Table of Contents

ถ้าคุณเป็นเจ้าของ SME ที่กำลังมองหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องเตรียมไม่ใช่สไลด์สวย แต่คือ “งบการเงินที่อ่านรู้เรื่อง” เพราะผู้ลงทุนทุกรายจะเปิดดูตัวเลขก่อนตัดสินใจ บทความนี้สรุปตั้งแต่ตัวเลขที่ผู้ลงทุนดู มาตรฐานบัญชี วิธีเตรียมเอกสารนำเสนอ จนถึงเทคนิคต่อรองมูลค่ากิจการ เขียนจากมุม “เจ้าของ SME” เข้าใจง่าย

นักลงทุนมีกี่ประเภท SME ควรรู้จักใครก่อนหาทุน

นักลงทุน (Investor) คือบุคคลหรือองค์กรที่ใส่เงินเข้าธุรกิจเพื่อแลกกับส่วนแบ่งหุ้นหรือผลตอบแทนในอนาคต สำหรับ SME ไทย ผู้ลงทุนหลักที่ควรรู้จักมี 3 กลุ่ม

1. Angel Investor คือนักลงทุนส่วนบุคคล

Angel Investor คือคนที่ใช้เงินส่วนตัวลงทุนในธุรกิจระยะเริ่มต้น มักลงทุน 1 ถึง 10 ล้านบาท เหมาะกับ SME ที่มีรายได้แล้วแต่ต้องการเงินเร่งเติบโต

ข้อดีคือตัดสินใจเร็ว แต่วงเงินจำกัด

2. Venture Capital (VC) คือกองทุนร่วมทุน

VC คือบริษัทที่ระดมเงินจากผู้ลงทุนหลายรายแล้วนำไปลงในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง วงเงินตั้งแต่ 10 ล้านถึงหลักร้อยล้านบาท โดย VC มักจะตรวจสอบตัวเลขทางการเงินละเอียดกว่า Angel และมักขอที่นั่งในบอร์ดบริษัท

3. Private Equity (PE) คือกองทุนสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่

PE ลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรมั่นคงแล้ว วงเงินหลักร้อยล้านขึ้นไป โดยทั่วไป SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยังไม่ถึงขั้นนี้ แต่ควรรู้ไว้เพื่อวางแผนระยะยาว


นักลงทุนดูอะไรในงบการเงิน 5 ตัวเลขสำคัญที่ต้องเตรียม

ก่อนจะนัดคุยกับผู้ลงทุน คุณต้องรู้ว่าเขาเปิดงบแล้วดูตรงไหน สรุป 5 ตัวเลขที่ให้ความสำคัญมากที่สุดเมื่อพิจารณาธุรกิจ SME

1. Revenue Growth หรืออัตราการเติบโตของรายได้

ผู้ลงทุนอยากเห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปีสม่ำเสมอ ลองดูตัวอย่าง

บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ปี 2568 ที่ 5 ล้านบาท ปี 2569 เพิ่มเป็น 8 ล้านบาท

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
รายได้ปี 2568—5,000,000 บาท
รายได้ปี 2569—8,000,000 บาท
Revenue Growth(8M – 5M) ÷ 5M × 10060%

อัตราการเติบโต 60% ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับ SME ระยะเริ่มต้น ถ้าตัวเลขนี้สม่ำเสมอ 2 ถึง 3 ปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนจะมั่นใจว่าธุรกิจไม่ได้โตแค่ปีเดียว

2. Gross Profit Margin หรืออัตรากำไรขั้นต้น

GP Margin บอกว่าหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว ธุรกิจเหลือเงินกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแปลว่าทำกำไรได้เยอะก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น สำหรับธุรกิจบริการมักมีอัตรากำไรขั้นต้น 50% ขึ้นไป ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไปอาจอยู่ที่ 20 ถึง 30%

3. Burn Rate หรืออัตราการใช้เงิน

Burn Rate คือจำนวนเงินที่ธุรกิจใช้จ่ายสุทธิต่อเดือน สมมุติรายจ่าย 500,000 บาท รายรับ 300,000 บาท Burn Rate จะเท่ากับ 200,000 บาทต่อเดือน

ถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือ 2 ล้านบาท จะอยู่ได้อีก 10 เดือน (เรียกว่า Runway) ผู้ลงทุนใช้ตัวเลขนี้ประเมินว่าต้องใส่เงินเท่าไรจึงจะพอ

4. Unit Economics คือเศรษฐศาสตร์ต่อลูกค้า 1 ราย

สิ่งที่ผู้ลงทุนถามเสมอคือ “หาลูกค้า 1 คนใช้เงินเท่าไร และลูกค้า 1 คนสร้างรายได้ให้เท่าไร” ตัวเลขหลัก 2 ตัว ได้แก่

  • CAC (Customer Acquisition Cost) คือต้นทุนหาลูกค้า 1 ราย เช่น ค่าโฆษณาเดือนละ 30,000 บาท ได้ลูกค้าใหม่ 10 ราย CAC จะเท่ากับ 3,000 บาทต่อราย
  • LTV (Customer Lifetime Value) คือรายได้รวมที่ลูกค้า 1 รายสร้างให้ตลอดที่ใช้บริการ เช่น จ่ายเดือนละ 1,000 บาท ใช้เฉลี่ย 24 เดือน LTV จะเท่ากับ 24,000 บาท

ถ้า LTV มากกว่า CAC อย่างน้อย 3 เท่า จะถูกมองว่าโมเดลธุรกิจคุ้มค่า ตัวอย่างนี้ LTV ÷ CAC = 24,000 ÷ 3,000 = 8 เท่า ซึ่งถือว่าดีมาก

5. Cash Flow Statement หรืองบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสดบอกว่าเงินสดเข้าออกจากธุรกิจจริงเท่าไร แม้งบกำไรขาดทุนจะแสดงว่ามีกำไร แต่ถ้าเงินสดติดลบก็อาจมีปัญหาสภาพคล่อง

ผู้ลงทุนจะดู Cash Flow จาก 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน


งบการเงินต้องได้มาตรฐานอะไร? TFRS กับ NPAEs สำหรับ SME

ผู้ลงทุนจะตรวจด้วยว่างบการเงินของคุณจัดทำตามมาตรฐานบัญชีที่รับรองหรือไม่ ถ้างบไม่ได้มาตรฐาน ตัวเลขทั้งหมดจะไม่น่าเชื่อถือ

NPAEs คือมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป

มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) คือมาตรฐานที่ SME ทั่วไปใช้ โดยมาตรฐานนี้ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ครอบคลุมการบันทึกบัญชี การออกงบการเงิน และการเปิดเผยข้อมูล โดยไม่ซับซ้อนเท่า TFRS ฉบับเต็ม

SME ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้ NPAEs ได้ เพราะยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเพียงพอสำหรับการยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

เมื่อไรต้องเปลี่ยนเป็น TFRS ฉบับเต็ม

TFRS (Thai Financial Reporting Standards) ฉบับเต็มเป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs)

หมายความว่า ถ้าคุณวางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ VC บางรายกำหนดว่าต้องใช้ TFRS คุณจะต้องปรับระบบบัญชีให้รองรับ

สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มหานักลงทุน NPAEs เพียงพอในขั้นแรก แต่ต้องมั่นใจว่างบจัดทำถูกต้องตามมาตรฐาน ไม่ใช่แค่จดบันทึกรายรับรายจ่ายลงสมุด

ต้อง Audit งบการเงินก่อนหานักลงทุนไหม

งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ (Audit) จากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต จะน่าเชื่อถือกว่างบที่ยังไม่ได้ตรวจ

ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะของบ Audit อย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีย้อนหลัง แต่ถ้าธุรกิจคุณยังไม่เคย Audit ให้เริ่มเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนนัดคุย


วิธีหานักลงทุน สำหรับ SME ไทย

หลังจากงบการเงินพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเตรียมเอกสารนำเสนอและหาช่องทางเข้าถึงผู้ลงทุน

เตรียม Pitch Deck ที่นักลงทุนอยากเห็น

Pitch Deck คือสไลด์นำเสนอธุรกิจ ส่วนใหญ่ไม่ควรเกิน 12 ถึง 15 สไลด์ เนื้อหาที่ต้องมี ได้แก่

  1. ปัญหาที่ธุรกิจคุณแก้ (Problem)
  2. วิธีแก้ปัญหา (Solution)
  3. ขนาดตลาดและโอกาส (Market Size)
  4. โมเดลธุรกิจและรายได้ (Business Model)
  5. ตัวเลข Traction ที่พิสูจน์แล้ว (Revenue, Users, Growth)
  6. ทีมผู้บริหาร (Team)
  7. งบการเงินสรุป (Financials)
  8. จำนวนเงินที่ต้องการระดมทุนและแผนใช้เงิน (Ask & Use of Funds)

Data Room คือห้องเอกสารที่นักลงทุนต้องเข้าถึง

Data Room คือโฟลเดอร์ออนไลน์ที่รวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดของธุรกิจ เอกสารที่ต้องมี ได้แก่

  • หนังสือรับรองบริษัทจาก DBD
  • งบการเงินย้อนหลัง 2 ถึง 3 ปี (พร้อมรายงาน Audit ถ้ามี)
  • สัญญาสำคัญกับลูกค้าหรือคู่ค้า
  • รายชื่อผู้ถือหุ้นและสัดส่วน (Cap Table)
  • แผนธุรกิจและ Financial Projection
  • ข้อมูล Unit Economics (CAC, LTV)
  • สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ (ถ้ามี)

ช่องทางหานักลงทุนในไทย

สำหรับ SME ไทย ช่องทางหลักเข้าถึงผู้ลงทุน ได้แก่

  • เครือข่าย Angel เช่น Thai Angel Investor Network
  • กองทุน VC ที่เน้น SME เช่น 500 TukTuks หรือ Beacon VC
  • งาน Startup เช่น Techsauce Global Summit
  • Crowdfunding Platform ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.

Valuation เบื้องต้น ที่ SME ควรเข้าใจก่อนคุยกับนักลงทุน

Valuation คือการประเมินมูลค่าบริษัท เป็นหัวข้อที่ SME หลายรายรู้สึกยากเพราะเต็มไปด้วยสูตร แต่สิ่งที่ต้องรู้จริงมีแค่ 2 วิธีหลัก

P/E Ratio สำหรับธุรกิจที่มีกำไรแล้ว

P/E Ratio (Price to Earnings Ratio) คือการคูณกำไรสุทธิด้วยตัวคูณของอุตสาหกรรม

ลองดูตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 2 ล้านบาทต่อปี P/E อุตสาหกรรมอยู่ที่ 10 เท่า

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
กำไรสุทธิ—2,000,000 บาท
P/E อุตสาหกรรม—10 เท่า
มูลค่าบริษัท2M × 1020,000,000 บาท

ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้นเจรจา ไม่ใช่ราคาตายตัว นักลงทุนอาจปรับขึ้นลงตาม Growth Rate และความเสี่ยงของธุรกิจ

DCF สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีกำไร

DCF (Discounted Cash Flow) คือวิธีประเมินมูลค่าจากกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้ในอนาคต แล้วคิดลดกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน

วิธีนี้ซับซ้อนกว่า P/E และมักต้องใช้ที่ปรึกษาช่วยคำนวณ โดยหลักการที่ SME ควรเข้าใจคือ ยิ่งกระแสเงินสดในอนาคตมั่นคง มูลค่าบริษัทยิ่งสูง

ถ้าจะต่อรอง Valuation ให้ได้ผลดี ควรเตรียม Financial Projection ที่มีสมมุติฐานชัดเจนและอ้างอิงข้อมูลตลาดจริง ไม่ใช่ตัวเลขเดาเอา


ข้อควรระวังก่อนเจรจา Term Sheet

Term Sheet คือเอกสารสรุปเงื่อนไขเบื้องต้นที่ผู้ลงทุนเสนอก่อนลงทุนจริง ยังไม่ใช่สัญญาผูกมัด แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องอ่านให้ดี

เงื่อนไขที่ต้องอ่านอย่างละเอียด

  • Dilution คือสัดส่วนหุ้นที่ลดลงเมื่อออกหุ้นใหม่ให้นักลงทุน ถ้าให้หุ้นไป 30% ตั้งแต่รอบแรก อาจเหลือสัดส่วนน้อยมากในรอบถัดไป
  • Liquidation Preference คือสิทธิ์ที่นักลงทุนได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเดิม ถ้าขายกิจการหรือปิดบริษัท
  • Anti-Dilution คือกลไกป้องกันนักลงทุนจากการถูก Dilute ถ้ารอบระดมทุนถัดไปมูลค่าต่ำกว่ารอบนี้ (Down Round)

ควรมีทนายหรือที่ปรึกษาร่วมเจรจา

การเจรจาโดยไม่มีที่ปรึกษาเสี่ยงต่อการยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างทนายหรือที่ปรึกษาการเงินเฉพาะทางอาจอยู่ที่ 50,000 ถึง 200,000 บาทต่อครั้ง

ตัวเลขนี้คุ้มค่ากว่าการสูญเสียสัดส่วนหุ้นเกินไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงนามทุกกรณี


สรุป – Checklist เตรียมตัวก่อนพบนักลงทุน

สิ่งที่ SME ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มหานักลงทุน

  • งบการเงินที่ได้มาตรฐาน NPAEs พร้อมรายงาน Audit อย่างน้อย 1 ปี
  • ตัวเลข Revenue Growth, GP Margin, Burn Rate, Unit Economics ชัดเจน
  • Pitch Deck ไม่เกิน 15 สไลด์ ครบทุกหัวข้อสำคัญ
  • Data Room ที่รวมเอกสารสำคัญทั้งหมด
  • Valuation เบื้องต้นพร้อม Financial Projection
  • ทนายหรือที่ปรึกษาที่พร้อมร่วมเจรจา Term Sheet

จัดการงบการเงินให้พร้อมหานักลงทุน ด้วย PEAK

งบการเงินที่น่าเชื่อถือเริ่มต้นจากระบบบัญชีที่ดี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับมาตรฐาน NPAEs ช่วยออกงบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสดอัตโนมัติ

ระบบวิเคราะห์ธุรกิจ Real-Time ผ่าน PEAK Board แสดงอัตราเติบโตรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้เห็นภาพชัด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการหานักลงทุนสำหรับ SME

SME รายได้เท่าไรถึงจะหานักลงทุนได้

ไม่มีเกณฑ์ตายตัว Angel Investor บางรายลงทุนตั้งแต่ธุรกิจยังไม่มีรายได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีตลาดจริง

สำหรับ VC ส่วนใหญ่จะอยากเห็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) อย่างน้อยเดือนละ 100,000 ถึง 500,000 บาทขึ้นไป

หานักลงทุนต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายหลักที่ต้องเตรียม (เป็นค่าประมาณการ อาจแตกต่างตามขนาดธุรกิจ)

  • ค่า Audit งบการเงิน ประมาณ 30,000 ถึง 100,000 บาทต่อปี
  • ค่าที่ปรึกษาหรือทนายสำหรับเจรจา ประมาณ 50,000 ถึง 200,000 บาท
  • ค่าเตรียมสไลด์นำเสนอและ Financial Model ถ้าจ้างผู้เชี่ยวชาญ ประมาณ 20,000 ถึง 80,000 บาท

ต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดก่อนหานักลงทุนไหม

ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในรูปแบบบริษัทจำกัดเท่านั้น เพราะแบ่งสัดส่วนหุ้นได้ชัดเจน

ถ้าคุณยังเป็นบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ควรจดทะเบียนบริษัทจำกัดก่อนเริ่มเจรจากับนักลงทุน

ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยเตรียมงบให้ได้มาตรฐานได้อย่างไร

โปรแกรมบัญชีที่รองรับมาตรฐาน SME จะช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติและออกงบครบทั้ง 5 รายการ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบ


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย