
ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร
ภาษีร้านค้าคืออะไร
ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท
3 ภาษีหลักที่ต้องรู้
| ภาษี | ใครต้องจ่าย | ความถี่ |
|---|---|---|
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี | ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) |
| ภาษีเงินได้ | เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล | ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ | ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก |
ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย
ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร
ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก
รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน
ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง
ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม
ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม
ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ
ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า
ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม
VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร
ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย
| หัวข้อ | ร้านค้าส่ง (B2B) | ร้านค้าปลีก (B2C) |
|---|---|---|
| ใบกำกับภาษี | ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ | ออกแบบอย่างย่อได้ |
| ข้อมูลในใบกำกับภาษี | ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ | ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ |
| ภาษีซื้อ | มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ | ภาษีซื้อน้อยกว่า |
| การขอคืน VAT | มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า | มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ |
ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ
ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้
ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า
วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย
ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้
ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท
- ภาษีขาย คือ 500,000 คูณ 7% เท่ากับ 35,000 บาท
- ภาษีซื้อจากการสั่งซื้อสินค้าเข้าร้าน 400,000 บาท คูณ 7% เท่ากับ 28,000 บาท
- VAT ที่ต้องจ่าย คือ 35,000 ลบ 28,000 เท่ากับ 7,000 บาท
ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า
ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล
เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
กรณีบุคคลธรรมดา
ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง
กรณีนิติบุคคล
ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ
SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20%
ควรจดบริษัทเมื่อไร
ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%)
นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B
ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด
จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
อัตราและเงื่อนไขการหัก
| ประเภทรายจ่าย | อัตราหัก ณ ที่จ่าย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ค่าขนส่ง | 1% | ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน |
| ค่าจ้างทำของ | 3% | ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง |
| ค่าบริการ | 3% | ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา |
| ค่าเช่า | 5% | ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า |
เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม
ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้
ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้
Checklist เอกสารภาษีร้านค้า
| เอกสาร | เก็บไว้ทำไม |
|---|---|
| ใบกำกับภาษีซื้อ | ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี |
| สำเนาใบกำกับภาษีขาย | ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร |
| หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) | ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี |
| สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย | กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ |
| หลักฐานค่าใช้จ่าย | ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ |
ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ
ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย
เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า
- ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้ลูกค้า B2B ทำให้ลูกค้าใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ – หากลูกค้าเป็นนิติบุคคล ควรออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทุกครั้ง
- รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทแต่ไม่ได้จด VAT – ถ้าสรรพากรตรวจพบจะถูกเรียกเก็บ VAT ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
- ไม่เก็บหนังสือ 50 ทวิ ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้ไม่มีหลักฐาน เท่ากับเสียเงินฟรี
- ลืมแยกส่วนที่เป็นค่าสินค้ากับค่าบริการในใบเสร็จ ทำให้ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดรวมทั้งหมด
การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ
สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล
เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น
จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า
ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม
ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้
ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน
อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า
ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน
ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้
ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม
ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ
รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง
ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่
ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร
เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
