ประเภทธุรกิจ
Table of Contents

กำลังจะเริ่มธุรกิจหรือกำลังจะจดทะเบียนบริษัท เลือกรูปแบบธุรกิจให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยประหยัดภาษีและลดปัญหาในอนาคตได้มาก ธุรกิจแบ่งได้ 2 มุม คือแบ่งตามลักษณะกิจกรรม (ทำอะไร) กับแบ่งตามรูปแบบการจัดตั้ง (จดทะเบียนแบบไหน)

ธุรกิจ คืออะไร

ธุรกิจ (Business) คือกิจกรรมที่ทำเพื่อสร้างรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ หัวใจสำคัญ คือ มีการแลกเปลี่ยนมูลค่า ระหว่างผู้ขายกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กหรือบริษัทใหญ่ ถ้ามีคนจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ ก็นับว่าเป็นธุรกิจ

ถ้าคุณขายของออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือเปิดร้านกาแฟ ทั้งหมดนี้นับเป็น ธุรกิจ ทั้งนั้น สิ่งที่ต่างกัน คือประเภทของธุรกิจและรูปแบบการจดทะเบียน

ประเภทของธุรกิจแบ่งตามลักษณะกิจกรรม

ประเภทธุรกิจแบ่งตามสิ่งที่ทำได้ 4 ประเภทหลัก ได้แก่ พาณิชยกรรม (ซื้อมาขายไป) อุตสาหกรรม (ผลิต) บริการ (ขายทักษะ) และเกษตรกรรม (ปลูก เลี้ยง แปรรูป) แต่ละประเภทมีลักษณะต่างกันชัดเจน

ธุรกิจพาณิชยกรรม (Commercial Business)

ธุรกิจพาณิชยกรรม คือการซื้อสินค้ามาขายต่อโดยไม่ได้ผลิตเอง เช่น ร้านขายของชำ ร้านค้าออนไลน์ที่สั่งของจากโรงงานมาขาย หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า

แบ่งย่อยได้เป็น 2 แบบ

  • ค้าปลีก ขายตรงให้ผู้บริโภค เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านเสื้อผ้า
  • ค้าส่ง ขายจำนวนมากให้ร้านค้าอื่นนำไปขายต่อ

ธุรกิจอุตสาหกรรม (Industrial Business)

ธุรกิจอุตสาหกรรม คือการนำวัตถุดิบมาแปรรูปหรือผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น โรงงานผลิตอาหาร โรงงานเฟอร์นิเจอร์ หรือโรงงานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ธุรกิจประเภทนี้ต้องลงทุนสูงกว่าพาณิชยกรรม เพราะต้องมีเครื่องจักร โรงงาน และแรงงานฝีมือ แต่ก็สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าเพราะเป็นผู้ผลิตเอง

ธุรกิจบริการ (Service Business)

ธุรกิจบริการ คือการขาย การบริการ แทนการขายสินค้าที่จับต้องได้ เช่น สำนักงานบัญชี คลินิก ร้านซ่อมมือถือ บริษัทขนส่ง หรือฟรีแลนซ์รับออกแบบเว็บไซต์

จุดเด่น คือเริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยกว่าประเภทธุรกิจอื่น เพราะใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญเป็นหลัก ธุรกิจ SME จำนวนมากในไทยเป็นประเภทนี้

ธุรกิจเกษตรกรรม (Agricultural Business)

ธุรกิจเกษตรกรรม คือการทำเกษตรเพื่อจำหน่าย เช่น ทำนา ทำสวนผลไม้ เลี้ยงปลา หรือทำฟาร์มไก่ ปัจจุบันหลายเจ้าพัฒนาเป็น เกษตรแปรรูป ที่ทั้งปลูกและแปรรูปขายเอง เช่น ทำสวนมะม่วงแล้วแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้งส่งออก

รูปแบบการจัดตั้งองค์กรธุรกิจ

นอกจากแบ่งประเภทธุรกิจตามกิจกรรมแล้ว รูปแบบธุรกิจยังแบ่งตามวิธีจดทะเบียนจัดตั้งได้ 4 รูปแบบหลักตามกฎหมายไทย แต่ละรูปแบบมีผลต่อความรับผิด ภาษี และการจัดทำบัญชีที่ต่างกัน

กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship)

เจ้าของคนเดียวทำทุกอย่างเองและรับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัด ไม่ต้องจดทะเบียนบริษัท แค่มีบัตรประชาชนก็เริ่มธุรกิจได้เลย เหมาะกับฟรีแลนซ์ ร้านค้าเล็ก หรือคนที่เพิ่งเริ่มต้น

เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราก้าวหน้า 0-35%

ห้างหุ้นส่วน (Partnership)

ห้างหุ้นส่วน คือธุรกิจที่มีคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันทำ แบ่งเป็น 2 แบบ

  • ห้างหุ้นส่วนสามัญ หุ้นส่วนทุกคนรับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด จดทะเบียนหรือไม่ก็ได้
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด (รับผิดแค่เท่าที่ลงทุน) ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียนแล้วเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% แต่ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราลดหย่อนเหลือ 0-20% ตามขั้นกำไรสุทธิ

บริษัทจำกัด (Company Limited)

บริษัทจำกัดเป็นรูปแบบธุรกิจที่ SME ไทยนิยมมากที่สุด ต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน ผู้ถือหุ้นรับผิดแค่เท่าที่ลงทุนในหุ้น ถ้ากำลังเลือกระหว่างบริษัทจำกัด กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลองเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ

ต้องจดทะเบียนบริษัทกับ DBD ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่มีกำหนด แต่ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน และจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป)

บริษัทมหาชนจำกัด (Public Company Limited)

บริษัทมหาชนจำกัด คือบริษัทที่สามารถเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปและนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 15 คน กรรมการอย่างน้อย 5 คน ผู้ถือหุ้นไม่จำกัดจำนวน เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนจากตลาดทุน

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบธุรกิจ

เมื่อรู้ประเภทธุรกิจทั้งหมดแล้ว ลองเปรียบเทียบแต่ละรูปแบบการจัดตั้งในตารางนี้ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

รายการเจ้าของคนเดียวห้างหุ้นส่วนจำกัดบริษัทจำกัดบริษัทมหาชนจำกัด
จำนวนผู้ก่อตั้ง1 คน2 คนขึ้นไป2 คนขึ้นไป15 คนขึ้นไป
ความรับผิดไม่จำกัดจำกัด (หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด)จำกัดเท่าทุนหุ้นจำกัดเท่าทุนหุ้น
จดทะเบียนไม่จำเป็นต้องจด (กรณี หจก.)ต้องจดต้องจด
ภาษีบุคคลธรรมดา 0-35%นิติบุคคล 0-20% (SME)นิติบุคคล 0-20% (SME)นิติบุคคล 20%
ทำบัญชีไม่บังคับบังคับ (NPAEs)บังคับ (NPAEs)บังคับ (TFRS)
ความน่าเชื่อถือต่ำปานกลางสูงสูงมาก
เหมาะกับฟรีแลนซ์ ร้านเล็กธุรกิจ 2-3 คนSME ทั่วไปธุรกิจใหญ่ ระดมทุน

ผลกระทบด้านภาษีและบัญชีของแต่ละประเภทธุรกิจ

รูปแบบธุรกิจที่เลือกส่งผลต่อภาษีและการจัดทำบัญชีโดยตรง เจ้าของคนเดียวเสียภาษีบุคคลธรรมดาอัตราสูงสุด 35% ขณะที่นิติบุคคลเสียจากกำไรสุทธิสูงสุด 20% ความแตกต่างนี้ทำให้หลาย SME เลือกจดบริษัทเพื่อประหยัดภาษีในระยะยาว

ภาษีที่ต้องจ่ายตามรูปแบบธุรกิจ

เจ้าของคนเดียวเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า 0-35% หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือหักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) หรือหักเหมา 60%

นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด) เสียภาษีจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราลดหย่อนดังนี้

กำไรสุทธิ (บาท/ปี)อัตราภาษี
0 – 300,000ยกเว้น
300,001 – 3,000,00015%
มากกว่า 3,000,00020%

ในหลายกรณี จดบริษัทจำกัดแล้วเสียภาษีน้อยกว่าเจ้าของคนเดียว โดยเฉพาะเมื่อกำไรเริ่มสูงเกิน 750,000 บาทต่อปี ใครที่อยากรู้เรื่องวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม PEAK สรุปไว้ให้แล้ว

ความแตกต่างด้านการจัดทำบัญชี

เจ้าของคนเดียวไม่ถูกบังคับให้ทำบัญชีตามกฎหมาย แต่ควรทำเพื่อยื่นภาษีถูกต้องและวางแผนธุรกิจ ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองอ่านวิธีทำบัญชีร้านค้าที่ PEAK สรุปไว้

นิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงิน และส่งงบต่อ DBD ทุกปี

เลือกรูปแบบธุรกิจอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

การเลือกประเภทธุรกิจและรูปแบบการจัดตั้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนเจ้าของ ระดับความเสี่ยง ภาระภาษี และความน่าเชื่อถือที่ต้องการ

  1. จำนวนเจ้าของ ทำคนเดียวหรือมีหุ้นส่วน
  2. ความเสี่ยง ธุรกิจที่มีหนี้สินมากควรจำกัดความรับผิดด้วยการจดบริษัท
  3. ภาษี เปรียบเทียบว่ารูปแบบไหนเสียภาษีน้อยกว่าตามรายได้ที่คาดหวัง
  4. ความน่าเชื่อถือ ถ้าต้องทำงานกับบริษัทใหญ่หรือขอสินเชื่อ จดบริษัทจำกัดมีข้อได้เปรียบ

SME ควรเลือกรูปแบบธุรกิจไหน

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กและยังไม่แน่ใจว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน เริ่มจากเจ้าของคนเดียวก่อนก็ได้ เพราะจัดการง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำ

แต่ถ้ารายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ควรพิจารณาจดบริษัทจำกัด เพราะประหยัดภาษีได้มากกว่า มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า และเข้าถึงสินเชื่อ SME ได้ง่ายกว่า

สรุป: เลือกรูปแบบธุรกิจที่ใช่ เริ่มต้นได้มั่นคงกว่า

ประเภทของธุรกิจแบ่งได้ 2 มุมหลัก คือตามกิจกรรม (พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม) และตามรูปแบบจัดตั้ง (เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน) สิ่งสำคัญ คือเลือกรูปแบบที่ตรงกับขนาดธุรกิจ ความเสี่ยง และภาระภาษีที่ยอมรับได้

จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK

PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการบัญชีและภาษีได้ครบในที่เดียว รองรับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับประเภทธุรกิจ

ธุรกิจ 4 ประเภทหลักมีอะไรบ้าง

แบ่งตามลักษณะกิจกรรมได้ 4 ประเภท คือ พาณิชยกรรม (ซื้อมาขายไป) อุตสาหกรรม (ผลิต) บริการ (ขายทักษะ) และเกษตรกรรม (ปลูก เลี้ยง แปรรูป) ธุรกิจหนึ่งอาจผสมหลายประเภทได้ เช่น ร้านกาแฟที่ทั้งผลิตและบริการ

เจ้าของคนเดียว กับ บริษัทจำกัด ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ความรับผิดและภาษี เจ้าของคนเดียวรับผิดไม่จำกัดและเสียภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุด 35% ขณะที่บริษัทจำกัดรับผิดแค่เท่าทุนหุ้นและเสียภาษีนิติบุคคลสูงสุด 20% สำหรับ SME

รายได้เท่าไรถึงควรจดบริษัท

ไม่มีกฎตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้ากำไรเกิน 750,000 บาทต่อปี จดบริษัทจำกัดมักประหยัดภาษีได้มากกว่า นอกจากนั้นยังเพิ่มความน่าเชื่อถือและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่า

ธุรกิจ SME ควรเลือกรูปแบบไหน

ถ้าเพิ่งเริ่มต้นและรายได้ยังไม่มาก เริ่มจากเจ้าของคนเดียวเพราะจัดการง่าย พอธุรกิจเติบโตและต้องการความน่าเชื่อถือ ค่อยจดบริษัทจำกัดซึ่งเป็นรูปแบบที่ SME ไทยนิยมมากที่สุด


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine