
โครงการ คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น แต่การเข้าร่วมโครงการจากภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยหลายรายกังวลในเรื่องเอกสารและข้อกฎหมายที่ตามมา เพราะไม่เคยทำบัญชี หรือยื่นภาษีอย่างเป็นระบบมาก่อน
ในบทความนี้เราจะมาคลายข้อกังวลให้กับคุณ ด้วยการสรุปประเด็นสำคัญทั้ง การบันทึกบัญชี และการเตรียมตัวเรื่องภาษี สำหรับผู้ประกอบการในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านงานบัญชี จะเป็นอย่างไรบ้าง มาติดตามอ่านในบทความนี้กันได้เลย
บันทึกบัญชีร้านค้าคนละครึ่งพลัส ต้องใช้ยอดไหนเป็นรายได้?
การบันทึกบัญชีเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดการบัญชีให้เป็นระบบเพื่อให้ผู้ประกอบการมองเห็นตัวเลขสถานะทางการเงินจริง สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ หรือใช้เป็นหลักฐานทางการเงินของธุรกิจ โดยการบันทึกบัญชีจะระบุทั้งรายรับและรายจ่าย เพื่อให้เห็นตัวเลขความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน
สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสหลายท่านอาจมีคำถามว่า ในเมื่อเรารับเงินจากลูกค้าเพียงครึ่งเดียว เวลาบันทึกบัญชีต้องทำอย่างไร? ต้องใช้ยอดไหนเป็นหลัก? คำตอบก็คือ ใช้ “ยอดขายเต็มจำนวน” ที่จะนับเป็นรายได้ของร้านนั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าลูกค้าจะจ่ายราคาเพียงแค่ครึ่งเดียว แต่เป็นโปรโมชั่นที่ทางภาครัฐช่วยลูกค้าจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ทำให้รายได้ที่ร้านค้าได้รับ ยังเป็นยอดแบบเต็มจำนวนอยู่
ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

- ร้านค้าขายสินค้าในราคา 100 บาท
- ลูกค้าจ่าย 50 บาท
- รัฐช่วยจ่าย 50 บาท
- รายได้ที่ร้านค้าต้องรับรู้และทำการบันทึกบัญชีคือ 100 บาท
จากตัวอย่างแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ต้องรับรู้ “ตัวเลขยอดขายเต็มจำนวน” เป็นรายได้สำหรับการบันทึกบัญชี
ข้อควรจำ: ห้ามบันทึกบัญชีด้วยยอด 50 บาท หรือครึ่งเดียวของยอดเต็มจำนวนเด็ดขาด เพราะในทางบัญชีแล้วตัวเลขจำนวนเต็ม 100 บาท คือตัวเลขที่จะนำไปใช้คำนวณ “รายได้พึงประเมิน” สำหรับคำนวณภาษีต่อไป
เคล็ดลับบันทึกบัญชีร้านค้าคนละครึ่งพลัส (กรณียังไม่ได้จดบริษัท)
สำหรับร้านค้าที่ยังดำเนินกิจการแบบบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท และไม่เคยทำบัญชีมาก่อน สามารถทำตามขั้นตอนการบันทึกบัญชีได้ง่าย ๆ ดังนี้
- บันทึกรายรับ – รายจ่าย ทุกวัน
- ใช้ “ยอดสรุป” ในแอปฯ ถุงเงิน ในการบันทึกรายรับในแต่ละวัน
- รายรับจากช่องทางอื่น เช่น เงินสด หรือเงินโอนเข้าบัญชีตรง ก็จำเป็นต้องบันทึกเป็นรายรับเช่นเดียวกัน
เคล็ดลับบันทึกบัญชีร้านค้าคนละครึ่งพลัส (กรณีจดบริษัทแล้ว)
ในส่วนของร้านค้าที่ทำการจดบริษัทแล้วจะมีขั้นตอนการบันทึกบัญชีที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย เพราะจะมีเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เข้ามาเกี่ยวข้องในการคำนวณด้วย และมีระบบบัญชีที่ละเอียดมากกว่าร้านค้าที่ยังไม่จดบริษัท
- รับรู้รายได้เต็ม 100% โดยเป็นยอดก่อน VAT ในวันที่ขายสินค้า/บริการ
- ตั้งค่ายอดที่รอโอนจากแอปฯ ถุงเงิน เป็นลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้ – แอปฯ ถุงเงิน
- เมื่อแอปฯ โอนเงินทำการโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว ให้ล้างลูกหนี้ออก และถ้าหากมีค่าธรรมเนียมให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ
ภาษีร้านค้าคนละครึ่งพลัส สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มยื่นภาษี
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสจำเป็นต้องทราบเช่นกันคือ “ภาษี” เพราะการเข้าร่วมโครงการนี้ รายได้ของร้านค้าจะทำการบันทึกเข้าสู่ระบบอย่างชัดเจน ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต สำหรับร้านค้าที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ระบบภาษี มีสิ่งที่ต้องรู้และเตรียมตัวหลัก ๆ 3 ส่วนด้วยกันดังนี้
2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.94 / ภ.ง.ด.90)
การทำธุรกิจมีทั้งแบบที่จดทะเบียนในนามบริษัทและจดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดา (จดทะเบียนเป็นชื่อเจ้าของร้าน) ซึ่งทั้งสองประเภทมีการเสียภาษีที่แตกต่างกัน สำหรับร้านค้าทั่วไปที่ประกอบกิจการในนามบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีที่เรียกว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ที่ต้องยื่นทั้งหมด 2 ครั้งในแต่ละปีดังนี้
- ภ.ง.ด. 94 (ภาษีครึ่งปี): เป็นแบบยื่นภาษี 6 เดือนแรก (ม.ค. – มิ.ย.) โดยต้องยื่นประมาณช่วงเดือน ก.ค. – ก.ย.
- ภ.ง.ด. 90 (ภาษีเต็มปี): แบบยื่นสรุปรายได้ทั้งปี (ม.ค. – ธ.ค.) เริ่มยื่นประมาณช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. ของปีถัดไป
ข้อควรระวัง: ผู้ประกอบการหลายท่านอาจเคยเข้าใจผิดว่า หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ เช่น 150,000 บาทก็ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษี แต่ในความเป็นจริง ถ้ามีรายได้ ถึงแม้จะไม่ถึงเกณฑ์ ก็มีความจำเป็นต้องยื่นภาษี เพื่อคำนวณภาษีเช่นเดียวกัน แต่ถ้าคำนวณแล้วไม่ถึงเกณฑ์ก็จะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม เพราะการยื่นภาษีเป็นขั้นตอนแสดงความโปร่งใส แจกแจงรายได้ของธุรกิจ
2.2 ค่าใช้จ่ายที่ร้านค้าคนละครึ่งพลัส นำมาลดหย่อนภาษีได้
ค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจสามารถช่วยลดภาษีได้ เพราะในขั้นตอนการคำนวณภาษี จะต้องนำค่าใช้จ่ายมาหักรายได้ก่อนนำไปคำนวณภาษี หมายความว่ายิ่งมีค่าใช้จ่ายเยอะก็สามารถนำไปหักออกจากรายได้ได้เยอะเช่นกัน โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้
(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) = เงินได้สุทธิ (เพื่อคำนวณภาษี)
ซึ่งค่าใช้จ่ายที่จะสามารถนำมาใช้หักรายได้คำนวณภาษีได้ ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น
- ค่าวัตถุดิบ (ต้องมีบิลซื้อของ)
- ค่าเช่าร้าน (ต้องมีสัญญาเช่า)
- ค่าน้ำ ค่าไฟ (ต้องมีใบแจ้งหนี้)
- ค่าจ้างพนักงาน (ต้องมีหลักฐานการจ่าย)
หมายความว่า หากผู้ประกอบการต้องอยากเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลง ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจไว้ให้ครบถ้วน
2.3 รายได้ร้านค้าคนละครึ่งพลัส กับเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาทที่ต้องระวัง
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นเข้าสู่ระบบภาษี คือ “เพดาน 1.8 ล้าน” เพราะเมื่อไหร่ที่กิจการของเรามีรายได้รวมทุกช่องทางเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 150,000 บาทต่อเดือน ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันที
ซึ่งหลังจากจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการต้องบวกภาษี 7% ไปในราคาของสินค้าหรือบริการของธุรกิจ ทั้งนี้หากมีรายได้ถึงกำหนด 1.8 ล้านบาทต่อปีแล้ว แต่ไม่ดำเนินการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะมีความผิด และต้องเสียค่าปรับ รวมไปถึงเสียภาษีย้อนหลังอีกด้วย
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ในช่วงนี้อาจทำให้ยอดขายสินค้าหรือบริการพุ่งสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบดูยอดขายรวมทุกช่องทางอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายจากแอปฯ ถุงเงิน เงินสด หรือเงินโอนเข้าบัญชี หากมีแนวโน้มว่าจะใกล้แตะถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรเริ่มต้นปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนจด VAT ได้เลย
สรุป 4 สิ่งที่ร้านค้าคนละครึ่งพลัส ต้องทำในการบันทึกบัญชีและจัดการภาษี
สำหรับผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสท่านไหนที่กังวลว่าจะไม่สามารถจัดการบัญชีและภาษีได้อย่างถูกต้อง เราแนะนำให้จด 4 ข้อสำคัญนี้ไว้ได้เลย
1. บันทึกรายได้ทั้งหมด 100%
การบันทึกบัญชีต้องรับรู้รายได้ทั้งหมด 100% หรือ ยอดขายเต็มจำนวนนั่นเอง โดยสามารถตรวจสอบยอดเต็มได้ที่แอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้สามารถดูยอดขายที่ได้รับจริง ๆ ได้ และใช้ในการคำนวณภาษีต่อไป
2. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ครบถ้วน
การทำบัญชีรายรับรายจ่ายมีความสำคัญ เพราะการทำบัญชีการรายรับรายจ่ายจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมด้านการเงินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนธุรกิจได้ ดังนั้นถึงแม้จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสก็ควรทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน
3. เก็บหลักฐาน “ค่าใช้จ่าย” ให้ครบถ้วน
เพราะค่าใช้จ่ายสามารถนำมาใช้หักลบรายได้ก่อนคำนวณภาษี ช่วยให้ผู้ประกอบการเสียภาษีน้อยลง ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้หักลบได้ต้องมีหลักฐานที่ครบถ้วนจึงจำเป็นที่จะเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด
4. จับตาดูยอดขาย 1.8 ล้านต่อปี
ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส มีแนวโน้มที่จะมียอดขายสูงขึ้นกว่าปกติ และมีโอกาสที่จะไปแตะยอดรายได้รวม 1.8 ล้านบาทต่อปี ที่ทำให้จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้การคอยจับตาดูยอดขายผ่านบันทึกรายรับรายจ่าย ช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวได้ทัน ในกรณีที่ปีดังกล่าวมีรายได้ถึงกำหนด
ให้การจัดการบัญชีและภาษีเป็นเรื่องง่ายด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK
การจัดการบัญชีและภาษี อาจฟังดูเป็นเรื่องซับซ้อนและใช้เวลา แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะโปรแกรมบัญชี PEAK คือโปรแกรมครบวงจรที่ช่วยจัดการเรื่องบัญชีและภาษีได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การออกเอกสาร การบันทึกบัญชี ไปจนถึงการใช้วิเคราะห์วางแผนธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส กำลังมองหาผู้ช่วยจัดการบัญชี PEAK พร้อมดูแลคุณ! ส่วนผู้ประกอบการท่านไหนสนใจอย่างเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านบัญชีและภาษี สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่คลังบทความของเรา
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
