ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ครบทุกชนิด พร้อมตัวอย่าง SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดงบดุลมาแล้วงงกับคำว่า “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” ว่าตกลงมันคืออะไร แล้วมีอะไรบ้างที่นับเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้ บทความนี้รวบรวมทรัพย์สินประเภทนี้ครบทุกชนิดที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริง ตารางเปรียบเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน และคำตอบสำหรับคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คืออะไร สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจถือครองไว้ใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี และไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป็นเงินสดภายในรอบบัญชีปกติ พูดง่ายๆ คือของที่ซื้อมาแล้ว “เก็บไว้ใช้” ไม่ใช่ “เอาไว้ขายหมุนเงิน” ลองนึกถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง เครื่องชงกาแฟราคาแสนกว่าบาทที่ซื้อมาใช้ทุกวันคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะร้านซื้อมาเพื่อใช้ผลิตกาแฟไปอีกหลายปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่างจากเมล็ดกาแฟในสต๊อกที่ซื้อมาแล้วขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ เกณฑ์ที่ใช้แยกว่าสินทรัพย์ตัวไหน “ไม่หมุนเวียน” มีอยู่ 2 ข้อหลัก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการครบ 10+ ชนิด) ทรัพย์สินกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยกลุ่มที่ SME เจอบ่อยที่สุดคือที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้งหมดก่อนลงรายละเอียดแต่ละกลุ่ม กลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวอย่างรายการ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ค่าความนิยม มูลค่าส่วนเกินจากการซื้อกิจการ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว หุ้น พันธบัตร เงินฝากประจำเกิน 1 ปี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ดินหรืออาคารที่ปล่อยเช่า มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 (TAS 40) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย ทรัพย์สินที่ประกาศขายแล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant & Equipment) กลุ่มนี้คือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME มีมากที่สุด เป็นของที่จับต้องได้และใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ที่ดินที่ตั้งกิจการ อาคารสำนักงาน เครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ส่งของ คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกปี ค่าเสื่อมราคาคือการทยอยหักมูลค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี ก็หักเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท การบันทึกและติดตามค่าเสื่อมราคาถือเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานระยะยาว ยกตัวอย่างร้านเบเกอรีที่จดเครื่องหมายการค้าโลโก้ของตัวเอง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้แม้จับต้องไม่ได้แต่สร้างรายได้ระยะยาวให้ธุรกิจ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) โดยทยอยตัดจำหน่ายมูลค่าตามอายุการใช้ประโยชน์คล้ายค่าเสื่อมราคา ค่าความนิยม (Goodwill) — สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือไม่? ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทไม่มีตัวตน เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจซื้อกิจการอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริง ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปนั้นคือค่าความนิยม ซึ่งสะท้อนมูลค่าของชื่อเสียง ฐานลูกค้า หรือทีมงานที่ติดมากับกิจการ ค่าความนิยมจะปรากฏในงบดุลเฉพาะกรณีที่มีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น ธุรกิจสร้างค่าความนิยมของตัวเองขึ้นมาบันทึกในงบไม่ได้ และตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายรายปี แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีแทน เงินลงทุนระยะยาว เงินลงทุนระยะยาวคือเงินที่ธุรกิจนำไปลงทุนโดยตั้งใจถือเกิน 1 ปี เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากประจำที่มีกำหนดเกินหนึ่งปี ต่างจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ตั้งใจขายทำกำไรภายในปีเดียว สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย (TFRS 5) เมื่อธุรกิจตัดสินใจขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนบางรายการ เช่น ประกาศขายอาคารเก่าที่เลิกใช้แล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) กำหนดให้จัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย” แยกออกมาต่างหาก เงื่อนไขหลักคือทรัพย์สินนั้นต้องพร้อมขายทันทีในสภาพปัจจุบัน และมีแผนขายที่ชัดเจนภายใน 12 เดือน เมื่อจัดประเภทแล้วจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคา และวัดมูลค่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น นอกจากกลุ่มหลักข้างต้น ยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นที่พบได้ เช่น เงินมัดจำระยะยาว ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าที่มีอายุเกิน 1 ปี และสิทธิการเช่าระยะยาว รายการเหล่านี้มักมีมูลค่าไม่มากแต่ยังต้องแสดงแยกในงบดุลเพื่อความครบถ้วน สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดภายใน 1 ปี เป็นสินทรัพย์ที่ “หมุน” เข้าออกในการดำเนินงานประจำวัน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของธุรกิจได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอเทียบกับหนี้สินระยะสั้น มักมีสภาพคล่องดีและจ่ายหนี้ได้ทันเวลา รายการสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ชนิด สินทรัพย์หมุนเวียนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME เรียงจากสภาพคล่องสูงไปต่ำ มีดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือครองและวัตถุประสงค์การใช้งาน สินทรัพย์หมุนเวียนใช้หมุนเวียนในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนถือไว้ใช้งานระยะยาว ตารางด้านล่างสรุปข้อแตกต่างให้เห็นชัดในทุกมิติ หัวข้อเปรียบเทียบ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาถือครอง ไม่เกิน 1 ปี เกิน 1 ปี วัตถุประสงค์ หมุนเวียนใช้ในงานประจำวัน ใช้งานระยะยาว สภาพคล่อง สูง เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย ต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก ค่าเสื่อมราคา ไม่มี มี (ยกเว้นที่ดิน) ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ การแสดงในงบดุล แสดงก่อน เรียงตามสภาพคล่อง แสดงถัดจากสินทรัพย์หมุนเวียน จุดที่หลายคนสับสนคือสินทรัพย์ตัวเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับ “เจตนาการถือครอง” เช่น รถยนต์ที่บริษัทซื้อมาใช้ส่งของคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถที่ซื้อรถมาเพื่อขายต่อ รถคันเดียวกันจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) คือภาระหนี้ที่ธุรกิจต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี เป็นอีกด้านของงบดุลที่มักถูกพูดถึงคู่กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะทั้งสองสะท้อนโครงสร้างการเงินระยะยาวของกิจการ หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ SME พบบ่อยมีดังนี้ การดูสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในธุรกิจ SME ทฤษฎีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อเห็นตัวอย่างจากธุรกิจจริงจะชัดเจนขึ้นมาก ลองดูว่าธุรกิจแต่ละแบบมีทรัพย์สินระยะยาวอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า สมมติร้านอาหาร “ครัวคุณแม่” (ชื่อสมมติ) เปิดกิจการมา 3 ปี ทรัพย์สินระยะยาวของร้านประกอบด้วยเครื่องครัวอุตสาหกรรม ตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ในร้าน เครื่องปรับอากาศ และเงินประกันค่าเช่าพื้นที่ที่จ่ายไว้ตอนเซ็นสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นของที่ร้านซื้อมาใช้งานยาวหลายปี ไม่ได้เอาไว้ขาย ส่วนวัตถุดิบอาหาร เงินสดในลิ้นชัก และยอดที่ลูกค้าเปิดบิลค้างไว้ คือสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะหมุนเข้าออกทุกวัน ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้าจะมีทรัพย์สินระยะยาวน้อยกว่า เพราะทรัพย์สินหลักคือสต๊อกเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอาจมีเพียงคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายสินค้า และชั้นวางในคลัง จัดการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนด้วยมือ โดยเฉพาะการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ เป็นงานที่ใช้เวลาและผิดพลาดง่าย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Accounting Software) อย่าง PEAK มีระบบทะเบียนทรัพย์สินที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และเชื่อมข้อมูลเข้างบการเงินได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สรุป: สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME ต้องรู้ เมื่อเข้าใจสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแล้ว สิ่งที่เจ้าของกิจการควรลงมือทำต่อมีดังนี้ เริ่มจัดการบัญชีธุรกิจให้ SMART ด้วย PEAK พร้อมยกระดับการจัดการทรัพย์สินและบัญชีของธุรกิจแล้วหรือยัง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้คุณติดตามสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคา และดูงบการเงินแบบเรียลไทม์ได้ในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มสร้างระบบบัญชีที่ทำงานแทนคุณได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานในร้านหรือสำนักงานถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อยู่ในกลุ่มที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพราะใช้งานต่อเนื่องหลายปีและต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจขายเครื่องตกแต่งเป็นสินค้า ตัวมันจึงจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือ อุปกรณ์สำนักงานเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ อุปกรณ์สำนักงานที่มีมูลค่าสูงและใช้งานเกิน 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะทำงาน จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือเครื่องเขียน จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 10 ชนิด มีอะไรบ้าง หากเรียงรายการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ค่าความนิยม เงินลงทุนระยะยาว และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยแต่ละธุรกิจจะมีรายการมากน้อยต่างกันตามลักษณะกิจการ ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพราะสะท้อนมูลค่าระยะยาวที่ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร? สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ คือ Non-Current Assets ส่วนคำศัพท์ที่เจอบ่อยในงบการเงินภาษาอังกฤษ ได้แก่ Fixed Assets (สินทรัพย์ถาวร), Property, Plant and Equipment หรือ PP&E (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์), Intangible Assets (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และ Long-term Investments (เงินลงทุนระยะยาว)ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้นผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

การบัญชีเบื้องต้น คืออะไร สรุปพื้นฐานบัญชีครบจบฉบับเข้าใจง่าย

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดร้านได้ ขายเก่ง แต่พอถึงเวลาสรุปว่ากำไรจริงเท่าไรกลับตอบไม่ได้ ปัญหานี้มักมาจากช่องว่างเรื่องเดียว นั่นคือ การบัญชีเบื้องต้น ข่าวดีคือความรู้พื้นฐานบัญชีไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องจบบัญชีมาก่อน บทความนี้รวบรวม 6 ความรู้พื้นฐานบัญชีที่นักบัญชีมือใหม่และเจ้าของกิจการควรเข้าใจ ตั้งแต่ความหมาย สมการบัญชี ไปจนถึงงบการเงิน พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การบัญชีคืออะไร และสำคัญกับธุรกิจอย่างไร การบัญชี (Accounting) คือการจดบันทึก จัดหมวดหมู่ สรุปผล และรายงานรายการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจมีเงินเข้าออกเท่าไร มีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่าไร และสุดท้ายได้กำไรหรือขาดทุน พูดสั้นๆ การบัญชีหมายถึงการเปลี่ยน “เอกสารกองโต” ให้กลายเป็นตัวเลขที่อ่านแล้วตัดสินใจได้ ความสำคัญของการบัญชีมีทั้งมุมธุรกิจและมุมกฎหมาย ในมุมธุรกิจ ตัวเลขบัญชีช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริง ตั้งราคาขายได้แม่นขึ้น และวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ ส่วนมุมกฎหมาย ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.การบัญชี) แล้วนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD) เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว มาดูกันว่าความรู้พื้นฐานบัญชีที่ต้องรู้จริงๆ มีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นมีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นสรุปได้เป็น 6 ความรู้หลักที่ต่อยอดกันเป็นลำดับ ได้แก่ สมการบัญชี 5 หมวดบัญชี หลักเดบิตและเครดิต วงจรบัญชี งบการเงิน และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี ทั้ง 6 เรื่องนี้คือแกนที่ทำให้อ่านตัวเลขธุรกิจรู้เรื่อง ก่อนลงรายละเอียด นี่คือภาพรวมของทั้ง 6 หัวข้อ # ความรู้พื้นฐาน ตอบคำถามว่า 1 สมการบัญชี ทรัพย์สินกับเงินทุนสมดุลกันอย่างไร 2 5 หมวดบัญชี รายการเงินแต่ละอย่างจัดอยู่กลุ่มไหน 3 เดบิตและเครดิต บันทึกรายการลงด้านไหน 4 วงจรบัญชี ทำบัญชีมีขั้นตอนอะไรบ้าง 5 งบการเงิน ผลลัพธ์สุดท้ายอ่านอย่างไร 6 ทักษะนักบัญชีมือใหม่ ต้องพัฒนาอะไรเพิ่ม 1. สมการบัญชี พื้นฐานของทุกอย่าง สมการบัญชีคือหัวใจของการบัญชีเบื้องต้นทั้งหมด เขียนได้สั้นๆ ว่า สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของ ความหมายคือทรัพย์สินทุกอย่างในธุรกิจต้องมีที่มาของเงิน ไม่มาจากการกู้ ก็มาจากเงินที่เจ้าของลงเอง สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ลองดูตัวอย่างร้านกาแฟเปิดใหม่ เจ้าของลงเงินเอง 100,000 บาท และกู้ธนาคารมาอีก 50,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และตกแต่งร้าน รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์ (เงินสด + อุปกรณ์ร้าน) 150,000 บาท หนี้สิน (เงินกู้ธนาคาร) 50,000 บาท ส่วนของเจ้าของ (เงินลงทุน) 100,000 บาท จะเห็นว่าสองฝั่งเท่ากันเสมอ คือ 150,000 = 50,000 + 100,000 หลักนี้เองที่ทำให้บัญชีตรวจสอบความถูกต้องของตัวเองได้ ถ้าวันไหนสมการไม่สมดุล แปลว่ามีการบันทึกผิดพลาดที่ไหนสักจุด 2. 5 หมวดบัญชี จัดกลุ่มรายการให้เป็นระบบ ทุกรายการเงินในธุรกิจถูกจัดเข้าหมวดบัญชีหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย การรู้ว่ารายการหนึ่งอยู่หมวดไหนคือก้าวแรกก่อนลงบันทึกทุกครั้ง หลักการบัญชี 5 หมวด มีอะไรบ้าง หลักการบัญชี 5 หมวดแบ่งตามบทบาทของรายการในธุรกิจ สรุปพร้อมตัวอย่างได้ดังนี้ หมวดบัญชี ความหมาย ตัวอย่าง สินทรัพย์ (Assets) สิ่งที่ธุรกิจมีและใช้สร้างประโยชน์ เงินสด สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์ หนี้สิน (Liabilities) ภาระที่ต้องจ่ายคืน เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ส่วนของเจ้าของ (Equity) เงินทุนของเจ้าของ เงินลงทุน กำไรสะสม รายได้ (Revenue) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ยอดขาย ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย (Expenses) ต้นทุนในการทำธุรกิจ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ สามหมวดแรกคือตัวตั้งของสมการบัญชี ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายคือตัวที่ทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละงวด 3. เดบิตและเครดิต อ่านให้เข้าใจใน 5 นาที เดบิตและเครดิตคือการบันทึกบัญชีแบบสองด้าน ทุกรายการต้องลงทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาด้วยยอดเท่ากันเสมอ คนมักเข้าใจผิดว่าฝั่งซ้ายคือเพิ่มและฝั่งขวาคือลด ความจริงคือขึ้นอยู่กับว่าเป็นบัญชีหมวดไหน ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหมวดเพิ่มหรือลดต้องลงด้านไหน หมวดบัญชี เพิ่มขึ้นบันทึกด้าน ลดลงบันทึกด้าน สินทรัพย์ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่าย เดบิต เครดิต หนี้สิน เครดิต เดบิต ส่วนของเจ้าของ เครดิต เดบิต รายได้ เครดิต เดบิต ลองดูตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินสด รายการนี้ทำให้อุปกรณ์ (สินทรัพย์) เพิ่มขึ้น และเงินสด (สินทรัพย์) ลดลงเท่ากัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 30,000 — เงินสด — 30,000 ยอดสองด้านเท่ากันที่ 30,000 บาท นี่คือหลักการบันทึกบัญชีที่ใช้กับทุกรายการ ไม่ว่าจะซื้อของ จ่ายเงินเดือน หรือรับเงินจากลูกค้า 4. วงจรบัญชี 5 ขั้นตอนการทำบัญชี วงจรบัญชีคือลำดับขั้นตอนการทำบัญชีตั้งแต่ได้เอกสารจนออกมาเป็นงบการเงิน สำหรับธุรกิจทั่วไปสรุปเป็น 5 ขั้นตอนหลักที่ทำวนซ้ำทุกงวดบัญชี ขั้นตอนการทำบัญชีทั้ง 5 นี้จะวนกลับมาเริ่มใหม่ทุกเดือนหรือทุกปี การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ขั้นแรกคือกุญแจที่ทำให้ทุกขั้นตอนที่เหลือราบรื่น 5. งบการเงินเบื้องต้นที่ต้องรู้จัก งบการเงินคือรายงานสรุปผลปลายทางของวงจรบัญชี บอกทั้งฐานะการเงินและผลกำไรขาดทุนของธุรกิจ งบที่มือใหม่ควรอ่านให้เป็นมี 2 ฉบับหลัก งบแสดงฐานะการเงิน (หรือที่เรียกกันติดปากว่างบดุล) บอกว่า ณ วันสิ้นงวด ธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร เป็นภาพนิ่งของฐานะการเงิน ณ จุดเวลาหนึ่ง งบกำไรขาดทุน บอกว่าตลอดงวดที่ผ่านมา ธุรกิจมีรายได้เท่าไร หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ตัวเลขกำไรสุทธินี้เองที่นำไปคิดภาษีเงินได้และวัดว่าธุรกิจไปได้ดีแค่ไหน นอกจากสองงบนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นยังมีงบกระแสเงินสดและงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของเพิ่มเติม แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม การอ่านงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนให้เข้าใจก็เพียงพอต่อการตัดสินใจในแต่ละเดือนแล้ว 6. ความรู้และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี นอกจากทฤษฎี การเป็นนักบัญชีที่ทำงานได้จริงต้องอาศัยทักษะเพิ่มอีกหลายด้าน ทักษะเหล่านี้พัฒนาได้ด้วยการฝึกทำงานจริงควบคู่กับความรู้พื้นฐานบัญชีข้างต้น ทักษะด้านดิจิทัลคือจุดที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนที่ใช้เครื่องมือช่วยงานเป็นจะมีเวลาไปโฟกัสงานวิเคราะห์ที่สร้างคุณค่ากับธุรกิจได้มากกว่างานคีย์ข้อมูลซ้ำๆ สรุป: เริ่มต้นการบัญชีเบื้องต้นอย่างมั่นใจ การบัญชีเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อเข้าใจ 6 พื้นฐานนี้แล้ว คุณจะอ่านตัวเลขธุรกิจของตัวเองได้ชัดขึ้นทันที ลองเริ่มลงมือจากสามก้าวนี้ จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว ก้าวต่อไปคือทำให้บัญชีเป็นระบบโดยไม่ต้องจมกับงานคีย์มือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการ ออกเอกสาร และสรุปงบการเงินให้อัตโนมัติ พร้อม AI ช่วยลดงานซ้ำ ให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีมีเวลาไปโฟกัสการเติบโต เริ่มสร้างธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบัญชีเบื้องต้น การบัญชีเบื้องต้นกับการบัญชีขั้นสูงต่างกันอย่างไร การบัญชีเบื้องต้นเน้นการบันทึกและสรุปรายการประจำวันจนออกเป็นงบการเงิน ส่วนการบัญชีขั้นสูงต่อยอดไปที่การวิเคราะห์ต้นทุน การบัญชีบริหาร และการวางแผนภาษี มือใหม่ควรแม่นพื้นฐานให้ครบก่อน แล้วขั้นสูงจะเข้าใจง่ายขึ้นเอง ไม่ได้จบบัญชี เรียนรู้การบัญชีเบื้องต้นเองได้ไหม ได้แน่นอน เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มจากศูนย์และเรียนรู้ระหว่างทำจริง แนะนำให้เริ่มจากเข้าใจสมการบัญชีและ 5 หมวดบัญชีก่อน แล้วฝึกกับบิลจริงของธุรกิจตัวเอง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจะทำให้เห็นภาพเร็วขึ้น เพราะระบบจัดหมวดและตรวจความสมดุลให้อัตโนมัติ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องทำบัญชีตามมาตรฐานไหม ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานและนำส่งตามกฎหมาย ส่วนบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดบริษัทไม่ได้ถูกบังคับเท่า แต่การทำบัญชีไว้ก็ช่วยให้รู้กำไรจริงและเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ควรเริ่มทำบัญชีด้วยมือหรือใช้โปรแกรมบัญชีเลย การจดด้วยมือช่วยให้เข้าใจหลักการช่วงแรก แต่พอรายการเริ่มเยอะ การจดมือจะเสี่ยงตกหล่นและกินเวลามาก ธุรกิจส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดข้อผิดพลาดและได้งบการเงินแบบเรียลไทม์ไปตัดสินใจได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Cash Flow คืออะไร คู่มือกระแสเงินสดฉบับสมบูรณ์สำหรับ SME

ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเช่าเดือนหน้า ปัญหานี้เกิดจากการไม่เข้าใจ Cash Flow หรือกระแสเงินสด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจจะ “อยู่รอด” ได้จริงหรือไม่ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่ความหมาย ประเภท งบกระแสเงินสด ไปจนถึงวิธีบริหารกระแสเงินสดสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้ทันที Cash Flow คือ (กระแสเงินสด คืออะไร?) Cash Flow คือ เงินสดที่เคลื่อนเข้าและออกจากธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส เงินไหลเข้าเมื่อลูกค้าจ่ายเงิน เงินไหลออกเมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลองนึกภาพอ่างอาบน้ำ น้ำที่ไหลเข้าคือรายรับ น้ำที่ไหลออกคือรายจ่าย ถ้าน้ำไหลออกเร็วกว่าไหลเข้า อ่างก็แห้ง ธุรกิจก็เช่นกัน ทำไม Cash Flow จึงสำคัญกว่ากำไร กำไรคือตัวเลขทางบัญชีที่บอกว่ารายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย แต่ Cash Flow คือเงินสดที่มีอยู่จริงในมือ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ต้นทุน 300,000 บาท กำไรบนกระดาษ 200,000 บาท แต่ถ้าลูกค้าจ่ายเป็นเครดิต 60 วัน ร้านก็ยังไม่ได้เงินสดจริง ในขณะที่ค่าเช่าโกดัง เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ต้องจ่ายภายในเดือนนี้ทั้งหมด การออกใบแจ้งหนี้ตรงเวลาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเร่ง Cash Flow เข้า ธุรกิจจึงเจ๊งได้แม้มีกำไร ถ้า Cash Flow ติดลบนานเกินไป 3 ประเภทของ Cash Flow ที่ต้องรู้ กระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ละประเภทบอกเรื่องต่างกัน ประเภท เงินเข้า (ตัวอย่าง) เงินออก (ตัวอย่าง) Operating (ดำเนินงาน) รับเงินจากลูกค้า จ่ายค่าวัตถุดิบ เงินเดือน Investing (ลงทุน) ขายเครื่องจักร ขายที่ดิน ซื้ออุปกรณ์ ลงทุนเปิดสาขา Financing (จัดหาเงิน) กู้เงินจากธนาคาร เพิ่มทุน จ่ายคืนเงินกู้ จ่ายเงินปันผล กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เป็นส่วนสำคัญที่สุดของ Cash Flow เพราะบอกว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้จริงหรือเปล่า ถ้าตัวเลขนี้เป็นบวกต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจหลักแข็งแรง กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Cash Flow) ตัวเลขนี้มักติดลบในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว เพราะต้องซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ หรือลงทุนในเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องตกใจถ้าติดลบ แต่ต้องดูว่าเงินที่ลงทุนไปจะสร้าง Operating Cash Flow กลับมาได้หรือไม่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Cash Flow) บอกว่าธุรกิจหาเงินทุนมาจากไหนและจ่ายคืนอย่างไร ถ้ากู้เงินมาเพิ่มจะเป็นบวก ถ้าจ่ายคืนเงินกู้จะเป็นลบ SME ที่กำลังเติบโตมักมีส่วนนี้เป็นบวกจากการกู้ยืม งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร งบกระแสเงินสด คือ รายงานทางการเงินที่แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากทุกกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่ง เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่บริษัทต้องจัดทำตามมาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) องค์ประกอบของงบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ซึ่งตรงกับ 3 ประเภท Cash Flow ที่อธิบายไว้ ผลรวมของทั้ง 3 ส่วนจะบอกว่าเงินสดของธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไรในช่วงเวลานั้น วิธีอ่านงบกระแสเงินสดแบบง่ายๆ ไม่ต้องอ่านทุกบรรทัด ให้โฟกัส 3 จุดนี้ Cash Flow บวก หรือ ติดลบ บอกอะไร? (วิธีอ่านสัญญาณสุขภาพธุรกิจ) ตัวเลขบวกหรือลบในแต่ละกิจกรรม ไม่ได้แปลว่า “ดี” หรือ “แย่” เสมอไป ต้องอ่านประกอบกัน กิจกรรม บวก (+) หมายถึง ลบ (-) หมายถึง Operating ธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ (ดี) ธุรกิจหลักใช้เงินมากกว่าที่หาได้ (ต้องระวัง) Investing ขายทรัพย์สิน (อาจหดตัว) กำลังลงทุนขยายกิจการ (ดี ถ้ามีแผน) Financing กู้เงินเพิ่ม หรือเพิ่มทุน จ่ายคืนหนี้ หรือจ่ายปันผล (ดี ถ้า Operating แข็งแรง) ตัวอย่างธุรกิจที่สุขภาพดี มักมี Operating บวก, Investing ลบ (กำลังลงทุน), Financing ลบ (จ่ายคืนหนี้ได้) วิธีทำ Cash Flow แบบง่ายๆ สำหรับ SME SME ไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชีมาทำงบกระแสเงินสดตั้งแต่วันแรก เริ่มจากการติดตามเงินเข้า-ออกด้วยวิธีง่าย ๆ ก่อนได้ ขั้นตอนสร้าง Cash Flow Statement ด้วยตัวเอง ตัวอย่าง Cash Flow ธุรกิจ SME จริง สมมุติร้านเบเกอรี่ออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ต้องการทำ Cash Flow เดือนมิถุนายน รายการ จำนวนเงิน กิจกรรมดำเนินงาน รับเงินจากลูกค้า +120,000 บาท จ่ายค่าวัตถุดิบ -45,000 บาท จ่ายเงินเดือนพนักงาน -30,000 บาท จ่ายค่าเช่า + สาธารณูปโภค -15,000 บาท รวม Operating +30,000 บาท กิจกรรมลงทุน ซื้อเตาอบใหม่ -25,000 บาท รวม Investing -25,000 บาท กิจกรรมจัดหาเงิน จ่ายคืนเงินกู้ -5,000 บาท รวม Financing -5,000 บาท เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ 0 บาท เงินสดต้นเดือน 80,000 บาท เงินสดปลายเดือน 80,000 บาท จากตัวอย่างนี้ ร้านมี Operating Cash Flow เป็นบวก 30,000 บาท แสดงว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ดี ส่วนเงินที่หายไปคือการลงทุนซื้อเตาอบและจ่ายคืนเงินกู้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ Free Cash Flow คืออะไร (กระแสเงินสดอิสระ) Free Cash Flow คือ เงินสดที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าลงทุนในทรัพย์สินออกแล้ว พูดง่าย ๆ คือ “เงินที่ธุรกิจนำไปใช้ได้อิสระ” จะเอาไปขยายกิจการ จ่ายหนี้ หรือเก็บสำรองก็ได้ สูตรคำนวณ Free Cash Flow สูตรหลักมีขั้นตอนเดียว Free Cash Flow = Operating Cash Flow – รายจ่ายลงทุน (CapEx) ตัวอย่างจากร้านเบเกอรี่ข้างต้น ขั้นที่ 1 — ดึงตัวเลขจาก Cash Flow Statement รายการ จำนวนเงิน Operating Cash Flow 30,000 บาท รายจ่ายลงทุน (ซื้อเตาอบ) 25,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Free Cash Flow รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน Free Cash Flow 30,000 – 25,000 5,000 บาท ผลลัพธ์เป็นบวก แสดงว่าธุรกิจมีเงินเหลือหลังลงทุนแล้ว ถ้าตัวเลขนี้ติดลบต่อเนื่อง อาจหมายความว่าธุรกิจลงทุนเกินตัว หรือธุรกิจหลักสร้างเงินสดไม่พอ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินสดรับ-จ่าย (Journal Entry) เมื่อร้านเบเกอรี่รับเงินจากลูกค้า 120,000 บาท และจ่ายค่าวัตถุดิบ 45,000 บาท บันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ รับเงินจากลูกค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 120,000 — รายได้จากการขาย — 120,000 จ่ายค่าวัตถุดิบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนวัตถุดิบ 45,000 — เงินสด/เงินฝากธนาคาร — 45,000 การบันทึกเหล่านี้คือที่มาของตัวเลขในงบกระแสเงินสด โปรแกรมบัญชีจะสร้างรายงานให้อัตโนมัติจากการบันทึกรายวัน การบริหาร Cash Flow (Cash Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหาร Cash Flow คือ การวางแผนให้เงินสดไหลเข้ามากกว่าไหลออก และมีเงินเพียงพอจ่ายค่าใช้จ่ายตรงเวลาเสมอ SME ที่บริหารกระแสเงินสดได้ดีจะอยู่รอดได้แม้ยอดขายผันผวน 7 สัญญาณเตือนภัย Cash Flow มีปัญหา สังเกตสัญญาณเหล่านี้เพื่อแก้ไขก่อนสายเกินไป ถ้าพบ 3 ข้อขึ้นไป ควรวิเคราะห์ Cash Flow ทันที 5 เคล็ดลับบริหาร Cash Flow ให้ธุรกิจเติบโตมั่นคง Cash Flow Forecast วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า Cash Flow Forecast คือการคาดการณ์เงินสดเข้า-ออกในอนาคต ช่วยให้เตรียมตัวล่วงหน้าว่าเดือนไหนเงินจะตึง เดือนไหนเงินจะเหลือ วิธีทำง่าย ๆ คือ ใช้ข้อมูล Cash Flow ย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วประมาณการรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน โดยคำนึงถึงฤดูกาลขายดี ช่วงที่ต้องจ่ายภาษี หรือค่าใช้จ่ายพิเศษ เครื่องมือช่วยจัดการ Cash Flow สำหรับธุรกิจยุคใหม่ โปรแกรมบัญชีออนไลน์คือเครื่องมือที่ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น เมื่อธุรกิจโตขึ้น ข้อมูลซับซ้อนขึ้น การทำด้วยมือหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ Cash Flow ได้อย่างไร? โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน เมื่อบันทึกรายการ ระบบจะอัปเดตยอด Cash Flow ให้ทันที ออกใบแจ้งหนี้แล้วติดตามสถานะการชำระเงินอัตโนมัติ ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น สรุป: Cash Flow คือหัวใจของธุรกิจ SME ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีคือ พร้อมยกระดับการจัดการ Cash Flow? ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นสถานะ Cash Flow แบบ Real-time ออกเอกสาร จัดการลูกหนี้ และวิเคราะห์ข้อมูลการเงินด้วย AI ทั้งหมดในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Cash Flow Positive Cash Flow กับ Negative Cash Flow คืออะไร? Positive Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก ส่วน Negative Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลออกมากกว่าเข้า การมี Negative Cash Flow ชั่วคราวไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะเจ๊ง เช่น ช่วงลงทุนขยายสาขา แต่ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีแผนรองรับ ต้องรีบแก้ไข Cash Flow ติดลบ แต่มีกำไร เกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการบันทึกรายได้ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งนับรายได้ตอนออกใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ตอนรับเงิน ดังนั้นถ้าลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน กำไรขึ้นแต่ Cash Flow ไม่เข้า นอกจากนี้การลงทุนซื้อทรัพย์สินจำนวนมากในช่วงเดียว หรือการจ่ายคืนเงินกู้ก้อนใหญ่ ก็ทำให้ Cash Flow ติดลบได้เช่นกัน SME ควรมี Cash Flow สำรองกี่เดือน? แนะนำให้สำรองเงินสดไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ยิ่งธุรกิจมีลูกค้าน้อยรายหรือรายได้ผันผวนมาก ควรสำรองมากขึ้น (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องวินัยการเงินและสภาพคล่องสำหรับ SME) Cash Flow Statement ต้องทำทุกเดือนไหม? ตามกฎหมาย บริษัทต้องจัดทำงบกระแสเงินสดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แต่สำหรับการบริหารธุรกิจจริง แนะนำให้ทำทุกเดือนเพื่อให้เห็นปัญหาเร็ว โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยให้ Cash Flow อัปเดตอัตโนมัติทุกวันจากการบันทึกรายการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

วิธีจัดทำงบการเงิน ครบทุกขั้นตอน ฉบับเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของธุรกิจหลายคนรู้ว่าต้องส่งงบการเงินทุกปี แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน บางคนไม่รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร และจุดไหนที่พลาดบ่อยจนโดนค่าปรับ บทความนี้สรุปการทำงบการเงินให้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านรอบเดียวเห็นภาพทั้งขั้นตอน พร้อมวิธีลดงานซ้ำด้วยระบบบัญชีที่ออกงบให้อัตโนมัติ งบการเงินคืออะไร ทำไมทุกธุรกิจต้องจัดทำ งบการเงินคือรายงานที่สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการในรอบบัญชีหนึ่ง เปรียบเหมือนใบตรวจสุขภาพประจำปีของธุรกิจ ที่บอกว่ากิจการมีทรัพย์สิน หนี้สิน และกำไรขาดทุนเท่าไร สำหรับนิติบุคคล (บริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) การจัดทำงบการเงินไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่ต้องส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกปี นอกจากทำตามกฎหมายแล้ว งบที่ถูกต้องยังช่วยให้คุณเห็นตัวเลขจริง ตัดสินใจธุรกิจได้แม่นขึ้น และใช้ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารได้ด้วย อยากเข้าใจว่าตัวเลขแต่ละบรรทัดหมายถึงอะไรและอ่านงบให้เป็น อ่านต่อได้ที่ งบการเงินคืออะไร และวิธีวิเคราะห์งบการเงิน งบการเงินมีอะไรบ้าง งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 เรื่องการนำเสนองบการเงิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี หรือ TFAC) แต่ละส่วนตอบคำถามคนละแบบเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ทั้ง 5 ส่วนต้องมาด้วยกันเสมอ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งถือว่างบยังไม่สมบูรณ์ ถ้าอยากอ่านตัวเลขในแต่ละส่วนให้เข้าใจง่ายขึ้น ดูเทคนิคได้ที่ วิธีอ่านงบการเงิน ขั้นตอนการจัดทำงบการเงิน การจัดทำงบการเงินทำตามลำดับ 5 ขั้นตอนหลัก จากการรวบรวมเอกสารไปจนถึงส่งงบ ทำตามลำดับนี้จะช่วยให้ตัวเลขในงบตรงกับความเป็นจริงและตรวจย้อนกลับได้ รวบรวมและตรวจสอบเอกสาร เริ่มจากเก็บเอกสารรายรับรายจ่ายทั้งปีให้ครบ ทั้งใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และรายการเดินบัญชีธนาคาร ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าเอกสารตกหล่นตั้งแต่ต้น งบที่ออกมาก็จะไม่ตรงกับความจริง บันทึกบัญชีให้ครบถ้วน นำเอกสารทุกใบมาบันทึกเป็นรายการบัญชีตามวันที่เกิดจริง แยกหมวดรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สิน และหนี้สินให้ชัดเจน ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะช่วยจัดหมวดและรวมยอดให้อัตโนมัติ ลดโอกาสคีย์ตัวเลขผิด ปรับปรุงรายการปลายงวด ก่อนปิดบัญชี ต้องปรับปรุงรายการที่ยังไม่ได้บันทึกให้ครบ เช่น ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน รายได้ค้างรับ และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ยกตัวอย่างค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ในออฟฟิศ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท หมายความว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ไม่ใช่หักทั้งก้อนในปีเดียว จัดทำงบทดลองและสรุปเป็นงบการเงิน เมื่อบันทึกและปรับปรุงครบ ระบบจะรวมยอดทุกบัญชีออกมาเป็นงบทดลอง เพื่อตรวจว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากัน จากนั้นจึงจัดกลุ่มตัวเลขออกมาเป็นงบการเงินทั้ง 5 ส่วน ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี บริษัทจำกัดทุกแห่งต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กบางกรณีได้รับการยกเว้น ควรตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับผู้สอบบัญชีของคุณ เพราะเกณฑ์นี้มีรายละเอียดปลีกย่อย เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนจัดทำงบการเงิน ก่อนลงมือ ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมทั้งรอบปีบัญชี จะช่วยให้บันทึกบัญชีได้ต่อเนื่องไม่ต้องหยุดตามหาเอกสารทีหลัง ใครมีหน้าที่จัดทำงบการเงิน และต้องส่งเมื่อไร ผู้มีหน้าที่จัดทำงบการเงินคือนิติบุคคลทุกประเภท ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน โดยต้องจัดทำและนำส่งภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดหลังปิดรอบบัญชี ไทม์ไลน์การส่งงบของบริษัทจำกัดสรุปได้ตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร) กำหนดการ ระยะเวลา จัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงิน ภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต่อกรมสรรพากร ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ปัจจุบันการนำส่งงบทำผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหลัก ดูวิธีนำส่งและตรวจสอบสถานะแบบละเอียดได้ที่ วิธียื่นงบการเงินออนไลน์ มาตรฐานบัญชีที่ใช้จัดทำงบ NPAEs กับ TFRS ต่างกันอย่างไร ก่อนจัดทำงบ ต้องรู้ว่าธุรกิจของคุณใช้มาตรฐานบัญชีชุดไหน เพราะกำหนดรูปแบบและรายละเอียดของงบต่างกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามข้อมูลของสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) มาตรฐาน ใช้กับ ลักษณะ TFRS for NPAEs SME ทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รายละเอียดน้อยกว่า ทำง่ายกว่า เหมาะกับธุรกิจส่วนใหญ่ TFRS (ฉบับเต็ม) บริษัทมหาชนและกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ละเอียดและซับซ้อนกว่า มีข้อกำหนดเปิดเผยข้อมูลมาก SME ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานสำหรับ NPAEs ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและเล็กโดยเฉพาะ หากไม่แน่ใจว่ากิจการเข้าข่ายกลุ่มไหน ควรสอบถามผู้สอบบัญชี เพราะมาตรฐานมีการปรับปรุงเป็นระยะ มาตรฐานและรูปแบบการนำเสนองบการเงินมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนจัดทำงบทุกปีจึงควรตรวจรูปแบบล่าสุดที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ประกาศ เพื่อให้งบที่ส่งตรงตามเกณฑ์ปีปัจจุบัน เรื่องสำคัญและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดทำงบการเงิน จุดที่พลาดบ่อยมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่มองข้าม แล้วส่งผลใหญ่ตอนปิดงบ ระวัง 5 จุดนี้ไว้จะช่วยให้งบเชื่อถือได้และไม่เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ถ้าอยากดูภาพรวมสิ่งที่ต้องทำช่วงปิดบัญชีสิ้นปีทั้งหมด อ่านต่อได้ที่ เช็กลิสต์ปิดบัญชีสิ้นปี สรุป: จัดทำงบการเงินให้ครบ ถูกต้อง ตรงเวลา การจัดทำงบการเงินจะไม่ยากเลยถ้าวางระบบให้ดีตั้งแต่ต้นปี เริ่มลงมือได้จาก 3 ข้อนี้ ให้ PEAK ช่วยออกงบการเงินอัตโนมัติ เมื่อคุณบันทึกรายการซื้อขายและรายจ่ายในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ระบบจะประมวลผลและออกงบการเงินทั้ง 5 ส่วนให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมเอกสารและภาษีไว้ในที่เดียว ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและความผิดพลาดตอนปิดงบ ให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น เริ่มสร้างระบบบัญชีที่พร้อมออกงบได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจัดทำงบการเงิน ทำงบการเงินเองโดยไม่มีนักบัญชีได้ไหม เจ้าของธุรกิจบันทึกบัญชีเองได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดและรวมยอด แต่ตอนนำส่ง บริษัทจำกัดยังต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบก่อนเสมอ จึงควรวางแผนหาผู้สอบบัญชีไว้ล่วงหน้า ถ้าปีนี้ธุรกิจยังไม่มีรายได้ ต้องทำงบการเงินไหม ต้องทำ แม้กิจการไม่มีรายได้หรือหยุดดำเนินงานชั่วคราว นิติบุคคลก็ยังมีหน้าที่จัดทำและนำส่งงบการเงิน (เรียกกันว่างบเปล่า) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามกำหนด การไม่ส่งมีโทษปรับเช่นกัน จัดทำงบการเงินใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความครบของเอกสาร ถ้าบันทึกบัญชีสม่ำเสมอทั้งปี ตอนปิดงบจะใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าปล่อยเอกสารกองไว้ทำทีเดียวปลายปี อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์และเสี่ยงตกหล่น การบันทึกต่อเนื่องจึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก งบการเงินกับงบทดลองต่างกันอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่รวมยอดทุกบัญชีเพื่อตรวจว่าเดบิตกับเครดิตเท่ากัน ยังไม่ใช่เอกสารที่ใช้นำส่ง ส่วนงบการเงินคือฉบับสมบูรณ์ 5 ส่วนที่จัดรูปแบบตามมาตรฐานแล้ว ใช้ยื่นต่อหน่วยงานได้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

จ่ายประกันสังคมออนไลน์ ครบทุกช่องทาง นายจ้างและผู้ประกันตน

ทุกวันนี้การจ่ายประกันสังคมออนไลน์ (ปกส ออนไลน์) ทำได้เองจากที่ทำงานหรือที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานประกันสังคมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบให้พนักงานทุกเดือน หรือผู้ประกันตนที่จ่ายค่าประกันสังคมเอง ก็มีช่องทางให้เลือกหลายทาง คู่มือนี้รวมทุกวิธีไว้ที่เดียว พร้อมขั้นตอนทีละข้อ กำหนดเวลานำส่ง และจุดที่คนมักพลาดบ่อย เพื่อให้คุณจ่ายได้ถูกต้อง ครบ ตรงเวลา เงินสมทบประกันสังคมคืออะไร และใครมีหน้าที่จ่ายบ้าง เงินสมทบประกันสังคม คือเงินที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร ชราภาพ และเสียชีวิต ผู้ที่มีหน้าที่จ่ายแบ่งตามมาตราที่ตนขึ้นทะเบียนไว้ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ก่อนจะดูวิธีจ่าย ควรรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่มาตราไหน เพราะแต่ละมาตราคำนวณเงินและมีช่องทางจ่ายต่างกัน มาตรา ใครใช้ ผู้จ่ายเงินสมทบ มาตรา 33 ลูกจ้างในบริษัทที่มีนายจ้าง นายจ้างหักจากเงินเดือนลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง มาตรา 39 เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 แล้วลาออก แต่สมัครใจส่งต่อ ผู้ประกันตนจ่ายเอง มาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกันตนจ่ายเอง ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่มีพนักงาน คุณคือนายจ้างตามมาตรา 33 และมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้าง บวกกับส่วนที่นายจ้างต้องสมทบเท่ากัน แล้วนำส่งให้สำนักงานประกันสังคมทุกเดือน อัตราเงินสมทบประกันสังคมล่าสุด แต่ละมาตราจ่ายเท่าไร อัตราเงินสมทบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐานค่าจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ตารางด้านล่างสรุปอัตราของแต่ละมาตรา มาตรา อัตรา ฐานคำนวณ เงินสมทบต่อเดือน มาตรา 33 (ลูกจ้าง) 5% ของค่าจ้าง ตามเพดานค่าจ้างของปีนั้น (ดูตารางด้านล่าง) สูงสุด 875–1,150 บาท มาตรา 33 (นายจ้างสมทบ) 5% ของค่าจ้าง ตามเพดานค่าจ้างของปีนั้น (ดูตารางด้านล่าง) สูงสุด 875–1,150 บาท มาตรา 39 9% ของฐาน 4,800 บาท คงที่ 4,800 บาท 432 บาท มาตรา 40 เลือกแพ็กเกจ — 70 / 100 / 300 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องรู้สำหรับมาตรา 33 คือ เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบกำลังทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันได ทำให้ยอดเงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามระยะ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ระยะ ปีที่มีผล ฐานค่าจ้างสูงสุด เงินสมทบสูงสุดต่อเดือน (5%) ระยะที่ 1 2569–2571 17,500 บาท 875 บาท ระยะที่ 2 2572–2574 20,000 บาท 1,000 บาท ระยะที่ 3 2575 เป็นต้นไป 23,000 บาท 1,150 บาท ยอดสูงสุดข้างต้นเป็นของแต่ละฝ่าย ทั้งลูกจ้างและนายจ้างสมทบเท่ากัน เช่น ในปี 2569 หากลูกจ้างมีค่าจ้างถึงเพดาน นายจ้างจะนำส่งรวม 875 บวก 875 เท่ากับ 1,750 บาทต่อคน ตัวอย่างการคำนวณของมาตรา 33 ถ้าลูกจ้างมีเงินเดือน 12,000 บาท จะคิดเงินสมทบจากฐานจริง เพราะยังไม่ถึงเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสมทบส่วนลูกจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท เงินสมทบส่วนนายจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท นายจ้างนำส่งรวมต่อคน 600 + 600 1,200 บาท ถ้าเงินเดือนเกินเพดานที่กำหนด จะคิดจากเพดานสูงสุดเท่านั้น ไม่ได้คิดจากเงินเดือนเต็มจำนวน ช่องทางจ่ายประกันสังคมออนไลน์มีอะไรบ้าง ปัจจุบันจ่ายประกันสังคมออนไลน์ได้หลายช่องทาง เลือกได้ตามว่าคุณเป็นนายจ้างที่นำส่งให้พนักงาน หรือเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเอง ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ ช่องทาง เหมาะกับใคร จุดเด่น ระบบ e-Service (สปส.) นายจ้าง ม.33 ส่งข้อมูลเงินสมทบพนักงานทั้งบริษัทได้ในที่เดียว e-Payment / QR Code ผ่านธนาคาร นายจ้าง ม.33 ตัดจ่ายจากบัญชีบริษัทหลังส่งข้อมูล แอปธนาคาร (Mobile Banking) ผู้ประกันตน ม.39/40 จ่ายเองได้ทุกที่ ไม่มีค่าธรรมเนียม แอปเป๋าตัง ผู้ประกันตน ม.39/40 จ่ายผ่านมือถือ สะดวก หักบัญชีอัตโนมัติ ผู้ประกันตน ม.39/40 ตั้งครั้งเดียว ตัดจ่ายทุกเดือน ไม่ลืม นายจ้างส่วนใหญ่จะใช้ระบบ e-Service เป็นหลัก ส่วนผู้ประกันตนที่จ่ายเองมักเลือกแอปธนาคารหรือหักบัญชีอัตโนมัติเพราะไม่ต้องกดจ่ายเองทุกเดือน วิธีจ่ายผ่านระบบ e-Service สำนักงานประกันสังคม (สำหรับนายจ้าง) นายจ้างจ่ายเงินสมทบออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ได้ใน 3 ขั้นใหญ่ คือสมัครเข้าใช้ระบบ ส่งข้อมูลเงินสมทบของพนักงาน แล้วชำระเงิน แต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 สมัครและเข้าสู่ระบบ e-Service ถ้ายังไม่เคยใช้ระบบ ต้องลงทะเบียนขอทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตก่อน ทำตามลำดับนี้ เมื่อเข้าระบบได้แล้ว ครั้งต่อไปก็ล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ ขั้นที่ 2 ส่งข้อมูลเงินสมทบพนักงาน ขั้นนี้คือการแจ้งว่าเดือนนี้มีพนักงานกี่คนและต้องนำส่งเงินสมทบเท่าไร ทำได้ 2 แบบ ถ้าใช้โปรแกรมเงินเดือนอย่าง PEAK Payroll ระบบจะช่วยเตรียมไฟล์ข้อมูลเงินสมทบ (สปส.1-10) ให้อัตโนมัติ ลดการคีย์มือ ระบบ e-Service จะคำนวณยอดเงินสมทบรวมให้อัตโนมัติหลังส่งข้อมูล ตรวจสอบยอดให้ตรงกับที่คำนวณไว้ก่อนไปขั้นชำระเงิน ขั้นที่ 3 ชำระเงินผ่าน e-Payment หรือ QR Code หลังส่งข้อมูลแล้ว ระบบจะสร้างรายการให้ชำระเงิน เลือกจ่ายได้ 2 วิธีหลัก เมื่อชำระสำเร็จ ควรบันทึกหรือดาวน์โหลดหลักฐานการชำระเงินไว้เป็นเอกสารทางบัญชีทุกครั้ง วิธีจ่ายผ่านธนาคาร แอปธนาคาร และเป๋าตัง (สำหรับผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40) ผู้ประกันตนที่จ่ายเองไม่ต้องใช้ระบบ e-Service แต่จ่ายผ่านช่องทางของธนาคารหรือแอปได้เลย เพราะยอดเงินสมทบต่อเดือนเป็นจำนวนคงที่อยู่แล้ว วิธีที่นิยมมีดังนี้ การใช้หักบัญชีอัตโนมัติช่วยลดโอกาสขาดส่งได้มากที่สุด เพราะไม่ต้องพึ่งการกดจ่ายเองทุกเดือน จ่ายประกันสังคมได้ถึงวันไหน ถ้าจ่ายช้าเสียค่าปรับเท่าไร นายจ้างตามมาตรา 33 ต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินสมทบของเดือนมกราคม ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่ถ้ายื่นและชำระผ่านระบบ e-Payment จะได้ขยายเวลาออกไปอีก (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) หากนำส่งช้ากว่ากำหนด จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างส่ง ยิ่งช้ายิ่งบานปลาย ดังนั้นควรตั้งเตือนล่วงหน้าทุกเดือน ประเด็น รายละเอียด กำหนดนำส่งปกติ (นายจ้าง ม.33) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นและจ่ายผ่าน e-Payment ขยายเวลาเพิ่ม (ดูตารางกำหนดจ่ายปี 2569 ด้านล่าง) จ่ายช้า เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดค้าง สำหรับนายจ้างที่จ่ายผ่าน e-Payment ในปี 2569 สำนักงานประกันสังคมกำหนดวันสุดท้ายของการชำระแต่ละเดือนไว้ดังนี้ เงินสมทบเดือน จ่ายผ่าน e-Payment ภายใน มกราคม 2569 25 กุมภาพันธ์ 2569 กุมภาพันธ์ 2569 25 มีนาคม 2569 มีนาคม 2569 27 เมษายน 2569 เมษายน 2569 26 พฤษภาคม 2569 พฤษภาคม 2569 24 มิถุนายน 2569 มิถุนายน 2569 24 กรกฎาคม 2569 กรกฎาคม 2569 26 สิงหาคม 2569 สิงหาคม 2569 24 กันยายน 2569 กันยายน 2569 27 ตุลาคม 2569 ตุลาคม 2569 25 พฤศจิกายน 2569 พฤศจิกายน 2569 24 ธันวาคม 2569 ธันวาคม 2569 26 มกราคม 2570 ปัญหาที่พบบ่อยเวลาจ่ายประกันสังคมออนไลน์ และวิธีแก้ หลายคนติดปัญหาเดิมๆ เวลาจ่ายออนไลน์ครั้งแรก รู้ไว้ก่อนจะช่วยให้ไม่เสียเวลา ปัญหาส่วนใหญ่มาจากข้อมูลพนักงานที่ไม่อัปเดต การมีระบบบัญชีและเงินเดือนออนไลน์ที่จัดการข้อมูลพนักงานให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ จะช่วยลดความผิดพลาดตรงนี้ได้มาก สรุป การจ่ายประกันสังคมออนไลน์ให้ครบและตรงเวลา เริ่มจาก 3 เรื่องนี้ ให้ PEAK Payroll คำนวณและเตรียมนำส่งประกันสังคมอัตโนมัติ สำหรับนายจ้างที่ต้องจัดการเงินเดือนพนักงานหลายคน PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินสมทบประกันสังคมของพนักงานแต่ละคนให้อัตโนมัติ พร้อมเตรียมข้อมูลสำหรับนำส่ง ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและความผิดพลาดจากการคำนวณเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจ่ายประกันสังคมออนไลน์ ถ้าเดือนนี้ไม่มีลูกจ้าง นายจ้างยังต้องยื่นข้อมูลไหม โดยทั่วไปนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ยังต้องแจ้งข้อมูลตามรอบ แม้เดือนนั้นไม่มีพนักงานที่ต้องนำส่ง เพื่อไม่ให้ระบบมองว่าขาดการยื่น แนะนำให้ตรวจสอบสถานะกิจการกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง ผู้ประกันตนจ่ายผิดมาตราหรือผิดยอด ทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมที่ดูแลพื้นที่ของคุณเพื่อขอปรับปรุงข้อมูลหรือขอคืนเงินส่วนเกิน ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้งเพื่อใช้อ้างอิง จ่ายประกันสังคมออนไลน์มีค่าธรรมเนียมไหม การจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่บางช่องทางหรือบางธนาคารอาจมีเงื่อนไขต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนทำรายการ เปลี่ยนช่องทางจ่ายระหว่างปีได้ไหม ได้ ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนวิธีจ่ายได้ เช่น จากจ่ายผ่านแอปธนาคารมาเป็นหักบัญชีอัตโนมัติ โดยยื่นเรื่องกับธนาคารหรือสำนักงานประกันสังคมตามช่องทางที่ต้องการจของคุณบริหารจัดการการเงินและข้อมูลพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร จดที่ไหน ใช้เอกสารอะไร สรุปครบจบ

เปิดร้านค้าออนไลน์หรือเริ่มทำธุรกิจ แล้วมีคนบอกว่า “ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ด้วยนะ” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ต่างจากทะเบียนบริษัทยังไง ทะเบียนพาณิชย์ คือเอกสารที่ยืนยันว่าคุณทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ออกโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) บทความนี้สรุปครบทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการมือใหม่ต้องรู้ ทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร ทะเบียนพาณิชย์ คือหลักฐานทางกฎหมายที่แสดงว่าคุณได้แจ้งเปิดกิจการค้าต่อหน่วยงานรัฐแล้ว ตามกฎหมายทะเบียนพาณิชย์กำหนดไว้ว่า กิจการที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มประกอบกิจการ พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณซื้อมาขายไป เปิดร้านอาหาร รับจ้างผลิต หรือขายของออนไลน์ กฎหมายกำหนดให้แจ้งจดทะเบียนพาณิชย์ เพื่อให้รัฐรู้ว่ามีธุรกิจนี้อยู่จริง ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ ใบทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร ต่างจากสำเนาทะเบียนพาณิชย์อย่างไร ใบทะเบียนพาณิชย์ คือเอกสารตัวจริงที่นายทะเบียนออกให้หลังจดทะเบียนเสร็จ ระบุชื่อร้าน ที่ตั้ง ประเภทกิจการ และเลขทะเบียน ต้องแสดงไว้ ณ สถานที่ประกอบการให้เห็นชัดเจน สำเนาทะเบียนพาณิชย์ คือเอกสารคัดสำเนาจากสำนักงานทะเบียน ใช้ยื่นประกอบการเปิดบัญชีธนาคารชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบน marketplace หรือทำสัญญาทางธุรกิจ ขอคัดได้ที่หน่วยงานที่จดทะเบียนไว้ เลขทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร ดูได้จากตรงไหน เลขทะเบียนพาณิชย์ คือรหัสตัวเลขที่ระบุอยู่บนใบทะเบียนพาณิชย์ ใช้อ้างอิงในเอกสารทางธุรกิจ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ ระบบฐานข้อมูลของ DBD โดยค้นจากชื่อร้านหรือเลขทะเบียนโดยตรง ทะเบียนพาณิชย์ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ทะเบียนพาณิชย์ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า “Commercial Registration” ส่วนใบทะเบียนพาณิชย์ เรียกว่า “Commercial Registration Certificate” ใช้ในเอกสารติดต่อคู่ค้าต่างประเทศหรือสมัครบริการที่ต้องการหลักฐานธุรกิจภาษาอังกฤษ ทะเบียนพาณิชย์ กับ ทะเบียนการค้า เหมือนกันไหม ทะเบียนการค้า คือชื่อเดิมของทะเบียนพาณิชย์ เป็นสิ่งเดียวกัน แค่เปลี่ยนชื่อเรียกตามกฎหมายที่ปรับปรุง ผู้ประกอบการหลายคนยังคุ้นเคยกับคำว่า “ทะเบียนการค้า” ซึ่งใช้กันมาก่อน ปัจจุบันเอกสารทางการทั้งหมดใช้คำว่า “ทะเบียนพาณิชย์” ดังนั้นถ้าเจอทั้งสองคำ ให้เข้าใจว่าหมายถึงสิ่งเดียวกัน ทะเบียนพาณิชย์ ต่างจากทะเบียนบริษัท (หนังสือรับรอง) อย่างไร หลายคนสับสนระหว่างทะเบียนพาณิชย์กับหนังสือรับรองบริษัท สรุปความแตกต่างหลักให้ดูง่ายๆ หัวข้อ ทะเบียนพาณิชย์ หนังสือรับรองบริษัท ใช้สำหรับ ผู้ประกอบการรายบุคคลหรือนิติบุคคลที่ทำการค้า บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ออกโดย สำนักงานเขต, อำเภอ, เทศบาล กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุนจดทะเบียน ไม่ต้องมี ต้องระบุทุนจดทะเบียน ความซับซ้อน ง่าย ใช้เวลาไม่ถึงวัน ซับซ้อนกว่า มีหลายขั้นตอน ถ้าคุณทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท เอกสารนี้คือหลักฐานหลักที่ต้องมี แต่ถ้าจดบริษัทจำกัดแล้ว ก็อาจต้องจดเพิ่มด้วยหากกิจการเข้าข่ายตามกฎหมายกำหนด อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การจดทะเบียนบริษัท ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์บ้าง ผู้ประกอบกิจการค้าทุกประเภทที่อยู่ในรายการตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ต้องจดทะเบียน ตัวอย่างเช่น ซื้อมาขายไป ขายอาหาร เป็นนายหน้า รับจ้างผลิต โรงสี โรงเลื่อย หรือให้บริการต่างๆ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ทั้งคนทำธุรกิจในชื่อตัวเองและนิติบุคคล (บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วน) จดได้ทั้งคู่ คนทำธุรกิจในชื่อตัวเองจดในชื่อส่วนตัว ส่วนนิติบุคคลจดในชื่อบริษัทหรือห้าง กิจการ e-commerce ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือทะเบียนพาณิชย์สำหรับกิจการที่ซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ตัวเอง หากมีรายได้จากการขายออนไลน์ ต้องจดทะเบียนประเภทนี้ภายในกำหนดเดียวกับทะเบียนพาณิชย์ปกติ (ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2553) ข้อแตกต่างจากทะเบียนพาณิชย์ปกติคือ ต้องระบุ URL เว็บไซต์หรือชื่อบัญชีที่ใช้ขายของออนไลน์ด้วย ทำไมต้องจดทะเบียนพาณิชย์ สำคัญอย่างไร การจดทะเบียนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กิจการ เปิดบัญชีในชื่อร้านค้าได้ สมัครเป็นผู้ขายบน marketplace ได้ง่ายขึ้น ใช้ประกอบการขอสินเชื่อธุรกิจ และแสดงตัวตนต่อคู่ค้าหรือลูกค้าว่าเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จดทะเบียนพาณิชย์ มีโทษอะไร หากไม่จดตามกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง แม้ค่าปรับไม่สูง แต่ผลเสียทางธุรกิจหนักกว่า เพราะจะเสียโอกาสต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้อควรรู้เบื้องต้นในการจดทะเบียนพาณิชย์ (เอกสาร สถานที่ และค่าธรรมเนียม) ก่อนไปจดทะเบียน เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อม บทความนี้สรุปภาพรวมให้เข้าใจง่าย สำหรับขั้นตอนละเอียดแบบ step-by-step จะมีบทความเฉพาะเรื่องแยกต่างหาก เอกสารที่ใช้จดทะเบียนพาณิชย์ มีอะไรบ้าง เอกสารหลักที่ต้องเตรียม กรณีนิติบุคคล ต้องเตรียมหนังสือรับรองบริษัทและสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจเพิ่มเติม จดทะเบียนพาณิชย์ที่ไหน สถานที่จดทะเบียนขึ้นอยู่กับที่ตั้งของกิจการ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ ทำได้ไหม ปัจจุบันบางพื้นที่เริ่มเปิดให้ยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของ DBD แต่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ แนะนำตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรืออำเภอในพื้นที่ก่อนว่ารองรับการยื่นออนไลน์หรือไม่ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ต่ำมาก สรุปเป็นตารางให้ดูง่ายๆ รายการ ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท เปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท ยกเลิกทะเบียน 20 บาท ขอคัดสำเนา 30 บาทต่อฉบับ อยากจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องเริ่มต้นอย่างไร สรุป 3 ขั้นตอนง่ายๆ ก่อนไปจดทะเบียน สำหรับขั้นตอนครบถ้วนตั้งแต่เตรียมเอกสารจนได้ใบทะเบียน อ่านต่อที่บทความ “จดทะเบียนพาณิชย์ฉบับสมบูรณ์” (เร็วๆ นี้) สรุป: ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร จดทะเบียนเสร็จแล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ หลังจดทะเบียนพาณิชย์ สิ่งที่ต้องทำต่อคือจัดการบัญชีและเตรียมตัวเรื่องภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการมือใหม่ออกเอกสารธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา เสียภาษีเท่าไหร่ การจดทะเบียนไม่ได้ทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นโดยตรง ภาษีที่ต้องจ่ายขึ้นอยู่กับรายได้และประเภทธุรกิจ ผู้ประกอบการรายบุคคลต้องยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามปกติ และหากยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้อง จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มอีกด้วย ทะเบียนพาณิชย์หมดอายุไหม ต้องต่ออายุไหม ทะเบียนพาณิชย์ไม่มีวันหมดอายุ ไม่ต้องต่ออายุ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น ย้ายที่ตั้ง เปลี่ยนชื่อร้าน หรือเปลี่ยนประเภทกิจการ ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงภายใน 30 วัน หากเลิกกิจการก็ต้องแจ้งยกเลิกทะเบียนด้วย จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ต้องจด VAT ด้วยไหม ไม่จำเป็นต้องจด VAT ทันที ทะเบียนพาณิชย์กับทะเบียน VAT เป็นคนละเรื่องกัน จด VAT เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่บทความ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร จดทะเบียนพาณิชย์ ใช้เวลากี่วัน โดยทั่วไปใช้เวลา 1 วันทำการ หากเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง บางพื้นที่อาจเสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ต้องทำบัญชีและยื่นภาษีอย่างไร ผู้ประกอบการรายบุคคลต้องเก็บหลักฐานรายรับ-รายจ่ายไว้ใช้ยื่นภาษีประจำปี ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินตามที่กฎหมายกำหนด การจัดการบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้เรื่องภาษีไม่ยุ่งยากในภายหลัง ลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ออกแบบมาสำหรับ SME มือใหม่โดยเฉพาะหา โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

สินทรัพย์ คืออะไร ประเภท เกณฑ์รับรู้ วิธีบันทึกบัญชี

เจ้าของกิจการและนักบัญชีมือใหม่หลายคนยังสับสนว่า สินทรัพย์คือ อะไรกันแน่ ต่างจากคำว่าทรัพย์สินไหม เงินสดในบัญชีนับเป็นสินทรัพย์หรือเปล่า และเวลาซื้อของเข้ากิจการต้องลงบัญชีอย่างไร บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ทางบัญชีไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท เกณฑ์การรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ไปจนถึงตัวอย่างการบันทึกบัญชีจริงที่นำไปใช้กับธุรกิจได้ทันที สินทรัพย์ (Asset) คืออะไร? สินทรัพย์ คือ ทรัพยากรที่กิจการควบคุมได้จากเหตุการณ์ในอดีต และคาดว่าจะให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจกับกิจการในอนาคต พูดง่ายๆ คือ ของหรือสิทธิที่กิจการเป็นเจ้าของและใช้สร้างรายได้ได้ เช่น เงินสด สินค้าคงเหลือ รถส่งของ หรือเครื่องจักร ทั้งหมดนี้คือสินทรัพย์ของกิจการ คำนิยามนี้มีคำสำคัญ 3 คำที่ต้องเข้าใจ ยกตัวอย่างร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เครื่องชงกาแฟที่ซื้อมาคือสินทรัพย์ เพราะร้านควบคุมการใช้งานได้ ซื้อมาแล้วจริง และใช้ชงกาแฟขายสร้างรายได้ได้ทุกวัน (อ้างอิงกรอบแนวคิดการรายงานทางการเงิน สภาวิชาชีพบัญชี) ทรัพย์สิน กับ สินทรัพย์ ต่างกันอย่างไร? ในทางบัญชี สองคำนี้มักใช้แทนกันได้ แต่มีที่มาต่างกัน คำว่า “สินทรัพย์” เป็นศัพท์บัญชีที่หมายถึงทุกรายการที่แสดงอยู่ฝั่งสินทรัพย์ในงบการเงิน ส่วน “ทรัพย์สิน” เป็นคำทั่วไปและคำทางกฎหมายที่หมายถึงสิ่งของหรือสิทธิที่มีมูลค่า ความต่างที่ควรจำไว้มีดังนี้ ประเด็น สินทรัพย์ (Asset) ทรัพย์สิน (Property) ใช้ในบริบท งบการเงิน การบัญชี ภาษาทั่วไป กฎหมาย ขอบเขต รายการที่ผ่านเกณฑ์รับรู้ทางบัญชี สิ่งของหรือสิทธิที่มีมูลค่าทุกอย่าง ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ เครื่องจักร บ้าน ที่ดิน รถยนต์ส่วนตัว สรุปสั้นๆ ทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการนำมาใช้และผ่านเกณฑ์ทางบัญชี จะถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงิน ประเภทของสินทรัพย์ มีอะไรบ้าง? สินทรัพย์แบ่งได้หลายมุม แต่วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในงบการเงินคือ แบ่งตามระยะเวลาที่เปลี่ยนเป็นเงินสด (หมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน) และแบ่งตามการจับต้อง (มีตัวตนกับไม่มีตัวตน) มาดูทีละแบบ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) สินทรัพย์หมุนเวียน คือ สินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดไปภายใน 1 ปี ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ เงินสดและเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า สินทรัพย์กลุ่มนี้คือสภาพคล่องที่กิจการใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจประจำวัน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-current Assets) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คือ สินทรัพย์ที่กิจการถือไว้ใช้งานนานกว่า 1 ปี ไม่ได้ตั้งใจขายเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้น เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร เงินลงทุนระยะยาว และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน กลุ่มนี้เป็นฐานที่ช่วยให้กิจการดำเนินงานได้ในระยะยาว สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) สินทรัพย์ถาวร คือ กลุ่มย่อยของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่มีตัวตนและใช้งานต่อเนื่องหลายปี เรียกอีกชื่อว่าที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เช่น โรงงาน รถส่งของ และเครื่องจักร สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) จะทยอยคิดค่าเสื่อมราคาตลอดอายุการใช้งาน สินทรัพย์มีตัวตน กับ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน สินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) คือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เห็นเป็นรูปธรรม เช่น เงินสด สินค้า อาคาร ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือ สิทธิที่ให้ประโยชน์แต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ซอฟต์แวร์ และค่าความนิยม เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด สรุปประเภทสินทรัพย์ได้ตามตารางนี้ ประเภท ระยะเวลา จับต้องได้ ตัวอย่าง สินทรัพย์หมุนเวียน ภายใน 1 ปี ส่วนใหญ่ได้ เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มากกว่า 1 ปี ได้และไม่ได้ ที่ดิน อาคาร เงินลงทุนระยะยาว สินทรัพย์ถาวร มากกว่า 1 ปี ได้ เครื่องจักร รถส่งของ อาคาร สินทรัพย์ไม่มีตัวตน มากกว่า 1 ปี ไม่ได้ ลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ ค่าความนิยม เกณฑ์การรับรู้และการวัดมูลค่าสินทรัพย์ตาม TFRS ไม่ใช่ทุกอย่างที่กิจการซื้อมาจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ได้ทันที รายการนั้นต้องผ่านเกณฑ์การรับรู้ก่อน แล้วจึงตีมูลค่าให้ถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) ส่วนนี้คือหัวใจที่ทำให้งบการเงินน่าเชื่อถือ เกณฑ์การรับรู้สินทรัพย์ (Asset Recognition Criteria) กิจการจะรับรู้รายการเป็นสินทรัพย์ได้เมื่อผ่าน 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้ากิจการซื้อเครื่องพิมพ์มา 15,000 บาท มีใบเสร็จชัดเจน (วัดมูลค่าได้) และจะใช้พิมพ์เอกสารสร้างประโยชน์ต่อไป (มีประโยชน์ในอนาคต) รายการนี้ผ่านเกณฑ์ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ได้ แต่ถ้าเป็นเพียงการเจรจาที่ยังไม่ได้ซื้อจริง ก็ยังรับรู้เป็นสินทรัพย์ไม่ได้ (อ้างอิงมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สภาวิชาชีพบัญชี) การวัดมูลค่าเมื่อแรกรับรู้และการวัดมูลค่าหลังรับรู้ เมื่อแรกรับรู้ กิจการจะบันทึกสินทรัพย์ด้วยราคาทุน ซึ่งรวมราคาซื้อและค่าใช้จ่ายที่ทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งาน เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หลังจากนั้น การวัดมูลค่าหลังรับรู้ทำได้ 2 วิธีหลัก การบันทึกบัญชีสินทรัพย์ พร้อมตัวอย่าง Journal Entry การบันทึกสินทรัพย์ใช้หลักบัญชีคู่ เมื่อได้สินทรัพย์เข้ามาให้เดบิต (Dr) ฝั่งสินทรัพย์ และเครดิต (Cr) สิ่งที่จ่ายออกไป เช่น เงินสดหรือเจ้าหนี้ ลองดูตัวอย่างกิจการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท จ่ายเป็นเงินสด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เครื่องคอมพิวเตอร์ (สินทรัพย์) 30,000 บาท — เงินสด — 30,000 บาท หากซื้อเป็นเงินเชื่อแทนการจ่ายสด ก็เปลี่ยนฝั่งเครดิตจากเงินสดเป็นเจ้าหนี้การค้าแทน โดยยอดเดบิตฝั่งสินทรัพย์ยังคงเท่าเดิม การบันทึกที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะทำให้ยอดสินทรัพย์ในงบการเงินตรงกับความเป็นจริง สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) และการคิดค่าเสื่อมราคาเบื้องต้น สินทรัพย์ทั้งหมดจะไปรวมอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน หรือที่เดิมเรียกว่างบดุล โดยยึดตามสมการบัญชีพื้นฐาน สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ สมการนี้บอกว่าของทุกอย่างที่กิจการมี (สินทรัพย์) มาจากการกู้ยืม (หนี้สิน) หรือเงินลงทุนของเจ้าของเสมอ ยอดสองฝั่งจึงต้องเท่ากันทุกครั้ง สำหรับสินทรัพย์ถาวรที่ใช้งานหลายปี กิจการต้องทยอยคิดค่าเสื่อมราคา คือการกระจายราคาทุนเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน วิธีที่นิยมที่สุดคือวิธีเส้นตรง (Straight-line) ลองดูตัวอย่างเครื่องจักรราคา 120,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนเครื่องจักร — 120,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 120,000 ÷ 5 24,000 บาท/ปี ทุกสิ้นปีกิจการจะบันทึกค่าเสื่อมราคา 24,000 บาทเป็นค่าใช้จ่าย และมูลค่าเครื่องจักรในงบก็จะลดลงตามไปด้วยจนครบอายุการใช้งาน การจัดการเรื่องนี้ด้วยมือมักผิดพลาดง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสินทรัพย์หลายรายการ จัดการสินทรัพย์และคิดค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติด้วย PEAK Asset เมื่อกิจการเติบโต จำนวนสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การไล่คิดค่าเสื่อมราคาและติดตามมูลค่าคงเหลือด้วย Excel ทีละรายการจึงกินเวลาและเสี่ยงพลาด PEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยให้งานส่วนนี้เป็นระบบและแม่นยำขึ้น เมื่อข้อมูลสินทรัพย์เชื่อมกันทั้งระบบ คุณจะเห็นภาพรวมสินทรัพย์ของธุรกิจแบบเรียลไทม์ และนำเวลาที่ประหยัดได้ไปโฟกัสกับการเติบโตของกิจการ สรุปภาพรวมเกี่ยวกับสินทรัพย์ เริ่มต้นจากการจำแนกให้ถูกว่าของแต่ละอย่างเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน จากนั้นตรวจว่ารายการผ่านเกณฑ์การรับรู้ 2 ข้อหรือไม่ ก่อนบันทึกด้วยราคาทุน และอย่าลืมคิดค่าเสื่อมราคาสำหรับสินทรัพย์ถาวรทุกสิ้นปี ทำครบขั้นตอนนี้ งบการเงินของคุณก็จะสะท้อนฐานะที่แท้จริงของธุรกิจ พร้อมยกระดับการจัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบ? ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มสร้างธุรกิจให้ SMART ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินทรัพย์ เงินสดและเงินฝากธนาคารจัดเป็นสินทรัพย์ประเภทใด? จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน และถือเป็นรายการที่มีสภาพคล่องสูงสุด เพราะเป็นเงินสดอยู่แล้วหรือเบิกใช้ได้ทันที จึงมักแสดงเป็นรายการแรกในกลุ่มสินทรัพย์หมุนเวียนของงบการเงิน เงินเบิกเกินบัญชี (O/D) เป็นสินทรัพย์หรือหนี้สิน? เงินเบิกเกินบัญชีเป็นหนี้สิน ไม่ใช่สินทรัพย์ เพราะเป็นวงเงินที่ธนาคารให้กิจการเบิกเกินยอดเงินฝาก ซึ่งกิจการมีภาระต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย จึงบันทึกไว้ฝั่งหนี้สินหมุนเวียน ลูกหนี้การค้าถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการไหม? ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะเป็นสิทธิที่กิจการจะได้รับเงินจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการไปก่อน เงินที่ค้างรับนี้คาดว่าจะเก็บได้ภายใน 1 ปี จึงให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตตามนิยามของสินทรัพย์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตนต้องคิดค่าเสื่อมราคาไหม? ไม่เรียกว่าค่าเสื่อมราคา แต่ใช้คำว่าการตัดจำหน่าย (Amortization) แทน โดยทยอยตัดมูลค่าเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุการให้ประโยชน์ เช่น ซอฟต์แวร์ที่ใช้ได้ 5 ปีก็ทยอยตัดจำหน่ายปีละส่วน ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่อายุไม่จำกัด เช่น ค่าความนิยม จะใช้วิธีทดสอบการด้อยค่าแทน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ครบทุกชนิด พร้อมตัวอย่าง SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดงบดุลมาแล้วงงกับคำว่า “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” ว่าตกลงมันคืออะไร แล้วมีอะไรบ้างที่นับเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้ บทความนี้รวบรวมทรัพย์สินประเภทนี้ครบทุกชนิดที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริง ตารางเปรียบเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน และคำตอบสำหรับคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คืออะไร สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจถือครองไว้ใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี และไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป็นเงินสดภายในรอบบัญชีปกติ พูดง่ายๆ คือของที่ซื้อมาแล้ว “เก็บไว้ใช้” ไม่ใช่ “เอาไว้ขายหมุนเงิน” ลองนึกถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง เครื่องชงกาแฟราคาแสนกว่าบาทที่ซื้อมาใช้ทุกวันคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะร้านซื้อมาเพื่อใช้ผลิตกาแฟไปอีกหลายปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่างจากเมล็ดกาแฟในสต๊อกที่ซื้อมาแล้วขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ เกณฑ์ที่ใช้แยกว่าสินทรัพย์ตัวไหน “ไม่หมุนเวียน” มีอยู่ 2 ข้อหลัก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการครบ 10+ ชนิด) ทรัพย์สินกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยกลุ่มที่ SME เจอบ่อยที่สุดคือที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้งหมดก่อนลงรายละเอียดแต่ละกลุ่ม กลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวอย่างรายการ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ค่าความนิยม มูลค่าส่วนเกินจากการซื้อกิจการ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว หุ้น พันธบัตร เงินฝากประจำเกิน 1 ปี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ดินหรืออาคารที่ปล่อยเช่า มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 (TAS 40) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย ทรัพย์สินที่ประกาศขายแล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant & Equipment) กลุ่มนี้คือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME มีมากที่สุด เป็นของที่จับต้องได้และใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ที่ดินที่ตั้งกิจการ อาคารสำนักงาน เครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ส่งของ คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกปี ค่าเสื่อมราคาคือการทยอยหักมูลค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี ก็หักเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท การบันทึกและติดตามค่าเสื่อมราคาถือเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานระยะยาว ยกตัวอย่างร้านเบเกอรีที่จดเครื่องหมายการค้าโลโก้ของตัวเอง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้แม้จับต้องไม่ได้แต่สร้างรายได้ระยะยาวให้ธุรกิจ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) โดยทยอยตัดจำหน่ายมูลค่าตามอายุการใช้ประโยชน์คล้ายค่าเสื่อมราคา ค่าความนิยม (Goodwill) — สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือไม่? ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทไม่มีตัวตน เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจซื้อกิจการอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริง ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปนั้นคือค่าความนิยม ซึ่งสะท้อนมูลค่าของชื่อเสียง ฐานลูกค้า หรือทีมงานที่ติดมากับกิจการ ค่าความนิยมจะปรากฏในงบดุลเฉพาะกรณีที่มีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น ธุรกิจสร้างค่าความนิยมของตัวเองขึ้นมาบันทึกในงบไม่ได้ และตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายรายปี แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีแทน เงินลงทุนระยะยาว เงินลงทุนระยะยาวคือเงินที่ธุรกิจนำไปลงทุนโดยตั้งใจถือเกิน 1 ปี เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากประจำที่มีกำหนดเกินหนึ่งปี ต่างจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ตั้งใจขายทำกำไรภายในปีเดียว สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย (TFRS 5) เมื่อธุรกิจตัดสินใจขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนบางรายการ เช่น ประกาศขายอาคารเก่าที่เลิกใช้แล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) กำหนดให้จัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย” แยกออกมาต่างหาก เงื่อนไขหลักคือทรัพย์สินนั้นต้องพร้อมขายทันทีในสภาพปัจจุบัน และมีแผนขายที่ชัดเจนภายใน 12 เดือน เมื่อจัดประเภทแล้วจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคา และวัดมูลค่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น นอกจากกลุ่มหลักข้างต้น ยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นที่พบได้ เช่น เงินมัดจำระยะยาว ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าที่มีอายุเกิน 1 ปี และสิทธิการเช่าระยะยาว รายการเหล่านี้มักมีมูลค่าไม่มากแต่ยังต้องแสดงแยกในงบดุลเพื่อความครบถ้วน สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดภายใน 1 ปี เป็นสินทรัพย์ที่ “หมุน” เข้าออกในการดำเนินงานประจำวัน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของธุรกิจได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอเทียบกับหนี้สินระยะสั้น มักมีสภาพคล่องดีและจ่ายหนี้ได้ทันเวลา รายการสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ชนิด สินทรัพย์หมุนเวียนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME เรียงจากสภาพคล่องสูงไปต่ำ มีดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือครองและวัตถุประสงค์การใช้งาน สินทรัพย์หมุนเวียนใช้หมุนเวียนในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนถือไว้ใช้งานระยะยาว ตารางด้านล่างสรุปข้อแตกต่างให้เห็นชัดในทุกมิติ หัวข้อเปรียบเทียบ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาถือครอง ไม่เกิน 1 ปี เกิน 1 ปี วัตถุประสงค์ หมุนเวียนใช้ในงานประจำวัน ใช้งานระยะยาว สภาพคล่อง สูง เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย ต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก ค่าเสื่อมราคา ไม่มี มี (ยกเว้นที่ดิน) ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ การแสดงในงบดุล แสดงก่อน เรียงตามสภาพคล่อง แสดงถัดจากสินทรัพย์หมุนเวียน จุดที่หลายคนสับสนคือสินทรัพย์ตัวเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับ “เจตนาการถือครอง” เช่น รถยนต์ที่บริษัทซื้อมาใช้ส่งของคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถที่ซื้อรถมาเพื่อขายต่อ รถคันเดียวกันจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) คือภาระหนี้ที่ธุรกิจต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี เป็นอีกด้านของงบดุลที่มักถูกพูดถึงคู่กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะทั้งสองสะท้อนโครงสร้างการเงินระยะยาวของกิจการ หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ SME พบบ่อยมีดังนี้ การดูสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในธุรกิจ SME ทฤษฎีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อเห็นตัวอย่างจากธุรกิจจริงจะชัดเจนขึ้นมาก ลองดูว่าธุรกิจแต่ละแบบมีทรัพย์สินระยะยาวอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า สมมติร้านอาหาร “ครัวคุณแม่” (ชื่อสมมติ) เปิดกิจการมา 3 ปี ทรัพย์สินระยะยาวของร้านประกอบด้วยเครื่องครัวอุตสาหกรรม ตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ในร้าน เครื่องปรับอากาศ และเงินประกันค่าเช่าพื้นที่ที่จ่ายไว้ตอนเซ็นสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นของที่ร้านซื้อมาใช้งานยาวหลายปี ไม่ได้เอาไว้ขาย ส่วนวัตถุดิบอาหาร เงินสดในลิ้นชัก และยอดที่ลูกค้าเปิดบิลค้างไว้ คือสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะหมุนเข้าออกทุกวัน ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้าจะมีทรัพย์สินระยะยาวน้อยกว่า เพราะทรัพย์สินหลักคือสต๊อกเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอาจมีเพียงคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายสินค้า และชั้นวางในคลัง จัดการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนด้วยมือ โดยเฉพาะการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ เป็นงานที่ใช้เวลาและผิดพลาดง่าย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Accounting Software) อย่าง PEAK มีระบบทะเบียนทรัพย์สินที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และเชื่อมข้อมูลเข้างบการเงินได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สรุป: สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME ต้องรู้ เมื่อเข้าใจสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแล้ว สิ่งที่เจ้าของกิจการควรลงมือทำต่อมีดังนี้ เริ่มจัดการบัญชีธุรกิจให้ SMART ด้วย PEAK พร้อมยกระดับการจัดการทรัพย์สินและบัญชีของธุรกิจแล้วหรือยัง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้คุณติดตามสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคา และดูงบการเงินแบบเรียลไทม์ได้ในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มสร้างระบบบัญชีที่ทำงานแทนคุณได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานในร้านหรือสำนักงานถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อยู่ในกลุ่มที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพราะใช้งานต่อเนื่องหลายปีและต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจขายเครื่องตกแต่งเป็นสินค้า ตัวมันจึงจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือ อุปกรณ์สำนักงานเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ อุปกรณ์สำนักงานที่มีมูลค่าสูงและใช้งานเกิน 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะทำงาน จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือเครื่องเขียน จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 10 ชนิด มีอะไรบ้าง หากเรียงรายการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ค่าความนิยม เงินลงทุนระยะยาว และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยแต่ละธุรกิจจะมีรายการมากน้อยต่างกันตามลักษณะกิจการ ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพราะสะท้อนมูลค่าระยะยาวที่ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร? สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ คือ Non-Current Assets ส่วนคำศัพท์ที่เจอบ่อยในงบการเงินภาษาอังกฤษ ได้แก่ Fixed Assets (สินทรัพย์ถาวร), Property, Plant and Equipment หรือ PP&E (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์), Intangible Assets (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และ Long-term Investments (เงินลงทุนระยะยาว)ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้นผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

การบัญชีเบื้องต้น คืออะไร สรุปพื้นฐานบัญชีครบจบฉบับเข้าใจง่าย

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดร้านได้ ขายเก่ง แต่พอถึงเวลาสรุปว่ากำไรจริงเท่าไรกลับตอบไม่ได้ ปัญหานี้มักมาจากช่องว่างเรื่องเดียว นั่นคือ การบัญชีเบื้องต้น ข่าวดีคือความรู้พื้นฐานบัญชีไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องจบบัญชีมาก่อน บทความนี้รวบรวม 6 ความรู้พื้นฐานบัญชีที่นักบัญชีมือใหม่และเจ้าของกิจการควรเข้าใจ ตั้งแต่ความหมาย สมการบัญชี ไปจนถึงงบการเงิน พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การบัญชีคืออะไร และสำคัญกับธุรกิจอย่างไร การบัญชี (Accounting) คือการจดบันทึก จัดหมวดหมู่ สรุปผล และรายงานรายการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจมีเงินเข้าออกเท่าไร มีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่าไร และสุดท้ายได้กำไรหรือขาดทุน พูดสั้นๆ การบัญชีหมายถึงการเปลี่ยน “เอกสารกองโต” ให้กลายเป็นตัวเลขที่อ่านแล้วตัดสินใจได้ ความสำคัญของการบัญชีมีทั้งมุมธุรกิจและมุมกฎหมาย ในมุมธุรกิจ ตัวเลขบัญชีช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริง ตั้งราคาขายได้แม่นขึ้น และวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ ส่วนมุมกฎหมาย ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.การบัญชี) แล้วนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD) เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว มาดูกันว่าความรู้พื้นฐานบัญชีที่ต้องรู้จริงๆ มีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นมีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นสรุปได้เป็น 6 ความรู้หลักที่ต่อยอดกันเป็นลำดับ ได้แก่ สมการบัญชี 5 หมวดบัญชี หลักเดบิตและเครดิต วงจรบัญชี งบการเงิน และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี ทั้ง 6 เรื่องนี้คือแกนที่ทำให้อ่านตัวเลขธุรกิจรู้เรื่อง ก่อนลงรายละเอียด นี่คือภาพรวมของทั้ง 6 หัวข้อ # ความรู้พื้นฐาน ตอบคำถามว่า 1 สมการบัญชี ทรัพย์สินกับเงินทุนสมดุลกันอย่างไร 2 5 หมวดบัญชี รายการเงินแต่ละอย่างจัดอยู่กลุ่มไหน 3 เดบิตและเครดิต บันทึกรายการลงด้านไหน 4 วงจรบัญชี ทำบัญชีมีขั้นตอนอะไรบ้าง 5 งบการเงิน ผลลัพธ์สุดท้ายอ่านอย่างไร 6 ทักษะนักบัญชีมือใหม่ ต้องพัฒนาอะไรเพิ่ม 1. สมการบัญชี พื้นฐานของทุกอย่าง สมการบัญชีคือหัวใจของการบัญชีเบื้องต้นทั้งหมด เขียนได้สั้นๆ ว่า สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของ ความหมายคือทรัพย์สินทุกอย่างในธุรกิจต้องมีที่มาของเงิน ไม่มาจากการกู้ ก็มาจากเงินที่เจ้าของลงเอง สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ลองดูตัวอย่างร้านกาแฟเปิดใหม่ เจ้าของลงเงินเอง 100,000 บาท และกู้ธนาคารมาอีก 50,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และตกแต่งร้าน รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์ (เงินสด + อุปกรณ์ร้าน) 150,000 บาท หนี้สิน (เงินกู้ธนาคาร) 50,000 บาท ส่วนของเจ้าของ (เงินลงทุน) 100,000 บาท จะเห็นว่าสองฝั่งเท่ากันเสมอ คือ 150,000 = 50,000 + 100,000 หลักนี้เองที่ทำให้บัญชีตรวจสอบความถูกต้องของตัวเองได้ ถ้าวันไหนสมการไม่สมดุล แปลว่ามีการบันทึกผิดพลาดที่ไหนสักจุด 2. 5 หมวดบัญชี จัดกลุ่มรายการให้เป็นระบบ ทุกรายการเงินในธุรกิจถูกจัดเข้าหมวดบัญชีหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย การรู้ว่ารายการหนึ่งอยู่หมวดไหนคือก้าวแรกก่อนลงบันทึกทุกครั้ง หลักการบัญชี 5 หมวด มีอะไรบ้าง หลักการบัญชี 5 หมวดแบ่งตามบทบาทของรายการในธุรกิจ สรุปพร้อมตัวอย่างได้ดังนี้ หมวดบัญชี ความหมาย ตัวอย่าง สินทรัพย์ (Assets) สิ่งที่ธุรกิจมีและใช้สร้างประโยชน์ เงินสด สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์ หนี้สิน (Liabilities) ภาระที่ต้องจ่ายคืน เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ส่วนของเจ้าของ (Equity) เงินทุนของเจ้าของ เงินลงทุน กำไรสะสม รายได้ (Revenue) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ยอดขาย ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย (Expenses) ต้นทุนในการทำธุรกิจ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ สามหมวดแรกคือตัวตั้งของสมการบัญชี ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายคือตัวที่ทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละงวด 3. เดบิตและเครดิต อ่านให้เข้าใจใน 5 นาที เดบิตและเครดิตคือการบันทึกบัญชีแบบสองด้าน ทุกรายการต้องลงทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาด้วยยอดเท่ากันเสมอ คนมักเข้าใจผิดว่าฝั่งซ้ายคือเพิ่มและฝั่งขวาคือลด ความจริงคือขึ้นอยู่กับว่าเป็นบัญชีหมวดไหน ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหมวดเพิ่มหรือลดต้องลงด้านไหน หมวดบัญชี เพิ่มขึ้นบันทึกด้าน ลดลงบันทึกด้าน สินทรัพย์ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่าย เดบิต เครดิต หนี้สิน เครดิต เดบิต ส่วนของเจ้าของ เครดิต เดบิต รายได้ เครดิต เดบิต ลองดูตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินสด รายการนี้ทำให้อุปกรณ์ (สินทรัพย์) เพิ่มขึ้น และเงินสด (สินทรัพย์) ลดลงเท่ากัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 30,000 — เงินสด — 30,000 ยอดสองด้านเท่ากันที่ 30,000 บาท นี่คือหลักการบันทึกบัญชีที่ใช้กับทุกรายการ ไม่ว่าจะซื้อของ จ่ายเงินเดือน หรือรับเงินจากลูกค้า 4. วงจรบัญชี 5 ขั้นตอนการทำบัญชี วงจรบัญชีคือลำดับขั้นตอนการทำบัญชีตั้งแต่ได้เอกสารจนออกมาเป็นงบการเงิน สำหรับธุรกิจทั่วไปสรุปเป็น 5 ขั้นตอนหลักที่ทำวนซ้ำทุกงวดบัญชี ขั้นตอนการทำบัญชีทั้ง 5 นี้จะวนกลับมาเริ่มใหม่ทุกเดือนหรือทุกปี การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ขั้นแรกคือกุญแจที่ทำให้ทุกขั้นตอนที่เหลือราบรื่น 5. งบการเงินเบื้องต้นที่ต้องรู้จัก งบการเงินคือรายงานสรุปผลปลายทางของวงจรบัญชี บอกทั้งฐานะการเงินและผลกำไรขาดทุนของธุรกิจ งบที่มือใหม่ควรอ่านให้เป็นมี 2 ฉบับหลัก งบแสดงฐานะการเงิน (หรือที่เรียกกันติดปากว่างบดุล) บอกว่า ณ วันสิ้นงวด ธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร เป็นภาพนิ่งของฐานะการเงิน ณ จุดเวลาหนึ่ง งบกำไรขาดทุน บอกว่าตลอดงวดที่ผ่านมา ธุรกิจมีรายได้เท่าไร หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ตัวเลขกำไรสุทธินี้เองที่นำไปคิดภาษีเงินได้และวัดว่าธุรกิจไปได้ดีแค่ไหน นอกจากสองงบนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นยังมีงบกระแสเงินสดและงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของเพิ่มเติม แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม การอ่านงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนให้เข้าใจก็เพียงพอต่อการตัดสินใจในแต่ละเดือนแล้ว 6. ความรู้และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี นอกจากทฤษฎี การเป็นนักบัญชีที่ทำงานได้จริงต้องอาศัยทักษะเพิ่มอีกหลายด้าน ทักษะเหล่านี้พัฒนาได้ด้วยการฝึกทำงานจริงควบคู่กับความรู้พื้นฐานบัญชีข้างต้น ทักษะด้านดิจิทัลคือจุดที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนที่ใช้เครื่องมือช่วยงานเป็นจะมีเวลาไปโฟกัสงานวิเคราะห์ที่สร้างคุณค่ากับธุรกิจได้มากกว่างานคีย์ข้อมูลซ้ำๆ สรุป: เริ่มต้นการบัญชีเบื้องต้นอย่างมั่นใจ การบัญชีเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อเข้าใจ 6 พื้นฐานนี้แล้ว คุณจะอ่านตัวเลขธุรกิจของตัวเองได้ชัดขึ้นทันที ลองเริ่มลงมือจากสามก้าวนี้ จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว ก้าวต่อไปคือทำให้บัญชีเป็นระบบโดยไม่ต้องจมกับงานคีย์มือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการ ออกเอกสาร และสรุปงบการเงินให้อัตโนมัติ พร้อม AI ช่วยลดงานซ้ำ ให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีมีเวลาไปโฟกัสการเติบโต เริ่มสร้างธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบัญชีเบื้องต้น การบัญชีเบื้องต้นกับการบัญชีขั้นสูงต่างกันอย่างไร การบัญชีเบื้องต้นเน้นการบันทึกและสรุปรายการประจำวันจนออกเป็นงบการเงิน ส่วนการบัญชีขั้นสูงต่อยอดไปที่การวิเคราะห์ต้นทุน การบัญชีบริหาร และการวางแผนภาษี มือใหม่ควรแม่นพื้นฐานให้ครบก่อน แล้วขั้นสูงจะเข้าใจง่ายขึ้นเอง ไม่ได้จบบัญชี เรียนรู้การบัญชีเบื้องต้นเองได้ไหม ได้แน่นอน เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มจากศูนย์และเรียนรู้ระหว่างทำจริง แนะนำให้เริ่มจากเข้าใจสมการบัญชีและ 5 หมวดบัญชีก่อน แล้วฝึกกับบิลจริงของธุรกิจตัวเอง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจะทำให้เห็นภาพเร็วขึ้น เพราะระบบจัดหมวดและตรวจความสมดุลให้อัตโนมัติ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องทำบัญชีตามมาตรฐานไหม ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานและนำส่งตามกฎหมาย ส่วนบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดบริษัทไม่ได้ถูกบังคับเท่า แต่การทำบัญชีไว้ก็ช่วยให้รู้กำไรจริงและเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ควรเริ่มทำบัญชีด้วยมือหรือใช้โปรแกรมบัญชีเลย การจดด้วยมือช่วยให้เข้าใจหลักการช่วงแรก แต่พอรายการเริ่มเยอะ การจดมือจะเสี่ยงตกหล่นและกินเวลามาก ธุรกิจส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดข้อผิดพลาดและได้งบการเงินแบบเรียลไทม์ไปตัดสินใจได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Cash Flow คืออะไร คู่มือกระแสเงินสดฉบับสมบูรณ์สำหรับ SME

ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเช่าเดือนหน้า ปัญหานี้เกิดจากการไม่เข้าใจ Cash Flow หรือกระแสเงินสด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจจะ “อยู่รอด” ได้จริงหรือไม่ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่ความหมาย ประเภท งบกระแสเงินสด ไปจนถึงวิธีบริหารกระแสเงินสดสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้ทันที Cash Flow คือ (กระแสเงินสด คืออะไร?) Cash Flow คือ เงินสดที่เคลื่อนเข้าและออกจากธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส เงินไหลเข้าเมื่อลูกค้าจ่ายเงิน เงินไหลออกเมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลองนึกภาพอ่างอาบน้ำ น้ำที่ไหลเข้าคือรายรับ น้ำที่ไหลออกคือรายจ่าย ถ้าน้ำไหลออกเร็วกว่าไหลเข้า อ่างก็แห้ง ธุรกิจก็เช่นกัน ทำไม Cash Flow จึงสำคัญกว่ากำไร กำไรคือตัวเลขทางบัญชีที่บอกว่ารายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย แต่ Cash Flow คือเงินสดที่มีอยู่จริงในมือ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ต้นทุน 300,000 บาท กำไรบนกระดาษ 200,000 บาท แต่ถ้าลูกค้าจ่ายเป็นเครดิต 60 วัน ร้านก็ยังไม่ได้เงินสดจริง ในขณะที่ค่าเช่าโกดัง เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ต้องจ่ายภายในเดือนนี้ทั้งหมด การออกใบแจ้งหนี้ตรงเวลาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเร่ง Cash Flow เข้า ธุรกิจจึงเจ๊งได้แม้มีกำไร ถ้า Cash Flow ติดลบนานเกินไป 3 ประเภทของ Cash Flow ที่ต้องรู้ กระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ละประเภทบอกเรื่องต่างกัน ประเภท เงินเข้า (ตัวอย่าง) เงินออก (ตัวอย่าง) Operating (ดำเนินงาน) รับเงินจากลูกค้า จ่ายค่าวัตถุดิบ เงินเดือน Investing (ลงทุน) ขายเครื่องจักร ขายที่ดิน ซื้ออุปกรณ์ ลงทุนเปิดสาขา Financing (จัดหาเงิน) กู้เงินจากธนาคาร เพิ่มทุน จ่ายคืนเงินกู้ จ่ายเงินปันผล กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เป็นส่วนสำคัญที่สุดของ Cash Flow เพราะบอกว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้จริงหรือเปล่า ถ้าตัวเลขนี้เป็นบวกต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจหลักแข็งแรง กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Cash Flow) ตัวเลขนี้มักติดลบในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว เพราะต้องซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ หรือลงทุนในเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องตกใจถ้าติดลบ แต่ต้องดูว่าเงินที่ลงทุนไปจะสร้าง Operating Cash Flow กลับมาได้หรือไม่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Cash Flow) บอกว่าธุรกิจหาเงินทุนมาจากไหนและจ่ายคืนอย่างไร ถ้ากู้เงินมาเพิ่มจะเป็นบวก ถ้าจ่ายคืนเงินกู้จะเป็นลบ SME ที่กำลังเติบโตมักมีส่วนนี้เป็นบวกจากการกู้ยืม งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร งบกระแสเงินสด คือ รายงานทางการเงินที่แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากทุกกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่ง เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่บริษัทต้องจัดทำตามมาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) องค์ประกอบของงบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ซึ่งตรงกับ 3 ประเภท Cash Flow ที่อธิบายไว้ ผลรวมของทั้ง 3 ส่วนจะบอกว่าเงินสดของธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไรในช่วงเวลานั้น วิธีอ่านงบกระแสเงินสดแบบง่ายๆ ไม่ต้องอ่านทุกบรรทัด ให้โฟกัส 3 จุดนี้ Cash Flow บวก หรือ ติดลบ บอกอะไร? (วิธีอ่านสัญญาณสุขภาพธุรกิจ) ตัวเลขบวกหรือลบในแต่ละกิจกรรม ไม่ได้แปลว่า “ดี” หรือ “แย่” เสมอไป ต้องอ่านประกอบกัน กิจกรรม บวก (+) หมายถึง ลบ (-) หมายถึง Operating ธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ (ดี) ธุรกิจหลักใช้เงินมากกว่าที่หาได้ (ต้องระวัง) Investing ขายทรัพย์สิน (อาจหดตัว) กำลังลงทุนขยายกิจการ (ดี ถ้ามีแผน) Financing กู้เงินเพิ่ม หรือเพิ่มทุน จ่ายคืนหนี้ หรือจ่ายปันผล (ดี ถ้า Operating แข็งแรง) ตัวอย่างธุรกิจที่สุขภาพดี มักมี Operating บวก, Investing ลบ (กำลังลงทุน), Financing ลบ (จ่ายคืนหนี้ได้) วิธีทำ Cash Flow แบบง่ายๆ สำหรับ SME SME ไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชีมาทำงบกระแสเงินสดตั้งแต่วันแรก เริ่มจากการติดตามเงินเข้า-ออกด้วยวิธีง่าย ๆ ก่อนได้ ขั้นตอนสร้าง Cash Flow Statement ด้วยตัวเอง ตัวอย่าง Cash Flow ธุรกิจ SME จริง สมมุติร้านเบเกอรี่ออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ต้องการทำ Cash Flow เดือนมิถุนายน รายการ จำนวนเงิน กิจกรรมดำเนินงาน รับเงินจากลูกค้า +120,000 บาท จ่ายค่าวัตถุดิบ -45,000 บาท จ่ายเงินเดือนพนักงาน -30,000 บาท จ่ายค่าเช่า + สาธารณูปโภค -15,000 บาท รวม Operating +30,000 บาท กิจกรรมลงทุน ซื้อเตาอบใหม่ -25,000 บาท รวม Investing -25,000 บาท กิจกรรมจัดหาเงิน จ่ายคืนเงินกู้ -5,000 บาท รวม Financing -5,000 บาท เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ 0 บาท เงินสดต้นเดือน 80,000 บาท เงินสดปลายเดือน 80,000 บาท จากตัวอย่างนี้ ร้านมี Operating Cash Flow เป็นบวก 30,000 บาท แสดงว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ดี ส่วนเงินที่หายไปคือการลงทุนซื้อเตาอบและจ่ายคืนเงินกู้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ Free Cash Flow คืออะไร (กระแสเงินสดอิสระ) Free Cash Flow คือ เงินสดที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าลงทุนในทรัพย์สินออกแล้ว พูดง่าย ๆ คือ “เงินที่ธุรกิจนำไปใช้ได้อิสระ” จะเอาไปขยายกิจการ จ่ายหนี้ หรือเก็บสำรองก็ได้ สูตรคำนวณ Free Cash Flow สูตรหลักมีขั้นตอนเดียว Free Cash Flow = Operating Cash Flow – รายจ่ายลงทุน (CapEx) ตัวอย่างจากร้านเบเกอรี่ข้างต้น ขั้นที่ 1 — ดึงตัวเลขจาก Cash Flow Statement รายการ จำนวนเงิน Operating Cash Flow 30,000 บาท รายจ่ายลงทุน (ซื้อเตาอบ) 25,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Free Cash Flow รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน Free Cash Flow 30,000 – 25,000 5,000 บาท ผลลัพธ์เป็นบวก แสดงว่าธุรกิจมีเงินเหลือหลังลงทุนแล้ว ถ้าตัวเลขนี้ติดลบต่อเนื่อง อาจหมายความว่าธุรกิจลงทุนเกินตัว หรือธุรกิจหลักสร้างเงินสดไม่พอ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินสดรับ-จ่าย (Journal Entry) เมื่อร้านเบเกอรี่รับเงินจากลูกค้า 120,000 บาท และจ่ายค่าวัตถุดิบ 45,000 บาท บันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ รับเงินจากลูกค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 120,000 — รายได้จากการขาย — 120,000 จ่ายค่าวัตถุดิบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนวัตถุดิบ 45,000 — เงินสด/เงินฝากธนาคาร — 45,000 การบันทึกเหล่านี้คือที่มาของตัวเลขในงบกระแสเงินสด โปรแกรมบัญชีจะสร้างรายงานให้อัตโนมัติจากการบันทึกรายวัน การบริหาร Cash Flow (Cash Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหาร Cash Flow คือ การวางแผนให้เงินสดไหลเข้ามากกว่าไหลออก และมีเงินเพียงพอจ่ายค่าใช้จ่ายตรงเวลาเสมอ SME ที่บริหารกระแสเงินสดได้ดีจะอยู่รอดได้แม้ยอดขายผันผวน 7 สัญญาณเตือนภัย Cash Flow มีปัญหา สังเกตสัญญาณเหล่านี้เพื่อแก้ไขก่อนสายเกินไป ถ้าพบ 3 ข้อขึ้นไป ควรวิเคราะห์ Cash Flow ทันที 5 เคล็ดลับบริหาร Cash Flow ให้ธุรกิจเติบโตมั่นคง Cash Flow Forecast วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า Cash Flow Forecast คือการคาดการณ์เงินสดเข้า-ออกในอนาคต ช่วยให้เตรียมตัวล่วงหน้าว่าเดือนไหนเงินจะตึง เดือนไหนเงินจะเหลือ วิธีทำง่าย ๆ คือ ใช้ข้อมูล Cash Flow ย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วประมาณการรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน โดยคำนึงถึงฤดูกาลขายดี ช่วงที่ต้องจ่ายภาษี หรือค่าใช้จ่ายพิเศษ เครื่องมือช่วยจัดการ Cash Flow สำหรับธุรกิจยุคใหม่ โปรแกรมบัญชีออนไลน์คือเครื่องมือที่ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น เมื่อธุรกิจโตขึ้น ข้อมูลซับซ้อนขึ้น การทำด้วยมือหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ Cash Flow ได้อย่างไร? โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน เมื่อบันทึกรายการ ระบบจะอัปเดตยอด Cash Flow ให้ทันที ออกใบแจ้งหนี้แล้วติดตามสถานะการชำระเงินอัตโนมัติ ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น สรุป: Cash Flow คือหัวใจของธุรกิจ SME ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีคือ พร้อมยกระดับการจัดการ Cash Flow? ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นสถานะ Cash Flow แบบ Real-time ออกเอกสาร จัดการลูกหนี้ และวิเคราะห์ข้อมูลการเงินด้วย AI ทั้งหมดในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Cash Flow Positive Cash Flow กับ Negative Cash Flow คืออะไร? Positive Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก ส่วน Negative Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลออกมากกว่าเข้า การมี Negative Cash Flow ชั่วคราวไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะเจ๊ง เช่น ช่วงลงทุนขยายสาขา แต่ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีแผนรองรับ ต้องรีบแก้ไข Cash Flow ติดลบ แต่มีกำไร เกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการบันทึกรายได้ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งนับรายได้ตอนออกใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ตอนรับเงิน ดังนั้นถ้าลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน กำไรขึ้นแต่ Cash Flow ไม่เข้า นอกจากนี้การลงทุนซื้อทรัพย์สินจำนวนมากในช่วงเดียว หรือการจ่ายคืนเงินกู้ก้อนใหญ่ ก็ทำให้ Cash Flow ติดลบได้เช่นกัน SME ควรมี Cash Flow สำรองกี่เดือน? แนะนำให้สำรองเงินสดไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ยิ่งธุรกิจมีลูกค้าน้อยรายหรือรายได้ผันผวนมาก ควรสำรองมากขึ้น (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องวินัยการเงินและสภาพคล่องสำหรับ SME) Cash Flow Statement ต้องทำทุกเดือนไหม? ตามกฎหมาย บริษัทต้องจัดทำงบกระแสเงินสดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แต่สำหรับการบริหารธุรกิจจริง แนะนำให้ทำทุกเดือนเพื่อให้เห็นปัญหาเร็ว โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยให้ Cash Flow อัปเดตอัตโนมัติทุกวันจากการบันทึกรายการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

วิธีจัดทำงบการเงิน ครบทุกขั้นตอน ฉบับเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของธุรกิจหลายคนรู้ว่าต้องส่งงบการเงินทุกปี แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน บางคนไม่รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร และจุดไหนที่พลาดบ่อยจนโดนค่าปรับ บทความนี้สรุปการทำงบการเงินให้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านรอบเดียวเห็นภาพทั้งขั้นตอน พร้อมวิธีลดงานซ้ำด้วยระบบบัญชีที่ออกงบให้อัตโนมัติ งบการเงินคืออะไร ทำไมทุกธุรกิจต้องจัดทำ งบการเงินคือรายงานที่สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการในรอบบัญชีหนึ่ง เปรียบเหมือนใบตรวจสุขภาพประจำปีของธุรกิจ ที่บอกว่ากิจการมีทรัพย์สิน หนี้สิน และกำไรขาดทุนเท่าไร สำหรับนิติบุคคล (บริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) การจัดทำงบการเงินไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่ต้องส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกปี นอกจากทำตามกฎหมายแล้ว งบที่ถูกต้องยังช่วยให้คุณเห็นตัวเลขจริง ตัดสินใจธุรกิจได้แม่นขึ้น และใช้ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารได้ด้วย อยากเข้าใจว่าตัวเลขแต่ละบรรทัดหมายถึงอะไรและอ่านงบให้เป็น อ่านต่อได้ที่ งบการเงินคืออะไร และวิธีวิเคราะห์งบการเงิน งบการเงินมีอะไรบ้าง งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 เรื่องการนำเสนองบการเงิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี หรือ TFAC) แต่ละส่วนตอบคำถามคนละแบบเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ทั้ง 5 ส่วนต้องมาด้วยกันเสมอ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งถือว่างบยังไม่สมบูรณ์ ถ้าอยากอ่านตัวเลขในแต่ละส่วนให้เข้าใจง่ายขึ้น ดูเทคนิคได้ที่ วิธีอ่านงบการเงิน ขั้นตอนการจัดทำงบการเงิน การจัดทำงบการเงินทำตามลำดับ 5 ขั้นตอนหลัก จากการรวบรวมเอกสารไปจนถึงส่งงบ ทำตามลำดับนี้จะช่วยให้ตัวเลขในงบตรงกับความเป็นจริงและตรวจย้อนกลับได้ รวบรวมและตรวจสอบเอกสาร เริ่มจากเก็บเอกสารรายรับรายจ่ายทั้งปีให้ครบ ทั้งใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และรายการเดินบัญชีธนาคาร ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าเอกสารตกหล่นตั้งแต่ต้น งบที่ออกมาก็จะไม่ตรงกับความจริง บันทึกบัญชีให้ครบถ้วน นำเอกสารทุกใบมาบันทึกเป็นรายการบัญชีตามวันที่เกิดจริง แยกหมวดรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สิน และหนี้สินให้ชัดเจน ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะช่วยจัดหมวดและรวมยอดให้อัตโนมัติ ลดโอกาสคีย์ตัวเลขผิด ปรับปรุงรายการปลายงวด ก่อนปิดบัญชี ต้องปรับปรุงรายการที่ยังไม่ได้บันทึกให้ครบ เช่น ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน รายได้ค้างรับ และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ยกตัวอย่างค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ในออฟฟิศ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท หมายความว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ไม่ใช่หักทั้งก้อนในปีเดียว จัดทำงบทดลองและสรุปเป็นงบการเงิน เมื่อบันทึกและปรับปรุงครบ ระบบจะรวมยอดทุกบัญชีออกมาเป็นงบทดลอง เพื่อตรวจว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากัน จากนั้นจึงจัดกลุ่มตัวเลขออกมาเป็นงบการเงินทั้ง 5 ส่วน ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี บริษัทจำกัดทุกแห่งต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กบางกรณีได้รับการยกเว้น ควรตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับผู้สอบบัญชีของคุณ เพราะเกณฑ์นี้มีรายละเอียดปลีกย่อย เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนจัดทำงบการเงิน ก่อนลงมือ ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมทั้งรอบปีบัญชี จะช่วยให้บันทึกบัญชีได้ต่อเนื่องไม่ต้องหยุดตามหาเอกสารทีหลัง ใครมีหน้าที่จัดทำงบการเงิน และต้องส่งเมื่อไร ผู้มีหน้าที่จัดทำงบการเงินคือนิติบุคคลทุกประเภท ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน โดยต้องจัดทำและนำส่งภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดหลังปิดรอบบัญชี ไทม์ไลน์การส่งงบของบริษัทจำกัดสรุปได้ตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร) กำหนดการ ระยะเวลา จัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงิน ภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต่อกรมสรรพากร ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ปัจจุบันการนำส่งงบทำผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหลัก ดูวิธีนำส่งและตรวจสอบสถานะแบบละเอียดได้ที่ วิธียื่นงบการเงินออนไลน์ มาตรฐานบัญชีที่ใช้จัดทำงบ NPAEs กับ TFRS ต่างกันอย่างไร ก่อนจัดทำงบ ต้องรู้ว่าธุรกิจของคุณใช้มาตรฐานบัญชีชุดไหน เพราะกำหนดรูปแบบและรายละเอียดของงบต่างกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามข้อมูลของสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) มาตรฐาน ใช้กับ ลักษณะ TFRS for NPAEs SME ทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รายละเอียดน้อยกว่า ทำง่ายกว่า เหมาะกับธุรกิจส่วนใหญ่ TFRS (ฉบับเต็ม) บริษัทมหาชนและกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ละเอียดและซับซ้อนกว่า มีข้อกำหนดเปิดเผยข้อมูลมาก SME ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานสำหรับ NPAEs ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและเล็กโดยเฉพาะ หากไม่แน่ใจว่ากิจการเข้าข่ายกลุ่มไหน ควรสอบถามผู้สอบบัญชี เพราะมาตรฐานมีการปรับปรุงเป็นระยะ มาตรฐานและรูปแบบการนำเสนองบการเงินมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนจัดทำงบทุกปีจึงควรตรวจรูปแบบล่าสุดที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ประกาศ เพื่อให้งบที่ส่งตรงตามเกณฑ์ปีปัจจุบัน เรื่องสำคัญและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดทำงบการเงิน จุดที่พลาดบ่อยมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่มองข้าม แล้วส่งผลใหญ่ตอนปิดงบ ระวัง 5 จุดนี้ไว้จะช่วยให้งบเชื่อถือได้และไม่เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ถ้าอยากดูภาพรวมสิ่งที่ต้องทำช่วงปิดบัญชีสิ้นปีทั้งหมด อ่านต่อได้ที่ เช็กลิสต์ปิดบัญชีสิ้นปี สรุป: จัดทำงบการเงินให้ครบ ถูกต้อง ตรงเวลา การจัดทำงบการเงินจะไม่ยากเลยถ้าวางระบบให้ดีตั้งแต่ต้นปี เริ่มลงมือได้จาก 3 ข้อนี้ ให้ PEAK ช่วยออกงบการเงินอัตโนมัติ เมื่อคุณบันทึกรายการซื้อขายและรายจ่ายในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ระบบจะประมวลผลและออกงบการเงินทั้ง 5 ส่วนให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมเอกสารและภาษีไว้ในที่เดียว ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและความผิดพลาดตอนปิดงบ ให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น เริ่มสร้างระบบบัญชีที่พร้อมออกงบได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจัดทำงบการเงิน ทำงบการเงินเองโดยไม่มีนักบัญชีได้ไหม เจ้าของธุรกิจบันทึกบัญชีเองได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดและรวมยอด แต่ตอนนำส่ง บริษัทจำกัดยังต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบก่อนเสมอ จึงควรวางแผนหาผู้สอบบัญชีไว้ล่วงหน้า ถ้าปีนี้ธุรกิจยังไม่มีรายได้ ต้องทำงบการเงินไหม ต้องทำ แม้กิจการไม่มีรายได้หรือหยุดดำเนินงานชั่วคราว นิติบุคคลก็ยังมีหน้าที่จัดทำและนำส่งงบการเงิน (เรียกกันว่างบเปล่า) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามกำหนด การไม่ส่งมีโทษปรับเช่นกัน จัดทำงบการเงินใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความครบของเอกสาร ถ้าบันทึกบัญชีสม่ำเสมอทั้งปี ตอนปิดงบจะใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าปล่อยเอกสารกองไว้ทำทีเดียวปลายปี อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์และเสี่ยงตกหล่น การบันทึกต่อเนื่องจึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก งบการเงินกับงบทดลองต่างกันอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่รวมยอดทุกบัญชีเพื่อตรวจว่าเดบิตกับเครดิตเท่ากัน ยังไม่ใช่เอกสารที่ใช้นำส่ง ส่วนงบการเงินคือฉบับสมบูรณ์ 5 ส่วนที่จัดรูปแบบตามมาตรฐานแล้ว ใช้ยื่นต่อหน่วยงานได้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก