
ผู้ประกอบการ SME หลายคนอยากขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะนำเข้าวัตถุดิบราคาดีจากจีน หรือส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอาเซียน แต่พอเริ่มศึกษาจริง กลับเจอศัพท์อย่าง Incoterms, Letter of Credit, ภาษีศุลกากร แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนเกินตัว
จริง ๆ แล้วการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจหลักสำคัญไม่กี่เรื่อง คุณก็พร้อมเริ่มต้นได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้ก่อนนำเข้า-ส่งออกครั้งแรก ตั้งแต่พื้นฐาน เงื่อนไขการค้า วิธีชำระเงิน ไปจนถึงบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง
การค้าระหว่างประเทศ หมายถึงอะไร
การค้าระหว่างประเทศ คือ การซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ประกอบการในประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 2 ฝั่งหลัก ได้แก่ การนำเข้า (Import) คือซื้อสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย และการส่งออก (Export) คือขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ
ทำไม SME ไทยควรสนใจการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับ SME การค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสสำคัญ 3 ด้าน
- ด้านแรกคือการเข้าถึงวัตถุดิบราคาดีกว่า เช่น นำเข้าบรรจุภัณฑ์จากจีนในราคาถูกกว่าซื้อในไทย 30-50% ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
- ด้านที่สองคือการเปิดตลาดใหม่ สินค้าไทยบางประเภท เช่น อาหารแปรรูป เครื่องสำอาง และสินค้าเกษตร เป็นที่ต้องการสูงในตลาดอาเซียนและญี่ปุ่น การส่งออกช่วยเพิ่มฐานลูกค้าโดยไม่ต้องพึ่งตลาดในประเทศอย่างเดียว
- ด้านที่สามคือการกระจายความเสี่ยง เมื่อมีรายได้หลายสกุลเงิน ผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศจะลดลง
ขั้นตอนเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสำหรับ SME
ก่อนเริ่มนำเข้าหรือส่งออก SME ต้องเตรียมตัว 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ จดทะเบียนกับกรมศุลกากร เตรียมเอกสาร และเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม
ขั้นตอนแรก ผู้นำเข้า-ส่งออกต้องลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร โดยต้องมีบัตรประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือหนังสือรับรองบริษัท (นิติบุคคล) พร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมทุกครั้ง ได้แก่ Invoice (ใบแจ้งหนี้), Packing List (รายการบรรจุสินค้า), Bill of Lading หรือ Airway Bill (ใบตราส่งสินค้า) และใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก (สำหรับสินค้าควบคุมบางประเภท)
Incoterms คืออะไร – เงื่อนไขการค้าที่ SME ต้องรู้
Incoterms (International Commercial Terms) คือเงื่อนไขสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการขนส่งสินค้าอย่างไร กำหนดโดยหอการค้านานาชาติ (ICC) เวอร์ชันปัจจุบันคือ Incoterms 2020
Incoterms ที่ SME ใช้บ่อย
| Incoterms | ความหมาย | ผู้ขายรับผิดชอบถึง |
|---|---|---|
| EXW | Ex Works | ส่งมอบที่โรงงานผู้ขาย ผู้ซื้อรับภาระทั้งหมด |
| FOB | Free On Board | ส่งสินค้าขึ้นเรือที่ท่าต้นทาง |
| CIF | Cost, Insurance, Freight | จ่ายค่าขนส่งและประกันภัยถึงท่าปลายทาง |
| DDP | Delivered Duty Paid | รับผิดชอบทุกอย่างจนถึงหน้าประตูผู้ซื้อ รวมภาษีนำเข้า |
สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้า การเลือก CIF ช่วยลดความยุ่งยากเรื่องขนส่ง เพราะผู้ขายจัดการค่าขนส่งและประกันให้ ส่วน SME ที่ส่งออก มักเริ่มจาก FOB เพราะรับผิดชอบแค่ส่งสินค้าขึ้นเรือที่ท่าในไทย
Letter of Credit (L/C) คืออะไร – วิธีชำระเงินที่ปลอดภัยสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
Letter of Credit คือหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองว่าจะจ่ายเงินให้ผู้ขายเมื่อส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ถือเป็นวิธีชำระเงินที่ปลอดภัยที่สุดในการค้าระหว่างประเทศ เพราะทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีธนาคารเป็นตัวกลาง
ขั้นตอนเปิด L/C เริ่มจากผู้ซื้อยื่นคำขอเปิด L/C กับธนาคารในไทย จากนั้นธนาคารจะแจ้งไปยังธนาคารของผู้ขายในต่างประเทศ เมื่อผู้ขายส่งสินค้าและยื่นเอกสารตรงตามเงื่อนไข L/C ธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้ขาย
นอกจาก L/C ยังมีวิธีชำระเงินอื่น เช่น การโอนเงินตรง (T/T) ที่เร็วกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงกว่า หรือ D/P (Documents against Payment) ที่ผู้ซื้อจ่ายเงินเมื่อรับเอกสารขนส่ง SME ที่ค้ากับคู่ค้ารายใหม่ควรเริ่มจาก L/C เพื่อลดความเสี่ยง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็น T/T เมื่อสร้างความไว้วางใจกันแล้ว
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน
SME ที่ค้าระหว่างประเทศต้องรับมือกับค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน การบันทึกบัญชีรายการที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศจึงมีหลักสำคัญที่ต้องเข้าใจ
กำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแบ่งเป็น 2 ประเภท
Realized (เกิดขึ้นจริง) คือ กำไรหรือขาดทุนที่เกิดตอนจ่ายเงินจริง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อสินค้า 10,000 USD ตอนออกใบสั่งซื้ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35.00 บาท ต่อดอลลาร์ แต่ตอนจ่ายเงินจริงอัตราเปลี่ยนเป็น 35.50 บาท ต่อดอลลาร์ บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม 5,000 บาท ส่วนต่างนี้คือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง
Unrealized (ยังไม่เกิดขึ้นจริง) คือ กำไรหรือขาดทุนที่ต้องบันทึกตอนปิดงบ เมื่อมียอดค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องปรับปรุงตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด ตามมาตรฐานการบัญชี
ภาษีศุลกากรและ VAT นำเข้า – สิ่งที่ SME ต้องรู้ก่อนนำเข้าสินค้า
เมื่อนำเข้าสินค้าเข้าไทย ผู้นำเข้าต้องเสียภาษี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อากรขาเข้า (Customs Duty) ที่คิดตามพิกัดอัตราศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ที่คิดจากมูลค่าสินค้ารวมอากรขาเข้า
วิธีคำนวณภาษีนำเข้า
ตัวอย่าง สมมุตินำเข้าสินค้ามูลค่า CIF 100,000 บาท อัตราอากรขาเข้า 10%
อากรขาเข้า = 100,000 x 10% = 10,000 บาท
VAT = (100,000 + 10,000) x 7% = 7,700 บาท
รวมภาษีนำเข้าทั้งหมด = 17,700 บาท
ผู้นำเข้าสามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไปเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ ถ้าจดทะเบียน VAT แล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าและภาษีศุลกากรสามารถอ่านเพิ่มเติมในบทความเฉพาะของ PEAK
สิทธิประโยชน์จาก FTA – ลดต้นทุนนำเข้าได้อย่างไร
FTA (Free Trade Agreement) คือข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ ที่ช่วยให้ผู้นำเข้า-ส่งออกเสียอากรขาเข้าในอัตราที่ต่ำลงหรือ 0% สำหรับสินค้าบางประเภท
ปัจจุบันไทยมี FTA ที่สำคัญหลายฉบับ เช่น ASEAN Free Trade Area (AFTA) ที่อากรสินค้าส่วนใหญ่ระหว่างอาเซียนเป็น 0%, ข้อตกลง RCEP ที่ครอบคลุม 15 ประเทศ, JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) และ TAFTA (ไทย-ออสเตรเลีย)
วิธีขอใช้สิทธิ FTA ลดหย่อนภาษี
ขั้นตอนหลักคือต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ C/O) จากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าสินค้าผลิตในประเทศที่มี FTA กับไทย จากนั้นยื่น C/O ต่อกรมศุลกากรเพื่อขอลดอัตราอากร
ตัวอย่าง ถ้านำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น อากรปกติ 10% แต่ใช้สิทธิ JTEPA อาจลดเหลือ 0-5% ทำให้ประหยัดต้นทุนหลักหมื่นต่อล็อตสินค้า
ความเสี่ยงและวิธีบริหารความเสี่ยงในการค้าระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงหลักที่ SME ต้องระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงจากค่าเงิน ความเสี่ยงจากการส่งมอบสินค้า และความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงิน
ความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Risk) เป็นเรื่องที่กระทบ SME มากที่สุด เช่น ถ้าตกลงขายสินค้า 50,000 USD ตอนเงินบาทอยู่ที่ 35 บาท ต่อดอลลาร์ จะได้เงิน 1,750,000 บาท แต่ถ้าตอนรับเงินจริงบาทแข็งเป็น 33 บาท ต่อดอลลาร์ จะได้แค่ 1,650,000 บาท หายไป 100,000 บาท
วิธีบริหารความเสี่ยงค่าเงินที่ SME ทำได้ ได้แก่ การทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า (Forward Contract) กับธนาคาร เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า หรือการกำหนดราคาขายเป็นเงินบาทแทนสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงกระจายคู่ค้าในหลายประเทศเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง
สรุป – การค้าระหว่างประเทศ เริ่มต้นได้ถ้ารู้หลักสำคัญ
การค้าระหว่างประเทศสำหรับ SME ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้เรื่องสำคัญให้ครบ ตั้งแต่เลือก Incoterms ที่เหมาะกับธุรกิจ เข้าใจวิธีชำระเงินอย่าง L/C บันทึกบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนให้ถูกต้อง คำนวณภาษีนำเข้า และใช้สิทธิ FTA ลดต้นทุน เมื่อเข้าใจหลักเหล่านี้ การเปิดตลาดต่างประเทศจะเป็นเรื่องที่จัดการได้
เริ่มต้นค้าระหว่างประเทศอย่างมั่นใจ ด้วยระบบบัญชีที่พร้อม
เมื่อเริ่มนำเข้า-ส่งออก สิ่งที่ยุ่งยากไม่แพ้การหาคู่ค้าคือการจัดการบัญชีหลายสกุลเงิน ภาษีนำเข้า และเอกสารที่ต้องถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยบันทึกรายการหลายสกุลเงิน คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน และออกเอกสารบัญชีที่พร้อมยื่นต่อกรมสรรพากร ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ
SME ต้องมีทุนเท่าไรถึงเริ่มนำเข้า-ส่งออกได้
ไม่มีขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากรขาเข้า และ VAT ซึ่งอาจต้องสำรองล่วงหน้า 2-3 เดือนก่อนได้เงินคืนจากการขาย การเริ่มจากล็อตเล็ก ๆ เช่น สั่งตัวอย่างสินค้ามาทดสอบตลาดก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินทุน
ความแตกต่างระหว่าง FOB กับ CIF คืออะไร
FOB ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งถึงท่าเรือต้นทาง หลังจากนั้นผู้ซื้อรับภาระเอง ส่วน CIF ผู้ขายรับผิดชอบเพิ่มอีก 2 อย่าง คือค่าขนส่งระหว่างประเทศและค่าประกันภัย SME มือใหม่ที่นำเข้ามักเลือก CIF เพราะง่ายกว่า ไม่ต้องจัดการเรื่องเรือและประกันเอง
ต้องจด VAT ก่อนนำเข้าสินค้าหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องจด VAT ก่อนนำเข้า เพราะกรมศุลกากรจะเรียกเก็บ VAT 7% ณ ด่านศุลกากรอยู่แล้ว แต่ถ้าจด VAT แล้ว สามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไปหักเป็นภาษีซื้อได้ ทำให้ต้นทุนจริงลดลง สำหรับ SME ที่นำเข้าเป็นประจำ การจด VAT จึงคุ้มค่ากว่า
การบันทึกบัญชีรายการนำเข้า ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันไหน
ตามมาตรฐานการบัญชี ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ (วันที่ในใบกำกับสินค้า) สำหรับการบันทึกรายการเริ่มแรก และใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดสำหรับการปรับปรุงยอดค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
