Table of Contents

ผู้ประกอบการ B2B หลายรายอาจเคยได้รับจดหมายจากสรรพากร ขอตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ซื้อขายระหว่างนิติบุคคลจำนวนมา โดยมักมีต้นเหตุมาจากเอกสารไม่ครบ ใบกำกับภาษีไม่ตรง หรือมีรายจ่ายที่สรรพากรมองว่าไม่สมเหตุสมผล ในบทความนี้ จะมาอธิบายเรื่องภาษีย้อนหลังในมุมธุรกิจ B2B พร้อมแนวทางเตรียมตัวล่วงหน้า

ภาษีย้อนหลังคืออะไร

ภาษีย้อนหลัง หมายถึง ภาษีที่สรรพากรประเมินเพิ่มเติมจากการตรวจสอบการยื่นภาษีในอดีต เมื่อพบว่ายื่นไม่ถูกต้อง ยื่นขาดไป หรือไม่ได้ยื่นเลย โดยกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี

อายุความในการประเมินภาษีย้อนหลังแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของผู้เสียภาษี

กรณียื่นแบบแล้วแต่ยื่นไม่ถูกต้อง (อายุความ 2 ปี)

ถ้ายื่นแบบภาษีครบแล้ว แต่คำนวณผิดหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ สรรพากรประเมินเพิ่มได้ภายใน 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ (ตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากร)

กรณีหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี (อายุความ 5 ปี)

ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่าหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา เช่น ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งรายจ่ายเป็นเท็จ อายุความขยายเป็น 5 ปี (ตามมาตรา 20 ประมวลรัษฎากร)

กรณีไม่ยื่นแบบเลย (อายุความ 10 ปี)

ถ้าไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย สรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ไกลถึง 10 ปี นี่คือกรณีที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุด

กรณีอายุความเงื่อนไข
ยื่นแบบแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง2 ปีนับจากวันยื่นแบบ
หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกง5 ปีสรรพากรมีหลักฐานเจตนา
ไม่ยื่นแบบเลย10 ปีไม่มีหลักฐานการยื่น

ธุรกรรม B2B ที่สรรพากรมักเพ่งเล็ง

ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้บางธุรกรรมเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบมากกว่าธุรกิจ B2C โดยเฉพาะกรณีเหล่านี้

ใบกำกับภาษีที่มีปัญหา

กรณีที่พบบ่อยคือ ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ หรือคู่ค้าอาจไม่ได้จดทะเบียน VAT ทำให้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 500,000 บาท พร้อม VAT 35,000 บาท

หากบริษัท ข ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง ใบกำกับภาษีนั้นถือเป็นใบปลอม บริษัท ก จึงไม่สามารถนำ VAT 35,000 บาทมาเครดิตภาษีซื้อได้ และอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

การตั้งราคาระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน

ธุรกิจที่มีบริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นร่วมกัน ต้องระวังเรื่องราคาซื้อขายระหว่างกัน ที่หากราคาต่ำหรือสูงกว่าตลาดอย่างชัดเจน สรรพากรอาจปรับรายได้ตามราคาตลาด หลักการนี้เรียกว่า Transfer Pricing หรือการกำหนดราคาโอน

ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้บริษัทในเครือราคาต้นทุน 100 บาท ทั้งที่ราคาตลาด 200 บาท สรรพากรอาจประเมินรายได้ใหม่ ทำให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม

รายจ่ายต้องห้ามที่มักถูกประเมินเพิ่ม

สรรพากรมักตรวจสอบรายจ่ายที่นำมาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี โดยรายจ่ายที่มักเป็นประเด็น ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่ปนกับธุรกิจ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และรายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้


เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีย้อนหลัง ต้องจ่ายเท่าไร

ถ้าสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่าเสียภาษีขาดไป ผู้ประกอบการต้องจ่ายทั้งภาษีส่วนที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม

เบี้ยปรับคำนวณจากภาษีที่ชำระขาดไป ถ้ายื่นเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้ง เบี้ยปรับอาจลดเหลือ 2-5% ของภาษีที่ขาด แต่ถ้าสรรพากรตรวจพบเอง อาจสูงถึง 1-2 เท่า

เงินเพิ่มคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระ ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสียเงินเพิ่มมากขึ้น

รายการอัตรา
เบี้ยปรับ (ยื่นเพิ่มเติมเอง)2-5% ของภาษีที่ขาด
เบี้ยปรับ (สรรพากรตรวจพบ)สูงสุด 1-2 เท่าของภาษีที่ขาด
เงินเพิ่ม1.5% ต่อเดือน (สูงสุดไม่เกินภาษีที่ค้าง)

Checklist เตรียมเอกสารรับมือสรรพากรตรวจสอบ

ผู้ประกอบการ B2B ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมเสมอ ไม่ต้องรอให้ถูกตรวจก่อนค่อยหา เพราะตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ต้องเก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี

เอกสารทำไมต้องเตรียม
ใบกำกับภาษีซื้อ-ขายทุกฉบับเป็นหลักฐานสำคัญในการเครดิตภาษีซื้อและยื่น VAT
สัญญาซื้อขายกับคู่ค้า B2Bพิสูจน์ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและราคาสมเหตุสมผล
หลักฐานการรับ-จ่ายเงินยืนยันว่ามีการจ่ายเงินจริงตามเอกสาร
รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือนสรรพากรใช้ตรวจสอบยอด VAT ที่ยื่น
งบการเงินและบัญชีแยกประเภทแสดงภาพรวมธุรกิจ รายได้ รายจ่าย กำไรขาดทุน
เอกสารการจดทะเบียน VAT ของคู่ค้ายืนยันว่าคู่ค้ามีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีจริง

แนวทางป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังสำหรับธุรกิจ B2B

การป้องกันดีกว่าการแก้ไข ผู้ประกอบการ B2B สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม โดยเฉพาะรายใหม่ ควรตรวจว่าจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ผ่านเว็บไซต์ กรมสรรพากร เพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ทั้งใบกำกับภาษี สัญญา และหลักฐานการจ่ายเงิน ควรเก็บเป็นดิจิทัลเพื่อค้นหาได้ง่าย ผ่านการใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างเป็นระบบและค้นหาได้ทันที

การปรึกษานักบัญชีเป็นประจำ ยังช่วยให้มั่นใจว่ายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน หากธุรกิจพบข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี การยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกค้นพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับลงได้มาก


สรุป เตรียมตัวให้พร้อม ลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง

ภาษีย้อนหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการ B2B สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบคู่ค้า และยื่นภาษีถูกต้อง

จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร ออกใบกำกับภาษี และทำรายงานภาษีครบในที่เดียว ลดความเสี่ยงจากเอกสารตกหล่น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง

บุคคลธรรมดาถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่างจากนิติบุคคลอย่างไร

หลักอายุความเหมือนกัน (2, 5, 10 ปี) แต่นิติบุคคลมีภาระเพิ่มเรื่องงบการเงินและเอกสารบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี ทำให้สรรพากรมีข้อมูลตรวจสอบมากกว่า

บุคคลธรรมดามักถูกตรวจจากข้อมูลรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว

ถ้าสรรพากรตรวจแล้วพบว่าเสียภาษีเกินไป ขอคืนได้หรือไม่

ได้ ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบ โดยยื่นคำร้อง ค.10 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่

มีวิธีลดเบี้ยปรับภาษีย้อนหลังได้หรือไม่

ทางที่ดีที่สุดคือยื่นแบบเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้งประเมิน เบี้ยปรับจะลดเหลือ 2-5% แทนที่จะสูงถึง 1-2 เท่า

นอกจากนี้ การชำระภาษีค้างภายในกำหนดจะหยุดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนได้ทันที


บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะของธุรกิจคุณ


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

เริ่มต้นใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK