Table of Contents

ธุรกิจที่มีลูกค้าองค์กรหลายราย มักให้เครดิตเทอมกับลูกค้าทุกราย แต่ลูกค้าอาจชำระเร็ว-ช้าไม่เท่ากัน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงหนี้เสียมากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การจัดกลุ่มลูกค้า หรือ Customer Segmentation เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม

โดยในบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ Segmentation ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีนำไปใช้แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B กำหนดเครดิตเทอม และบริหารบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบ

Segmentation คืออะไร

Customer Segmentation หรือ Market Segmentation คือ การแบ่งตลาดหรือฐานลูกค้าออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะร่วมกัน ธุรกิจจะได้ออกแบบกลยุทธ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่มได้แม่นยำขึ้น

การทำ Segmentation ช่วยให้ธุรกิจจัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น ทีมขายรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสปิดการขายสูง ฝ่ายบัญชีรู้ว่ากลุ่มไหนเสี่ยงค้างชำระ ส่วนผู้บริหารก็วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำกว่าเดิม

ทำไม Segmentation ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ

เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่ม มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน การให้บริการแบบเดียวกันทุกรายจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี เมื่อทีมขายมีทรัพยากรจำกัด การเลือกลงแรงกับกลุ่มลูกค้าที่สร้างกำไรได้สูงสุดก่อนจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่า และลดเวลาที่เสียไปกับลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายไป

นอกจากนี้ยังช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้ดีขึ้น เพราะเมื่อรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีประวัติชำระดีหรือไม่ดี ก็สามารถกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ต้น


ประเภทของ Segmentation มีอะไรบ้าง (4 ประเภทหลัก)

การแบ่งกลุ่มลูกค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

Demographic Segmentation – แบ่งตามลักษณะประชากร

สำหรับ B2C จะใช้ อายุ เพศ รายได้ อาชีพ แต่สำหรับ B2B จะใช้สิ่งที่เรียกว่า Firmographics แทน ได้แก่ ขนาดบริษัท จำนวนพนักงาน ทุนจดทะเบียน และรายได้ต่อปี

Geographic Segmentation – แบ่งตามพื้นที่

แบ่งลูกค้าตามภูมิภาค จังหวัด หรือเขตเมืองกับชนบท สำหรับ SME ไทยมักใช้เกณฑ์นี้ในการแบ่งโซนจัดส่งหรือสาขาขาย เช่น ลูกค้ากรุงเทพฯ กับลูกค้าต่างจังหวัดอาจมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่างกัน

Psychographic Segmentation – แบ่งตามหลักจิตวิทยา

ดูที่ค่านิยม ทัศนคติ และไลฟ์สไตล์ สำหรับลูกค้า B2B จะดูที่วัฒนธรรมองค์กร เช่น บางบริษัทเน้นราคาถูก ขณะที่บางบริษัทเน้นคุณภาพและยอมจ่ายแพงกว่า

Behavioral Segmentation – แบ่งตามพฤติกรรม

เป็นเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B เพราะดูจากข้อมูลที่จับต้องได้ เช่น ความถี่ในการสั่งซื้อ มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย และประวัติการชำระเงิน เกณฑ์เหล่านี้เป็นรากฐานของการแบ่ง Tier ลูกค้าที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป


STP คืออะไร – จาก Segmentation สู่การเลือกกลุ่มเป้าหมาย

STP Model คือกรอบแนวคิดทางการตลาดที่ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนความหมาย
Segmentationแบ่งกลุ่มลูกค้าตามเกณฑ์
Targetingเลือกกลุ่มที่จะโฟกัส
Positioningวางตำแหน่งสินค้าหรือบริการให้ตรงกับกลุ่มที่เลือก

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ STP ไม่ได้ใช้แค่ในงาน Marketing เท่านั้น ธุรกิจ B2B สามารถใช้ STP ในการจัดลำดับความสำคัญของ Sales Pipeline รวมถึงกำหนดเงื่อนไขทางการเงินที่ต่างกันในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป


Customer Segmentation สำหรับ B2B – วิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าองค์กร

การแบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ต่างจาก B2C ตรงที่ต้องดูข้อมูลเชิงธุรกิจแทนข้อมูลส่วนบุคคล

เกณฑ์แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ที่นิยมใช้

เกณฑ์ทำไมต้องดู
มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ยบอกว่าลูกค้ารายนี้สร้างรายได้ให้เท่าไร
ความถี่ในการสั่งซื้อบอกว่าลูกค้ารายนี้มีความสม่ำเสมอแค่ไหน
ประวัติการชำระเงินบอกว่าลูกค้ารายนี้มีวินัยทางการเงินหรือไม่
อุตสาหกรรมบอกว่าลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ในธุรกิจที่เติบโตหรือหดตัว
ระยะเวลาเป็นลูกค้าบอกว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่าที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว

การแบ่ง 3 กลุ่มลูกค้า B2B แบบ Tier A, B, C

สมมติว่า บริษัท สมาร์ท ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์สำนักงาน มีลูกค้าองค์กรกว่า 80 ราย สามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้

กลุ่มลักษณะจำนวนลูกค้า
Tier Aสั่งซื้อเกิน 500,000 บาทต่อเดือน สั่งทุกสัปดาห์ จ่ายตรงเวลาเสมอประมาณ 10 ราย
Tier Bสั่งซื้อ 100,000-500,000 บาทต่อเดือน สั่งทุก 2 สัปดาห์ จ่ายตรงเวลาเป็นส่วนใหญ่ประมาณ 25 ราย
Tier Cสั่งซื้อต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือน สั่งไม่สม่ำเสมอ เคยค้างชำระประมาณ 45 ราย

Tier A มีจำนวนน้อยที่สุด แต่สร้างรายได้มากที่สุดให้ธุรกิจ ในขณะที่ Tier C มีจำนวนมากแต่มีความเสี่ยงสูง


วิธีกำหนดเครดิตเทอมตามกลุ่มลูกค้า

เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญคือการกำหนดเงื่อนไขการขายที่ต่างกัน โดยเฉพาะเครดิตเทอม (Credit Term) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ให้ลูกค้าชำระเงินหลังรับสินค้า

การให้เครดิตเทอมเท่ากันทุกรายเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น เพราะลูกค้า Tier A ที่จ่ายตรงเวลาสมควรได้เงื่อนไขที่ดีกว่า ขณะที่ลูกค้า Tier C ที่เคยค้างชำระควรมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า

ตารางเครดิตเทอมแยกตาม Tier

กลุ่มเครดิตเทอมวงเงินสินเชื่อ
Tier A60 วัน (ลด 2% ถ้าจ่ายใน 15 วัน)1,000,000 บาท
Tier B30 วัน300,000 บาท
Tier Cชำระทันทีหรือ 15 วัน (มัดจำ 30%)50,000 บาท

วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจรักษาลูกค้าที่ดี พร้อมลดความเสี่ยงจากลูกค้าที่มีพฤติกรรมชำระไม่ตรงเวลา


บริหารบัญชีลูกหนี้ตามกลุ่มลูกค้า (Accounts Receivable Management)

Segmentation ไม่ได้มีประโยชน์แค่ฝ่ายขาย แต่ช่วยฝ่ายบัญชีบริหารลูกหนี้การค้าได้อย่างเป็นระบบ

วิเคราะห์ความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละกลุ่ม ด้วย Aging Analysis

Aging Analysis คือ การจัดกลุ่มลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ เมื่อนำมาวิเคราะห์แยกตาม Tier จะเห็นภาพชัดเจนว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยงสูง

ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) พบว่า

  • Tier A มียอดลูกหนี้คงค้างน้อย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงยังไม่ครบกำหนด
  • Tier B มียอดค้างชำระในช่วง 30-60 วันบ้าง แต่ไม่เกิน 10% ของยอดรวม
  • Tier C มียอดค้างชำระเกิน 90 วันกว่า 25% ของยอดรวม ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนหนี้เสีย

เทคนิคลดหนี้เสียด้วยข้อมูล Segmentation

เมื่อรู้ว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยง ก็สามารถวางแผนรับมือล่วงหน้าได้ อาทิ การตั้งระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติก่อนครบกำหนดชำระ 7 วัน เพราะลูกค้าหลายรายไม่ได้ตั้งใจค้างชำระ แต่ลืมหรือเอกสารตกหล่น การแจ้งเตือนช่วยลดปัญหานี้ได้ทันที

ปรับเครดิตเทอมตามประวัติการชำระ เพราะลูกค้าที่เคยจ่ายตรงเวลาต่อเนื่อง 6 เดือนอาจเลื่อนขึ้นจาก Tier C เป็น Tier B ได้ ในทางกลับกัน ลูกค้าที่เริ่มค้างชำระบ่อยก็ควรถูกปรับลดเครดิตเทอมลง และอาจให้ส่วนลดสำหรับการชำระก่อนกำหนด เพราะส่วนลด 1-2% อาจดูเป็นต้นทุนเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของการติดตามหนี้และความเสี่ยงหนี้เสีย ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก


สรุป Segmentation ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ช่วยจัดการเงินของธุรกิจได้จริง

Segmentation เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้มากกว่าแค่งาน Marketing สำหรับธุรกิจ B2B การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามมูลค่า ความถี่ และประวัติการชำระ ช่วยให้วางกลยุทธ์การขาย กำหนดเครดิตเทอม และบริหารบัญชีลูกหนี้ได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น สามารถใช้ Spreadsheet แบ่งกลุ่มลูกค้าและติดตามยอดค้างชำระได้ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีลูกค้ามากขึ้น การจัดการด้วยมือจะเริ่มมีข้อผิดพลาด

ยกระดับการจัดการลูกค้าและบัญชีลูกหนี้ไปกับ PEAK Account

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้ SME จัดการเอกสารขาย ติดตามลูกหนี้ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ประกอบกับ โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ PEAK Board ที่แสดง Dashboard แบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมลูกหนี้แยกตามกลุ่มได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Segmentation

Segmentation กับ Targeting ต่างกันตรงไหน

Segmentation คือขั้นตอนแบ่งลูกค้าทั้งหมดออกเป็นกลุ่มย่อย ส่วน Targeting คือขั้นตอนเลือกว่าจะโฟกัสกลุ่มไหนเป็นหลัก พูดง่ายๆ คือ Segmentation แบ่งก่อน แล้ว Targeting เลือกทีหลัง

ธุรกิจขนาดเล็กต้องทำ Segmentation ด้วยหรือไม่

ต้องทำ แม้จะมีลูกค้าแค่ 10-20 ราย เพราะการรู้ว่าลูกค้ารายไหนสร้างรายได้มากที่สุดและรายไหนมีความเสี่ยงค้างชำระ ช่วยให้จัดสรรเวลาและทรัพยากรได้ดีขึ้น

ลูกค้ากี่กลุ่มถึงจะเหมาะสม

ไม่มีจำนวนตายตัว แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำ 2-4 กลุ่มก่อน เพราะถ้าแบ่งมากเกินไปจะจัดการยาก ขณะที่แบ่งน้อยเกินไปก็จะไม่เห็นความแตกต่าง

Segmentation ช่วยบริหารบัญชีลูกหนี้ได้อย่างไร

เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าตามประวัติการชำระและมูลค่าสั่งซื้อ จะทำให้กำหนดเครดิตเทอมที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มได้ ลูกค้ากลุ่มที่จ่ายตรงเวลาได้เครดิตเทอมยาวกว่า ลูกค้ากลุ่มที่เสี่ยงได้เครดิตเทอมสั้นหรือต้องจ่ายทันที วิธีนี้ลดหนี้เสียตั้งแต่ต้นทาง

แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ใช้เกณฑ์อะไรบ้าง

เกณฑ์หลักที่นิยมใช้ ได้แก่ มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย ความถี่ในการสั่งซื้อ ประวัติการชำระเงิน อุตสาหกรรมที่ลูกค้าอยู่ และระยะเวลาที่เป็นลูกค้า เกณฑ์เหล่านี้ช่วยให้แบ่ง Tier ได้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย