัดสต็อกอัตโนมัติ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FEFO และการคำนวณต้นทุน
ธุรกิจไทยใช้ LIFO ได้ไหม
ไม่ได้ มาตรฐานบัญชี TFRS for SMEs และ NPAEs ที่ใช้ในประเทศไทยไม่อนุญาตวิธี LIFO สำหรับคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average
FIFO กับ FEFO ใช้ร่วมกันได้ไหม
ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง FEFO เป็นวิธีจัดการคลัง (หยิบของที่หมดอายุก่อนออกก่อน) ส่วน FIFO เป็นวิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ธุรกิจอาหารหลายเจ้าใช้ FEFO จัดคลัง แต่ใช้ FIFO คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี
เปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนระหว่างปีได้ไหม
ไม่ควร หลักความสม่ำเสมอ (Consistency) กำหนดว่าต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลเพียงพอ เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และปรับปรุงงบย้อนหลัง
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
