Table of Contents

ผู้ประกอบการหลายคนเคยได้ยินคำว่า “ตราสารหนี้” แต่มักคิดว่าเป็นเรื่องของนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ความจริงแล้วเครื่องมือทางการเงินประเภทนี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นมุมของคนลงทุนหรือมุมของธุรกิจที่ต้องการระดมเงินทุน โดยในบทความนี้ จะมาอธิบายตั้งแต่พื้นฐานจนถึงมุมที่ SME ใช้ได้จริง รวมถึงวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง

ตราสารหนี้ คืออะไร

ตราสารหนี้ คือเอกสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างฝ่ายที่กู้เงิน กับฝ่ายที่ให้กู้ โดยฝ่ายกู้สัญญาว่าจะชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และคืนเงินต้นเมื่อถึงวันไถ่ถอน ลองนึกภาพว่าคุณให้เพื่อนยืมเงิน 100,000 บาท เพื่อนเขียนสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี และคืนเงินครบใน 3 ปี สัญญาฉบับนั้นก็คล้ายกับตราสารหนี้ แต่สัญญานี้ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัท และซื้อขายกันได้

ในภาษาอังกฤษ ตราสารหนี้มีหลายชื่อที่ใช้แทนกัน ได้แก่ Bond, Fixed Income Security และ Debt Instrument เป็นต้น

องค์ประกอบหลักของตราสารหนี้

ตราสารหนี้ทุกประเภทมีองค์ประกอบสำคัญ 4 อย่าง

  • มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) คือจำนวนเงินที่จะได้คืนเมื่อถึงวันไถ่ถอน เช่น 1,000 บาทต่อหน่วย
  • อัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate) คืออัตราผลตอบแทนที่จ่ายให้ผู้ถือเป็นงวด เช่น 3% ต่อปี
  • วันไถ่ถอน (Maturity Date) คือวันที่ต้องคืนเงินต้น
  • ผู้ออก (Issuer) คือฝ่ายที่กู้เงิน ได้แก่ รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน

ตราสารหนี้มีกี่ประเภท

ตราสารหนี้แบ่งได้หลายมุม แต่มักแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งตามหน่วยงานที่ออกตราสารหนี้นั้นๆ ได้

ประเภทใครเป็นคนออกความเสี่ยงตัวอย่าง
พันธบัตรรัฐบาลรัฐบาล/ธนาคารแห่งประเทศไทยต่ำมากพันธบัตรออมทรัพย์, Treasury Bill
หุ้นกู้บริษัทเอกชนปานกลาง-สูงหุ้นกู้ บริษัท ก จำกัด
ตั๋วเงินคลังรัฐบาล (ระยะสั้น ≤ 1 ปี)ต่ำมากตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน
ตั๋วแลกเงิน/ตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัทเอกชน (ระยะสั้น)ปานกลางB/E อายุ 6 เดือน

พันธบัตรรัฐบาล คืออะไร

พันธบัตร คือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อระดมเงินไปใช้พัฒนาประเทศ ถือว่าปลอดภัยที่สุดเพราะรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน โดยมีชื่อที่เราคุ้นเคย เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง มักมีดอกเบี้ยประมาณ 2-3% ต่อปี และเปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อได้ (ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ)

หุ้นกู้ คืออะไร

หุ้นกู้ คือตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกขาย เพื่อระดมเงินจากนักลงทุนแทนการกู้ธนาคาร โดยบริษัทสัญญาว่าจะชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด หุ้นกู้มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่า เพราะหากบริษัทมีปัญหาทางการเงิน อาจชำระคืนไม่ได้ นักลงทุนจึงต้องดูอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ก่อนทำการซื้อ

ตราสารหนี้ระยะสั้น คืออะไร

ตราสารหนี้ระยะสั้น คือตราสารที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ที่ออกโดยรัฐบาล และตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) ที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยตราสารประเภทนี้มักไม่ชำระดอกเบี้ยระหว่างทาง แต่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว (ส่วนลด) แล้วคืนเต็มจำนวนเมื่อถึงวันไถ่ถอน

ตราสารหนี้ กับ ตราสารทุน ต่างกันยังไง

ตราสารทั้งสองประเภทนี้ ใช้เพื่อการระดมทุนทั้งคู่ แต่มีหลักการต่างกันโดยสิ้นเชิง

เกณฑ์ตราสารหนี้ (Bond)ตราสารทุน (Equity/หุ้น)
ความสัมพันธ์ผู้ถือเป็น เจ้าหนี้ผู้ถือเป็น เจ้าของร่วม
ผลตอบแทนดอกเบี้ยคงที่ตามสัญญาเงินปันผล (ไม่แน่นอน) + กำไรจากราคาหุ้น
ความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะรู้ดอกเบี้ยล่วงหน้าสูงกว่า เพราะราคาผันผวนตามตลาด
สิทธิ์เมื่อเลิกกิจการได้คืนก่อนผู้ถือหุ้นได้คืนหลังสุด (ถ้าเหลือ)
ระยะเวลามีวันครบกำหนดชัดเจนไม่มีวันหมดอายุ
ผลต่องบการเงินแสดงเป็น หนี้สินแสดงเป็น ส่วนของเจ้าของ

เปรียบเทียบ 3 ทางเลือกระดมทุน

สำหรับ SME ที่กำลังมองหาเงินทุน นอกจากตราสารหนี้และตราสารทุนแล้ว ยังมีสินเชื่อธนาคารที่เป็นตัวเลือกหลัก

เกณฑ์ตราสารหนี้ตราสารทุนสินเชื่อธนาคาร
สูญเสียความเป็นเจ้าของไม่ใช่ (แบ่งหุ้น)ไม่
ต้นทุนดอกเบี้ยปานกลางไม่มีดอกเบี้ย แต่แบ่งกำไรต่ำ-สูง ตามเครดิต
ความยืดหยุ่นกำหนดเงื่อนไขเองได้บางส่วนยืดหยุ่นสูงธนาคารกำหนดเงื่อนไข
เหมาะกับธุรกิจที่มี credit rating ดีธุรกิจ startup/เติบโตเร็วธุรกิจทั่วไปที่มีหลักค้ำประกัน

ข้อดีและข้อเสียของตราสารหนี้

ตราสารหนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในมุมนักลงทุน (ผู้ซื้อ) หรือมุมธุรกิจที่ออกตราสาร (ผู้ขาย) ซึ่งแต่ละฝ่ายจะได้ประโยชน์และแบกรับความเสี่ยงต่างกัน

สำหรับนักลงทุน (ผู้ซื้อ)

ข้อดี

  • ผลตอบแทนสม่ำเสมอ รู้ล่วงหน้าว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร
  • ความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล
  • กระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนได้ดี

ข้อเสีย

  • ผลตอบแทนจำกัด ไม่โตตามกำไรบริษัทเหมือนหุ้น
  • ถ้าขายก่อนวันไถ่ถอน อาจขาดทุนได้หากอัตราดอกเบี้ยตลาดเปลี่ยน
  • หุ้นกู้บางตัวมีสภาพคล่องต่ำ หาคนซื้อต่อยาก

สำหรับผู้ออกตราสาร และ SME

ข้อดี

  • ไม่ต้องเสียสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ต่างจากการขายหุ้น
  • กำหนดเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาคืนเงินได้ตามความสามารถ
  • ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ช่วยลดภาระภาษีได้

ข้อเสีย

  • ต้องชำระดอกเบี้ยสม่ำเสมอ ไม่ว่าธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน
  • มีค่าใช้จ่ายในการออกตราสาร เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าจัดอันดับเครดิต
  • ถ้าผิดนัดชำระ อาจถูกฟ้องล้มละลายได้

ผลตอบแทนจากตราสารหนี้

ผลตอบแทนจากตราสารหนี้มี 2 แบบหลัก ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) คืออัตราที่ระบุไว้ตอนออกตราสาร เช่น หุ้นกู้มูลค่า 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี หมายความว่าจะได้รับดอกเบี้ย 4,000 บาทต่อปี ตลอดอายุตราสาร

อัตราผลตอบแทนจนถึงวันไถ่ถอน (YTM หรือ Yield to Maturity) คือผลตอบแทนจริงที่นักลงทุนจะได้ ถ้าถือจนสิ้นสุดอายุตราสารและนำดอกเบี้ยที่ได้ไปลงทุนต่อ ตัวเลขนี้อาจต่างจาก Coupon Rate ถ้าซื้อตราสารหนี้มาในราคาที่ไม่เท่ากับมูลค่าหน้าตั๋ว ตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นกู้มูลค่าหน้าตั๋ว 100,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ในราคา 98,000 บาท จะได้ YTM สูงกว่า 4% เพราะได้กำไรจากส่วนต่างราคาอีกด้วย


ตราสารหนี้ ทางเลือกระดมทุนสำหรับ SME

หลายคนคิดว่าการออกตราสารหนี้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีช่องทางสำหรับ SME มากขึ้น

SME ออกตราสารหนี้ได้หรือไม่

ได้ แต่มีเงื่อนไข บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถออกหุ้นกู้ ได้ตามกฎหมายหลักทรัพย์ โดยต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. กรณีที่เสนอขายแบบวงจำกัด (Private Placement) มีขั้นตอนที่เบากว่าการเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป แต่สำหรับ SME ขนาดเล็กที่ยังไม่พร้อมออกหุ้นกู้เต็มรูปแบบ ตั๋วแลกเงิน (B/E) เป็นอีกทางเลือกที่ใช้ระดมเงินระยะสั้นได้ง่ายกว่า

การบันทึกบัญชีตราสารหนี้ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ส่วนนี้สำคัญสำหรับ SME ที่ลงทุนหรือออกตราสารหนี้ เพราะต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME (NPAEs) ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK รองรับการบันทึกรายการเหล่านี้ได้

บันทึกบัญชีฝั่งผู้ลงทุน (ซื้อตราสารหนี้)

เมื่อธุรกิจซื้อตราสารหนี้เพื่อลงทุน รายการนี้จะแสดงเป็นสินทรัพย์ในงบดุล

ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 500,000 บาท

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
เงินลงทุนในตราสารหนี้500,000
เงินสด/เงินฝากธนาคาร500,000

เมื่อได้รับดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยครึ่งปี 10,000 บาท

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
เงินสด/เงินฝากธนาคาร10,000
รายได้ดอกเบี้ย10,000

บันทึกบัญชีฝั่งผู้ออกตราสาร

เมื่อบริษัทออกหุ้นกู้ รายการนี้จะแสดงเป็นหนี้สินในงบดุล

ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกหุ้นกู้ 1,000,000 บาท อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 5% ต่อปี

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
เงินสด/เงินฝากธนาคาร1,000,000
หุ้นกู้ (หนี้สินระยะยาว)1,000,000

เมื่อจ่ายดอกเบี้ยประจำปี 50,000 บาท

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
ดอกเบี้ยจ่าย (ค่าใช้จ่าย)50,000
เงินสด/เงินฝากธนาคาร50,000

ดอกเบี้ยจ่ายจากตราสารหนี้สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)

ตราสารหนี้ ซื้อที่ไหน?

สำหรับคนที่สนใจลงทุน มีช่องทางหลัก ดังนี้

  1. แอปเป๋าตัง (พันธบัตรรัฐบาล) ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ได้ง่ายผ่านมือถือ เริ่มต้นที่หลักพันบาท
  2. ธนาคารพาณิชย์ เป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรและหุ้นกู้ สอบถามได้ที่สาขา
  3. บริษัทหลักทรัพย์ ซื้อขายตราสารหนี้ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเลือกเอง
  4. กองทุนรวมตราสารหนี้ ให้มืออาชีพบริหารแทน เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1 บาท ผ่าน บลจ. ต่างๆ

สรุป: ตราสารหนี้ เครื่องมือที่ SME ควรรู้จัก

  • ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีทั้งมุม “ลงทุน” (ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ความเสี่ยงต่ำ) และมุม “ระดมทุน” (กู้เงินโดยไม่เสียสัดส่วนเจ้าของ)
  • ประเภทหลักคือพันธบัตรรัฐบาล (ปลอดภัย) และหุ้นกู้ (ดอกเบี้ยสูงกว่า แต่เสี่ยงกว่า)
  • SME ที่ลงทุนหรือออกตราสารหนี้ ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐาน NPAEs

จัดการบัญชีตราสารหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการทางการเงินได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายทางการเงิน หรือเงินลงทุน ดูงบการเงินแบบ real-time ออกใบกำกับภาษีได้ทันที และส่งงบให้นักบัญชีได้สะดวก ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตราสารหนี้

ตราสารหนี้ระยะยาว กี่ปี?

โดยทั่วไปตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปถือว่าเป็นระยะยาว ในทางปฏิบัติ พันธบัตรรัฐบาลไทยมีอายุตั้งแต่ 2 ปีถึง 50 ปี ส่วนหุ้นกู้เอกชนมักอยู่ที่ 3-10 ปี

ลงทุนในตราสารหนี้ ดีไหม?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ถ้าต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและรับความเสี่ยงได้น้อย ตราสารหนี้เหมาะมาก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล แต่ถ้าต้องการผลตอบแทนสูงและรับความผันผวนได้ การลงทุนในหุ้นอาจให้โอกาสมากกว่าในระยะยาว

ตราสารหนี้ ได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่?

อัตราดอกเบี้ยแตกต่างตามประเภทและอันดับเครดิต ณ ปัจจุบัน พันธบัตรรัฐบาลไทยให้ผลตอบแทนประมาณ 2-3% ต่อปี ส่วนหุ้นกู้เอกชนอยู่ที่ประมาณ 3-6% ต่อปี ขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตของผู้ออก ยิ่งเครดิตต่ำ ดอกเบี้ยยิ่งสูงเพราะชดเชยความเสี่ยง

ตราสารหนี้กับภาษี เกี่ยวกันอย่างไร?

ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับบุคคลธรรมดา แต่เลือกไม่รวมคำนวณภาษีสิ้นปีได้ ส่วนนิติบุคคล ดอกเบี้ยรับต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ปกติ และดอกเบี้ยจ่ายจากการออกหุ้นกู้ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)จริงที่ไหลเข้าออกจากบัญชี ธุรกิจอาจมีกำไรบนกระดาษแต่เงินสดไม่พอจ่ายบิล เช่น ข


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine