
การตีราคาสินค้าคงเหลือคือการหามูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ยังขายไม่หมดในวันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ธุรกิจต้องจ่าย การเลือกวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายหรือซื้อวัตถุดิบมาผลิต สินค้าแต่ละ lot มักจะซื้อมาในราคาไม่เท่ากัน พอถึงวันปิดงบ เจ้าของธุรกิจจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าของที่เหลืออยู่ควรตีราคาเท่าไร บทความนี้จะอธิบายวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ 2 แบบหลักที่ SME ไทยนิยมใช้ ได้แก่ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พร้อมตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
สินค้าคงเหลือคืออะไร และทำไมต้องตีราคา
สินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และงานระหว่างผลิตที่ธุรกิจถืออยู่ ณ วันสิ้นรอบบัญชี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการ
การตีราคาสินค้าคงเหลือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเหตุผลหลักคือของแต่ละ lot ซื้อมาคนละราคา ถ้าขายไปบางส่วน ส่วนที่เหลือจะต้องคิดต้นทุนอย่างไร วิธีที่เลือกจะไปกำหนดมูลค่าของต้นทุนขาย ซึ่งกระทบกำไรสุทธิและภาษีโดยตรง
มาตรฐานบัญชีที่กำกับเรื่องนี้คือ TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ NPAEs บทที่ 8 ซึ่งมีหลักการเรื่องวิธีตีราคาเหมือนกัน
FIFO คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out แปลว่าเข้าก่อน ออกก่อน เวลาขายสินค้าหรือเบิกวัตถุดิบ กิจการจะสมมติว่าของที่ซื้อมาก่อนถูกขายออกไปก่อน
ด้วยวิธีนี้ สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังจะเป็น lot ที่ซื้อมาทีหลังซึ่งมักเป็นราคาอัปเดตล่าสุด วิธีนี้เข้าใจง่ายและตรงกับการไหลของสินค้าจริงในหลายธุรกิจ เช่น ร้านขายอาหารที่ต้องเอาของเก่าออกก่อนเพื่อกันของเสีย
ข้อดีของ FIFO
- มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบแสดงฐานะการเงินใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน เพราะเป็น lot ที่เพิ่งซื้อมาล่าสุด
- เข้าใจง่าย ตรวจสอบง่าย ตรงกับการไหลจริงของสินค้า
ข้อเสียของ FIFO
- ในช่วงที่ราคาสินค้าเป็นขาขึ้น ต้นทุนขายจะต่ำเพราะระบบดึงราคา lot เก่ามาคิด ทำให้กำไรสูงขึ้นและเสียภาษีมากขึ้น
- กำไรที่แสดงอาจไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริง เพราะต้นทุนที่นำมาหักลบเป็นราคาในอดีต
ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร
วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) เป็นอีกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่นิยมใช้ หลักการคือคำนวณต้นทุนต่อหน่วยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าเข้ามา
คำนวณได้โดยเอามูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มี หารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด
สูตรคำนวณต้นทุนเฉลี่ย
ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย = มูลค่าสินค้าคงเหลือรวม หารด้วย จำนวนหน่วยรวม
ทุกครั้งที่ซื้อ lot ใหม่เข้ามา ต้นทุนต่อหน่วยจะถูกนำมาเฉลี่ยใหม่อีกรอบ
ข้อดีของถัวเฉลี่ย
- ต้นทุนขายและกำไรค่อนข้างนิ่ง ไม่ผันผวนตามราคาซื้อแต่ละ lot
- เหมาะกับสินค้าที่มีหลาย lot ปนกันจนแยกไม่ออก เช่น วัตถุดิบเคมี น้ำมัน เมล็ดพืช
ข้อเสียของถัวเฉลี่ย
- มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบไม่ได้สะท้อนราคาตลาดปัจจุบันเท่า FIFO
- ต้องคำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อ ซึ่งถ้าทำด้วยมือใน Excel อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
สมมติบริษัท ก จำกัด ขายกระเป๋าผ้า ต้องตีราคาสินค้าคงเหลือปลายเดือน โดยมีข้อมูลซื้อขายในเดือนสิงหาคมดังนี้
| วันที่ | รายการ | จำนวน (ใบ) | ราคาต่อหน่วย (บาท) | รวม (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| 1 ส.ค. | สินค้าต้นงวด | 100 | 150 | 15,000 |
| 10 ส.ค. | ซื้อเพิ่ม lot 2 | 200 | 180 | 36,000 |
| 20 ส.ค. | ซื้อเพิ่ม lot 3 | 100 | 200 | 20,000 |
| รวมพร้อมขาย | ไม่มี | 400 | ไม่มี | 71,000 |
| 25 ส.ค. | ขายออก | 250 | ไม่มี | ไม่มี |
| สินค้าคงเหลือ | ไม่มี | 150 | ไม่มี | หาคำตอบ |
ขายไป 250 ใบ เหลือ 150 ใบ คำถามคือ 150 ใบนี้ควรตีราคาเท่าไร
คำนวณแบบ FIFO
FIFO จะสมมติว่าของที่ซื้อก่อนถูกขายออกไปก่อน
ขั้นที่ 1: ขาย 250 ใบ เรียงจาก lot เก่าสุด
| lot ที่ขาย | จำนวนที่ขาย | ราคาต่อหน่วย | ต้นทุนขาย |
|---|---|---|---|
| lot 1 (1 ส.ค.) | 100 ใบ (หมด lot) | 150 | 15,000 |
| lot 2 (10 ส.ค.) | 150 ใบ (เหลือ 50) | 180 | 27,000 |
| รวมต้นทุนขาย | 250 ใบ | ไม่มี | 42,000 บาท |
ขั้นที่ 2: สินค้าคงเหลือ 150 ใบ
| lot ที่เหลือ | จำนวน | ราคาต่อหน่วย | มูลค่า |
|---|---|---|---|
| lot 2 (10 ส.ค.) เหลือ | 50 ใบ | 180 | 9,000 |
| lot 3 (20 ส.ค.) ทั้ง lot | 100 ใบ | 200 | 20,000 |
| รวมสินค้าคงเหลือ | 150 ใบ | ไม่มี | 29,000 บาท |
คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ขั้นที่ 1: หาต้นทุนเฉลี่ย
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| มูลค่าสินค้ารวม | 15,000 + 36,000 + 20,000 | 71,000 บาท |
| จำนวนหน่วยรวม | 100 + 200 + 100 | 400 ใบ |
| ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย | 71,000 หาร 400 | 177.50 บาท |
ขั้นที่ 2: ต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือ
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| ต้นทุนขาย (250 ใบ) | 250 × 177.50 | 44,375 บาท |
| สินค้าคงเหลือ (150 ใบ) | 150 × 177.50 | 26,625 บาท |
สรุปผลเปรียบเทียบ
| รายการ | FIFO | ถัวเฉลี่ย | ผลต่าง |
|---|---|---|---|
| ต้นทุนขาย | 42,000 บาท | 44,375 บาท | 2,375 บาท |
| สินค้าคงเหลือ | 29,000 บาท | 26,625 บาท | 2,375 บาท |
| กำไรขั้นต้น (สมมติขาย 250 ใบ ราคาใบละ 300 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท) | 33,000 บาท | 30,625 บาท | 2,375 บาท |
ในช่วงที่ราคาสินค้าขึ้น FIFO จะให้กำไรสูงกว่าเพราะต้นทุนขายต่ำกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยจะให้กำไรต่ำกว่า
เลือกวิธีไหน กระทบภาษีนิติบุคคลอย่างไร
วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือจะกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง เพราะเมื่อต้นทุนขายเปลี่ยน กำไรก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย
สมมติบริษัท ก จำกัด มีค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 บาท และไม่มีรายได้อื่น
ขั้นที่ 1: คำนวณกำไรสุทธิ
| รายการ | FIFO | ถัวเฉลี่ย |
|---|---|---|
| รายได้จากการขาย | 75,000 | 75,000 |
| ต้นทุนขาย | (42,000) | (44,375) |
| กำไรขั้นต้น | 33,000 | 30,625 |
| ค่าใช้จ่ายอื่น | (15,000) | (15,000) |
| กำไรสุทธิ | 18,000 | 15,625 |
ขั้นที่ 2: คำนวณภาษี (ตามฐานภาษี SME ปัจจุบัน)
แม้ในตัวอย่างรายเดือนกำไรสุทธิจะยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ถ้าธุรกิจมียอดขายใหญ่ขึ้นทั้งปี ผลต่างจะชัดเจนมาก
สมมติกำไรสุทธิทั้งปีคำนวณได้ 1,800,000 บาท (แบบ FIFO) กับ 1,562,500 บาท (แบบถัวเฉลี่ย) ภาษีจะต่างกันตามอัตราภาษี SME (กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท เสีย 15%)
| รายการ | FIFO | ถัวเฉลี่ย |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิทั้งปี | 1,800,000 | 1,562,500 |
| 1 – 300,000 (ยกเว้น) | 0 | 0 |
| 300,001 – 3,000,000 (15%) | 225,000 | 189,375 |
| ภาษีรวม | 225,000 | 189,375 |
| ผลต่างภาษี | ไม่มี | ประหยัดได้ 35,625 บาท |
ในตัวอย่างนี้ วิธีถัวเฉลี่ยทำให้เสียภาษีน้อยกว่าเพราะกำไรต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตลาดราคาสินค้าเป็นขาขึ้นหรือขาลง
SME ขายของ กับ โรงงานผลิต ควรเลือกวิธีไหน
ไม่มีสูตรตายตัวว่าวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ แต่สามารถเลือกตามลักษณะสินค้าได้
| ลักษณะธุรกิจ | แนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ขายสินค้ามีวันหมดอายุ (อาหาร เครื่องสำอาง) | FIFO | ตรงกับการไหลจริง ของเก่าต้องออกก่อนเสมอ |
| ขายสินค้าที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง (อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใหญ่ วัสดุก่อสร้าง) | ถัวเฉลี่ย | ต้นทุนเฉลี่ยช่วยให้กำไรไม่พุ่งจนต้องเสียภาษีสูงเกินไป |
| สินค้าหลาย lot ผสมกัน (น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืช) | ถัวเฉลี่ย | แยก lot ไม่ได้ในทางปฏิบัติ ถัวเฉลี่ยสะท้อนต้นทุนได้จริงกว่า |
| สินค้าราคาคงที่หรือผันผวนน้อย | วิธีไหนก็ได้ | ผลต่างน้อย ให้เลือกตามที่โปรแกรมบัญชีจัดการง่ายที่สุด |
| โรงงานผลิตสินค้ามาตรฐาน | ถัวเฉลี่ย | วัตถุดิบมักผสมกันในขั้นตอนการผลิตไปแล้ว |
| ขายสินค้ามูลค่าสูง แยกชิ้นชัดเจน (รถยนต์ เพชร อสังหาริมทรัพย์) | เฉพาะเจาะจง | ใช้วิธี Specific Identification ระบุต้นทุนเฉพาะของชิ้นนั้น |
คำแนะนำก่อนตัดสินใจ
ควรปรึกษานักบัญชีก่อนเลือกวิธี เพราะเลือกแล้วต้องใช้วิธีเดิมอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแนวโน้มราคาสินค้าที่ซื้อเป็นขาขึ้นตลอด วิธีถัวเฉลี่ยอาจช่วยลดผลกระทบทางภาษีได้ดีกว่า ที่สำคัญคือต้องเช็คว่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่รองรับการคำนวณแบบไหน
ข้อควรระวังในการตีราคาสินค้าคงเหลือ
การตีราคาสินค้าคงเหลือผิดวิธีหรือไม่สม่ำเสมอจะส่งผลกระทบ 3 ด้าน คือ ภาษี งบการเงิน และการตรวจสอบบัญชี
ด้านภาษี สรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมหากพบว่ามีการเปลี่ยนวิธีตีราคาบ่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ด้านงบการเงิน หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุน กิจการต้องตีราคาลดลง เช่น กรณีสินค้าล้าสมัยหรือราคาตลาดตก
ด้านผู้สอบบัญชี ผู้สอบจะตรวจสอบว่ากิจการใช้วิธีตีราคาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโดยไม่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในรายงาน
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
- เลือกแล้วเปลี่ยนไม่ได้ง่าย: ตามมาตรฐาน NPAEs บทที่ 8 กิจการต้องใช้วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบเดิมอย่างสม่ำเสมอ ถ้าจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ห้ามเปลี่ยนไปมาเพื่อแค่หวังลดภาษี
- ลดข้อผิดพลาดด้วยระบบ: การเลือกโปรแกรมบัญชีที่รองรับการคำนวณต้นทุนทั้งสองแบบ จะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาผูกสูตร Excel เอง และลดความเสี่ยงที่ตัวเลขต้นทุนและภาษีจะผิดพลาด
การเลือกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของกิจการ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ FIFO ที่สะท้อนราคาตลาดปัจจุบัน หรือถัวเฉลี่ยที่ช่วยลดความผันผวนของต้นทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความถูกต้องและสม่ำเสมอในการบันทึกบัญชี
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการบันทึกสินค้าคงเหลือทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ช่วยคำนวณต้นทุนขายให้คุณโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสต๊อก ช่วยให้การปิดงบไวขึ้น ข้อมูลแม่นยำ และพร้อมสำหรับการเติบโต ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มบริหารสต๊อกอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้
แหล่งอ้างอิง
- กรมสรรพากร. พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 และการอัปเดตฐานภาษี SME. (rd.go.th)
- สภาวิชาชีพบัญชี. มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) บทที่ 8. (tfac.or.th)
- สภาวิชาชีพบัญชี. มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) เรื่อง สินค้าคงเหลือ. (tfac.or.th)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตีราคาสินค้าคงเหลือ
เปลี่ยนวิธีตีราคาระหว่างปีได้หรือไม่
ไม่ควรเปลี่ยนวิธีระหว่างปี กิจการต้องใช้วิธีเดิมอย่างสม่ำเสมอ หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ๆ ให้เริ่มเปลี่ยนเมื่อขึ้นต้นรอบบัญชีใหม่ และต้องเปิดเผยเหตุผลที่เหมาะสมในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย
ถ้าราคาสินค้าตกลง ต้องตีราคาลดด้วยหรือไม่
ต้องตีราคาลดลง หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุนที่บันทึกไว้ กิจการต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาลดลง ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ยก็ต้องปฏิบัติตามหลักการนี้เหมือนกัน
ธุรกิจบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดบริษัทต้องตีราคาสินค้าแบบนี้ด้วยหรือไม่
ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ควรบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ แต่ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย (เช่น 60% สำหรับการขาย) ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณต้นทุนแยกทีละ lot
โปรแกรมบัญชีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือให้อัตโนมัติหรือไม่
โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่รวมถึง PEAK รองรับการคำนวณต้นทุนทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ย ระบบจะคำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกรายการขายหรือเบิกใช้ ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงได้แบบเรียลไทม์
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
