ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภ.พ.30 คืออะไร? ผู้ประกอบการจด VAT ต้องรู้ก่อนยื่นภาษี

ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่ได้ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่แบบฟอร์มนี้คืออะไร ใครต้องยื่น กำหนดเวลา วิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณ VAT จริงที่นำไปใช้ได้ทันที ภ.พ.30 คืออะไร ภ.พ.30 คือ แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ที่สรุปยอดภาษีขาย (VAT ที่เก็บจากลูกค้า) เทียบกับภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ผู้ขาย) ในเดือนนั้น ถ้าภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่า ก็ขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้ ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.30 กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เมื่อจดแล้ว หน้าที่ยื่น ภ.พ.30 จะเกิดขึ้นทุกเดือนนับจากนั้น แม้เดือนไหนไม่มียอดซื้อหรือยอดขายเลย ก็ต้องยื่นแบบเปล่า มิฉะนั้นจะถูกคิดค่าปรับ ตัวอย่างกิจการที่ต้องยื่น เช่น สำนักงานบัญชี บริษัทขายส่งสินค้า หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จด VAT แล้ว กำหนดเวลายื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ปี 2569 กำหนดเวลายื่นแบ่งเป็น 2 กรณี ยื่นแบบกระดาษ — ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี เช่น ภาษีเดือนมิถุนายน 2569 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing — ได้สิทธิขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จากวันสุดท้ายของการยื่นแบบกระดาษ กรณีเดียวกันคือยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สิทธินี้มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 ตามประกาศกระทรวงการคลัง (อ้างอิง: กรมสรรพากร) ยื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ได้ถึงวันไหน ถ้าวันที่ 23 ตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ตรวจสอบวันครบกำหนดแต่ละเดือนได้ที่ ปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร วิธียื่นแบบ ภ.พ.30 ออนไลน์ ผ่าน e-Filing การยื่นออนไลน์ทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 กรมสรรพากรปรับปรุงแบบฟอร์มใหม่ บนระบบ e-Filing ในส่วนของแบบยื่นเพิ่มเติม จะมีช่องกรอกยอดขายแจ้งไว้ขาดและยอดซื้อแจ้งไว้เกินเพิ่มเติม ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ต้องกรอกในแบบ ภ.พ.30 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน) มีรายการเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทต้องนำส่ง 14,000 บาทให้กรมสรรพากรภายในกำหนด กรณีภาษีซื้อมากกว่า: สมมติเดือนถัดมาบริษัทซื้อเครื่องจักร 800,000 บาท (ภาษีซื้อ 56,000 บาท) แต่ขายสินค้าได้ 400,000 บาท (ภาษีขาย 28,000 บาท) ภาษีชำระเกิน = 56,000 − 28,000 = 28,000 บาท บริษัทเลือกได้ว่าจะขอคืนเป็นเงินสด หรือเก็บเป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไป ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นแบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกรณี เปรียบเทียบ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ใช้สำหรับ สรุปภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน นำส่ง VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศ ตัวอย่าง ขายสินค้าในประเทศ เก็บ VAT จากลูกค้า จ่ายค่า Google Ads, ค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ กำหนดยื่น ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (กระดาษ) / 23 (ออนไลน์) ภายใน 7 วัน นับจากสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ใครยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้จ่ายเงินค่าบริการให้ต่างประเทศ หากกิจการของคุณใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ แล้วนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไปรวมในแบบยื่นรายเดือนของเดือนนั้นด้วย (อ่านเพิ่ม: ภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่แบบ) ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณียื่น ภ.พ.30 ไม่ทัน การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้ เบี้ยปรับ — กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นเกินกำหนดเวลา ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 89(2) เช่น มีภาษีต้องชำระ 14,000 บาท เบี้ยปรับเต็มจำนวน = 28,000 บาท แต่ถ้ามายื่นเองโดยไม่ได้รับหนังสือเตือนจากสรรพากร จะลดเหลือ 2% ของเบี้ยปรับ คือ 28,000 × 2% = 560 บาท เงินเพิ่ม — คิดอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89/1 เช่น ภาษี 14,000 บาท ล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่ม = 14,000 × 1.5% × 3 = 630 บาท ค่าปรับอาญา — กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 ถ้าวางแผนไม่ดีอาจต้องจ่ายทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญารวมกัน ซึ่งมากกว่าตัวภาษีหลายเท่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือตั้งเตือนปฏิทินทุกเดือน หรือใช้โปรแกรมบัญชีที่ช่วยเตือนกำหนดยื่นให้อัตโนมัติ สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ: ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป เตรียมรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับได้แล้ว จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK Tax PEAK Tax ช่วยดึงข้อมูลรายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย จากเอกสารที่บันทึกในโปรแกรม PEAK มาสรุปเป็นแบบให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจจับรายการผิดปกติก่อนนำส่งสรรพากร ลดโอกาสกรอกผิดและประหยัดเวลาให้นักบัญชีได้มาก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 ภ.พ.30 ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “VAT Return Form P.P.30” หรือ “Monthly Value Added Tax Return” ใช้ในบริบทการสื่อสารกับผู้สอบบัญชีหรือคู่ค้าต่างประเทศ ไม่มีรายได้เดือนนี้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น เพราะหน้าที่ยื่นแบบเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จดทะเบียน VAT จนกว่าจะยกเลิกทะเบียน เดือนไหนไม่มีรายการก็ยื่นแบบเปล่าไปก่อน เทคนิคกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 นักบัญชีควรตรวจสอบให้ยอดรายได้ที่ยื่นในแบบรายเดือนตลอดทั้งปี ตรงกับยอดรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) โดยนำรายได้ตามงบทดลองมาบวกลบรายการที่ทำให้ยอดต่างกัน เช่น ลูกหนี้การค้า เงินมัดจำรับล่วงหน้า หรือรายได้ที่ไม่อยู่ในระบบ VAT หากยอดไม่ตรงอาจถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ ดูขั้นตอนแบบละเอียดได้ที่ คู่มือกระทบยอดรายได้ใน PEAK กรอกแบบ ภ.พ.30 ผิด แก้ไขยังไง สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมผ่าน e-Filing ได้ โดยเลือกเมนู “ยื่นเพิ่มเติม” ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องแทนที่ของเดิม ถ้ายื่นเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาจะไม่มีเบี้ยปรับ แต่ถ้าเลยกำหนดแล้วจะมีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) หรือ 89(4) ผู้ใช้ PEAK สามารถดูขั้นตอนได้ที่ วิธียื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมใน PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร สรุปครบจบสำหรับผู้ประกอบการ SME

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนยังออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษอยู่ ทั้งที่กรมสรรพากรเปิดให้ใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt มาตั้งแต่ปี 2560 บทความนี้อธิบายว่าระบบนี้คืออะไร เลือกแบบไหนดี สมัครอย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวัง e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร ต่างกันตรงไหน กรมสรรพากรเปิดให้ผู้ประกอบการจด VAT ออกใบกำกับภาษีและใบรับเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ เอกสารทั้งสองรูปแบบมีผลทางกฎหมายเท่ากัน แต่แตกต่างกันตรงประเภทและวิธีใช้งานตามรายละเอียดด้านล่าง e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือการจัดทำใบกำกับภาษีเป็นข้อมูลดิจิทัลแทนกระดาษ โดยต้องมีการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) หรือประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เพื่อรับรองความถูกต้อง จากนั้นส่งมอบให้ผู้ซื้อและนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร เอกสารที่จัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้มี 5 ประเภท ได้แก่ e-Receipt คือ e-Receipt คือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ออกให้ผู้ซื้อเป็นหลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว ต่างจากใบกำกับภาษีตรงที่ใบรับไม่เกี่ยวกับ VAT โดยตรง แต่เป็นเอกสารยืนยันการชำระเงิน เมื่อสมัครระบบแล้วจะออกได้ทั้ง 5 ประเภทเอกสารที่กล่าวข้างต้น สรุปความแตกต่าง e-Tax Invoice กับ e-Receipt รายการ e-Tax Invoice e-Receipt ประเภทเอกสาร ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบรับ (ใบเสร็จรับเงิน) ใช้สำหรับ เป็นหลักฐานการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นหลักฐานการรับเงิน ระบบที่ใช้ by Time Stamp หรือ by Digital Signature ระบบเดียวกับ e-Tax Invoice e-Tax Invoice มีกี่ระบบ เลือกแบบไหนดี กรมสรรพากรแบ่งระบบออกเป็น 2 แบบ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเลือกใช้เพียงอย่างเดียว การเลือกขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและปริมาณใบกำกับภาษีที่ออกต่อเดือน e-Tax Invoice by Time Stamp เหมาะกับ SME ระบบ by Time Stamp (ชื่อเดิมคือ e-Tax Invoice by Email) ทำงานโดยการส่งอีเมลใบกำกับภาษีถึงผู้ซื้อ พร้อมสำเนาไปยังระบบของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อประทับรับรองเวลา ระบบนี้เหมาะกับ SME ที่ออกเอกสารไม่มากนัก และไม่ต้องซื้อใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (CA) เพิ่มเติม e-Tax Invoice by Digital Signature เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป ระบบ Digital Signature ใช้วิธีลงลายเซ็นดิจิทัลแทนการประทับเวลา ข้อมูลจัดทำในรูปแบบ XML แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านผู้ให้บริการ ระบบนี้ไม่จำกัดรายได้ รองรับปริมาณเอกสารมาก แต่ต้องซื้อใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ให้บริการ CA ที่กรมสรรพากรรับรอง ตารางเปรียบเทียบ 2 ระบบ สำหรับ SME เลือกใช้ รายการ by Time Stamp by Digital Signature วิธีรับรอง ประทับเวลา (ETDA) ลายเซ็นดิจิทัล (CA) แบบคำขอ ก.อ.01 บ.อ.01 ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่มี ค่าใบรับรอง CA + Service Provider รูปแบบเอกสาร PDF ส่งอีเมล XML + Digital Signature ต้องยื่นเอกสารประกอบ ต้องอัปโหลด + รอ Activate Code ไม่ต้อง (CA ยืนยันแทน) เหมาะกับ SME ออกเอกสารไม่มาก ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ ขั้นตอนสมัคร e-Tax Invoice ต้องเตรียมอะไรบ้าง ผู้ประกอบการที่จด VAT แล้วสามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร แต่ขั้นตอนจะแตกต่างกันตามระบบที่เลือก เอกสารและสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนเริ่มสมัคร ตรวจสอบว่าธุรกิจของคุณมีสิ่งต่อไปนี้ครบถ้วน ขั้นตอนสมัคร by Time Stamp ขั้นตอนสมัคร Digital Signature วิธีนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร หลังออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยเลือกได้ 3 ช่องทางตามความเหมาะสม สำหรับผู้ใช้ระบบ by Time Stamp ข้อมูลจะถูกส่งผ่านอีเมลอัตโนมัติเมื่อ ETDA ประทับเวลาเรียบร้อย ส่วนผู้ใช้ระบบ Digital Signature เลือกนำส่งได้ดังนี้ ประโยชน์ของ e-Tax Invoice & e-Receipt สำหรับ SME การเปลี่ยนมาใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วย SME ลดต้นทุนที่มองไม่เห็นหลายส่วน ทั้งค่ากระดาษ ค่าจัดส่ง และพื้นที่จัดเก็บเอกสาร ลดต้นทุนกระดาษและจัดเก็บ ลองคำนวณจากตัวอย่างจริง สมมุติบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นสำนักงานบัญชีที่ดูแลลูกค้า 50 ราย ออกใบกำกับภาษีเฉลี่ยรายละ 10 ฉบับต่อเดือน รวม 500 ฉบับต่อเดือน ยังไม่รวมค่าพื้นที่จัดเก็บและค่าเช่าคลังเอกสารที่ไม่ต้องใช้อีกเมื่อเปลี่ยนมาเก็บแบบดิจิทัล รองรับ Easy E-Receipt ช่วยลูกค้าลดหย่อนภาษี ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบนี้สามารถออกเอกสารให้ลูกค้านำไปใช้ในโครงการ Easy E-Receipt ของกรมสรรพากรได้ ลูกค้าบุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี ถือเป็นจุดขายที่ช่วยดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้ธุรกิจ วิธีตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการ e-Tax Invoice ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการสามารถตรวจสอบว่ากิจการที่ออกเอกสารให้ได้รับอนุมัติจริงหรือไม่ โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากร แล้วค้นหาจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือชื่อกิจการ ระบบจะแสดงข้อมูลผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบสถานะผู้ประกอบการจด VAT ผ่านระบบ VAT INFO ได้อีกช่องทางหนึ่ง ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt แม้ระบบจะสะดวก แต่ผู้ประกอบการควรระวังเรื่องต่อไปนี้ จัดการ e-Tax Invoice ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ by Time Stamp ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อระบบได้จากเมนู ตั้งค่า > ตั้งค่าเชื่อมต่อระบบภายนอก > เชื่อมต่อ e-Tax Invoice เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว สามารถส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้จากหน้าเอกสารในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกับระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบันทึกซ้ำ สรุป e-Tax Invoice & e-Receipt ผู้ประกอบการ SME ที่ยังออกใบกำกับภาษีกระดาษอยู่ ลองพิจารณาสมัครระบบ e-Tax Invoice เริ่มจากประเมินว่าธุรกิจเหมาะกับ by Time Stamp หรือ Digital Signature จากตารางเปรียบเทียบด้านบน จากนั้นเตรียมเอกสารตาม Checklist แล้วยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ e-Tax Invoice & e-Receipt e-Tax Invoice กับใบกำกับภาษีกระดาษต่างกันอย่างไร ทั้งสองมีผลทางกฎหมายเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือรูปแบบการจัดทำและจัดส่ง ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จัดทำเป็นข้อมูลดิจิทัลและส่งผ่านระบบออนไลน์ ส่วนใบกำกับภาษีกระดาษต้องพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์หรือมอบด้วยตนเอง ต้องจด VAT ก่อนถึงจะสมัคร e-Tax Invoice ได้หรือไม่ ใช่ ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน จึงจะมีสิทธิสมัครใช้ระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม ถ้าธุรกิจโตขึ้น เปลี่ยนจาก by Time Stamp เป็น Digital Signature ได้ไหม ได้ แต่ต้องยื่นขอยกเลิกระบบ by Time Stamp กับกรมสรรพากรก่อน จากนั้นจัดหาใบรับรอง CA แล้วยื่นคำขอระบบ Digital Signature ใหม่ตามแบบ บ.อ.01 e-Receipt กับ Easy E-Receipt ต่างกันอย่างไร ต่างกันมาก e-Receipt เป็น “ประเภทเอกสาร” ที่ผู้ประกอบการออกให้ผู้ซื้อ ส่วน Easy E-Receipt เป็น “โครงการลดหย่อนภาษี” ของรัฐที่ให้ผู้บริโภคนำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้สิทธิลดหย่อน ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ e-Tax Invoice จะช่วยให้ลูกค้าใช้สิทธินี้ได้โดยอัตโนมัติ ถ้าออก e-Tax Invoice แล้ว ต้องเก็บเอกสารกระดาษด้วยไหม ไม่ต้องเก็บกระดาษ แต่ต้องเก็บไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ต้นฉบับไว้ให้ครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แนะนำให้ backup ไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น cloud storage + hard drive ภายในบริษัท เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายเมื่อถูกตรวจสอบ สมัครแล้วใช้ได้เลยหรือต้องรอนานแค่ไหน ระบบ by Time Stamp ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ นับจากยื่นคำขอจนได้ Activate Code ทางไปรษณีย์ ส่วนระบบ Digital Signature ขึ้นอยู่กับความเร็วในการจัดหาใบรับรอง CA ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

10 min

VAT INFO คืออะไร? วิธีตรวจสอบคู่ค้าและเช็กใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง

ก่อนรับใบกำกับภาษีจากคู่ค้า สิ่งแรกที่ต้องเช็ค คือคู่ค้ารายนั้นจดทะเบียน VAT จริงหรือเปล่า เพราะถ้ารับใบกำกับภาษีจากผู้ที่ไม่ได้จด VAT แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ สรรพากรถือว่าเป็น ภาษีซื้อต้องห้าม — ใช้ลดภาษีไม่ได้ และอาจถูกเรียกเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับ VAT INFO เป็นเครื่องมือฟรีจากกรมสรรพากรที่ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ทันที ใช้ได้ทุกคน ไม่ต้องสมัครสมาชิก แค่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของคู่ค้า บทความนี้ PEAK สรุปวิธีใช้ วิธีอ่านสถานะ และวิธีป้องกันปัญหาใบกำกับภาษีปลอม VAT INFO คืออะไร VAT INFO (หรือ VATINFO) คือระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร เปิดให้ใช้ฟรี ตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องไปสำนักงานสรรพากร  VAT INFO ใช้ทำอะไรได้บ้าง วิธีใช้งาน VAT INFO ตรวจสอบคู่ค้า เข้าใช้งานได้ที่ vsinter.rd.go.th หรือค้นหาคำว่า “vat info สรรพากร” ใน Google ตรวจสอบจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ตรวจสอบจากชื่อผู้ประกอบการ  ถ้าไม่มีเลข 13 หลัก สามารถค้นหาจากชื่อกิจการ หรือชื่อสาขาได้เช่นกัน แต่ต้องพิมพ์ชื่อให้ตรง เพราะระบบจะค้นหาตามตัวอักษรที่พิมพ์  สถานะ VAT แต่ละแบบหมายความว่าอะไร  เมื่อค้นหาแล้ว ระบบจะแสดงสถานะกิจการ ซึ่งหลายคนเจอแล้วงงว่าหมายความว่าอะไร สถานะ ความหมาย ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ยังประกอบกิจการอยู่ กิจการยังเปิดปกติ จด VAT ถูกต้อง ได้ เลิกประกอบกิจการ กิจการปิดแล้ว แจ้งเลิกกับสรรพากรแล้ว ไม่ได้ อยู่ระหว่างชำระบัญชี กิจการกำลังปิด อยู่ระหว่างจัดการหนี้สินและทรัพย์สิน ระวัง ควรตรวจสอบก่อน ไม่พบข้อมูล ไม่ได้จดทะเบียน VAT ไม่ได้ ห้ามรับใบกำกับภาษี จุดสำคัญ: ถ้าสถานะเป็น “เลิกประกอบกิจการ” หรือ “ไม่พบข้อมูล” แต่คู่ค้าออกใบกำกับภาษีมาให้ ห้ามรับ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที  ตัวอย่าง: ฝ่ายจัดซื้อของบริษัท (ชื่อสมมุติ) ได้ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์รายใหม่ เมื่อเช็ค VAT INFO พบว่าสถานะเป็น “เลิกประกอบกิจการ” ตั้งแต่ปีก่อน แสดงว่าใบกำกับภาษีฉบับนี้ออกมาหลังจากเลิกกิจการแล้ว ถ้านำไปใช้เป็นภาษีซื้อ สรรพากรตรวจพบจะถูกเรียกเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับ ฝ่ายจัดซื้อจึงปฏิเสธรับและแจ้งให้ซัพพลายเออร์ชี้แจง  วิธีเช็กใบกำกับภาษีปลอม  นอกจากเช็กสถานะ VAT แล้ว ควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ เจอใบกำกับภาษีที่น่าสงสัย ต้องทำอย่างไร ใช้ PEAK ตรวจ VAT + SMART Key ตรวจใบกำกับภาษีอัตโนมัติ ถ้าธุรกิจของคุณรับใบกำกับภาษีจำนวนมากในแต่ละเดือน การเช็คทีละใบบน VAT INFO อาจใช้เวลานาน PEAK Account มีฟีเจอร์ที่ช่วยลดงานตรงนี้ SMART Key คือฟีเจอร์ AI + OCR บน PEAK ที่ถ่ายรูปหรืออัปโหลดใบกำกับภาษี แล้ว AI อ่านข้อมูลเข้าระบบบัญชีให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร ถ้าข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรง ระบบแจ้งเตือนทันที ไม่ต้องเช็คเองทีละใบ ตัวอย่างเช่น นักบัญชีได้รับใบกำกับภาษีซื้อจากซัพพลายเออร์ 30 ใบในเดือนเดียว ถ้าเช็คทีละใบบน VAT INFO อาจใช้เวลาครึ่งวัน เมื่ออัปโหลดเข้า PEAK ผ่าน SMART Key ระบบ AI สแกนข้อมูลทุกใบ ตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อ ที่อยู่ ครบถ้วนตามเกณฑ์กรมสรรพากรหรือไม่ ถ้าใบไหนมีปัญหาระบบแจ้งเตือนทันที นักบัญชีตีกลับเอกสารขอใบใหม่ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ PEAK ยังเชื่อมโยงข้อมูลใบกำกับภาษีกับรายงานภาษีซื้อ-ขายอัตโนมัติ ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) VAT INFO ใช้ฟรีไหม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้ได้ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการ เข้าใช้งานได้ที่ vsinter.rd.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง คู่ค้าไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้ ต้องทำอย่างไร ห้ามนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ให้แจ้งคู่ค้าว่าไม่สามารถรับใบกำกับภาษีได้ และขอเอกสารอื่นแทน เช่น ใบเสร็จรับเงินปกติ ถ้าสงสัยว่าเป็นการปลอมแปลง ปรึกษาสรรพากรพื้นที่ ผลเสียของการใช้ภาษีซื้อต้องห้ามคือต้องจ่ายภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน  VAT INFO ข้อมูลอัปเดตบ่อยแค่ไหน ข้อมูลอัปเดตตามที่กรมสรรพากรบันทึกเข้าระบบ เมื่อกิจการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะปรากฏในระบบหลังจากสรรพากรดำเนินการเสร็จ ถ้าต้องการความแน่ใจ ให้โทรสอบถามสรรพากรพื้นที่โดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ส.ค. 2025

PEAK Account

13 min

คู่มือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำความเข้าใจครบ ลดข้อผิดพลาด

ภาษีมูลค่าเพิ่ม น่าจะเป็นหนึ่งในประเภทภาษีที่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมักมีการเรียกเก็บให้เห็นกันเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นเวลาไปทานอาหารในห้าง หรือเข้ารับบริการ ก็จะมีค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เรียกเก็บเพิ่มขึ้นมาจากค่าใช้จ่ายอยู่ด้วยเสมอ ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร? ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่หลายท่านคุ้นกันในชื่อเรียก VAT (Value Added Tax) คือประเภทของภาษีที่เรียกเก็บจากการผลิตสินค้า หรือให้บริการ โดยเป็นการเรียกเก็บทั้งสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันมีอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7% ที่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการจำเป็นต้องเสียทุกครั้งที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำไมต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่ม การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจมาจนถึงจุดหนึ่ง เมื่อมีรายได้ต่อปี 1.8 ล้านบาทเข้าเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด (ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจได้รับการยกเว้นภาษี) เมื่อถึงเวลานั้นธุรกิจจำเป็นต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บภาษีส่วนนี้เพิ่มเติมทุกครั้งเมื่อมีการซื้อขายสินค้าหรือบริการ และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีให้ทางกรมสรรพากรทุกเดือน ซึ่งภาษีดังกล่าวที่กรมสรรพากรเรียกเก็บเพื่อเป็นการนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศต่อไป ธุรกิจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไหร่? ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากที่ได้มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว โดยทางกรมสรรพากรได้มีการกำหนดเงื่อนไขของธุรกิจที่จำเป็นต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้คือเมื่อมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนในกรณีที่เป็นช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือระหว่างการเตรียมการประกอบธุรกิจ มีการซื้อสินค้าหรือบริการที่เข้าข่ายเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นข้อบังคับ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าธุรกิจของคุณจะยังไม่เข้าข ข้อข้างต้นก็สามารถดำเนินการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน และนอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นไม่จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเข้าข่ายที่กฎหมายกำหนดก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน หลังจากที่ธุรกิจได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นแบบภาษี พร้อมชำระภาษีทุกเดือน วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเบื้องต้น ในการยื่นแบบและชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ จะเป็นการคำนวณที่ต้องนำภาษีซื้อ – ภาษีขาย โดยมีสูตรการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง หรือต้องขอคืน โดยภาษีซื้อที่กล่าวมาคือ ภาษีที่ผู้ประกอบการถูกเรียกเก็บจากการซื้อสินค้าหรือบริการจากธุรกิจที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยสินค้าหรือบริการดังกล่าวต้องมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจด้วย ในส่วนของภาษีขาย คือ ภาษีที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการนั่นเอง ซึ่งในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจต้องเสีย หรืออาจมีสิทธิ์ขอคืนได้ ให้แทนในสูตรก่อนหน้านี้ หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการต้องนำส่งภาษีมูลเพิ่ม แต่ถ้าภาษีขายน้อยกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ หรือขอเป็นเครดิตภาษีไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ยกตัวอย่าง ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ แทนสูตรดังนี้ ภาษีซื้อ 5,000 ภาษีขาย 10,000  10,000 – 5,000 = 5,000  จากตัวอย่างหมายความว่าผู้ประกอบการจำเป็นต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทในเดือนดังกล่าว ยกตัวอย่างภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย แทนสูตรดังนี้ ภาษีซื้อ 10,000 ภาษีขาย 5,000  5,000 – 10,000 = -5,000 ในกรณีนี้ที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายผู้ประกอบการจึงสามารถทำเรื่องขอคืนภาษี 5,000 บาทได้ หรือสามารถนำจำนวนดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในส่วนของค่าใช้จ่ายภาษีซื้อ ภาษีขายที่เสียหรือเรียกเก็บในแต่ละเดือน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำเป็นรายงานตามกฎหมายกำหนด ซึ่งต้องจดทุกรายการซื้อและขาย ในส่วนนี้ปัจจุบันก็มีโปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำรายงานได้ง่ายยิ่งขึ้น เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มก็มีเอกสารหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกสารที่ใช้สำหรับการยื่นให้กรมสรรพากร และเอกสารที่ใช้สำหรับการส่งให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยแบ่งเป็น 2 เอกสารสำคัญได้ดังนี้ ภ.พ. 30 เอกสารฉบับแรกที่จำเป็นต้องใช้คือ ภ.พ. 30 เป็นเอกสารสำหรับใช้ในการยื่นเพื่อเสียภาษีในแต่ละเดือน โดย ภ.พ. 30 จะเป็นเอกสารสรุปรายการภาษีซื้อ และภาษีขายของธุรกิจในเดือนนั้น ๆ ที่ต้องทำออกมาเพื่อยื่นให้ทางกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน ภ.พ. 36 อีกหนึ่งแบบเอกสารสำหรับใช้ในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ภ.พ. 36 คือแบบยื่นภาษีที่ผู้ประกอบการที่จ่ายเงินให้กับธุรกิจหรือกิจการที่ไม่ได้ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย เช่น การทำโฆษณาออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ  ใบกำกับภาษี ถัดมาเป็นส่วนของใบกำกับภาษี ที่ผู้ประกอบการต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าได้มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการทำธุรกรรมครั้งนั้นแล้ว โดยในใบกำกับภาษีจะมีข้อมูลของมูลค่าสินค้าหรือบริการ ข้อมูลของผู้ขายและผู้ซื้อ รวมไปถึงจำนวนมูลค่าภาษีที่เสียในครั้งนั้น ในปัจจุบันนิยมออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่สะดวกรวดเร็วทั้งสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่าใบกำกับภาษีแบบกระดาษ ข้อควรรู้ในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจไว้ เพราะอาจส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจได้ ถึงแม้จะยังไม่ได้เข้าข่ายเสียภาษีก็ควรคิดวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น นอกจากความรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังมีข้อควรรู้สำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ยื่นให้ตรงเวลา ตามปฏิทินภาษีอากร การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มนับเป็นหนึ่งในข้อกฎหมาย และจำเป็นต้องยื่นให้ตรงเวลาตามกำหนด หากไม่ได้ทำการยื่นตามกำหนดอาจมีบทลงโทษตามมาได้ โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นได้ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือสามารถยึดตามปฏิทินภาษีอากร ในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ทำผ่านระบบออนไลน์ สะดวก และรวดเร็วกว่า การทำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีเอกสารและขั้นตอนการบันทึกมากมายที่อาจทำให้มีความยุ่งยากพอสมควร การทำผ่านระบบออนไลน์จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ทำให้การบันทึกบัญชีไปจนถึงการยื่นเอกสารกลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการยื่นเอกสารที่ทางกรมสรรพากรเปิดระบบให้สามารถยื่นออนไลน์ได้ ทำให้การมีโปรแกรมบัญชีที่ตอบโจทย์ในเรื่องภาษีเป็นส่วนช่วยสำคัญให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการด้านบัญชีได้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มที่ ใช้โปรแกรมบัญชี เพื่อการทำภาษีที่ง่ายยิ่งขึ้น โปรแกรมบัญชีเข้ามามีส่วนช่วยสำคัญอย่างมากในการยื่นภาษี ไม่เพียงเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น แต่รวมไปถึงการจัดระบบโดยรวมของการทำบัญชีในองค์กรให้เป็นระบบ ลดขั้นตอนความยุ่งยากต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับกองเอกสารมหึมา ซึ่งโปรแกรมบัญชีครบวงจรอย่าง PEAK Account ก็มาพร้อมฟีเจอร์ตอบโจทย์การทำงานด้านบัญชีและการทำรายงานภาษี แถมยังใช้งานง่าย มีคู่มือให้ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมปรับใช้ในองค์กรได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

18 ส.ค. 2025

PEAK Account

13 min

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนจด ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์

เมื่อทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ผู้ประกอบการหลายท่านมักเริ่มต้นตัดสินใจเกี่ยวกับการจดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ที่ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นผ่านการจด ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ ของทางกรมสรรพากร ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำว่าสามารถจดรูปแบบใดได้บ้าง พร้อมวิธีการประเมินตัวเองว่าควรจดภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของเราเองหรือยัง ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร? ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) คือภาษีที่กรมสรรพากรเก็บจากธุรกิจที่มีการขายสินค้าหรือบริการ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวต้องอยู่ในระบบภาษีของกรมสรรพากร หรือก็คือธุรกิจที่ทำการจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วนั่นเอง โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีกำหนดชำระทุกเดือน โดยธุรกิจต้องทำการยื่นเอกสารพร้อมชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สามารถยื่นได้ทั้งรูปแบบออนไลน์ และที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ซึ่งหลังจากจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากลูกค้าที่ทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ข้อบังคับในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เกือบทุกธุรกิจสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้นับตั้งแต่วันที่เริ่มธุรกิจ แต่จะมีธุรกิจบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 28 รายการ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละรายการได้ที่บทความ “กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย” ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในรายการกิจการดังกล่าว ก็สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่จะจำกัดเฉพาะที่กฎหมายกำหนด เช่น ธุรกิจที่ยังมีรายได้ต่อปีไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าหากต้องการจดทันที สามารถทำเรื่องยื่นขอจดทะเบียนเป็นกรณีพิเศษได้ ทั้งนี้ในทางกฎหมายหากธุรกิจของคุณเข้าข่ายเงื่อนไขใดข้อใดข้อหนึ่งที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2 ข้อต่อไปนี้ ยกเว้นกรณีที่เป็นกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องรีบดำเนินการจดภายในระยะเวลาที่กำหนดมิเช่นนั้นอาจโดนบทลงโทษทางกฎหมายได้ โดยเงื่อนไขแต่ละข้อมีรายละเอียดดังนี้ หากต้องการดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถรถดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ หรือเดินทางไปจดทะเบียนที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ได้ทันที เพราะหากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดจะมีความผิดถึง 5 ข้อด้วยกัน วิธีการจดภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่รูปแบบ ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบัน ทางกรมสรรพากรได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการด้วยการเปิดระบบการจดภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ โดยสามารถทำได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงหน่วยงาน ก็สามารถกรอกเอกสารสำหรับการยื่นได้อย่างง่ายดาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์อย่างละเอียดได้ที่บทความ “รวมขั้นตอนการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม และวิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่ควรรู้”  ส่วนผู้ประกอบการท่านไหนที่อาจไม่ถนัดการใช้ระบบมากนัก หรืออยากปรึกษาเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ สามารถเดินทางจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ในกรณีที่ธุรกิจมีหลายสาขาให้เลือกจดทะเบียนที่สำนักงานสรรพากรที่สาขาสำนักงานใหญ่ของธุรกิจเราตั้งอยู่ จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วได้อะไรบ้าง? ไม่ว่าจะจดภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ หรือเดินทางไปจดถึงสำนักงานสรรพากร แน่นอนว่าต้องส่งผลดีธุรกิจในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นด้านความน่าเชื่อถือ เพราะในการทำข้อตกลงด้านธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำธุรกิจกับธุรกิจด้วยกันเอง B2B (Business-to-Business) ที่ต้องมีการติดต่อค้าขายกับองค์กรหลายรูปแบบเสมอ การจด VAT ก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้  หรือแม้กระทั่งธุรกิจแบบขายให้ลูกค้าโดยตรง ก็อาจเพิ่มโอกาสปิดยอดขายจากการที่บริษัทอยู่ในระบบ VAT เช่นเดียวกัน โดยเป็นผลจากนโยบายของภาครัฐที่ลูกค้าสามารถนำใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้าหรือเข้ารับบริการไปยื่นเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง หากลูกค้ามีตัวเลือกต้องซื้อกับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับไม่จดทะเบียน ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกเราได้ง่ายกว่าแน่นอน นอกจากนี้มุมของธุรกิจเอง เมื่อมีการซื้อสินค้ากับบริษัทที่มีการจดทะเบียนเช่นเดียวกัน ก็สามารถนำภาษีที่เราโดนเรียกเก็บจากบริษัทผู้ขายไปขอคืนได้เช่นกัน คำถามประเมินตัวเองก่อนจด ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ ในกรณีที่ธุรกิจของคุณยังไม่ได้เข้าข่ายข้อบังคับในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรามีคำถามสำหรับประเมินตัวเองสั้น ๆ 4 ข้อ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรต้องเริ่มต้นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ 1. มีการค้าขายระหว่างบริษัทเป็นประจำหรือไม่? ความน่าเชื่อถือมีความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ B2B เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจของคุณต้องติดต่อกับบริษัทอื่นเป็นประจำ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้ มีโอกาสที่ธุรกิจอื่นจะอยากทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น 2. มีความต้องการจัดการบัญชีให้เป็นระบบเรียบร้อยมากขึ้นหรือไม่? หนึ่งในข้อดีสำคัญหลังจากที่ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์แล้ว การทำงานบัญชีจะมีความเป็นระเบียบมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุผลที่ว่ามีความจำเป็นต้องทำรายงานภาษีทั้งภาษีซื้อ และภาษีขายทุกเดือน ถ้าปัจจุบันมองว่าอยากเพิ่มการจัดการบัญชีให้เป็นระบบอีกขั้นหนึ่ง การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดี 3. มีความพร้อมที่จะยื่นเอกสารทุกเดือนหรือไม่? เมื่อจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน บางธุรกิจที่ยังไม่มีพนักงานบัญชีดูแลส่วนนี้เป็นหลักอาจมีปัญหายุ่งยากเล็กน้อย แต่หลังจากที่กรมสรรพากรมีระบบตั้งแต่การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ และการยื่นภาษีออนไลน์ ก็ทำให้การจัดการเหล่านี้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยิ่งผู้ประกอบการท่านไหนใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ควบคู่ไปด้วย จะทำให้การยื่นสะดวกขึ้นแน่นอน 4. สัดส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียจากต้นทุนในการดำเนินธุรกิจมีสูงหรือไม่? บางธุรกิจที่มีต้นทุนต้องซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจำนวนเยอะ และต้องมีการค้าขายกับธุรกิจอื่นที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประจำ ทำให้สัดส่วนของต้นทุนเรามี ภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ในนั้นด้วย การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็สามารถนำส่วนที่เสียไปนั้นไปยื่นขอคืนกับทางกรมสรรพากรได้ จัดการภาษีได้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ จากบริการต่าง ๆ ของกรมสรรพากรเห็นได้เลยว่ามีนโยบายที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทั้งระบบการเปิดรับยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ การยื่นภาษี รวมไปถึงบริการที่เกี่ยวข้อง ในฝั่งของผู้ประกอบการเอง การปรับใช้ระบบบัญชีออนไลน์ก็ช่วยให้การจัดการภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็มาพร้อมฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์ ครอบคลุมการใช้งานทั้งด้านภาษีและด้านการจัดการบัญชี มาพร้อมคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด เริ่มต้นปรับใช้ได้ง่ายกว่าที่คิด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.พ. 2025

PEAK Account

16 min

e-Tax Invoice ตัวช่วยจัดการเอกสาร ลดความยุ่งยากให้ธุรกิจ SMEs

ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ในยุคที่เกือบทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนมาอยู่บนดิจิตอลแทบทั้งหมด ประเทศไทยก็พัฒนาตามยุคสมัยในหลายด้าน รวมไปถึงด้านเอกสารต่าง ๆ ที่หน่วยงานส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมดแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ที่กรมสรรพากรส่งเสริมให้ผู้ประกอบปัจจุบันการเปลี่ยนมาใช้ เพราะช่วยลดความยุ่งยากด้านงานเอกสาร และเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับกฎหมายในปัจจุบันอีกด้วย ในบทความนี้ PEAK ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้น จะเป็นอย่างไรบ้างมาติดตามกันได้เลย e-Tax Invoice คืออะไร? e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือ รูปแบบการออกใบกำกับภาษีอยู่ในรูปแบบออนไลน์เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น สามารถส่งเอกสารให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารออนไลน์ให้กรมสรรพากรได้ทันทีเช่นกัน ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้ธุรกิจ SMEs สามารถจัดการกับเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  ข้อมูลจำเป็นที่ต้องทราบเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากรูปแบบเอกสารเปลี่ยนมาอยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลรายละเอียดจำเป็นเล็กน้อยที่เจ้าของกิจการควรรู้ เพื่อให้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ของเรานั้นถูกต้องทุกประการ เพื่อให้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องมีการลงลายมือชื่อดิจิตอล (Digital Signature) หรือการปรับทับรับรองเวลา (Time Stamp) ด้วยเสมอ หลังจากลงลายมือชื่อหรือประทับแล้ว เอกสารฉบับดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายได้ ทำไมธุรกิจ SMEs ต้องใช้ e-Tax Invoice? หลังจากที่เรารู้จักใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้นแล้ว ในส่วนถัดมาเรามาดูข้อดีที่เจ้าของเจ้าของกิจการ SMEs จะได้รับหากเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แทนที่ใบกำกับภาษีกระดาษรูปแบบเดิมกันดีกว่า ซึ่งข้อดีหลัก ๆ สามารถแบ่งได้ 4 ข้อดังนี้ ลดเวลาการทำงานด้านเอกสาร หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของกิจการ SMEs หลายท่านต้องประสบพบเจอคงหนีไม่พ้นเรื่องของเอกสารที่เยอะจนบางครั้งทำให้เกิดความยุ่งยาก ไม่สามารถโฟกัสกับธุรกิจได้เต็มที่เท่าที่ควร การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดปัญหาส่วนนี้ลงไปได้อย่างแน่นอน เพราะด้วยเอกสารที่อยู่บนออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องหาที่จัดเก็บ หรือคอยหาเอกสารให้วุ่นวาย นอกจากนี้ยังลดเวลาการทำงานด้านเอกสาร เพราะความสะดวกรวดเร็วในการส่งให้ผู้ซื้อและสรรพากรได้อย่างง่ายดาย หมดห่วงเรื่องเอกสารสูญหาย ต่อยอดจากข้อที่แล้ว นอกจากการลดเวลาการทำงานด้านเอกสาร ยังเป็นการป้องกันข้อมูลสูญหายที่เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของการเก็บเอกสารแบบกระดาษ ซึ่งการเก็บเอกสารที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์นั้น หากจัดให้เป็นระเบียบรับรองว่าข้อมูลไม่มีทางสูญหายแน่นอน อีกทั้งเวลาต้องการเรียกดูเอกสารก็ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ช่วยลดต้นทุน หลายท่านอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจ SMEs ได้อย่างไร แต่ถ้าลองคำนวนดูแล้วการออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษ 1 แผ่นนั้น มีต้นทุนที่แฝงมาด้วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่ากระดาษ ค่าหมึกสำหรับพิมพ์เอกสารออกมา อาจรวมไปถึงค่าซองเอกสาร และค่าจัดส่งอีกด้วย หากเปลี่ยนมาใช้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็บอกลาต้นทุนเหล่านี้ไปได้เลย ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น รัฐบาลจึงได้ออกนโยบายต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมในส่วนนี้ ยกตัวอย่างเช่น Easy E-Receipt นโยบายที่ในปีพ.ศ. 2568 ก็กลับมาอีกครั้ง โดยเป็นนโยบายที่ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำใบกำกับภาษีออนไลน์จากสินค้าหรือบริการที่ซื้อในช่วงเวลาที่กำหนด มายื่นเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น  “การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นอกจากจะช่วยจัดการเอกสารแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนแฝง และช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายผ่านนโยบายของภาครัฐอีกด้วย” e-Tax Invoice มีกี่รูปแบบ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? e-Tax Invoice มีทั้งหมด 2 รูปแบบประกอบไปด้วย ซึ่งแต่ละรูปแบบแตกต่างกันอย่างไร แต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน และมีขั้นตอนการทำงานอย่างไรบ้าง มาดูกันต่อเลย 1. e-Tax Invoice & Receipt ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ประเภทแรกแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และ ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Recepit) ซึ่งเอกสารรูปแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) แบบไม่จำกัดรายได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ก่อนทำการส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ รวมไปถึงกรมสรรพากรจำเป็นต้องลงลายมือชื่อดิจิตอลให้เรียบร้อยเพื่อให้เอกสารนี้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การส่ง e-Tax Invoice & Receipt ให้กรมสรรพากรจะต้องอยู่ในรูปแบบไฟล์ XML หรือ PDF/A3 เท่านั้น คุณสมบัติของผู้ยื่นขอจัดทำ e-Tax Invoice & e-Receipt ขั้นตอนการจัดทำและส่งมอบ e-Tax Invoice & Receipt  สำหรับขั้นตอนการใช้งานใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ประเภท e-Tax Invoice & Receipt มีขั้นตอนทั้งหมด 3 ส่วนที่สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย ไม่เป็นการเพิ่มงานแน่นอน 2. e-Tax Invoice by Time Stamp ในส่วนของ e-Tax Invoice by Time Stamp จะเป็นการทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจ SMEs ขนาดเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท และได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่มีการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จำนวนที่ไม่มาก โดยการส่งเอกสาร e-Tax Invoice by Time Stamp จะเป็นการที่ธุรกิจออกร่างใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากนั้นทำการส่งอีเมลให้ลูกค้า และ CC อีเมลไปที่ [email protected] เพื่อให้ระบบทำการ Time Stamp หรือประทับเวลาให้ หลังจากนั้นระบบจะส่งเอกสารที่ประทับเวลาแล้วให้ลูกค้าและธุรกิจอีกครั้ง คุณสมบัติของผู้ยื่นขอจัดทำ e-Tax Invoice by Time Stamp เจ้าของกิจการที่ต้องการยื่นขอการจัดทำ e-Tax Invoice by Time Stamp ต้องมีคุณสมบัติดังนี้  ขั้นตอนการจัดทำและส่งมอบ e-Tax Invoice by Time Stamp ขั้นตอนของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบ e-Tax Invoice by Time Stamp อาจมีขั้นตอนมากกว่าเล็กน้อย แต่สะดวกไม่แพ้กัน อยากลดความยุ่งยากเรื่องเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือคำตอบ ตอนนี้ทุกท่านรู้จักกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นแล้ว ทราบถึงข้อดีที่ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นั้นช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาความยุ่งยากในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอกสารต่าง ๆ รวมไปถึงเป็นการลดต้นทุน และช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายให้แก่ธุรกิจผ่านนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย  สำหรับเจ้าของกิจการ SMEs ท่านไหนที่กำลังมองหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้การจัดการใบกำกับภาษีเป็นเรื่องง่าย ที่ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับการทำ e-Tax Invoice ช่วยให้การจัดการบัญชีในธุรกิจของคุณสะดวก สามารถจัดการบัญชีได้อย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมมุ่งสู่การเติบโตในอนาคต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ส.ค. 2024

PEAK Account

11 min

กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย

การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมายของประเทศไทยมีหลายประเภท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นผู้ที่ขายสินค้าหรือให้บริการ โดยมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี  อย่างไรก็ตาม มีกิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ในบทความนี้ จะมาพูดถึงกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง?  เข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือ VAT เป็นการเก็บภาษีจากการขายสินค้า หรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งที่ผลิต ภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตหรือเป็นผู้ที่ขาย สินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ เป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูป ของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้น ส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีและมีหน้าที่ต้อง ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียน แต่มีกิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมบางอย่างหรือบรรเทาภาระให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำไมกิจการจึงที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย 1. กิจการขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี2. กิจการขายพืชผลทางการเกษตรภายในราชอาณาจักร เช่น ข้าว ผักและผลไม้ เป็นต้น3. กิจการขายสัตว์ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตภายในราชอาณาจักร เช่น ไก่หรือเนื้อสัตว์4. กิจการขายปุ๋ย5. กิจการขายปลาป่น อาหารสัตว์6. กิจการขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุงรักษาป้องกัน ทำลาย หรือ กำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์7. กิจการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน กิจการตามที่กล่าวมาข้อ 1 – ข้อ 7 สามารถเลือกเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้หากต้องการ  8. การนำเข้าสินค้าตาม 2. ถึง 7.9. การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน 10. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำหรือทางอากาศ แต่หากเป็นการให้บริการขนส่งโดยอากาศยาน และการให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ ผู้ประกอบการมีสิทธิเลือกเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้11. การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศทางบกและทางเรือซึ่งมิใช่เรือเดินทะเล12. การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทางราชการและเอกชน13. การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์14. การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น15. การให้บริการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ16. การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ17. การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์18. การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ในสาขาและลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี19. การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน 20. การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งส่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย21. การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ ซึ่งต้องมีลักษณะการประกอบกิจการตามที่กรมสรรพากรกำหนด คือ ต้องเป็นการวิจัยหรือบริการทางวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์และสาขาสังคมศาสตร์ แต่ต้องมิใช่เป็นการกระทำในทางธุรกิจ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือมูลนิธิ22. การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ไม่รวมถึงบริการที่เป็นการพาณิชย์ของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นการหารายได้ หรือผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม23. การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น24. การบริจาคสินค้าให้แก่สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือให้แก่ องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือสถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด25. การขายบุหรี่ซิกาแรต ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ซึ่งผู้ขายเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง26. การขายสลากกินแบ่งของรัฐฯ สลากออมสินของรัฐฯ และสลากบำรุงสภา-กาชาดไทย27. การขายแสตมป์ไปรษณีย์ แสตมป์อากร แสตมป์อื่นของรัฐฯ องค์การของรัฐฯ หรือ องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เฉพาะที่ยังไม่ได้ใช้ในราคาที่ไม่เกินมูลค่าที่ตราไว้28. การให้บริการสีข้าว ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรทำ เมื่อทราบว่ากิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1. ตรวจสอบกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้อง อ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศที่กิจการตั้งอยู่ เพื่อดูว่ากิจการของตนได้รับการยกเว้นหรือไม่ 2. ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่แน่ใจควรติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขอคำแนะนำ 3. จัดทำเอกสารและยื่นคำร้อง หากกิจการของตนได้รับการยกเว้นภาษี ควรจัดทำเอกสารและยื่นคำร้องตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด 4. การบันทึกบัญชีและการรายงาน แม้กิจการจะได้รับการยกเว้นภาษี ผู้ประกอบการยังคงต้องบันทึกบัญชีและการรายงานตามข้อกำหนดที่กฎหมายภาษีกำหนด การตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่ากิจการของตนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการทราบถึงประเภทของกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดภาระทางภาษีได้อย่างถูกต้อง และการมีการจัดการบันทึกบัญชีและการรายงานที่ดี จะช่วยให้กิจการหายห่วงในเืร่องของการจัดเก็บเอกสาร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

23 ม.ค. 2024

PEAK Account

9 min

มาตรการ  Easy E-Receipt 2567 สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับลูกค้า โอกาสสำหรับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล

กลับมาอีกครั้ง สำหรับมาตรการดีๆ จากทางภาครัฐที่นอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดหย่อนภาษีแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีให้ใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย กับโครงการที่มีชื่อว่า Easy E-Receipt มาตรการนี้มีรายละเอียดเงื่อนไขอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ Easy E-Receipt คืออะไร Easy e-Receipt คือ โครงการลดหย่อนภาษีประจำปี 2567 ที่กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่ได้รับจากการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2567 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีเงื่อนไขการใช้จ่ายดังต่อไปนี้ 1. ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2. ซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น 3. ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง จำนวนไม่เกิน 50,000 บาท e-Tax Invoice คืออะไร? e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนำมาใช้ทดแทนใบกำกับภาษีแบบกระดาษ กล่าวง่ายๆ คือ การเปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์แทนนั่นเอง แม้จะแตกต่างกันในเรื่องรูปร่างเอกสารที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงใช้สิทธิ์ทางภาษีได้เช่นเดียวกับรูปแบบกระดาษ โดย e-Tax Invoice จะต้องจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) หรือได้มีการประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เพื่อนำส่งให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ตลอดจนนำส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรผ่านช่องทางออนไลน์ สำหรับใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดของระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) สามารถติดตามอ่านได้ที่บทความ เรื่องต้องรู้ เกี่ยวกับ e-Tax e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร? e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นการจัดทำใบกำกับภาษี รวมถึงใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบรับที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องมีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร สำหรับใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดของ e-Tax Invoice & e-Receipt  สามารถติดตามอ่านได้ที่บทความ e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร สินค้าที่สามารถลดหย่อนภาษีจากโครงการ Easy E-Receipt ได้ ในการซื้อสินค้าเพื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษีในโครงการ Easy E-Receipt นั้น ต้องเลือกซื้อให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของโครงการ เนื่องจากมีสินค้าบางประเภทที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งสินค้าที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้นั้น จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ ส่วนสินค้าที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีจากโครงการ Easy-E-Receipt ได้ ประกอบด้วย ผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากโครงการ Easy E-Receipt ผู้ที่สามารถใช้สิทธิ์ซื้อสินค้านำมาลดหย่อนภาษีจากโครงการ Easy e-Receipt นั้นต้องผู้มีเงินได้ ที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น โดยการลดหย่อนจะเป็นการลดหย่อนจากจำนวนเงินได้พึงประเมินสุทธิ ที่ต้องนำไปคำนวณร่วมกับฐานภาษีแบบขั้นบันได ดังตัวอย่างอัตราลดหย่อนสูงสุดของรายได้ต่อไปนี้ การตรวจสอบร้านค้าที่สามารถออก e-Tax Invoice & e-Receipt ได้ ก่อนที่เราจะเลือกซื้อสินค้าและบริการ เราสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยการนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรไปค้นหาผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร nbsp; ก็จะได้ข้อมูลร้านค้าตามต้องการ โครงการ Easy E-Receipt ไม่เพียงช่วยให้ผู้สินค้าและบริการมาใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนทางภาษีได้เท่านั้น หากแต่ยังสร้างโอกาสทางการขายให้กับผู้ประกอบการ ร้านค้าต่างๆ อีกด้วย เพียงจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt ของกรมสรรพากรได้ ก็จะสามารถเข้าร่วมโครงการ  Easy E-Receip นี้ PEAK ช่วยผู้ประกอบการให้สามารถออกเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้ทั้ง 2 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น e-Tax Invoice by Time Stamp หรือ e-Tax Invoice & e-Receipt เพียงแค่คลิกเชื่อมต่อกับ PEAK หลังจากนี้คุณก็สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายๆ ถ้าอยากรู้ว่าง่ายขนาดไหน แนะนำให้ลองดูวิดีโอสั้นๆ การเชื่อมต่อระบบและวิธีการส่งใบกำกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้เลย

17 ม.ค. 2024

PEAK Account

9 min

e-Tax Invoice by Time Stamp คืออะไร

จากบทความ เรื่องต้องรู้ เกี่ยวกับ e-Tax Invoice ผู้ประกอบการคงรู้กันแล้วว่าใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ก็คือ การเปลี่ยนใบกำกับภาษีแบบกระดาษมาเป็นแบบออนไลน์ผ่านวิธีที่กรมสรรพากรรองรับ แต่สำหรับใครที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการนี้ก็ต้องเลือกต่อว่าโครงการใดที่เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจของเรา ระหว่าง e-Tax Invoice by Time Stamp และ e-Tax Invoice & e-Receipt สำหรับในบทความนี้ เราจะมาพูดถึง e-Tax Invoice by Time Stamp กันครับว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไร และมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง e-Tax Invoice by Time Stamp คืออะไร? e-Tax Invoice by Time Stamp (ชื่อเดิม e-Tax Invoice by Email) เป็นการจัดทำใบกำกับภาษีโดยการส่งอีเมลถึงผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ พร้อมสำเนา CC ไปยังระบบของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.หรือ ETDA) เพื่อให้ระบบประทับรับรองเวลา (Time Stamp) และระบบจะส่งใบกำกับภาษีที่ประทับรับรองเวลาแล้วให้กับผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรม 3 เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ออก e-Tax Invoice by Time Stamp ได้ นอกจากใบกำกับภาษีเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบออนไลน์ได้แล้ว กรมสรรพากรยังได้อนุมัติเอกสารอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ได้แก่ คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ขอจัดทำ e-Tax Invoice by Time Stamp ผู้ประกอบการที่ต้องการขอจัดทำ e-Tax Invoice by Time Stamp จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ขั้นตอนการทำงานระบบ e-Tax Invoice by Time Stamp การยื่นคำขอใช้ระบบ e-Tax Invoice by Time Stamp ขั้นตอนการเชื่อมต่อ e-Tax Invoice by Time Stamp กับโปรแกรม PEAK หลังจากที่ผู้ประกอบการได้รับอีเมลที่ได้ลงทะเบียนกับทางกรมสรรพากรแล้ว สามารถใช้อีเมลดังกล่าวมากรอกและกดเชื่อมต่อการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กับ PEAK ได้ทันทีง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก ซึ่งสามารถติดตามขั้นตอนการเชื่อมต่อและจัดส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมได้ที่บทความ การเชื่อมต่อและวิธีจัดส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบ e-Tax Invoice by Time Stamp PEAK ขอเล่า : สำหรับใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่เหลืออีกหนึ่งโครงการ นั่นคือ โครงการ e-Tax Invoice & e-Receipt ตามไปอ่านกันต่อได้ที่บทความ e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร PEAK ช่วยผู้ประกอบการให้สามารถออกเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้ทั้ง 2 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น e-Tax Invoice by Time Stamp หรือ e-Tax Invoice & e-Receipt เพียงแค่คลิกเชื่อมต่อกับ PEAK หลังจากนี้คุณก็สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายๆ ผ่านโปรแกรม PEAK ได้แล้วครับ ถ้าอยากรู้ว่าง่ายขนาดไหน แนะนำให้ลองดูวิดีโอสั้นๆ การเชื่อมต่อระบบและวิธีการส่งใบกำกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้เลยครับ ออกเอกสารง่ายในไม่กี่คลิก

20 พ.ย. 2023

PEAK Account

11 min

 เรื่องต้องรู้ เกี่ยวกับ e-Tax Invoice

ปัจจุบันการติดต่อซื้อ – ขาย และการทำธุรกรรมเกิดขึ้นในระบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก ทำให้การทำธุรกรรม หรือการจัดเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ในรูปแบบ e-Service มากขึ้น ใบกำกับภาษีเป็นเอกสารสำคัญซึ่งกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องจัดทำและส่งมอบให้กับลูกค้า ตลอดจนนำส่งให้หน่วยงานจัดเก็บภาษี ดังนั้น เพื่อความสะดวก ลดภาระต้นทุนในการนำส่งและจัดเก็บใบกำกับภาษีแบบกระดาษ กรมสรรพากรจึงได้มีการพัฒนาใบกำกับภาษีรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น ที่เรียกกันว่า ใบกำกับอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice นั่นเอง ในบทความนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ e-Tax Invoice ให้มากขึ้น e-Tax Invoice คืออะไร? e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนำมาใช้ทดแทนใบกำกับภาษีแบบกระดาษ กล่าวง่ายๆ คือ การเปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์แทนนั่นเอง แม้จะแตกต่างกันในเรื่องรูปร่างเอกสารที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงใช้สิทธิ์ทางภาษีได้เช่นเดียวกับรูปแบบกระดาษ โดย e-Tax Invoice จะต้องจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) หรือได้มีการประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เพื่อนำส่งให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ตลอดจนนำส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรผ่านช่องทางออนไลน์ 5 เอกสารที่สามารถจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ไม่เพียงแต่ใบกำกับภาษีเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบออนไลน์ได้ หากแต่กรมสรรพากรยังได้อนุมัติเอกสารอื่นๆ สามารถออกในรูปแบบเอกสารออนไลน์หรืออิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน ได้แก่ ประโยชน์ของการจัดทำ e-Tax Invoice การจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นั้น ช่วยผู้ประกอบการตั้งแต่การลดต้นทุน การส่งเอกสารให้ลูกค้าได้เร็วขึ้น รวมถึงการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ซึ่งสรุปพอสังเขปได้ดังนี้ PEAK ขอเล่า: รูปแบบของโครงการ e-Tax Invoice การออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice นั้น มี 2 โครงการ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเลือกเข้าสู่โครงการใดโครงการหนึ่งเท่านั้น 1. e-Tax Invoice by Time Stamp e-Tax Invoice by Time Stamp (ชื่อเดิม e-Tax Invoice by Email) เป็นการจัดทำใบกำกับภาษีโดยการส่งอีเมลถึงผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการพร้อมสำเนา CC ไปยังระบบของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.หรือ ETDA) เพื่อให้ระบบประทับรับรองเวลา (Time Stamp) และระบบจะส่งใบกำกับภาษีที่ประทับรับรองเวลาแล้วให้กับผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรม ซึ่งโครงการนี้จะเหมาะกับผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่โครงการ e-Tax Invoice และ e-Receipt สนใจรายละเอียดโครงการ ขอแนะนำบทความ 👉 e-Tax Invoice by Time Stamp คืออะไร ขั้นตอนการสมัคร และการใช้งาน 2. e-Tax Invoice & e-Receipt e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นการจัดทำใบกำกับภาษี รวมถึงใบกำกับภาษีอย่างย่อ  ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบรับที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องมีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และมีหน้าที่นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ซึ่งโครงการนี้จะเหมาะกับผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ที่มีการออกใบกำกับภาษีต่อเดือนจำนวนมาก สนใจรายละเอียดโครงการ ขอแนะนำบทความ 👉 e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร ขั้นตอนการสมัคร และการใช้งาน ความแตกต่างระหว่าง e-Tax Invoice by Time Stamp และ e-Tax Invoice & e-Receipt สำหรับข้อแตกต่างที่สำคัญของทั้ง 2 โครงการ ขอสรุปความแตกต่างระหว่าง e-Tax Invoice by Time Stamp และ e-Tax Invoice & e-Receipt ดังนี้ PEAK ขอเล่า: การออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ทั้ง 2 รูปแบบ จะสร้างความสะดวก ลดปัญหาในการจัดเก็บเอกสารทั้งกับกิจการ ร้านค้า และผู้ซื้อ นอกจากนั้นยังรองรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐในอนาคตอีกหลายๆ มาตรการ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลไม่ควรพลาด PEAK ช่วยผู้ประกอบการให้สามารถออกเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้ทั้ง 2 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น e-Tax Invoice by Time Stamp หรือ e-Tax Invoice & e-Receipt เพียงแค่คลิกเชื่อมต่อกับ PEAK หลังจากนี้คุณก็สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายๆ ผ่านโปรแกรม PEAK ได้แล้ว ถ้าอยากรู้ว่าง่ายขนาดไหน แนะนำให้ลองดูวิดีโอสั้นๆ การเชื่อมต่อระบบและวิธีการส่งใบกำกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้เลย ออกเอกสารง่ายในไม่กี่คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภ.พ.30 คืออะไร? ผู้ประกอบการจด VAT ต้องรู้ก่อนยื่นภาษี

ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่ได้ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่แบบฟอร์มนี้คืออะไร ใครต้องยื่น กำหนดเวลา วิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณ VAT จริงที่นำไปใช้ได้ทันที ภ.พ.30 คืออะไร ภ.พ.30 คือ แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ที่สรุปยอดภาษีขาย (VAT ที่เก็บจากลูกค้า) เทียบกับภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ผู้ขาย) ในเดือนนั้น ถ้าภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่า ก็ขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้ ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.30 กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เมื่อจดแล้ว หน้าที่ยื่น ภ.พ.30 จะเกิดขึ้นทุกเดือนนับจากนั้น แม้เดือนไหนไม่มียอดซื้อหรือยอดขายเลย ก็ต้องยื่นแบบเปล่า มิฉะนั้นจะถูกคิดค่าปรับ ตัวอย่างกิจการที่ต้องยื่น เช่น สำนักงานบัญชี บริษัทขายส่งสินค้า หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จด VAT แล้ว กำหนดเวลายื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ปี 2569 กำหนดเวลายื่นแบ่งเป็น 2 กรณี ยื่นแบบกระดาษ — ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี เช่น ภาษีเดือนมิถุนายน 2569 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing — ได้สิทธิขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จากวันสุดท้ายของการยื่นแบบกระดาษ กรณีเดียวกันคือยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สิทธินี้มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 ตามประกาศกระทรวงการคลัง (อ้างอิง: กรมสรรพากร) ยื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ได้ถึงวันไหน ถ้าวันที่ 23 ตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ตรวจสอบวันครบกำหนดแต่ละเดือนได้ที่ ปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร วิธียื่นแบบ ภ.พ.30 ออนไลน์ ผ่าน e-Filing การยื่นออนไลน์ทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 กรมสรรพากรปรับปรุงแบบฟอร์มใหม่ บนระบบ e-Filing ในส่วนของแบบยื่นเพิ่มเติม จะมีช่องกรอกยอดขายแจ้งไว้ขาดและยอดซื้อแจ้งไว้เกินเพิ่มเติม ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ต้องกรอกในแบบ ภ.พ.30 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน) มีรายการเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทต้องนำส่ง 14,000 บาทให้กรมสรรพากรภายในกำหนด กรณีภาษีซื้อมากกว่า: สมมติเดือนถัดมาบริษัทซื้อเครื่องจักร 800,000 บาท (ภาษีซื้อ 56,000 บาท) แต่ขายสินค้าได้ 400,000 บาท (ภาษีขาย 28,000 บาท) ภาษีชำระเกิน = 56,000 − 28,000 = 28,000 บาท บริษัทเลือกได้ว่าจะขอคืนเป็นเงินสด หรือเก็บเป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไป ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นแบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกรณี เปรียบเทียบ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ใช้สำหรับ สรุปภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน นำส่ง VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศ ตัวอย่าง ขายสินค้าในประเทศ เก็บ VAT จากลูกค้า จ่ายค่า Google Ads, ค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ กำหนดยื่น ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (กระดาษ) / 23 (ออนไลน์) ภายใน 7 วัน นับจากสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ใครยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้จ่ายเงินค่าบริการให้ต่างประเทศ หากกิจการของคุณใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ แล้วนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไปรวมในแบบยื่นรายเดือนของเดือนนั้นด้วย (อ่านเพิ่ม: ภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่แบบ) ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณียื่น ภ.พ.30 ไม่ทัน การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้ เบี้ยปรับ — กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นเกินกำหนดเวลา ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 89(2) เช่น มีภาษีต้องชำระ 14,000 บาท เบี้ยปรับเต็มจำนวน = 28,000 บาท แต่ถ้ามายื่นเองโดยไม่ได้รับหนังสือเตือนจากสรรพากร จะลดเหลือ 2% ของเบี้ยปรับ คือ 28,000 × 2% = 560 บาท เงินเพิ่ม — คิดอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89/1 เช่น ภาษี 14,000 บาท ล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่ม = 14,000 × 1.5% × 3 = 630 บาท ค่าปรับอาญา — กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 ถ้าวางแผนไม่ดีอาจต้องจ่ายทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญารวมกัน ซึ่งมากกว่าตัวภาษีหลายเท่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือตั้งเตือนปฏิทินทุกเดือน หรือใช้โปรแกรมบัญชีที่ช่วยเตือนกำหนดยื่นให้อัตโนมัติ สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ: ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป เตรียมรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับได้แล้ว จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK Tax PEAK Tax ช่วยดึงข้อมูลรายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย จากเอกสารที่บันทึกในโปรแกรม PEAK มาสรุปเป็นแบบให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจจับรายการผิดปกติก่อนนำส่งสรรพากร ลดโอกาสกรอกผิดและประหยัดเวลาให้นักบัญชีได้มาก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 ภ.พ.30 ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “VAT Return Form P.P.30” หรือ “Monthly Value Added Tax Return” ใช้ในบริบทการสื่อสารกับผู้สอบบัญชีหรือคู่ค้าต่างประเทศ ไม่มีรายได้เดือนนี้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น เพราะหน้าที่ยื่นแบบเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จดทะเบียน VAT จนกว่าจะยกเลิกทะเบียน เดือนไหนไม่มีรายการก็ยื่นแบบเปล่าไปก่อน เทคนิคกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 นักบัญชีควรตรวจสอบให้ยอดรายได้ที่ยื่นในแบบรายเดือนตลอดทั้งปี ตรงกับยอดรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) โดยนำรายได้ตามงบทดลองมาบวกลบรายการที่ทำให้ยอดต่างกัน เช่น ลูกหนี้การค้า เงินมัดจำรับล่วงหน้า หรือรายได้ที่ไม่อยู่ในระบบ VAT หากยอดไม่ตรงอาจถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ ดูขั้นตอนแบบละเอียดได้ที่ คู่มือกระทบยอดรายได้ใน PEAK กรอกแบบ ภ.พ.30 ผิด แก้ไขยังไง สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมผ่าน e-Filing ได้ โดยเลือกเมนู “ยื่นเพิ่มเติม” ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องแทนที่ของเดิม ถ้ายื่นเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาจะไม่มีเบี้ยปรับ แต่ถ้าเลยกำหนดแล้วจะมีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) หรือ 89(4) ผู้ใช้ PEAK สามารถดูขั้นตอนได้ที่ วิธียื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมใน PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร สรุปครบจบสำหรับผู้ประกอบการ SME

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนยังออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษอยู่ ทั้งที่กรมสรรพากรเปิดให้ใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt มาตั้งแต่ปี 2560 บทความนี้อธิบายว่าระบบนี้คืออะไร เลือกแบบไหนดี สมัครอย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวัง e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร ต่างกันตรงไหน กรมสรรพากรเปิดให้ผู้ประกอบการจด VAT ออกใบกำกับภาษีและใบรับเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ เอกสารทั้งสองรูปแบบมีผลทางกฎหมายเท่ากัน แต่แตกต่างกันตรงประเภทและวิธีใช้งานตามรายละเอียดด้านล่าง e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือการจัดทำใบกำกับภาษีเป็นข้อมูลดิจิทัลแทนกระดาษ โดยต้องมีการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) หรือประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เพื่อรับรองความถูกต้อง จากนั้นส่งมอบให้ผู้ซื้อและนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร เอกสารที่จัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้มี 5 ประเภท ได้แก่ e-Receipt คือ e-Receipt คือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ออกให้ผู้ซื้อเป็นหลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว ต่างจากใบกำกับภาษีตรงที่ใบรับไม่เกี่ยวกับ VAT โดยตรง แต่เป็นเอกสารยืนยันการชำระเงิน เมื่อสมัครระบบแล้วจะออกได้ทั้ง 5 ประเภทเอกสารที่กล่าวข้างต้น สรุปความแตกต่าง e-Tax Invoice กับ e-Receipt รายการ e-Tax Invoice e-Receipt ประเภทเอกสาร ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบรับ (ใบเสร็จรับเงิน) ใช้สำหรับ เป็นหลักฐานการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นหลักฐานการรับเงิน ระบบที่ใช้ by Time Stamp หรือ by Digital Signature ระบบเดียวกับ e-Tax Invoice e-Tax Invoice มีกี่ระบบ เลือกแบบไหนดี กรมสรรพากรแบ่งระบบออกเป็น 2 แบบ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเลือกใช้เพียงอย่างเดียว การเลือกขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและปริมาณใบกำกับภาษีที่ออกต่อเดือน e-Tax Invoice by Time Stamp เหมาะกับ SME ระบบ by Time Stamp (ชื่อเดิมคือ e-Tax Invoice by Email) ทำงานโดยการส่งอีเมลใบกำกับภาษีถึงผู้ซื้อ พร้อมสำเนาไปยังระบบของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อประทับรับรองเวลา ระบบนี้เหมาะกับ SME ที่ออกเอกสารไม่มากนัก และไม่ต้องซื้อใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (CA) เพิ่มเติม e-Tax Invoice by Digital Signature เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป ระบบ Digital Signature ใช้วิธีลงลายเซ็นดิจิทัลแทนการประทับเวลา ข้อมูลจัดทำในรูปแบบ XML แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านผู้ให้บริการ ระบบนี้ไม่จำกัดรายได้ รองรับปริมาณเอกสารมาก แต่ต้องซื้อใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ให้บริการ CA ที่กรมสรรพากรรับรอง ตารางเปรียบเทียบ 2 ระบบ สำหรับ SME เลือกใช้ รายการ by Time Stamp by Digital Signature วิธีรับรอง ประทับเวลา (ETDA) ลายเซ็นดิจิทัล (CA) แบบคำขอ ก.อ.01 บ.อ.01 ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่มี ค่าใบรับรอง CA + Service Provider รูปแบบเอกสาร PDF ส่งอีเมล XML + Digital Signature ต้องยื่นเอกสารประกอบ ต้องอัปโหลด + รอ Activate Code ไม่ต้อง (CA ยืนยันแทน) เหมาะกับ SME ออกเอกสารไม่มาก ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ ขั้นตอนสมัคร e-Tax Invoice ต้องเตรียมอะไรบ้าง ผู้ประกอบการที่จด VAT แล้วสามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร แต่ขั้นตอนจะแตกต่างกันตามระบบที่เลือก เอกสารและสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนเริ่มสมัคร ตรวจสอบว่าธุรกิจของคุณมีสิ่งต่อไปนี้ครบถ้วน ขั้นตอนสมัคร by Time Stamp ขั้นตอนสมัคร Digital Signature วิธีนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร หลังออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยเลือกได้ 3 ช่องทางตามความเหมาะสม สำหรับผู้ใช้ระบบ by Time Stamp ข้อมูลจะถูกส่งผ่านอีเมลอัตโนมัติเมื่อ ETDA ประทับเวลาเรียบร้อย ส่วนผู้ใช้ระบบ Digital Signature เลือกนำส่งได้ดังนี้ ประโยชน์ของ e-Tax Invoice & e-Receipt สำหรับ SME การเปลี่ยนมาใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วย SME ลดต้นทุนที่มองไม่เห็นหลายส่วน ทั้งค่ากระดาษ ค่าจัดส่ง และพื้นที่จัดเก็บเอกสาร ลดต้นทุนกระดาษและจัดเก็บ ลองคำนวณจากตัวอย่างจริง สมมุติบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นสำนักงานบัญชีที่ดูแลลูกค้า 50 ราย ออกใบกำกับภาษีเฉลี่ยรายละ 10 ฉบับต่อเดือน รวม 500 ฉบับต่อเดือน ยังไม่รวมค่าพื้นที่จัดเก็บและค่าเช่าคลังเอกสารที่ไม่ต้องใช้อีกเมื่อเปลี่ยนมาเก็บแบบดิจิทัล รองรับ Easy E-Receipt ช่วยลูกค้าลดหย่อนภาษี ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบนี้สามารถออกเอกสารให้ลูกค้านำไปใช้ในโครงการ Easy E-Receipt ของกรมสรรพากรได้ ลูกค้าบุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี ถือเป็นจุดขายที่ช่วยดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้ธุรกิจ วิธีตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการ e-Tax Invoice ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการสามารถตรวจสอบว่ากิจการที่ออกเอกสารให้ได้รับอนุมัติจริงหรือไม่ โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากร แล้วค้นหาจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือชื่อกิจการ ระบบจะแสดงข้อมูลผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบสถานะผู้ประกอบการจด VAT ผ่านระบบ VAT INFO ได้อีกช่องทางหนึ่ง ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt แม้ระบบจะสะดวก แต่ผู้ประกอบการควรระวังเรื่องต่อไปนี้ จัดการ e-Tax Invoice ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ by Time Stamp ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อระบบได้จากเมนู ตั้งค่า > ตั้งค่าเชื่อมต่อระบบภายนอก > เชื่อมต่อ e-Tax Invoice เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว สามารถส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้จากหน้าเอกสารในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกับระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบันทึกซ้ำ สรุป e-Tax Invoice & e-Receipt ผู้ประกอบการ SME ที่ยังออกใบกำกับภาษีกระดาษอยู่ ลองพิจารณาสมัครระบบ e-Tax Invoice เริ่มจากประเมินว่าธุรกิจเหมาะกับ by Time Stamp หรือ Digital Signature จากตารางเปรียบเทียบด้านบน จากนั้นเตรียมเอกสารตาม Checklist แล้วยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ e-Tax Invoice & e-Receipt e-Tax Invoice กับใบกำกับภาษีกระดาษต่างกันอย่างไร ทั้งสองมีผลทางกฎหมายเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือรูปแบบการจัดทำและจัดส่ง ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จัดทำเป็นข้อมูลดิจิทัลและส่งผ่านระบบออนไลน์ ส่วนใบกำกับภาษีกระดาษต้องพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์หรือมอบด้วยตนเอง ต้องจด VAT ก่อนถึงจะสมัคร e-Tax Invoice ได้หรือไม่ ใช่ ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน จึงจะมีสิทธิสมัครใช้ระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม ถ้าธุรกิจโตขึ้น เปลี่ยนจาก by Time Stamp เป็น Digital Signature ได้ไหม ได้ แต่ต้องยื่นขอยกเลิกระบบ by Time Stamp กับกรมสรรพากรก่อน จากนั้นจัดหาใบรับรอง CA แล้วยื่นคำขอระบบ Digital Signature ใหม่ตามแบบ บ.อ.01 e-Receipt กับ Easy E-Receipt ต่างกันอย่างไร ต่างกันมาก e-Receipt เป็น “ประเภทเอกสาร” ที่ผู้ประกอบการออกให้ผู้ซื้อ ส่วน Easy E-Receipt เป็น “โครงการลดหย่อนภาษี” ของรัฐที่ให้ผู้บริโภคนำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้สิทธิลดหย่อน ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ e-Tax Invoice จะช่วยให้ลูกค้าใช้สิทธินี้ได้โดยอัตโนมัติ ถ้าออก e-Tax Invoice แล้ว ต้องเก็บเอกสารกระดาษด้วยไหม ไม่ต้องเก็บกระดาษ แต่ต้องเก็บไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ต้นฉบับไว้ให้ครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แนะนำให้ backup ไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น cloud storage + hard drive ภายในบริษัท เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายเมื่อถูกตรวจสอบ สมัครแล้วใช้ได้เลยหรือต้องรอนานแค่ไหน ระบบ by Time Stamp ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ นับจากยื่นคำขอจนได้ Activate Code ทางไปรษณีย์ ส่วนระบบ Digital Signature ขึ้นอยู่กับความเร็วในการจัดหาใบรับรอง CA ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

10 min

VAT INFO คืออะไร? วิธีตรวจสอบคู่ค้าและเช็กใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง

ก่อนรับใบกำกับภาษีจากคู่ค้า สิ่งแรกที่ต้องเช็ค คือคู่ค้ารายนั้นจดทะเบียน VAT จริงหรือเปล่า เพราะถ้ารับใบกำกับภาษีจากผู้ที่ไม่ได้จด VAT แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ สรรพากรถือว่าเป็น ภาษีซื้อต้องห้าม — ใช้ลดภาษีไม่ได้ และอาจถูกเรียกเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับ VAT INFO เป็นเครื่องมือฟรีจากกรมสรรพากรที่ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ทันที ใช้ได้ทุกคน ไม่ต้องสมัครสมาชิก แค่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของคู่ค้า บทความนี้ PEAK สรุปวิธีใช้ วิธีอ่านสถานะ และวิธีป้องกันปัญหาใบกำกับภาษีปลอม VAT INFO คืออะไร VAT INFO (หรือ VATINFO) คือระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร เปิดให้ใช้ฟรี ตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องไปสำนักงานสรรพากร  VAT INFO ใช้ทำอะไรได้บ้าง วิธีใช้งาน VAT INFO ตรวจสอบคู่ค้า เข้าใช้งานได้ที่ vsinter.rd.go.th หรือค้นหาคำว่า “vat info สรรพากร” ใน Google ตรวจสอบจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ตรวจสอบจากชื่อผู้ประกอบการ  ถ้าไม่มีเลข 13 หลัก สามารถค้นหาจากชื่อกิจการ หรือชื่อสาขาได้เช่นกัน แต่ต้องพิมพ์ชื่อให้ตรง เพราะระบบจะค้นหาตามตัวอักษรที่พิมพ์  สถานะ VAT แต่ละแบบหมายความว่าอะไร  เมื่อค้นหาแล้ว ระบบจะแสดงสถานะกิจการ ซึ่งหลายคนเจอแล้วงงว่าหมายความว่าอะไร สถานะ ความหมาย ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ยังประกอบกิจการอยู่ กิจการยังเปิดปกติ จด VAT ถูกต้อง ได้ เลิกประกอบกิจการ กิจการปิดแล้ว แจ้งเลิกกับสรรพากรแล้ว ไม่ได้ อยู่ระหว่างชำระบัญชี กิจการกำลังปิด อยู่ระหว่างจัดการหนี้สินและทรัพย์สิน ระวัง ควรตรวจสอบก่อน ไม่พบข้อมูล ไม่ได้จดทะเบียน VAT ไม่ได้ ห้ามรับใบกำกับภาษี จุดสำคัญ: ถ้าสถานะเป็น “เลิกประกอบกิจการ” หรือ “ไม่พบข้อมูล” แต่คู่ค้าออกใบกำกับภาษีมาให้ ห้ามรับ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที  ตัวอย่าง: ฝ่ายจัดซื้อของบริษัท (ชื่อสมมุติ) ได้ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์รายใหม่ เมื่อเช็ค VAT INFO พบว่าสถานะเป็น “เลิกประกอบกิจการ” ตั้งแต่ปีก่อน แสดงว่าใบกำกับภาษีฉบับนี้ออกมาหลังจากเลิกกิจการแล้ว ถ้านำไปใช้เป็นภาษีซื้อ สรรพากรตรวจพบจะถูกเรียกเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับ ฝ่ายจัดซื้อจึงปฏิเสธรับและแจ้งให้ซัพพลายเออร์ชี้แจง  วิธีเช็กใบกำกับภาษีปลอม  นอกจากเช็กสถานะ VAT แล้ว ควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ เจอใบกำกับภาษีที่น่าสงสัย ต้องทำอย่างไร ใช้ PEAK ตรวจ VAT + SMART Key ตรวจใบกำกับภาษีอัตโนมัติ ถ้าธุรกิจของคุณรับใบกำกับภาษีจำนวนมากในแต่ละเดือน การเช็คทีละใบบน VAT INFO อาจใช้เวลานาน PEAK Account มีฟีเจอร์ที่ช่วยลดงานตรงนี้ SMART Key คือฟีเจอร์ AI + OCR บน PEAK ที่ถ่ายรูปหรืออัปโหลดใบกำกับภาษี แล้ว AI อ่านข้อมูลเข้าระบบบัญชีให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร ถ้าข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรง ระบบแจ้งเตือนทันที ไม่ต้องเช็คเองทีละใบ ตัวอย่างเช่น นักบัญชีได้รับใบกำกับภาษีซื้อจากซัพพลายเออร์ 30 ใบในเดือนเดียว ถ้าเช็คทีละใบบน VAT INFO อาจใช้เวลาครึ่งวัน เมื่ออัปโหลดเข้า PEAK ผ่าน SMART Key ระบบ AI สแกนข้อมูลทุกใบ ตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อ ที่อยู่ ครบถ้วนตามเกณฑ์กรมสรรพากรหรือไม่ ถ้าใบไหนมีปัญหาระบบแจ้งเตือนทันที นักบัญชีตีกลับเอกสารขอใบใหม่ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ PEAK ยังเชื่อมโยงข้อมูลใบกำกับภาษีกับรายงานภาษีซื้อ-ขายอัตโนมัติ ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) VAT INFO ใช้ฟรีไหม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้ได้ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการ เข้าใช้งานได้ที่ vsinter.rd.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง คู่ค้าไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้ ต้องทำอย่างไร ห้ามนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ให้แจ้งคู่ค้าว่าไม่สามารถรับใบกำกับภาษีได้ และขอเอกสารอื่นแทน เช่น ใบเสร็จรับเงินปกติ ถ้าสงสัยว่าเป็นการปลอมแปลง ปรึกษาสรรพากรพื้นที่ ผลเสียของการใช้ภาษีซื้อต้องห้ามคือต้องจ่ายภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน  VAT INFO ข้อมูลอัปเดตบ่อยแค่ไหน ข้อมูลอัปเดตตามที่กรมสรรพากรบันทึกเข้าระบบ เมื่อกิจการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะปรากฏในระบบหลังจากสรรพากรดำเนินการเสร็จ ถ้าต้องการความแน่ใจ ให้โทรสอบถามสรรพากรพื้นที่โดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ส.ค. 2025

PEAK Account

13 min

คู่มือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำความเข้าใจครบ ลดข้อผิดพลาด

ภาษีมูลค่าเพิ่ม น่าจะเป็นหนึ่งในประเภทภาษีที่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมักมีการเรียกเก็บให้เห็นกันเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นเวลาไปทานอาหารในห้าง หรือเข้ารับบริการ ก็จะมีค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เรียกเก็บเพิ่มขึ้นมาจากค่าใช้จ่ายอยู่ด้วยเสมอ ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร? ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่หลายท่านคุ้นกันในชื่อเรียก VAT (Value Added Tax) คือประเภทของภาษีที่เรียกเก็บจากการผลิตสินค้า หรือให้บริการ โดยเป็นการเรียกเก็บทั้งสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันมีอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7% ที่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการจำเป็นต้องเสียทุกครั้งที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำไมต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่ม การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจมาจนถึงจุดหนึ่ง เมื่อมีรายได้ต่อปี 1.8 ล้านบาทเข้าเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด (ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจได้รับการยกเว้นภาษี) เมื่อถึงเวลานั้นธุรกิจจำเป็นต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บภาษีส่วนนี้เพิ่มเติมทุกครั้งเมื่อมีการซื้อขายสินค้าหรือบริการ และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษีให้ทางกรมสรรพากรทุกเดือน ซึ่งภาษีดังกล่าวที่กรมสรรพากรเรียกเก็บเพื่อเป็นการนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศต่อไป ธุรกิจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไหร่? ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากที่ได้มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว โดยทางกรมสรรพากรได้มีการกำหนดเงื่อนไขของธุรกิจที่จำเป็นต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้คือเมื่อมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนในกรณีที่เป็นช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือระหว่างการเตรียมการประกอบธุรกิจ มีการซื้อสินค้าหรือบริการที่เข้าข่ายเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นข้อบังคับ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าธุรกิจของคุณจะยังไม่เข้าข ข้อข้างต้นก็สามารถดำเนินการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน และนอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นไม่จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเข้าข่ายที่กฎหมายกำหนดก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน หลังจากที่ธุรกิจได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นแบบภาษี พร้อมชำระภาษีทุกเดือน วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเบื้องต้น ในการยื่นแบบและชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ จะเป็นการคำนวณที่ต้องนำภาษีซื้อ – ภาษีขาย โดยมีสูตรการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง หรือต้องขอคืน โดยภาษีซื้อที่กล่าวมาคือ ภาษีที่ผู้ประกอบการถูกเรียกเก็บจากการซื้อสินค้าหรือบริการจากธุรกิจที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยสินค้าหรือบริการดังกล่าวต้องมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจด้วย ในส่วนของภาษีขาย คือ ภาษีที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการนั่นเอง ซึ่งในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ธุรกิจต้องเสีย หรืออาจมีสิทธิ์ขอคืนได้ ให้แทนในสูตรก่อนหน้านี้ หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการต้องนำส่งภาษีมูลเพิ่ม แต่ถ้าภาษีขายน้อยกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ หรือขอเป็นเครดิตภาษีไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ยกตัวอย่าง ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ แทนสูตรดังนี้ ภาษีซื้อ 5,000 ภาษีขาย 10,000  10,000 – 5,000 = 5,000  จากตัวอย่างหมายความว่าผู้ประกอบการจำเป็นต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวน 5,000 บาทในเดือนดังกล่าว ยกตัวอย่างภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย แทนสูตรดังนี้ ภาษีซื้อ 10,000 ภาษีขาย 5,000  5,000 – 10,000 = -5,000 ในกรณีนี้ที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายผู้ประกอบการจึงสามารถทำเรื่องขอคืนภาษี 5,000 บาทได้ หรือสามารถนำจำนวนดังกล่าวไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในส่วนของค่าใช้จ่ายภาษีซื้อ ภาษีขายที่เสียหรือเรียกเก็บในแต่ละเดือน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำเป็นรายงานตามกฎหมายกำหนด ซึ่งต้องจดทุกรายการซื้อและขาย ในส่วนนี้ปัจจุบันก็มีโปรแกรมบัญชีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำรายงานได้ง่ายยิ่งขึ้น เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มก็มีเอกสารหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกสารที่ใช้สำหรับการยื่นให้กรมสรรพากร และเอกสารที่ใช้สำหรับการส่งให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยแบ่งเป็น 2 เอกสารสำคัญได้ดังนี้ ภ.พ. 30 เอกสารฉบับแรกที่จำเป็นต้องใช้คือ ภ.พ. 30 เป็นเอกสารสำหรับใช้ในการยื่นเพื่อเสียภาษีในแต่ละเดือน โดย ภ.พ. 30 จะเป็นเอกสารสรุปรายการภาษีซื้อ และภาษีขายของธุรกิจในเดือนนั้น ๆ ที่ต้องทำออกมาเพื่อยื่นให้ทางกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน ภ.พ. 36 อีกหนึ่งแบบเอกสารสำหรับใช้ในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ภ.พ. 36 คือแบบยื่นภาษีที่ผู้ประกอบการที่จ่ายเงินให้กับธุรกิจหรือกิจการที่ไม่ได้ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย เช่น การทำโฆษณาออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ  ใบกำกับภาษี ถัดมาเป็นส่วนของใบกำกับภาษี ที่ผู้ประกอบการต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งที่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าได้มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการทำธุรกรรมครั้งนั้นแล้ว โดยในใบกำกับภาษีจะมีข้อมูลของมูลค่าสินค้าหรือบริการ ข้อมูลของผู้ขายและผู้ซื้อ รวมไปถึงจำนวนมูลค่าภาษีที่เสียในครั้งนั้น ในปัจจุบันนิยมออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่สะดวกรวดเร็วทั้งสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่าใบกำกับภาษีแบบกระดาษ ข้อควรรู้ในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจไว้ เพราะอาจส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจได้ ถึงแม้จะยังไม่ได้เข้าข่ายเสียภาษีก็ควรคิดวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น นอกจากความรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังมีข้อควรรู้สำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ยื่นให้ตรงเวลา ตามปฏิทินภาษีอากร การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มนับเป็นหนึ่งในข้อกฎหมาย และจำเป็นต้องยื่นให้ตรงเวลาตามกำหนด หากไม่ได้ทำการยื่นตามกำหนดอาจมีบทลงโทษตามมาได้ โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นได้ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือสามารถยึดตามปฏิทินภาษีอากร ในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ทำผ่านระบบออนไลน์ สะดวก และรวดเร็วกว่า การทำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีเอกสารและขั้นตอนการบันทึกมากมายที่อาจทำให้มีความยุ่งยากพอสมควร การทำผ่านระบบออนไลน์จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ทำให้การบันทึกบัญชีไปจนถึงการยื่นเอกสารกลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการยื่นเอกสารที่ทางกรมสรรพากรเปิดระบบให้สามารถยื่นออนไลน์ได้ ทำให้การมีโปรแกรมบัญชีที่ตอบโจทย์ในเรื่องภาษีเป็นส่วนช่วยสำคัญให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการด้านบัญชีได้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มที่ ใช้โปรแกรมบัญชี เพื่อการทำภาษีที่ง่ายยิ่งขึ้น โปรแกรมบัญชีเข้ามามีส่วนช่วยสำคัญอย่างมากในการยื่นภาษี ไม่เพียงเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น แต่รวมไปถึงการจัดระบบโดยรวมของการทำบัญชีในองค์กรให้เป็นระบบ ลดขั้นตอนความยุ่งยากต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับกองเอกสารมหึมา ซึ่งโปรแกรมบัญชีครบวงจรอย่าง PEAK Account ก็มาพร้อมฟีเจอร์ตอบโจทย์การทำงานด้านบัญชีและการทำรายงานภาษี แถมยังใช้งานง่าย มีคู่มือให้ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมปรับใช้ในองค์กรได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

18 ส.ค. 2025

PEAK Account

13 min

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนจด ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์

เมื่อทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ผู้ประกอบการหลายท่านมักเริ่มต้นตัดสินใจเกี่ยวกับการจดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ที่ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายมากขึ้นผ่านการจด ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ ของทางกรมสรรพากร ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำว่าสามารถจดรูปแบบใดได้บ้าง พร้อมวิธีการประเมินตัวเองว่าควรจดภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของเราเองหรือยัง ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร? ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) คือภาษีที่กรมสรรพากรเก็บจากธุรกิจที่มีการขายสินค้าหรือบริการ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวต้องอยู่ในระบบภาษีของกรมสรรพากร หรือก็คือธุรกิจที่ทำการจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วนั่นเอง โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีกำหนดชำระทุกเดือน โดยธุรกิจต้องทำการยื่นเอกสารพร้อมชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สามารถยื่นได้ทั้งรูปแบบออนไลน์ และที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ซึ่งหลังจากจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากลูกค้าที่ทำการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ข้อบังคับในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เกือบทุกธุรกิจสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้นับตั้งแต่วันที่เริ่มธุรกิจ แต่จะมีธุรกิจบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 28 รายการ สามารถดูรายละเอียดของแต่ละรายการได้ที่บทความ “กิจการไหนได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย” ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในรายการกิจการดังกล่าว ก็สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่จะจำกัดเฉพาะที่กฎหมายกำหนด เช่น ธุรกิจที่ยังมีรายได้ต่อปีไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าหากต้องการจดทันที สามารถทำเรื่องยื่นขอจดทะเบียนเป็นกรณีพิเศษได้ ทั้งนี้ในทางกฎหมายหากธุรกิจของคุณเข้าข่ายเงื่อนไขใดข้อใดข้อหนึ่งที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2 ข้อต่อไปนี้ ยกเว้นกรณีที่เป็นกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องรีบดำเนินการจดภายในระยะเวลาที่กำหนดมิเช่นนั้นอาจโดนบทลงโทษทางกฎหมายได้ โดยเงื่อนไขแต่ละข้อมีรายละเอียดดังนี้ หากต้องการดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถรถดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ หรือเดินทางไปจดทะเบียนที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ได้ทันที เพราะหากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดจะมีความผิดถึง 5 ข้อด้วยกัน วิธีการจดภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่รูปแบบ ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบัน ทางกรมสรรพากรได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการด้วยการเปิดระบบการจดภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ โดยสามารถทำได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงหน่วยงาน ก็สามารถกรอกเอกสารสำหรับการยื่นได้อย่างง่ายดาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์อย่างละเอียดได้ที่บทความ “รวมขั้นตอนการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม และวิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่ควรรู้”  ส่วนผู้ประกอบการท่านไหนที่อาจไม่ถนัดการใช้ระบบมากนัก หรืออยากปรึกษาเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ สามารถเดินทางจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ในกรณีที่ธุรกิจมีหลายสาขาให้เลือกจดทะเบียนที่สำนักงานสรรพากรที่สาขาสำนักงานใหญ่ของธุรกิจเราตั้งอยู่ จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วได้อะไรบ้าง? ไม่ว่าจะจดภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ หรือเดินทางไปจดถึงสำนักงานสรรพากร แน่นอนว่าต้องส่งผลดีธุรกิจในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นด้านความน่าเชื่อถือ เพราะในการทำข้อตกลงด้านธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำธุรกิจกับธุรกิจด้วยกันเอง B2B (Business-to-Business) ที่ต้องมีการติดต่อค้าขายกับองค์กรหลายรูปแบบเสมอ การจด VAT ก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้  หรือแม้กระทั่งธุรกิจแบบขายให้ลูกค้าโดยตรง ก็อาจเพิ่มโอกาสปิดยอดขายจากการที่บริษัทอยู่ในระบบ VAT เช่นเดียวกัน โดยเป็นผลจากนโยบายของภาครัฐที่ลูกค้าสามารถนำใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้าหรือเข้ารับบริการไปยื่นเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง หากลูกค้ามีตัวเลือกต้องซื้อกับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับไม่จดทะเบียน ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกเราได้ง่ายกว่าแน่นอน นอกจากนี้มุมของธุรกิจเอง เมื่อมีการซื้อสินค้ากับบริษัทที่มีการจดทะเบียนเช่นเดียวกัน ก็สามารถนำภาษีที่เราโดนเรียกเก็บจากบริษัทผู้ขายไปขอคืนได้เช่นกัน คำถามประเมินตัวเองก่อนจด ภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ ในกรณีที่ธุรกิจของคุณยังไม่ได้เข้าข่ายข้อบังคับในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เรามีคำถามสำหรับประเมินตัวเองสั้น ๆ 4 ข้อ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรต้องเริ่มต้นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ 1. มีการค้าขายระหว่างบริษัทเป็นประจำหรือไม่? ความน่าเชื่อถือมีความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ B2B เพราะฉะนั้นถ้าธุรกิจของคุณต้องติดต่อกับบริษัทอื่นเป็นประจำ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้ มีโอกาสที่ธุรกิจอื่นจะอยากทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น 2. มีความต้องการจัดการบัญชีให้เป็นระบบเรียบร้อยมากขึ้นหรือไม่? หนึ่งในข้อดีสำคัญหลังจากที่ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์แล้ว การทำงานบัญชีจะมีความเป็นระเบียบมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุผลที่ว่ามีความจำเป็นต้องทำรายงานภาษีทั้งภาษีซื้อ และภาษีขายทุกเดือน ถ้าปัจจุบันมองว่าอยากเพิ่มการจัดการบัญชีให้เป็นระบบอีกขั้นหนึ่ง การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดี 3. มีความพร้อมที่จะยื่นเอกสารทุกเดือนหรือไม่? เมื่อจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน บางธุรกิจที่ยังไม่มีพนักงานบัญชีดูแลส่วนนี้เป็นหลักอาจมีปัญหายุ่งยากเล็กน้อย แต่หลังจากที่กรมสรรพากรมีระบบตั้งแต่การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ และการยื่นภาษีออนไลน์ ก็ทำให้การจัดการเหล่านี้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยิ่งผู้ประกอบการท่านไหนใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ควบคู่ไปด้วย จะทำให้การยื่นสะดวกขึ้นแน่นอน 4. สัดส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียจากต้นทุนในการดำเนินธุรกิจมีสูงหรือไม่? บางธุรกิจที่มีต้นทุนต้องซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจำนวนเยอะ และต้องมีการค้าขายกับธุรกิจอื่นที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประจำ ทำให้สัดส่วนของต้นทุนเรามี ภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ในนั้นด้วย การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็สามารถนำส่วนที่เสียไปนั้นไปยื่นขอคืนกับทางกรมสรรพากรได้ จัดการภาษีได้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ จากบริการต่าง ๆ ของกรมสรรพากรเห็นได้เลยว่ามีนโยบายที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทั้งระบบการเปิดรับยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ การยื่นภาษี รวมไปถึงบริการที่เกี่ยวข้อง ในฝั่งของผู้ประกอบการเอง การปรับใช้ระบบบัญชีออนไลน์ก็ช่วยให้การจัดการภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็มาพร้อมฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบโจทย์ ครอบคลุมการใช้งานทั้งด้านภาษีและด้านการจัดการบัญชี มาพร้อมคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด เริ่มต้นปรับใช้ได้ง่ายกว่าที่คิด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.พ. 2025

PEAK Account

16 min

e-Tax Invoice ตัวช่วยจัดการเอกสาร ลดความยุ่งยากให้ธุรกิจ SMEs

ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ในยุคที่เกือบทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนมาอยู่บนดิจิตอลแทบทั้งหมด ประเทศไทยก็พัฒนาตามยุคสมัยในหลายด้าน รวมไปถึงด้านเอกสารต่าง ๆ ที่หน่วยงานส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมดแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ที่กรมสรรพากรส่งเสริมให้ผู้ประกอบปัจจุบันการเปลี่ยนมาใช้ เพราะช่วยลดความยุ่งยากด้านงานเอกสาร และเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับกฎหมายในปัจจุบันอีกด้วย ในบทความนี้ PEAK ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้น จะเป็นอย่างไรบ้างมาติดตามกันได้เลย e-Tax Invoice คืออะไร? e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือ รูปแบบการออกใบกำกับภาษีอยู่ในรูปแบบออนไลน์เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น สามารถส่งเอกสารให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารออนไลน์ให้กรมสรรพากรได้ทันทีเช่นกัน ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้ธุรกิจ SMEs สามารถจัดการกับเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  ข้อมูลจำเป็นที่ต้องทราบเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากรูปแบบเอกสารเปลี่ยนมาอยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลรายละเอียดจำเป็นเล็กน้อยที่เจ้าของกิจการควรรู้ เพื่อให้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ของเรานั้นถูกต้องทุกประการ เพื่อให้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องมีการลงลายมือชื่อดิจิตอล (Digital Signature) หรือการปรับทับรับรองเวลา (Time Stamp) ด้วยเสมอ หลังจากลงลายมือชื่อหรือประทับแล้ว เอกสารฉบับดังกล่าวจะสามารถใช้เป็นหลักฐานในทางกฎหมายได้ ทำไมธุรกิจ SMEs ต้องใช้ e-Tax Invoice? หลังจากที่เรารู้จักใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้นแล้ว ในส่วนถัดมาเรามาดูข้อดีที่เจ้าของเจ้าของกิจการ SMEs จะได้รับหากเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แทนที่ใบกำกับภาษีกระดาษรูปแบบเดิมกันดีกว่า ซึ่งข้อดีหลัก ๆ สามารถแบ่งได้ 4 ข้อดังนี้ ลดเวลาการทำงานด้านเอกสาร หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของกิจการ SMEs หลายท่านต้องประสบพบเจอคงหนีไม่พ้นเรื่องของเอกสารที่เยอะจนบางครั้งทำให้เกิดความยุ่งยาก ไม่สามารถโฟกัสกับธุรกิจได้เต็มที่เท่าที่ควร การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดปัญหาส่วนนี้ลงไปได้อย่างแน่นอน เพราะด้วยเอกสารที่อยู่บนออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องหาที่จัดเก็บ หรือคอยหาเอกสารให้วุ่นวาย นอกจากนี้ยังลดเวลาการทำงานด้านเอกสาร เพราะความสะดวกรวดเร็วในการส่งให้ผู้ซื้อและสรรพากรได้อย่างง่ายดาย หมดห่วงเรื่องเอกสารสูญหาย ต่อยอดจากข้อที่แล้ว นอกจากการลดเวลาการทำงานด้านเอกสาร ยังเป็นการป้องกันข้อมูลสูญหายที่เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของการเก็บเอกสารแบบกระดาษ ซึ่งการเก็บเอกสารที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์นั้น หากจัดให้เป็นระเบียบรับรองว่าข้อมูลไม่มีทางสูญหายแน่นอน อีกทั้งเวลาต้องการเรียกดูเอกสารก็ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ช่วยลดต้นทุน หลายท่านอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจ SMEs ได้อย่างไร แต่ถ้าลองคำนวนดูแล้วการออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษ 1 แผ่นนั้น มีต้นทุนที่แฝงมาด้วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่ากระดาษ ค่าหมึกสำหรับพิมพ์เอกสารออกมา อาจรวมไปถึงค่าซองเอกสาร และค่าจัดส่งอีกด้วย หากเปลี่ยนมาใช้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็บอกลาต้นทุนเหล่านี้ไปได้เลย ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น รัฐบาลจึงได้ออกนโยบายต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมในส่วนนี้ ยกตัวอย่างเช่น Easy E-Receipt นโยบายที่ในปีพ.ศ. 2568 ก็กลับมาอีกครั้ง โดยเป็นนโยบายที่ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำใบกำกับภาษีออนไลน์จากสินค้าหรือบริการที่ซื้อในช่วงเวลาที่กำหนด มายื่นเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น  “การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นอกจากจะช่วยจัดการเอกสารแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนแฝง และช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายผ่านนโยบายของภาครัฐอีกด้วย” e-Tax Invoice มีกี่รูปแบบ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? e-Tax Invoice มีทั้งหมด 2 รูปแบบประกอบไปด้วย ซึ่งแต่ละรูปแบบแตกต่างกันอย่างไร แต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน และมีขั้นตอนการทำงานอย่างไรบ้าง มาดูกันต่อเลย 1. e-Tax Invoice & Receipt ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ประเภทแรกแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และ ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Recepit) ซึ่งเอกสารรูปแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) แบบไม่จำกัดรายได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ก่อนทำการส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ รวมไปถึงกรมสรรพากรจำเป็นต้องลงลายมือชื่อดิจิตอลให้เรียบร้อยเพื่อให้เอกสารนี้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การส่ง e-Tax Invoice & Receipt ให้กรมสรรพากรจะต้องอยู่ในรูปแบบไฟล์ XML หรือ PDF/A3 เท่านั้น คุณสมบัติของผู้ยื่นขอจัดทำ e-Tax Invoice & e-Receipt ขั้นตอนการจัดทำและส่งมอบ e-Tax Invoice & Receipt  สำหรับขั้นตอนการใช้งานใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ประเภท e-Tax Invoice & Receipt มีขั้นตอนทั้งหมด 3 ส่วนที่สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย ไม่เป็นการเพิ่มงานแน่นอน 2. e-Tax Invoice by Time Stamp ในส่วนของ e-Tax Invoice by Time Stamp จะเป็นการทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกิจ SMEs ขนาดเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท และได้ทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่มีการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จำนวนที่ไม่มาก โดยการส่งเอกสาร e-Tax Invoice by Time Stamp จะเป็นการที่ธุรกิจออกร่างใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากนั้นทำการส่งอีเมลให้ลูกค้า และ CC อีเมลไปที่ [email protected] เพื่อให้ระบบทำการ Time Stamp หรือประทับเวลาให้ หลังจากนั้นระบบจะส่งเอกสารที่ประทับเวลาแล้วให้ลูกค้าและธุรกิจอีกครั้ง คุณสมบัติของผู้ยื่นขอจัดทำ e-Tax Invoice by Time Stamp เจ้าของกิจการที่ต้องการยื่นขอการจัดทำ e-Tax Invoice by Time Stamp ต้องมีคุณสมบัติดังนี้  ขั้นตอนการจัดทำและส่งมอบ e-Tax Invoice by Time Stamp ขั้นตอนของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบ e-Tax Invoice by Time Stamp อาจมีขั้นตอนมากกว่าเล็กน้อย แต่สะดวกไม่แพ้กัน อยากลดความยุ่งยากเรื่องเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือคำตอบ ตอนนี้ทุกท่านรู้จักกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นแล้ว ทราบถึงข้อดีที่ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์นั้นช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาความยุ่งยากในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอกสารต่าง ๆ รวมไปถึงเป็นการลดต้นทุน และช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายให้แก่ธุรกิจผ่านนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย  สำหรับเจ้าของกิจการ SMEs ท่านไหนที่กำลังมองหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้การจัดการใบกำกับภาษีเป็นเรื่องง่าย ที่ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับการทำ e-Tax Invoice ช่วยให้การจัดการบัญชีในธุรกิจของคุณสะดวก สามารถจัดการบัญชีได้อย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมมุ่งสู่การเติบโตในอนาคต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก