Table of Contents

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ

จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร

จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้

ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย

จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร

คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

คำศัพท์ขอบเขตหน้าที่ตัวอย่างการทำงาน
จัดหา (Sourcing)ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้าเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก
จัดซื้อ (Purchasing)ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติการเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้
จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี

สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้

ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ

ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ

  1. ต้นทุนบานปลาย: ไม่มีการเปรียบเทียบราคาจากคู่ค้าหลายเจ้า ทำให้ซื้อสินค้าในราคาสูง เกิดการสั่งซื้อซ้ำซ้อน หรือสั่งซื้อเข้ามาเกินความจำเป็นจนเงินจมอยู่ในสต๊อก
  2. เสี่ยงต่อการทุจริต: ไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยัน ไม่มีการแยกอำนาจอนุมัติ ส่งผลให้พนักงานคนเดียวสามารถขอซื้อ อนุมัติ และจ่ายเงินได้ทั้งหมด
  3. ตัวเลขทางบัญชีไม่ตรงกัน: มีการจ่ายเงินออกไปแต่ไม่มีใบเสร็จหรือใบรับสินค้ามายืนยัน ทำให้ฝ่ายบัญชีไม่สามารถปิดงบการเงินได้ตรงงวด และไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อสรรพากรเข้าตรวจ

การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม


5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน

การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment

ลำดับขั้นตอนเอกสารหลักผู้รับผิดชอบเป้าหมายสำคัญ
1. ขอซื้อ (PR)ใบขอซื้อผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทางระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ
2. สั่งซื้อ (PO)ใบสั่งซื้อฝ่ายจัดซื้อตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย
3. รับสินค้า (GR)ใบรับสินค้าแผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน
4. ตั้งหนี้ (AP)ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Matchฝ่ายบัญชีตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้
5. จ่ายเงิน (Payment)ใบสำคัญจ่ายฝ่ายการเงินชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี

ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ

ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ

PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ

ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย

หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ

เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้

ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก

เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ

ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง

ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching

เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน

เอกสารที่นำมาเทียบจุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO)รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้
ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR)จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์
ใบแจ้งหนี้ (Invoice)ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ

หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ

ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้

รายการวิธีคำนวณจำนวนเงิน
มูลค่าสินค้าก่อนภาษี—10,000 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)10,000 × 7%700 บาท
ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ10,000 + 70010,700 บาท

การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:
Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาท
Dr. ภาษีซื้อ 700 บาท
Cr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท

ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี

เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า

การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:
Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท
Cr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท

การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส

Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME

เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า

  • ใบขอซื้อ (PR): ระบุรายละเอียดสินค้า จำนวน งบประมาณ ลายเซ็นผู้ขอซื้อ และลายเซ็นผู้อนุมัติ
  • ใบเสนอราคา (Quotation): รวบรวมจากผู้ขายอย่างน้อย 2-3 ราย เพื่อใช้ประกอบการเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไข
  • ใบสั่งซื้อ (PO): ระบุราคาที่ตกลง จำนวน กำหนดส่งมอบ และลายเซ็นผู้มีอำนาจลงนาม
  • ใบรับสินค้า (GR): ระบุจำนวนที่ได้รับจริง สภาพสินค้า วันที่ตรวจรับ และลายเซ็นผู้ตรวจรับ
  • ใบแจ้งหนี้ / ใบกำกับภาษี: เอกสารต้นฉบับที่ได้รับจากผู้จำหน่าย
  • ใบสำคัญจ่าย: เอกสารภายในที่จัดทำขึ้นพร้อมหลักฐานการชำระเงิน

วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร

การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง

3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME

ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ

  1. การจัดซื้อสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง (Ghost Purchase): มีการเปิดใบสั่งซื้อและทำเบิกเงินเพื่อจ่ายให้กับคู่ค้า แต่ไม่มีสินค้าเข้ามาส่งมอบจริงในคลัง
  2. การตั้งราคาสูงกว่าความเป็นจริง (Price Inflating): ฝ่ายจัดซื้อตกลงซื้อของในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เพื่อรับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ขาย เช่น หมึกพิมพ์ราคาตลาดกล่องละ 1,000 บาท แต่ลงบิลซื้อ 1,200 บาท หากสั่งซื้อ 50 กล่อง กิจการจะสูญเสียเงินส่วนเกินไปถึงเดือนละ 10,000 บาท
  3. การนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว: การสั่งซื้อสินค้าในนามนิติบุคคลแต่ลักลอบนำไปใช้งานส่วนตัว เช่น การสั่งซื้ออุปกรณ์ไอทีเกินจำนวนจริง

สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที

วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่

หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน

สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

วงเงินการจัดซื้อต่อครั้งผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ
ไม่เกิน 5,000 บาทหัวหน้าแผนกต้นทาง
5,001 – 50,000 บาทผู้จัดการฝ่าย
50,001 – 200,000 บาทกรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง
เกิน 200,000 บาทขึ้นไปคณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน)

นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ

ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ

ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด

เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์

ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard

ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน


สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ

จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง

SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร

แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง

ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่

แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี

3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร

2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต

เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน

ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย