ภาษีนำเข้า คืออะไร
Table of Contents

ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศต้องรับมือกับภาษีนำเข้าหลายประเภท ตั้งแต่อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางชนิด และในปี 2569 กฎเกณฑ์การจัดเก็บอากรก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้ ตั้งแต่อัตราภาษีนำเข้าแต่ละประเภทสินค้า วิธีคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง

ภาษีนำเข้า (Import Duty) คืออะไร

ภาษีนำเข้า หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Import Duty คือ ค่าธรรมเนียมที่รัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือกรมศุลกากร ทำหน้าที่ประเมินและจัดเก็บอากรขาเข้า รวมถึงกรมสรรพากรที่ดูแลภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้า

ภาษีนำเข้ามีบทบาทสำคัญ 2 ด้านสำหรับ SME ได้แก่ ด้านแรกคือปกป้องผู้ผลิตในประเทศไม่ให้เสียเปรียบด้านราคากับสินค้าต่างชาติ และด้านที่สองคือสร้างรายได้เข้ารัฐเพื่อใช้พัฒนาประเทศ

ภาษีนำเข้ากับอากรขาเข้าต่างกันอย่างไร

ในทางปฏิบัติ “ภาษีนำเข้า” เป็นคำรวมที่หมายถึงภาษีทุกประเภทที่ต้องจ่ายเมื่อนำสินค้าเข้าประเทศ ส่วน “อากรขาเข้า” (Customs Duty) คือภาษีเฉพาะส่วนที่กรมศุลกากรเรียกเก็บตามพิกัดอัตราศุลกากรเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงต้องเข้าใจว่าเมื่อนำเข้าสินค้า ต้นทุนภาษีทั้งหมดประกอบด้วยทั้งอากรขาเข้าและภาษีอื่นรวมกัน

นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

สินค้าที่นำเข้ามาในประเทศไทยต้องเสียภาษี 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า

อากรขาเข้า (Import Duty)

อากรขาเข้าคือภาษีที่กรมศุลกากรเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าทุกประเภท โดยอัตราแตกต่างกันตามพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสินค้า ตั้งแต่ 0% สำหรับสินค้าบางรายการ ไปจนถึง 80% สำหรับสินค้าที่รัฐต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

สินค้านำเข้าทุกรายการต้องเสีย VAT 7% คำนวณจากราคา CIF รวมกับอากรขาเข้า กิจการที่จด VAT สามารถนำ VAT ส่วนนี้ไปเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้

ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax)

ภาษีสรรพสามิตเก็บเฉพาะสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ น้ำหอม รถยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง หาก SME นำเข้าสินค้าที่อยู่นอกรายการเหล่านี้ก็ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต

อัตราภาษีนำเข้า แต่ละประเภทสินค้าเสียเท่าไร

อัตราอากรขาเข้าขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสินค้า ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันตามวัสดุและประเภทสินค้า

ตัวอย่างอัตราอากรขาเข้าตามประเภทสินค้า

ประเภทสินค้าอัตราอากรขาเข้า
เสื้อผ้าและรองเท้า30%
กระเป๋า20%
เครื่องสำอาง30%
นาฬิกาและแว่นตา5–10%
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป (หูฟัง, พาวเวอร์แบงก์)10%
โทรทัศน์20%
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง0%
อาหารเสริม5–30%
เครื่องมือแพทย์0–10%

อัตราในตารางเป็นตัวเลขเบื้องต้น สินค้าแต่ละรายการอาจมีอัตราที่แตกต่างตามรายละเอียดของ HS Code ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอัตราจริงก่อนตัดสินใจนำเข้า

วิธีเช็คพิกัดอัตราศุลกากรออนไลน์

ผู้ประกอบการสามารถค้นหาอัตราอากรขาเข้าของสินค้าแต่ละรายการได้ที่ฐานข้อมูลพิกัดอัตราศุลกากร (Integrated Tariff Database) ของกรมศุลกากร โดยใส่เลข HS Code 6-8 หลักของสินค้า ระบบจะแสดงอัตราอากรปกติและอัตราพิเศษตาม FTA ต่าง ๆ หากไม่ทราบเลข HS Code สามารถสอบถามผู้ส่งออกต้นทางหรือโทรสอบถาม Call Center กรมศุลกากร 1164

ภาษีนำเข้า คิดยังไง — วิธีคำนวณทีละขั้นตอน

การคำนวณภาษีนำเข้าเริ่มจากราคา CIF ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ใช้ในใบขนสินค้าขาเข้า จากนั้นคำนวณอากรขาเข้าและ VAT ตามลำดับ

ขั้นตอนที่ 1 — คำนวณราคา CIF

CIF ย่อมาจาก Cost + Insurance + Freight โดย Cost คือราคาสินค้า ณ ประเทศต้นทาง Insurance คือค่าประกันภัยระหว่างขนส่ง และ Freight คือค่าขนส่งมาถึงท่าเรือหรือสนามบินในไทย

ราคา CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่ง

ขั้นตอนที่ 2 — คำนวณอากรขาเข้า

อากรขาเข้า = ราคา CIF × อัตราอากรตามพิกัดศุลกากร (%)

ขั้นตอนที่ 3 — คำนวณ VAT

VAT = (ราคา CIF + อากรขาเข้า) × 7%

ภาษีนำเข้ารวมที่ต้องจ่าย = อากรขาเข้า + VAT

ตัวอย่างคำนวณภาษีนำเข้าเสื้อผ้าจากจีน

บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากจีนเพื่อจำหน่าย มีรายละเอียดดังนี้

  • ราคาสินค้า (Cost): 100,000 บาท
  • ค่าประกันภัย (Insurance): 1,000 บาท
  • ค่าขนส่ง (Freight): 9,000 บาท
  • อัตราอากรขาเข้าเสื้อผ้า: 30%

คำนวณ

ราคา CIF = 100,000 + 1,000 + 9,000 = 110,000 บาท

อากรขาเข้า = 110,000 × 30% = 33,000 บาท

VAT = (110,000 + 33,000) × 7% = 10,010 บาท

ภาษีนำเข้ารวม = 33,000 + 10,010 = 43,010 บาท

ต้นทุนรวมของสินค้า (ไม่รวม VAT ที่ขอคืนได้) = 110,000 + 33,000 = 143,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าเดิม 43% ผู้ประกอบการจึงต้องนำต้นทุนส่วนนี้ไปคำนวณราคาขายให้เหมาะสม

อัปเดต 2569 — กรมศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่ 1 บาท

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กรมศุลกากรเริ่มจัดเก็บอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้าทุกมูลค่า ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี มาตรการนี้มีผลถาวร ไม่มีกำหนดวันสิ้นสุด

เปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิม

ก่อนปี 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ทำให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเสียเปรียบด้านราคา หลังจากเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ สินค้านำเข้าทุกชิ้นต้องเสียทั้ง VAT 7% และอากรขาเข้าตามพิกัดศุลกากร

กรมศุลกากรได้ลงนาม MOU ร่วมกับ 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ (Lazada, Shopee, TikTok Shop, SHEIN, TEMU) เพื่อให้ภาษีถูกคำนวณรวมในราคาสินค้าหน้าเว็บไซต์ตั้งแต่ขั้นตอนสั่งซื้อ ผู้ซื้อจึงไม่ต้องไปจ่ายภาษีเพิ่มเติมที่ด่านศุลกากร

ผลกระทบต่อ SME ที่นำเข้าสินค้า

สำหรับ SME ที่นำเข้าสินค้าล็อตใหญ่ ต้นทุนอากรขาเข้าไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเดิมก็จ่ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยแข่งราคาได้เปรียบจะมีราคาสูงขึ้น ผู้ประกอบการ SME จึงแข่งขันได้ดีขึ้นในเชิงราคา อย่างไรก็ตาม SME ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศควรตรวจสอบว่าสามารถใช้สิทธิ FTA ลดอากรได้หรือไม่

สิทธิประโยชน์ลดภาษีนำเข้าที่ SME ควรรู้

SME สามารถลดต้นทุนอากรขาเข้าได้หลายทาง โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายอากรเต็มอัตรา

  • สิทธิ FTA (Free Trade Agreement) — ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ เช่น จีน (ACFTA ใช้ Form E), ญี่ปุ่น (JTEPA), เกาหลี (AKFTA) หากมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) สามารถลดอากรเหลือ 0% ได้ในหลายรายการ
  • สิทธิ BOI — ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) สามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยได้รับยกเว้นหรือลดอากรขาเข้า
  • เขตปลอดอากร (Free Zone) — สินค้าที่นำเข้ามาเก็บในเขตปลอดอากรจะยังไม่ต้องเสียอากร จนกว่าจะนำออกมาจำหน่ายในประเทศ เหมาะกับธุรกิจที่นำเข้าแล้วส่งออกต่อ

วิธีบันทึกบัญชีภาษีนำเข้า สำหรับผู้ประกอบการ

เมื่อนำเข้าสินค้า อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย (ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS for NPAEs) ส่วน VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าถือเป็นภาษีซื้อที่ขอคืนได้สำหรับกิจการจด VAT

จากตัวอย่างบริษัท ตัวอย่าง จำกัด ที่นำเข้าเสื้อผ้า ต้นทุนรวม 143,000 บาท (CIF 110,000 + อากร 33,000) และ VAT 10,010 บาท บันทึกบัญชีดังนี้

รายการเดบิตเครดิต
สินค้า/วัตถุดิบ (CIF + อากร)143,000
ภาษีซื้อ (VAT)10,010
เจ้าหนี้การค้า / เงินฝากธนาคาร153,010

ผู้ประกอบการต้องเก็บใบเสร็จจากกรมศุลกากรและใบขนสินค้าขาเข้าไว้เป็นหลักฐาน เพราะเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและยื่นขอคืน VAT ในแบบ ภ.พ.30 ประจำเดือน

ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถบันทึกรายการนำเข้าพร้อมแยกอากรขาเข้าเข้าต้นทุนสินค้าและภาษีซื้อได้ทันที ลดความผิดพลาดในการคำนวณและช่วยให้ปิดงบได้เร็วขึ้น

สรุป: ภาษีนำเข้าที่ผู้ประกอบการต้องรู้

  • คำนวณต้นทุนนำเข้าจากราคา CIF แล้วบวกอากรขาเข้า + VAT 7% + ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี)
  • ตรวจสอบอัตราอากรล่วงหน้าผ่านฐานข้อมูลพิกัดศุลกากรของกรมศุลกากร
  • ใช้สิทธิ FTA ลดอากรได้ถึง 0% ถ้ามีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
  • บันทึกอากรขาเข้าเป็นต้นทุนสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในงวด

จัดการบัญชีธุรกิจนำเข้าให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการบันทึกรายการนำเข้าสินค้า แยกต้นทุนอากรขาเข้าและภาษีซื้ออัตโนมัติ พร้อมออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีนำเข้า

ภาษีนำเข้า ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร

ภาษีนำเข้าในภาษาอังกฤษเรียกว่า Import Duty หรือ Customs Duty โดย Import Duty หมายถึงอากรที่เก็บจากสินค้านำเข้า ส่วน Customs Duty เน้นที่อากรศุลกากรที่เก็บ ณ ด่านศุลกากร นอกจากนี้ยังมีศัพท์ที่เกี่ยวข้องอย่าง Tariff (พิกัดอัตราภาษี) และ HS Code (รหัสพิกัดศุลกากรสากล)

นำเข้าสินค้าตัวอย่างหรือของขวัญต้องเสียภาษีนำเข้าไหม

สินค้าตัวอย่างหรือของขวัญที่มีมูลค่ารวมไม่เกิน 40,000 บาท (กรณีส่งทางไปรษณีย์) หรือ 20,000 บาท (กรณีนำติดตัว) อาจได้รับการพิจารณาลดหย่อนอากรจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และประเภทสินค้า แต่ยังคงต้องเสีย VAT 7% ตามปกติ ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าตัวอย่างเพื่อทดสอบตลาดควรเตรียม Invoice ระบุว่าเป็น “Sample — Not for Sale”

ถ้าไม่มี Form E นำเข้าจากจีนต้องเสียอากรเท่าไร

ถ้าไม่ยื่น Form E (Certificate of Origin ภายใต้ ACFTA) สินค้าจะถูกคำนวณอากรตามอัตราปกติ (MFN Rate) ซึ่งอาจสูงถึง 30% สำหรับเสื้อผ้าหรือ 20% สำหรับกระเป๋า ขณะที่ยื่น Form E สามารถลดเหลือ 0% ได้ ผู้ประกอบการควรขอ Form E จากผู้ส่งออกต้นทางก่อนสินค้าถึงไทย เพราะไม่สามารถยื่นย้อนหลังได้ง่าย

อากรขาเข้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนสินค้า

อากรขาเข้าต้องบันทึกเป็นต้นทุนสินค้า (รวมเข้าในมูลค่าสินค้าคงเหลือ) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในงวด รายละเอียดการบันทึกบัญชีอยู่ในหัวข้อวิธีบันทึกบัญชีภาษีนำเข้า


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ หมดกังวลเรื่อง ภาษี จัดการบัญชีได้อย่างมืออาชีพ