Table of Contents

ยอดขายเข้าบัญชีทุกวัน แต่พอถึงเรื่องภาษี กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว เพราะเรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ยังเป็นคำถามที่คนค้นหากันมากทุกปี

ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง สรุปสั้น ๆ คือ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามรายได้สุทธิ และถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย

บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่ภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนยื่นภาษี ตัวอย่างคำนวณจริง ไปจนถึงวิธีเตรียมตัวรับมาตรการคุมเข้มของกรมสรรพากร


กรมสรรพากรคุมเข้มจัดเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ ผู้ขายต้องเตรียมตัวอย่างไร

กรมสรรพากรเพิ่มความเข้มงวดในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-Commerce และสถาบันการเงินในการตรวจสอบรายได้ของผู้ขาย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Payment ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือยอดรวม 400 ครั้งขึ้นไปที่มูลค่าเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ให้กรมสรรพากรทราบ

มาตรการที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตคือ กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมการเงินของผู้ขายออนไลน์ได้โดยตรง ผ่านระบบ e-Payment ของธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ดังนั้นการไม่ยื่นภาษีหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้

ใครบ้างที่ถูกตรวจสอบ

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ขายที่มียอดโอนเข้าบัญชีจำนวนมากแต่ไม่เคยยื่นภาษี ผู้ขายที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน VAT และผู้ขายที่มียอดธุรกรรมสูงบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่าง ๆ


ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

ผู้ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี รายละเอียดของแต่ละประเภทมีดังนี้

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ถ้าคุณขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0-35% ตามขั้นบันไดรายได้สุทธิ

ตัวอย่างเช่น รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี รายได้สุทธิส่วนที่เกินจะถูกคำนวณตามอัตราขั้นบันได เริ่มจาก 5% สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ไปจนถึง 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000-3 ล้านบาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20%

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องจดเมื่อไร

ผู้ขายของออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ปัจจุบันอัตรา VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) โดยต้องออกใบกำกับภาษี ให้ผู้ซื้อ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

ข้อควรระวัง คือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ดังนั้นแม้จะขาดทุน แต่ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ก็ต้องจด VAT เช่นกัน

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า ทำกราฟิก หรือจ้างงานบริการอื่น ๆ คุณมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร เช่น จ้างช่างภาพ 10,000 บาท หักภาษี 3% เท่ากับ 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท แล้วนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินด้วย


บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ขายของออนไลน์แบบไหนเสียภาษีต่างกัน

หลายคนสงสัยว่าควรขายของในนามบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัทดี คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้และแผนธุรกิจระยะยาว

รายการบุคคลธรรมดานิติบุคคล (SME)
อัตราภาษีก้าวหน้า 0-35%0-20% จากกำไรสุทธิ
หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% หรือตามจริงตามจริงเท่านั้น (ต้องมีเอกสาร)
จดทะเบียนไม่ต้องต้องจดที่ DBD
ความน่าเชื่อถือต่ำกว่าสูงกว่า คู่ค้าเชื่อมั่น

ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี การจดนิติบุคคลมักประหยัดภาษีมากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคล SME ต่ำกว่าอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดาที่รายได้สูง


ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์

การทำธุรกิจย่อมมาคู่กับการชำระภาษี ยิ่งสำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์มือใหม่ ควรทำให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องความพร้อมด้านเอกสาร วิธีการทำคำนวณรายได้ และรอบยื่นภาษีประจำปี โดยมีขั้นตอน ดังนี้

เตรียมเอกสารและข้อมูลรายได้

สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้

– สรุปยอดขายจากทุกช่องทาง (Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop, เว็บไซต์ตัวเอง)

– statement บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากการขาย

– หลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง

– ใบกำกับภาษี (ถ้าจด VAT)

การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้ตอนยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก

คำนวณรายได้สุทธิ

สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ของรายได้ ควรลองคำนวณทั้ง 2 แบบแล้วเลือกแบบที่ได้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพื่อเสียภาษีน้อยลง

ยื่นแบบภาษี

ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ได้เลย โดยบุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน

ชำระภาษี

สามารถจ่ายผ่านระบบ e-Filing, ธนาคาร, ATM, Mobile Banking หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ถ้าภาษีที่ต้องจ่ายเกิน 3,000 บาท สามารถผ่อนชำระ 3 งวดได้ (เฉพาะบุคคลธรรมดา)


ตัวอย่างคำนวณภาษีร้านค้าออนไลน์จริง

กรณีแม่ค้า Shopee รายได้ 500,000 บาทต่อปี

สมมติคุณขายเสื้อผ้าบน Shopee มีรายได้รวม 500,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%

– รายได้ 500,000 บาท

– หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 300,000 บาท

– หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

– รายได้สุทธิ เท่ากับ 140,000 บาท

– ภาษีที่ต้องจ่าย เท่ากับ 0 บาท (เพราะรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท)

กรณีนี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบภาษีตามปกติ

กรณีร้านค้า Facebook รายได้ 2 ล้านบาทต่อปี

สมมติคุณขายสินค้าผ่าน Facebook และ TikTok Shop รายได้รวม 2,000,000 บาทต่อปี กรณีนี้รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจดทะเบียน VAT ด้วย

– รายได้ 2,000,000 บาท

– หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 1,200,000 บาท

– หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

– รายได้สุทธิ เท่ากับ 740,000 บาท

คำนวณภาษีตามขั้นบันไดดังนี้

รายได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษีภาษีที่ต้องจ่าย (บาท)
0-150,000ยกเว้น0
150,001-300,0005%7,500
300,001-500,00010%20,000
500,001-740,00015%36,000
รวมภาษีที่ต้องจ่าย63,500

นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และออกใบกำกับภาษีด้วย


ภาษีขายของบน Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop ต่างกันตรงไหน

ในแง่ของกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ภาระภาษีเหมือนกันทุกประการ เพราะภาษีคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้คิดจากแพลตฟอร์ม

สิ่งที่ต่างกันคือ ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ (กรณีเลือกหักตามจริง) เช่น ค่า commission ของ Shopee, ค่า shipping fee ที่แพลตฟอร์มหัก หรือค่า ads บน Facebook ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่หักภาษีได้

สิ่งสำคัญคือ ต้องรวมรายได้จากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเมื่อคำนวณภาษี ห้ามแยกคำนวณทีละแพลตฟอร์ม


5 สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเตรียมรับมาตรการสรรพากรคุมเข้ม

ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายการ เพื่อให้ข้อมูลรายรับ-รายจ่ายเป็นระบบ พร้อมออกรายงานได้ทันทีเมื่อถูกตรวจสอบ

เก็บหลักฐานรายรับ-รายจ่ายให้ครบ ทั้งยอดขายจากแพลตฟอร์ม statement ธนาคาร และใบเสร็จค่าใช้จ่าย เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี

ยื่นภาษีให้ตรงเวลาทุกปี แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงว่ามีการรายงานรายได้ถูกต้อง

ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ถ้าไม่จดจะมีโทษปรับ

แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและพิสูจน์รายได้จากการขายจริง


สรุป ขายของออนไลน์เรื่องภาษีไม่ได้ยากอย่างที่คิด

เรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ซับซ้อนถ้าเข้าใจหลักง่าย ๆ คือ รายได้ทุกบาทต้องนำมายื่นภาษี ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และการเก็บเอกสารให้ครบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อถูกตรวจสอบ

ยิ่งกรมสรรพากรเข้มงวดขึ้น การจัดการบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง

จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ลดความยุ่งยากในการจัดการเอกสารและเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี

ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีขายของออนไลน์

ขายของออนไลน์รายได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี

ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบภาษี แต่จะเริ่มเสียภาษีจริงเมื่อรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) เกิน 150,000 บาทต่อปี ส่วนการจดทะเบียน VAT จะเกิดขึ้นเมื่อรายได้ (ยอดขายรวม) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน

ร้านค้าเล็ก ๆ ยื่นภาษีอย่างไร

ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายในนามบุคคลธรรมดา ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการ วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ค่าใช้จ่ายจริงน้อยกว่า 60% ของรายได้

ขายของบนเฟซบุ๊กเสียภาษีเหมือนกับ Shopee หรือไม่

เหมือนกันทุกประการในแง่ภาระภาษี เพราะกฎหมายคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้แยกตามแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างคือค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีอะไรเพิ่ม

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หลังจดแล้วต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน สิ่งสำคัญคือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย