Table of Contents

ธุรกิจที่ซื้อขายกับต่างประเทศมักเจอเอกสารมากมาย และ Commercial Invoice คือหนึ่งในเอกสารที่สร้างความสับสนมากที่สุด หลายคนเข้าใจว่าเป็นแค่ใบแจ้งหนี้ธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเอกสารนี้มีผลต่อการผ่านพิธีศุลกากรและการคำนวณภาษีนำเข้าโดยตรง โดยในบทความนี้ จะพาคุณมาเข้าใจ Commercial Invoice ตั้งแต่ความหมาย องค์ประกอบ วิธีกรอกทีละช่อง ไปจนถึงข้อควรระวังด้านภาษีศุลกากรที่ SME ต้องรู้

Commercial Invoice คืออะไร

Commercial Invoice คือเอกสารทางการค้าที่ผู้ส่งออกออกให้ผู้นำเข้า เพื่อแสดงรายละเอียดสินค้า มูลค่า เงื่อนไขการซื้อขาย และข้อมูลคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เอกสารนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานการซื้อขายระหว่างประเทศและใช้ประกอบการผ่านพิธีศุลกากรที่ด่านนำเข้า-ส่งออก (ข้อมูลจาก กรมศุลกากร)

พูดให้เข้าใจง่าย ถ้าใบแจ้งหนี้คือเอกสารเรียกเก็บเงินภายในประเทศ CI ก็คือเอกสารเรียกเก็บเงินสำหรับการค้าข้ามพรมแดน

CI ใช้เมื่อไร

CI ใช้ทุกครั้งที่มีการส่งสินค้าข้ามประเทศที่มีมูลค่าทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าไปยังผู้ซื้อต่างชาติ หรือการนำเข้าวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น บริษัท สยามเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกผลไม้อบแห้งไปญี่ปุ่น บริษัทต้องออก CI ให้ผู้ซื้อเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อศุลกากรทั้งสองประเทศ

ใครเป็นผู้ออก CI

ผู้ส่งออก (Exporter) เป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้เสมอ โดยออกให้ผู้นำเข้า (Importer) ก่อนหรือพร้อมกับการจัดส่งสินค้า ข้อมูลต้องครบถ้วนตามที่ศุลกากรปลายทางกำหนด

องค์ประกอบสำคัญของ Commercial Invoice

เอกสารนี้ต้องมีข้อมูลหลัก 8 ส่วน ดังนี้

ลำดับรายการรายละเอียด
1ข้อมูลผู้ส่งออก (Shipper/Exporter)ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
2ข้อมูลผู้นำเข้า (Consignee)ชื่อผู้ซื้อ ที่อยู่ ประเทศปลายทาง
3เลขที่และวันที่ออก (Invoice No. & Date)เลข Invoice สำหรับอ้างอิง พร้อมวันที่ออกเอกสาร
4รายละเอียดสินค้า (Description of Goods)ชื่อสินค้า รหัส HS Code จำนวน น้ำหนัก
5ราคาและมูลค่ารวม (Unit Price & Total Value)ราคาต่อหน่วย จำนวนหน่วย มูลค่ารวมเป็นสกุลเงินที่ตกลงกัน
6เงื่อนไขการค้า (Incoterms)เช่น FOB, CIF, EXW ซึ่งกำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัย
7เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Terms)เช่น T/T, L/C, D/P พร้อมระยะเวลาชำระ
8ข้อมูลการขนส่ง (Shipping Details)ท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง ชื่อเรือ วันที่จัดส่ง

Incoterms คือเงื่อนไขที่กำหนดโดย ICC (International Chamber of Commerce) ฉบับปัจจุบันคือ Incoterms 2020 ซึ่งระบุว่าผู้ซื้อและผู้ขายแบ่งความรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงกันอย่างไร เงื่อนไขที่ใช้บ่อยในไทย ได้แก่ FOB (ผู้ขายรับผิดชอบถึงท่าเรือต้นทาง) และ CIF (ผู้ขายรับผิดชอบรวมค่าขนส่งและประกันภัยถึงท่าเรือปลายทาง)


วิธีกรอก CI ทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่าง

การกรอกเอกสารฉบับนี้ไม่ยาก แต่ต้องละเอียดเพราะข้อมูลทุกช่องมีผลต่อการคำนวณภาษีศุลกากร ขั้นตอนหลักมีดังนี้

  1. กรอกข้อมูลผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ใส่ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และช่องทางติดต่อของทั้งสองฝ่ายให้ครบถ้วน ชื่อผู้นำเข้าต้องตรงกับที่ระบุใน Letter of Credit (ถ้ามี)
  2. ระบุเลขที่เอกสารและวันที่ ใช้ระบบเลขที่ Invoice ที่ติดตามได้ เช่น CI-2026-0001 เพื่อความสะดวกในการอ้างอิงย้อนหลัง
  3. อธิบายสินค้าอย่างละเอียด ระบุชื่อสินค้า รุ่น HS Code จำนวน น้ำหนักสุทธิและน้ำหนักรวม HS Code ต้องถูกต้องเพราะศุลกากรใช้คำนวณอัตราอากร สามารถค้นหา HS Code ได้จากหน้าพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากร
  4. ระบุราคาและสกุลเงิน ใส่ราคาต่อหน่วย จำนวน และมูลค่ารวม พร้อมระบุสกุลเงินให้ชัดเจน เช่น USD, JPY, THB ราคาต้องสอดคล้องกับ Incoterms ที่ตกลงกัน
  5. ระบุ Incoterms และเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น FOB Bangkok หรือ CIF Tokyo พร้อมเงื่อนไข Payment Terms เช่น T/T 30 days
  6. ลงลายเซ็นและประทับตรา แม้กฎหมายบางประเทศไม่บังคับลายเซ็น แต่ในทางปฏิบัติควรลงลายเซ็นผู้มีอำนาจพร้อมประทับตราบริษัทเสมอ เพราะศุลกากรหลายประเทศยังต้องการเอกสารที่มีลายเซ็น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออก CI

ผู้ส่งออกมือใหม่มักทำผิดพลาดในจุดต่อไปนี้ ซึ่งอาจทำให้สินค้าติดค้างที่ด่านศุลกากรหรือถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม

  • HS Code ไม่ตรงกับสินค้าจริง เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด HS Code ที่ผิดทำให้อัตราอากรเปลี่ยน และอาจถูกปรับหรือสินค้าถูกกักไว้ที่ด่าน
  • มูลค่าสินค้าไม่สอดคล้องกับ Incoterms เช่น ระบุ CIF แต่ไม่รวมค่าขนส่งและประกันภัยในมูลค่ารวม ทำให้ศุลกากรประเมินมูลค่าใหม่และเรียกเก็บภาษีเพิ่ม
  • ข้อมูลผู้นำเข้าไม่ตรงกับเอกสารอื่น ชื่อและที่อยู่ผู้นำเข้าต้องตรงกันทุกเอกสาร ทั้ง CI, Packing List และ Bill of Lading ถ้าไม่ตรงกันอาจถูกปฏิเสธที่ด่าน
  • ไม่ระบุแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) บางประเทศให้สิทธิพิเศษทางภาษีตามข้อตกลงการค้า เช่น AFTA, RCEP ถ้าไม่ระบุแหล่งกำเนิด ผู้นำเข้าอาจเสียภาษีในอัตราปกติแทนอัตราพิเศษ

Commercial Invoice กับ Proforma Invoice ต่างกันอย่างไร

เอกสารสองชนิดนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่ใช้คนละจังหวะในกระบวนการซื้อขาย

รายการCommercial InvoiceProforma Invoice
ใช้เมื่อหลังตกลงซื้อขายแล้ว ออกพร้อมการจัดส่งสินค้าก่อนตกลงซื้อขาย ใช้เป็นใบเสนอราคาเบื้องต้น
สถานะทางกฎหมายเป็นเอกสารทางการค้าที่ใช้ผ่านพิธีศุลกากรไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นเพียงประมาณการ
มูลค่าสินค้ามูลค่าจริงตามที่ตกลงซื้อขายมูลค่าประมาณการ อาจเปลี่ยนแปลงได้
ใช้เปิด L/Cไม่ได้ ออกหลังจากเปิด L/C แล้วใช้ได้ ธนาคารใช้เป็นหลักฐานเปิด L/C

สรุปคือ Proforma Invoice เปรียบเหมือนใบเสนอราคาที่ใช้ตกลงเงื่อนไขก่อน ส่วน Commercial Invoice คือเอกสารจริงที่ออกหลังยืนยันการซื้อขาย

ข้อควรระวังด้านภาษีศุลกากรที่เกี่ยวกับ CI

มูลค่าที่ระบุบน CI มีผลต่ออากรนำเข้าและ VAT โดยตรง ข้อมูลด้านล่างอ้างอิงจากกรมศุลกากรและกรมสรรพากร แนะนำให้ตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนนำไปใช้จริง

มูลค่าศุลกากร (Customs Value) คำนวณจากอะไร

มูลค่าที่ศุลกากรใช้คำนวณอากรนำเข้าคือ CIF Value ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ถ้า CI ระบุราคาแบบ FOB ศุลกากรจะบวกค่าขนส่งและประกันภัยเข้าไปเพื่อคำนวณเป็น CIF

ตัวอย่างการคำนวณมูลค่าศุลกากร

  • ราคาสินค้า (FOB) = 100,000 บาท
  • ค่าขนส่ง (Freight) = 15,000 บาท
  • ค่าประกันภัย (Insurance) = 2,000 บาท
  • มูลค่าศุลกากร (CIF) = 117,000 บาท

ตัวเลข CIF นี้คือฐานที่ศุลกากรใช้คำนวณอากรขาเข้า

VAT และอากรนำเข้าที่ต้องรู้

สินค้านำเข้าต้องเสียภาษี 2 ชั้น ได้แก่ อากรขาเข้า (คิดจาก CIF Value x อัตราอากรตาม HS Code) และ VAT 7% (คิดจาก CIF Value บวกอากรขาเข้า) ข้อมูลอัตราอากรตรวจสอบได้ที่หน้าพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากร

ตัวอย่างการคำนวณภาษีนำเข้า (สมมุติอัตราอากร 10%)

  • มูลค่า CIF = 117,000 บาท
  • อากรขาเข้า (10%) = 11,700 บาท
  • ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (CIF + อากร) = 128,700 บาท
  • VAT (7%) = 9,009 บาท
  • รวมภาษีที่ต้องชำระ = 20,709 บาท

VAT นำเข้า 9,009 บาทที่จ่ายไปนี้ สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งได้ หากกิจการจดทะเบียน VAT

ตัวอย่างการบันทึกบัญชีเมื่อนำเข้าสินค้าพร้อม CI

เมื่อได้รับสินค้าและ CI จากผู้ส่งออกต่างประเทศ นักบัญชีต้องบันทึกรายการดังนี้ (สมมุติมูลค่าสินค้า CIF 117,000 บาท อากร 11,700 บาท VAT 9,009 บาท)

รายการDr. (เดบิต)Cr. (เครดิต)
สินค้า/วัตถุดิบ (ต้นทุนสินค้ารวมอากร)128,700 บาท
ภาษีซื้อ (VAT นำเข้า)9,009 บาท
เจ้าหนี้การค้าต่างประเทศ (ค่าสินค้า CIF)117,000 บาท
เจ้าหนี้กรมศุลกากร (อากร + VAT)20,709 บาท

ต้นทุนสินค้านำเข้า = ราคาสินค้า CIF + อากรขาเข้า เพราะตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 (สินค้าคงเหลือ) อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า ส่วน VAT นำเข้าบันทึกเป็นภาษีซื้อแยกต่างหาก


Checklist เอกสารส่งออก-นำเข้าที่ต้องเตรียมคู่กับ CI

การส่งออกหรือนำเข้าสินค้าต้องใช้เอกสารหลายรายการประกอบกัน นอกจาก CI แล้ว เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

เอกสารหน้าที่ต้องตรงกับ CI หรือไม่
Packing Listแสดงรายละเอียดการบรรจุหีบห่อ น้ำหนัก จำนวนกล่องต้องตรง ทั้งรายการสินค้าและจำนวน
Bill of Lading (B/L)เอกสารขนส่งทางเรือ เป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์สินค้าชื่อผู้ส่ง-ผู้รับต้องตรงกัน
Certificate of Origin (C/O)ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใช้ขอสิทธิลดอากรตามข้อตกลงการค้าแหล่งกำเนิดต้องตรงกัน
Insurance Certificateหลักฐานการประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่งมูลค่าต้องสอดคล้องกัน

เอกสารทุกฉบับต้องมีข้อมูลสอดคล้องกัน โดยเฉพาะชื่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย รายการสินค้า และมูลค่า หากข้อมูลไม่ตรงกัน สินค้าอาจถูกกักที่ด่านศุลกากร


สรุป เตรียม Commercial Invoice ให้ถูกต้อง ธุรกิจส่งออกราบรื่นตั้งแต่เอกสารแรก

เอกสารนี้ไม่ใช่แค่ใบเรียกเก็บเงิน แต่เป็นหัวใจของกระบวนการค้าระหว่างประเทศ สิ่งที่ต้องจำคือ กรอก HS Code ให้ถูกต้อง มูลค่าสินค้าต้องสอดคล้องกับ Incoterms และตรวจทานข้อมูลกับเอกสารชุดอื่นก่อนส่ง

จัดการเอกสารนำเข้า-ส่งออกและบันทึกบัญชีครบจบในที่เดียวด้วย PEAK

สำหรับธุรกิจที่มีรายการซื้อขายกับต่างประเทศ การจัดการเอกสารตั้งแต่ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ ไปจนถึงใบกำกับภาษีให้เป็นระบบเป็นเรื่องสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME ออกเอกสารทางธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Commercial Invoice

CI จำเป็นต้องมีลายเซ็นหรือไม่

ตามหลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็นทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ ศุลกากรหลายประเทศ (โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและแอฟริกา) ยังต้องการเอกสารที่มีลายเซ็นและตราบริษัท แนะนำให้ลงลายเซ็นผู้มีอำนาจเสมอเพื่อป้องกันปัญหา

CI ออกเป็นสกุลเงินอะไรได้บ้าง

ออกเป็นสกุลเงินใดก็ได้ตามที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน สกุลเงินที่ใช้บ่อยในการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ USD, EUR, JPY และ CNY สิ่งสำคัญคือสกุลเงินบนเอกสารต้องตรงกับที่ระบุใน L/C หรือสัญญาซื้อขาย

CI ต่างจาก Tax Invoice (ใบกำกับภาษี) อย่างไร

CI ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ เป็นเอกสารสำหรับศุลกากรและการชำระเงินข้ามพรมแดน ส่วนใบกำกับภาษีเป็นเอกสารที่ผู้จดทะเบียน VAT ในไทยออกให้ผู้ซื้อเพื่อใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ-ภาษีขายภายในประเทศ เอกสารสองชนิดนี้ใช้คนละบริบทและไม่สามารถใช้แทนกันได้


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

เริ่มต้นใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK