งบทดลอง เป็นหนึ่งในรายงานทางการเงินที่สำคัญ แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ต้องยื่นกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบทดลองคือ “เครื่องมือตรวจสุขภาพ” ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงบการเงิน และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำก่อนปิดงบจริง
งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร?
งบทดลอง (Trial Balance) คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) โดยต้องมียอดรวมฝั่ง เดบิต (Debit) และ เครดิต (Credit) เท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด
ความสำคัญของงบทดลองต่อการทำบัญชี
งบทดลองเป็นตัวช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการปิดรอบบัญชี เพราะถ้าธุรกิจมีการทำงบทดลองครบทุกรูปแบบในแต่ละรอบบัญชี และเห็นว่าตัวเลขเท่ากันทุกครั้ง หมายความว่าในการปิดงบก็จะถูกต้องด้วยเช่นกัน แต่นอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องมือป้องกันข้อผิดพลาด ยังสามารถงบทดลองไปต่อยอดได้มากมาย เช่น
- ใช้ทำงบการเงิน: สามารถต่อยอดเป็นงบการเงินเพื่อยื่นกรมสรรพากรได้
- บริหารบัญชีอย่างเป็นระบบ: การจัดทำสม่ำเสมอช่วยลดความรีบเร่งตอนยื่นงบประจำปี
- วิเคราะห์ทางการเงิน: ใช้ข้อมูลปรับกลยุทธ์ธุรกิจได้ทันท่วงที
ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องดูงบทดลองก่อนได้รับงบการเงินจริง
การทำงบทดลองช่วยให้วิเคราะห์สุขภาพการเงินได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอรอบงบการเงินจริง หากพบความผิดพลาด นักบัญชีจะมีเวลาแก้ไขได้ง่ายกว่าการรอแก้งบการเงินทั้งปี
งบทดลองมีกี่ประเภท
งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามช่วงเวลาการตรวจสอบ:
- งบทดลองก่อนปรับปรุง: งบทดลองก่อนปรับปรุงจัดทำขึ้นก่อนที่จะมีการปรับปรุงบัญชี โดยยังไม่รวมรายการรับรู้ตามเกณฑ์คงค้างต่าง ๆ เช่น รายการค้างจ่าย หรือค้างได้รับ ซึ่งตัวเลขตรงนี้จะทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขในบัญชีจริง สามารถตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีเบื้องต้น
- งบทดลองหลังปรับปรุง: หลังจากปรับปรุงบัญชีแล้วก็ต้องทำงบทดลองเช่นเดียวกัน โดยจะเป็นรายงานงบที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด สามารถนำตัวเลขไปใช้ในการต่อยอดทำเป็นงบแสดงฐานะการเงิน รวมไปถึงใช้ในการวิเคราะห์สุขภาพธุรกิจเบื้องต้นก่อนทำงบการเงินจริงได้เช่นกัน
- งบทดลองหลังปิดบัญชี: เมื่อปิดการบันทึกบัญชีในแต่ละงวดแล้ว งบทดลองประเภทสุดท้ายนี้จะช่วยให้คุณเห็นยอดคงเหลือในบัญชี ซึ่งจะเป็นตัวเลขแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนทั้งหมด ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถดูได้ว่ามีเงินเหลือเท่าไรก่อนเริ่มต้นรอบบัญชีถัดไป
งบทดลองต้องทำตอนไหนบ้าง?
งบทดลองต้องทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนหลังจากปิดรอบบัญชีแล้ว เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และช่วยให้ทำงบการเงินตอนสิ้นปีได้ง่ายยิ่งขึ้น
ส่วนประกอบและขั้นตอนการจัดทำ
งบทดลองประกอบด้วยส่วนหัว (ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน, วันที่) และรายละเอียดรายงาน (ชื่อบัญชี, เลขที่บัญชี, ยอดเดบิต/เครดิต และยอดรวม) โดยมีขั้นตอนการทำดังนี้:
- ตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละบัญชีกับความเป็นจริง
- กำหนดช่วงเวลาข้อมูล
- รวบรวมยอดคงเหลือทุกบัญชีเรียงตามหมวด 1-5
- ระบุยอดแต่ละบัญชีแยกฝั่งเดบิตและเครดิต
- ตรวจสอบยอดรวมบรรทัดสุดท้ายให้ทั้งสองฝั่งเท่ากัน
หากงบทดลองไม่ถูกต้อง อาจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง
บางครั้งการทำงบทดลองก็ได้ตัวเลขออกมาไม่ตรงกัน ซึ่งความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น
- กรอกตัวเลขผิด
- บันทึกบัญชีสลับฝั่งเดบิต–เครดิต
- บันทึกรายการตกหล่น หรือบันทึกซ้ำ
- เลือกบัญชีไม่ตรงกับรายการจริง
หากย้อนกลับไปดูในรายการแล้วเจอข้อผิดพลาด ทำการแก้ไข หลังจากนั้นค่อยทำการกรอกรายละเอียดในงบทดลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องทำจนกว่าจะถูกต้องเช่นกัน ตัวเลขงบการเงินอาจผิดพลาดและมีปัญหาตามมาได้
3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้
- บัญชีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สูงผิดปกติ
จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ
ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ
วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก
- ต้นทุนแฝงที่ถูกบันทึกผิดหมวดเป็น “ค่าใช้จ่ายทั่วไป”
จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป
ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น
วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร
- การบันทึกค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในหลายบัญชี
จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี
ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด
วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ
การเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้
ในงบทดลองสามารถตรวจสอบสภาพคล่องได้จากการดูบัญชีลูกหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเดบิต) เพื่อดูเงินที่ค้างรับ และบัญชีเจ้าหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเครดิต) เพื่อวางแผนการจ่ายเงินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง
- ดูบัญชีลูกหนี้การค้าในงบทดลอง เพื่อรู้ว่ายังมีเงินที่ลูกค้ายังค้างจ่ายอยู่รวมเท่าไร
- ดูยอดคงเหลือฝั่งเดบิตของลูกหนี้ เพื่อยืนยันว่าการบันทึกถูกทิศทาง และลูกหนี้ยังไม่ถูกชำระ
- เปรียบเทียบยอดลูกหนี้กับยอดขาย เพื่อดูว่ายอดค้างรับสูงผิดปกติหรือเริ่มเก็บเงินช้าลง
- หากยอดสูง ให้ไปดูรายละเอียดย่อยลูกหนี้ (AR Aging / ใบแจ้งหนี้) เพื่อรู้ว่าใครค้างนาน เสี่ยงเป็นหนี้เสีย หรือควรเร่งติดตาม
วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง
- ดูบัญชีเจ้าหนี้การค้าในงบทดลอง เพื่อรู้ว่าธุรกิจยังมีภาระต้องจ่ายให้คู่ค้ารวมเท่าไร
- ดูยอดคงเหลือฝั่งเครดิตของเจ้าหนี้ เพื่อยืนยันว่าบันทึกถูกต้อง และเป็นยอดที่ยังไม่ได้จ่ายจริง
- เปรียบเทียบยอดเจ้าหนี้กับการซื้อหรือค่าใช้จ่าย เพื่อดูว่าภาระหนี้เพิ่มเร็วเกินไปหรือไม่
- หากยอดสูง ให้ไปดูรายละเอียดย่อยเจ้าหนี้ (กำหนดชำระ / ใบแจ้งหนี้) เพื่อวางแผนจ่ายเงิน ไม่ให้ขาดสภาพคล่องหรือเสียเครดิต
ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account
ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน
- เข้าเมนู บัญชี > เลือก งบทดลอง
- กด “พิมพ์รายงาน” เพื่อ Export ออกมาเป็นไฟล์ Excel ได้
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine