คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

28 Jan 2026

PEAK Account

4 min

Update Function PEAK 28/01/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. SMART Insight helps you stay ahead with alerts for upcoming due expenses documents—track them instantly from the home page. Suitable for: Basic package and above users who want easier tracking of expense document status Highlight:Expense documents are now included in Smart Insight on the home page. The system helps monitor documents that are approaching their due date or are overdue. When selecting an alert, users are taken directly to the relevant document list with the date range automatically set. Users can also define the time range and minimum document value they want to track—making payment follow-ups faster and easier. Supported documents: SMART Insight indicators: Notes: 2. Added a Reconciliation Status Dashboard in the Finances menu, so you can immediately see whether each payment channel has been reconciled. Suitable for: Accountants who perform reconciliations and want quicker visibility Highlight:A new dashboard in the Finance menu displays reconciliation status for up to 4 selected payment channels, shown in four clear statuses: Notes: 3. Added an Orders from Platform tab on the Shopee API connection page, making it easier to track document status in one place. Suitable for: PRO PLUS package and above users who connect to Shopee via API Highlight: A new Orders from Platform has been added to the Shopee API connection page, allowing users to track order status and document creation status in one place—making monitoring faster and more convenient. Notes: 4. Added Return Product Requisition in the Products menu for more accurate and systematic stock management. Suitable for: BASIC package and above users who use goods issue document Highlight: When items issued from inventory need to be returned, users can create a Return Product Requisition to accurately adjust stock levels. This document must always reference the original Product Requisition and supports inventory reports—ensuring clear tracking of stock movements. 5. Added notification alerts (bell icon) at the top-right when other users create, edit, delete, or comment on documents—so you can track changes instantly. Suitable for: All packages with multi-user collaborationHighlight: When another user creates, edits, deletes, or comments on a document created by someone else, a notification will appear at the top-right bell icon, helping teams stay aligned and track document activity in real time. Notes: 6. Increased the limit for bulk document printing and approved up to 100 documents per action, saving time on large workloads. Suitable for: All packages that need to print or approve multiple documents at onceHighlight: The system now supports bulk printing to PDF and bulk document approval for up to 100 documents per action (previously 20), significantly reducing repetitive steps and saving time. 7. Added tax item verification on the PEAK TAX page to reduce the risk of missing data before filing. Suitable for: PEAK TAX users Highlight: A tax verification step has been added before form creation, allowing users to review tax completeness during the approval stage—reducing the risk of missing data and increasing confidence before filing. 8. Added a gear icon next to the Settings menu for easier menu display settings configuration. Suitable for: All packages Highlight: A gear icon has been added next to the Settings menu. Clicking it redirects users to Menu Display Settings, allowing easy customization of which menus are shown. 9. Added Recovery Codes for Two-Factor Authentication (2FA) to allow login when the 2FA code is unavailable. Suitable for: Users who have enabled Two-Factor Authentication (2FA) Highlight: When 2FA is Turn On, the system provides Recovery Code that can be used to log in or Turn Off 2FA if the original authentication method is unavailable—ensuring continued access. Notes:

28 Jan 2026

PEAK Account

12 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 28/01/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. SMART Insight ตัวช่วยทางธุรกิจรู้ล่วงหน้าเอกสารใกล้ครบกำหนด ช่วยให้ติดตามเอกสารฝั่งรายจ่ายได้ทันทีจากหน้าแรก เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ Basic ขึ้นไปที่ต้องการติดตามสถานะเอกสารรายจ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น Highlight: ระบบเพิ่มเอกสารรายจ่ายไปที่ Smart Insight บนหน้าหลัก เพื่อช่วยตรวจสอบสถานะเอกสารรายจ่ายที่ใกล้ถึงกำหนดหรือค้างชำระ และเมื่อเลือกเอกสารที่ต้องการ ระบบจะพาไปยังหน้าตารางเอกสารนั้น ๆ พร้อมตั้งค่าช่วงเวลาให้อัตโนมัติ โดยผู้ใช้งานสามารถกำหนดช่วงเวลาเอกสารที่สนใจและมูลค่าของเอกสารขั้นต่ำได้ ช่วยให้ติดตามการชำระเงินในเอกสารได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น  เอกสารที่สามารถนำมาแสดงผล มีดังนี้ โดย Smart Insight จะแสดงข้อมูลใน 2 รูปแบบ หมายเหตุ : 2. เพิ่ม Dashboard แสดงสถานะกระทบยอดที่เมนูการเงิน ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้ได้ทันทีว่าช่องทางการเงินที่เราใช้มีการกระทบยอดแล้วหรือไม่ เหมาะสำหรับ : นักบัญชีที่ใช้งานการกระทบยอด และต้องการดูข้อมูลการกระทบยอดได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น Highlight: ระบบเพิ่ม Dashboard แสดงสถานะกระทบยอดที่เมนูการเงิน โดยจะแสดงช่องทางการที่ต้องการตรวจสอบ (สูงสุด 4 ช่องทาง) และแสดงสถานะออกมาเป็น 4 สถานะ หมายเหตุ ช่วยให้เห็นภาพรวมการกระทบยอดของแต่ละช่องทางการเงินได้ทันที พร้อมสถานะที่เข้าใจง่าย 3. เพิ่มแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API Shopee ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามสถานะเอกสารได้สะดวกมายิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ PRO PLUS ขึ้นไป ที่มีการเชื่อมต่อ API Shopee Highlight: ระบบแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API Shopee โดยผู้ใช้งานสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้จากหน้าการเชื่อมต่อ และตรวจสอบสถานะการสร้างเอกสารที่ถูกสร้างได้ทันที ช่วยให้ผู้ใช้งานติดตามสถานะของคำสั่งซื้อและการสร้างเอกสารได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในหน้าเดียว หมายเหตุ 4. เพิ่มใบส่งคืนเบิกสินค้าที่เมนูสินค้า ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการสต๊อกได้เป็นระบบและถูกต้อง เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไปที่มีการใช้งานใบเบิกสินค้า Highlight: เมื่อผู้ใช้งานมีการสร้างเอกสารใบเบิกสินค้า และต้องการคืนสินค้าที่เบิกไป ผู้ใช้งานสามารถสร้างเอกสารใบส่งคืนเบิกสินค้าเพื่อปรับสต๊อกสินค้าให้ถูกต้องตามการใช้งาน โดยการสร้างใบส่งคืนเบิกสินค้าจะต้องอ้างอิงใบเบิกสินค้าทุกครั้ง และสามารถพิมพ์รายงานการเบิกสินค้าจากระบบได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำสินค้าที่เคยเบิกออกกลับเข้าคลังได้อย่างถูกต้อง และติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 5. เพิ่มการแสดงผลการแจ้งเตือนที่กระดิ่งมุมขวาบน เมื่อมีการทำรายการเอกสารโดยผู้ใช้งานรายอื่น ช่วยให้สามารถติดตามการเคลื่อนไหวและตรวจได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่มีการทำงานร่วมกันหลายคน Highlight: เมื่อมีผู้ใช้งานอื่นเข้ามาทำรายการบนเอกสารที่ผู้ใช้งานอีกรายสร้างไว้ ระบบจะมีการแจ้งเตือนไปที่กระดิ่งมุมขวาบน เพื่อแจ้งว่าได้มีการสร้าง แก้ไข ลบ หรือคอมเมนต์เอกสารโดยผู้ใช้งานอื่น ช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่พลาดทุกความเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ 6. ปรับการพิมพ์และอนุมัติเอกสารพร้อมกันสูงสุดครั้งละ 100 รายการ ช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์เอกสารจำนวนมาก เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่ต้องการพิมพ์เอกสารหลายรายการพร้อมกัน Highlight: ระบบเพิ่มจำนวนการพิมพ์เอกสารที่สามารถพิมพ์เป็นไฟล์ PDF และอนุมัติเอกสารพร้อมกันได้เพิ่มขึ้น จากเดิมสูงสุด 20 รายการ/ครั้ง เป็น สูงสุด 100 รายการ/ครั้ง ช่วยลดขั้นตอนการพิมพ์เอกสารซ้ำ ๆ ประหยัดเวลาในการจัดการเอกสารจำนวนมาก 7. เพิ่มการตรวจสอบรายการภาษีในหน้า PEAK TAX ช่วยลดความเสี่ยงข้อมูลตกหล่นก่อนยื่นแบบ เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK TAX Highlight: ระบบเพิ่มหน้าตรวจสอบรายการภาษีก่อนการสร้างแบบ เพื่อตรวจสอบความครบถ้วนของรายการภาษีอีกครั้งในขั้นตอนหน้าอนุมัติก่อนยื่นแบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นจำนวนรายการถูกต้อง ลดโอกาสข้อมูลตกหล่น และเพิ่มความมั่นใจก่อนสร้างแบบภาษี 8. เพิ่มปุ่มฟันเฟืองด้านข้างเมนูตั้งค่า สำหรับการตั้งค่าการแสดงผลเมนู ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการแสดงผลเมนูได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจ Highlight: ระบบเพิ่มฟันเฟืองด้านข้างเมนูตั้งค่า โดยเมื่อเลือกฟันเฟืองแล้ว ระบบจะพาไปที่หน้าตั้งค่าการแสดงผล เพื่อให้ผู้ใช้งานกำหนดการแสดงผลที่แถบเมนูได้ตามต้องการ 9. เพิ่ม Recovery Code สำหรับการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) เมื่อเข้าสู่ระบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบได้เมื่อไม่มีรหัส 2FA เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) Highlight: เมื่อมีการเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ระบบจะเพิ่มหน้าต่างใช้รหัสกู้คืนในการเข้าสู่ระบบ (Recovery Code) ซึ่งรหัสกู้คืนจะใช้สำหรับเข้าสู่ระบบหรือปิด (2FA) ในกรณีที่คุณไม่สามารถเข้าถึงรหัสยืนยันเดิมได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบได้เมื่อไม่มีรหัส 2FA หมายเหตุ ข้อแนะนำ ผู้ใช้งานควรมีการจัดเก็บรหัสกู้คืนในการเข้าสู่ระบบ (Recovery Code) เอาไว้ เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้เพียงครั้งเดียวหลังจากเปิดใช้งาน

28 Jan 2026

PEAK Account

10 min

ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Jan 2026

PEAK Account

10 min

ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 Jan 2026

PEAK Account

13 min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Jan 2026

PEAK Account

12 min

เข้าใจเลขประจำตัวผู้เสียภาษี คืออะไร และความแตกต่างกับเลขบัตรประชาชน

เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนไทยคือการเสียภาษี ซึ่งในการยื่นภาษีนั้นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวเลขสำคัญที่ต้องมี โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลเหมือนกันไหม ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมกัน! เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คืออะไร? เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือ หมายเลขประจำตัวที่ออกให้ทั้งผู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยในกรณีของบุคคลธรรมดาตัวเลขจะตรงกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ออกโดยกรมการปกครอง ในกรณีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชนจำเป็นต้องทำเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะใช้เป็นตัวเลขทะเบียนนิติบุคคลที่บางท่านอาจเคยเห็นตัวเลข 13 หลักในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับหลังจากซื้อของ ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลที่มีเลขทะเบียนแล้วต้องทำการยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ความสำคัญของเลขประจําตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ยื่นภาษี ใช้ในการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้เลข 13 หลักในบัตรประชาชนได้ ในส่วนของนิติบุคคลตัวเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะมีความสำคัญมากและใช้บ่อย เพราะต้องระบุในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบเสนอราคา รวมไปถึงการออกใบกำกับภาษี และการยื่นแบบด้านภาษี เช่น เอกสาร ภ.ง.ด.1 คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใครต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรบ้าง? นอกเหนือจากคนไทยที่เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือเลขบัตรประชาชนแล้ว สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ 1. บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เช่น คนต่างด้าว รวมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้บุคคลธรรมดาที่ต้องการจดทะเบียน VAT หรือธุรกิจเฉพาะ ก็จำเป็นต้องทำการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเช่นกัน 2. นิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ซึ่งไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว จำเป็นต้องยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นเลขที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจำเป็นต้องทำการร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทภายใน 60 วันนับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 3. นายจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ในบางกรณีนายจ้างจำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ก็สามารถยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักได้เช่นเดียวกับกรณีของนิติบุคคล ซึ่งต้องทำการยื่นภายใน 60 วันก่อนจ่ายเงินได้ การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้สามารถจัดการด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนี้ บุคคลธรรมดา สำหรับบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพราะใช้เลขประจำตัวประชาชนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีโดยทันทีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนต่างด้าวและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนให้ขอภายใน 60 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี นิติบุคคล ลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะได้รับหลังจากจดทะเบียนบริษัท โดยเป็นเลขเดียวกับเลขทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลและการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ขอภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย หรือวันที่นิติบุคคลต่างประเทศเริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เอกสารสำหรับใช้ยื่นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในส่วนของเอกสารการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็ใช้เอกสารที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. คนต่างด้าว สำหรับบุคคลธรรมที่เป็นชาวต่างด้าว และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ สามารถยื่นคำร้องด้วยแบบ ล.ป.10.1 โดยยื่นพร้อมเอกสารแนบ เช่น  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ต้องการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นิติบุคคลสามารถยื่นด้วยแบบ ล.ป.10.2 โดยแนบพร้อมกับเอกสารอื่น เช่น 3. นิติบุคคล ในส่วนของนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนบริษัท และมีเลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว สามารถยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้ด้วยแบบยื่น ล.ป.10.3 พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น  การค้นหาเลขทะเบียนบริษัทที่ระบุในหนังสือรับรอง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเลขทะเบียนนี้จะเป็นเลขชุดเดียวกันกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล เราสามารถตรวจสอบข้อมูลในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เพื่อช่วยยืนยันตัวตนของคู่ค้า และการทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นใจ ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ต้องรู้จักเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีใช้ในการระบุตัวตนทางภาษีและธุรกิจ โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาจะใช้เลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล จะได้รับเมื่อจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและยื่นขอรับเลขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนการยื่นภาษีหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ควรทำเรื่องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้พร้อมเพื่อความถูกต้องในการจัดการภาษีตามกฎหมาย โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต นอกจากนี้ยังพร้อมช่วยแนะนำบริษัทรับทำบัญชี เป็นผู้ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

30 Dec 2025

PEAK Account

13 min

โหลดฟรี! ปฏิทินภาษี 2569 เช็กกำหนดยื่นภาษีทั้งปี

ปฏิทินภาษีปี 2569 คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นภาษีและงบการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงค่าปรับ และรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ บทความนี้สรุปกำหนดการยื่นภาษีที่ต้องรู้ในปี 2569 พร้อมผลกระทบและบทลงโทษหากยื่นล่าช้า เพื่อให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายนอกจากนี้ คุณสามารถ ดาวน์โหลดฟรี ปฏิทินภาษีปี 2569 ที่รวบรวมวันยื่นภาษีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไว้อย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการภาษีอย่างมืออาชีพ ยื่นภาษีล่าช้า ส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างไร? ในแต่ละปีจะมีปฏิทินภาษีเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบว่าเอกสารด้านการเงินและภาษีที่จำเป็นต้องยื่นให้กรมสรรพากรภายในวันไหนบ้าง เพราะหากธุรกิจยื่นล่าช้า หรือลืมยื่นเอกสารเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่าที่คุณคิด ซึ่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นมี 3 ข้อหลัก ๆ 1.1 ขาดโอกาสด้านการเงินและการเติบโต หากมีการยื่นเอกสารทางการเงินล่าช้าระบบจะบันทึกประวัติของธุรกิจทั้งหมดไว้ และธนาคารผู้ให้สินเชื่อก็มักจะตรวจสอบประวัติการยื่นงบก่อนเสมอ ถ้าหากว่าล่าช้าอาจทำให้การขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากมากขึ้น และนอกจากธนาคารแล้วยังอาจรวมไปถึงนักลงทุนหรือคู่ค้าที่เมื่อเห็นประวัติว่าบริษัทของเราเคยยื่นงบล่าช้าก็อาจมองได้ว่าทำงานไม่เรียบร้อย ไม่มีระบบชัดเจนจนทำงานด้วยได้ยาก ไม่เพียงแค่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่การยื่นงบการเงินที่ล่าช้าก็ส่งผลต่อการวิเคราะห์ และการเติบโตขององค์กรได้ เพราะในการวางแผนธุรกิจต้องใช้ข้อมูลการเงินที่ถูกต้อง การยื่นงบช้า หรือยื่นไม่ครบถ้วนอาจทำให้การวางแผนผิดพลาด ส่งผลต่อธุรกิจ 1.2 เสียต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น ต้นทุนแฝงเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอและส่งผลกระทบเป็นภัยร้ายที่ทำร้ายธุรกิจ ซึ่งการจัดการวางแผนด้านภาษีและงบการเงินที่ไม่ดีจนยื่นช้ากว่ากำหนดในปฏิทินภาษี ก็นำมาสู่ต้นตอของต้นทุนแฝง เช่น ต้องตามทำบัญชีย้อนหลังที่กระทบในวงกว้าง ตั้งแต่พนักงานบัญชีที่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปทำบัญชี ในมุมผู้ประกอบการเองก็ต้องเครียดอยู่กับการแก้ไขข้อผิดพลาดย้อนหลัง เสียโอกาสในการใช้เวลาไปกับการพัฒนาธุรกิจ และการที่ต้องย้อนแก้ไขในบางครั้งหาเอกสารได้ไม่ครบทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งปัญหาต้นทุนแฝงอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการเสียเงินโดยตรง แต่จากปัญหาข้างต้นก็ทำให้เสียเวลา เสียโอกาส 1.3 กระทบความน่าเชื่อถือของบริษัท ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของธุรกิจต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่กลับสูญเสียไปได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะเพียงแค่การจ่ายภาษีล่าช้าก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงจนทำธุรกิจได้ยากยิ่งขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจด้วยกันก็มองว่าเราทำธุรกิจไม่โปร่งใส รวมไปถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสรรพากรอาจตรวจสอบเราเพิ่มเติมเมื่อยื่นไม่ตรงเวลาบ่อยครั้ง และยิ่งผิดนัดส่งงบการเงินหลายปีติดต่อกันทำให้เป็นสัญญาณความเสี่ยงได้เช่นกัน ค่าปรับภาษีสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? อีกหนึ่งปัญหาใหญ่เมื่อยื่นภาษีล่าช้า เพราะจะมาพร้อมค่าปรับทางภาษี ที่ธุรกิจไม่สามารถนำไป “หักค่าใช้จ่าย” ในการคำนวณภาษีได้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าธุรกิจจ่ายภาษีหรือยื่นงบการเงินตรงตามที่ปฏิทินภาษี 2569 กำหนดไว้ ค่าปรับ เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยปกติค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหลายส่วนจะสามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ แต่เมื่อเป็นค่าปรับ เบี้ยปรับ หรือดอกเบี้ย จะไม่สามารถนำมาใช้หักได้แม้แต่บาทเดียว ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแบบ 100% อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับธุรกิจประเภท SMEs ที่สภาพคล่องถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจเลยก็ว่าได้  บอกได้เลยว่าค่าปรับภาษี หรือค่าปรับอื่น ๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าแก่ธุรกิจแม้แต่น้อย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการยื่นภาษีและงบการเงินให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนดจะดีที่สุด ปี 2569 ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และยื่นเมื่อไหร่? เมื่อทราบถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยื่นภาษีและเอกสารด้านการเงินล่าช้าแล้ว เรามาดูกำหนดการยื่นภาษีต่าง ๆ และบทลงโทษที่ควรรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกับธุรกิจของเรากัน ซึ่งตารางการยื่นภาษีจะมีรูปแบบต้องยื่นเป็นประจำทุกเดือน และยื่นแบบรายปี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นประจำเดือน 3.2 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นรายปี 3.3 บทลงโทษที่ต้องรู้ การยื่นภาษีให้ตรงตามปฏิทินภาษีเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากยื่นล่าช้าหรือลืมยื่นอาจมีบทลงโทษที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น หากไม่ยื่นภ.ง.ด. 50 ภายในเวลาที่กำหนด มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษอื่น ๆ เช่น ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น วางแผนภาษีปี 2569 ตั้งแต่วันนี้! เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่พลาดการยื่นภาษีในปี 2569 ที่จะถึงนี้ PEAK ขอแนะนำปฏิทินภาษีปี 2569 ที่ระบุวันสำคัญด้านภาษี ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารด้านการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงที่จะเสียค่าปรับ หรือเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ สามารถดาวน์โหลดปฏิทินภาษี 2569 จาก PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Jan 2026

PEAK Account

19 min

อากรแสตมป์คืออะไร พร้อมรวมทุกเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเอกสารที่มีความจำเป็นต้องติดอากรแสตมป์ต้องทำการติดภายใน 15 วันหลังลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เป็น “ตรารับรอง” ให้เอกสารดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากเอกสารไม่มีอากรแสตมป์อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งอัตราค่าอากรแสตมป์ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทตราสารตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร โดยอากรแสตมป์จะมีทั้ง 3 ราคาประกอบไปด้วย  ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อย่างที่เราทราบกันว่าอากรแสตมป์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่เพียงแค่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งอากรแสตมป์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ 3 ข้อใหญ่ด้วยกันดังนี้ 1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย สามารถใช้เอกสารที่ติดอากรแสตมป์ในขั้นตอนทางกฎหมายได้ 2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารสัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์จะมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่าเอกสารที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ เพราะสามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีการทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย 3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม สัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะสามารถรับเป็นหลักฐานได้ทันที หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธในการใช้เอกสารดังกล่าวในชั้นศาลเลยทันที เพราะฉะนั้นการติดอากรแสตมป์จึงมีความสำคัญอย่างมากหากต้องมีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหน การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยอากรแสตมป์สามารถติดลงบนเอกสารได้เลย: ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ที่พบเจอบ่อย ถัดมาเป็นประเภทของเอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ รวมไปถึงผู้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และผู้ที่ต้องขีดฆ่า สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย 1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรียน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ที่ 10,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท 2. สัญญาจ้างทำของ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานออกแบบ จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อค่าแรง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น หากค่าแรงรวมทั้งหมดเป็น 15,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท 3. สัญญากู้ยืมเงิน ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก ๆ 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากมีการกู้เงินจำนวน 50,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 25 บาท 4. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เป็นตราสารที่เปรียบเสมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยเอกสารคู่ฉบับจำเป็นต้องมีข้อความ รายละเอียด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับ หรือต้นสัญญา ซึ่งเอกสารประเภทนี้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับเอกสารต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท ยกตัวอย่างเช่น ต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินเสียอากร 25 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ 1. หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ โดยไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่าหรือรายละเอียดของเอกสาร 2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) สำหรับเอกสารประเภทตั๋วเงิน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น หากยอดเงินในตั๋วเงินระบุไว้ที่ 6,500 บาท ผู้ที่ออกตั๋วจะต้องชำระอากรแสตมป์จำนวน 12 บาท 3. สัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่ใช้ในการรับรองหรือค้ำประกัน จะต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท โดยมีอัตราสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงิน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 9 บาท 4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ สำหรับสัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น หากมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุไว้ที่ 1,000,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากติดอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามกฎหมาย ในส่วนนี้เราสรุป 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการติดอากรแสตมป์ที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง 1. ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ภายในกำหนด การติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องติดภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากติดหลังจากครบกำหนด 15 วันไปแล้ว จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้ครบในกรณีที่ต้องการนำเอกสารไปใช้ในชั้นศาล  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าการติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องขีดฆ่าโดยคู่สัญญา พร้อมลงลายมือชื่อหรือวันที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเอกสารจะไม่สามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้ 3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง การติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง เมื่อถูกทักท้วง ก็ยังคงจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยปรับก่อนนำเอกสารฉบับดังกล่าวมาใช้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน 4. ชำระอากรผิดประเภทของตราสาร การชำระอากรของตราสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หากชำระผิดประเภทก็ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่า แต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย หรือใช้แสตมป์ดวงในเอกสารที่ต้องใช้ อ.ส.4 5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่มีมูลค่าสูงจำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากใช้ผิดแบบจะทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ในทางกฎหมายได้ทันที 6. สัญญาที่กำหนดให้ “ผู้รับเงินเป็นผู้ออกอากรแทน” ตามข้อกฎหมายแล้ว ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้รับเงินออกอากรแทน ก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งในอนาคตได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้องควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามข้อกฎหมายกำหนดจะดีมากที่สุด 7. เข้าใจว่าอากรแสตมป์ดูจาก “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เข้าใจว่าหลักการติดอากรแสตมป์ดูแค่ ชื่อสัญญา อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาภายใน แต่ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสาร หากในสัญญามีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่สามารถบังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายเป็นสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ทันที เช่น  การตั้งชื่อเอกสารว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” หรือ “ข้อตกลงความร่วมมือ” แล้วคิดว่าไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ถ้าในเนื้อหาที่การกำหนดสิทธิต่าง ๆ หรือภาระผู้พันก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย 8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด จึงไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เวลาที่มีการทำสัญญากับหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องภายในของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นใคร หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน 9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ความจริงคือ หากเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่รูปแบบการชำระอากรอาจแตกต่างจากเอกสารกระดาษ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญ และข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาเราขอแนะนำขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งในรูปแบบของขั้นตอนแบบกระดาษ และการขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) ขั้นตอนแบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะกว่าแบบออนไลน์ โดยสามารถทำตามได้ดังนี้ ขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) สำหรับขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ หรือเรียกว่า e-Stamp มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากรเพื่อซื้อตราสาร ที่สำคัญคือสามารถชำระอากรแสตมป์ได้ทั้งเอกสารรูปแบบดิจิทัล และเอกสารแบบกระดาษ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อากรแสตมป์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องการ อากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทในสัญญา เอกสารดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่ได้มีการจัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต ดังนั้นเจ้าของกิจการควรจัดการเรื่องอากรแสตมป์ทุกครั้ง และทำตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับด้านภาษีและการเงินสำหรับเจ้าของกิจการได้ที่บทความของ PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Jan 2026

PEAK Account

12 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 28/01/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. SMART Insight ตัวช่วยทางธุรกิจรู้ล่วงหน้าเอกสารใกล้ครบกำหนด ช่วยให้ติดตามเอกสารฝั่งรายจ่ายได้ทันทีจากหน้าแรก เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ Basic ขึ้นไปที่ต้องการติดตามสถานะเอกสารรายจ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น Highlight: ระบบเพิ่มเอกสารรายจ่ายไปที่ Smart Insight บนหน้าหลัก เพื่อช่วยตรวจสอบสถานะเอกสารรายจ่ายที่ใกล้ถึงกำหนดหรือค้างชำระ และเมื่อเลือกเอกสารที่ต้องการ ระบบจะพาไปยังหน้าตารางเอกสารนั้น ๆ พร้อมตั้งค่าช่วงเวลาให้อัตโนมัติ โดยผู้ใช้งานสามารถกำหนดช่วงเวลาเอกสารที่สนใจและมูลค่าของเอกสารขั้นต่ำได้ ช่วยให้ติดตามการชำระเงินในเอกสารได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น  เอกสารที่สามารถนำมาแสดงผล มีดังนี้ โดย Smart Insight จะแสดงข้อมูลใน 2 รูปแบบ หมายเหตุ : 2. เพิ่ม Dashboard แสดงสถานะกระทบยอดที่เมนูการเงิน ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้ได้ทันทีว่าช่องทางการเงินที่เราใช้มีการกระทบยอดแล้วหรือไม่ เหมาะสำหรับ : นักบัญชีที่ใช้งานการกระทบยอด และต้องการดูข้อมูลการกระทบยอดได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น Highlight: ระบบเพิ่ม Dashboard แสดงสถานะกระทบยอดที่เมนูการเงิน โดยจะแสดงช่องทางการที่ต้องการตรวจสอบ (สูงสุด 4 ช่องทาง) และแสดงสถานะออกมาเป็น 4 สถานะ หมายเหตุ ช่วยให้เห็นภาพรวมการกระทบยอดของแต่ละช่องทางการเงินได้ทันที พร้อมสถานะที่เข้าใจง่าย 3. เพิ่มแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API Shopee ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามสถานะเอกสารได้สะดวกมายิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ PRO PLUS ขึ้นไป ที่มีการเชื่อมต่อ API Shopee Highlight: ระบบแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API Shopee โดยผู้ใช้งานสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้จากหน้าการเชื่อมต่อ และตรวจสอบสถานะการสร้างเอกสารที่ถูกสร้างได้ทันที ช่วยให้ผู้ใช้งานติดตามสถานะของคำสั่งซื้อและการสร้างเอกสารได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในหน้าเดียว หมายเหตุ 4. เพิ่มใบส่งคืนเบิกสินค้าที่เมนูสินค้า ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการสต๊อกได้เป็นระบบและถูกต้อง เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไปที่มีการใช้งานใบเบิกสินค้า Highlight: เมื่อผู้ใช้งานมีการสร้างเอกสารใบเบิกสินค้า และต้องการคืนสินค้าที่เบิกไป ผู้ใช้งานสามารถสร้างเอกสารใบส่งคืนเบิกสินค้าเพื่อปรับสต๊อกสินค้าให้ถูกต้องตามการใช้งาน โดยการสร้างใบส่งคืนเบิกสินค้าจะต้องอ้างอิงใบเบิกสินค้าทุกครั้ง และสามารถพิมพ์รายงานการเบิกสินค้าจากระบบได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำสินค้าที่เคยเบิกออกกลับเข้าคลังได้อย่างถูกต้อง และติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 5. เพิ่มการแสดงผลการแจ้งเตือนที่กระดิ่งมุมขวาบน เมื่อมีการทำรายการเอกสารโดยผู้ใช้งานรายอื่น ช่วยให้สามารถติดตามการเคลื่อนไหวและตรวจได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่มีการทำงานร่วมกันหลายคน Highlight: เมื่อมีผู้ใช้งานอื่นเข้ามาทำรายการบนเอกสารที่ผู้ใช้งานอีกรายสร้างไว้ ระบบจะมีการแจ้งเตือนไปที่กระดิ่งมุมขวาบน เพื่อแจ้งว่าได้มีการสร้าง แก้ไข ลบ หรือคอมเมนต์เอกสารโดยผู้ใช้งานอื่น ช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่พลาดทุกความเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ 6. ปรับการพิมพ์และอนุมัติเอกสารพร้อมกันสูงสุดครั้งละ 100 รายการ ช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์เอกสารจำนวนมาก เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่ต้องการพิมพ์เอกสารหลายรายการพร้อมกัน Highlight: ระบบเพิ่มจำนวนการพิมพ์เอกสารที่สามารถพิมพ์เป็นไฟล์ PDF และอนุมัติเอกสารพร้อมกันได้เพิ่มขึ้น จากเดิมสูงสุด 20 รายการ/ครั้ง เป็น สูงสุด 100 รายการ/ครั้ง ช่วยลดขั้นตอนการพิมพ์เอกสารซ้ำ ๆ ประหยัดเวลาในการจัดการเอกสารจำนวนมาก 7. เพิ่มการตรวจสอบรายการภาษีในหน้า PEAK TAX ช่วยลดความเสี่ยงข้อมูลตกหล่นก่อนยื่นแบบ เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK TAX Highlight: ระบบเพิ่มหน้าตรวจสอบรายการภาษีก่อนการสร้างแบบ เพื่อตรวจสอบความครบถ้วนของรายการภาษีอีกครั้งในขั้นตอนหน้าอนุมัติก่อนยื่นแบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นจำนวนรายการถูกต้อง ลดโอกาสข้อมูลตกหล่น และเพิ่มความมั่นใจก่อนสร้างแบบภาษี 8. เพิ่มปุ่มฟันเฟืองด้านข้างเมนูตั้งค่า สำหรับการตั้งค่าการแสดงผลเมนู ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการแสดงผลเมนูได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจ Highlight: ระบบเพิ่มฟันเฟืองด้านข้างเมนูตั้งค่า โดยเมื่อเลือกฟันเฟืองแล้ว ระบบจะพาไปที่หน้าตั้งค่าการแสดงผล เพื่อให้ผู้ใช้งานกำหนดการแสดงผลที่แถบเมนูได้ตามต้องการ 9. เพิ่ม Recovery Code สำหรับการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) เมื่อเข้าสู่ระบบ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบได้เมื่อไม่มีรหัส 2FA เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) Highlight: เมื่อมีการเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ระบบจะเพิ่มหน้าต่างใช้รหัสกู้คืนในการเข้าสู่ระบบ (Recovery Code) ซึ่งรหัสกู้คืนจะใช้สำหรับเข้าสู่ระบบหรือปิด (2FA) ในกรณีที่คุณไม่สามารถเข้าถึงรหัสยืนยันเดิมได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่ระบบได้เมื่อไม่มีรหัส 2FA หมายเหตุ ข้อแนะนำ ผู้ใช้งานควรมีการจัดเก็บรหัสกู้คืนในการเข้าสู่ระบบ (Recovery Code) เอาไว้ เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้เพียงครั้งเดียวหลังจากเปิดใช้งาน

28 Jan 2026

PEAK Account

4 min

Update Function PEAK 28/01/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. SMART Insight helps you stay ahead with alerts for upcoming due expenses documents—track them instantly from the home page. Suitable for: Basic package and above users who want easier tracking of expense document status Highlight:Expense documents are now included in Smart Insight on the home page. The system helps monitor documents that are approaching their due date or are overdue. When selecting an alert, users are taken directly to the relevant document list with the date range automatically set. Users can also define the time range and minimum document value they want to track—making payment follow-ups faster and easier. Supported documents: SMART Insight indicators: Notes: 2. Added a Reconciliation Status Dashboard in the Finances menu, so you can immediately see whether each payment channel has been reconciled. Suitable for: Accountants who perform reconciliations and want quicker visibility Highlight:A new dashboard in the Finance menu displays reconciliation status for up to 4 selected payment channels, shown in four clear statuses: Notes: 3. Added an Orders from Platform tab on the Shopee API connection page, making it easier to track document status in one place. Suitable for: PRO PLUS package and above users who connect to Shopee via API Highlight: A new Orders from Platform has been added to the Shopee API connection page, allowing users to track order status and document creation status in one place—making monitoring faster and more convenient. Notes: 4. Added Return Product Requisition in the Products menu for more accurate and systematic stock management. Suitable for: BASIC package and above users who use goods issue document Highlight: When items issued from inventory need to be returned, users can create a Return Product Requisition to accurately adjust stock levels. This document must always reference the original Product Requisition and supports inventory reports—ensuring clear tracking of stock movements. 5. Added notification alerts (bell icon) at the top-right when other users create, edit, delete, or comment on documents—so you can track changes instantly. Suitable for: All packages with multi-user collaborationHighlight: When another user creates, edits, deletes, or comments on a document created by someone else, a notification will appear at the top-right bell icon, helping teams stay aligned and track document activity in real time. Notes: 6. Increased the limit for bulk document printing and approved up to 100 documents per action, saving time on large workloads. Suitable for: All packages that need to print or approve multiple documents at onceHighlight: The system now supports bulk printing to PDF and bulk document approval for up to 100 documents per action (previously 20), significantly reducing repetitive steps and saving time. 7. Added tax item verification on the PEAK TAX page to reduce the risk of missing data before filing. Suitable for: PEAK TAX users Highlight: A tax verification step has been added before form creation, allowing users to review tax completeness during the approval stage—reducing the risk of missing data and increasing confidence before filing. 8. Added a gear icon next to the Settings menu for easier menu display settings configuration. Suitable for: All packages Highlight: A gear icon has been added next to the Settings menu. Clicking it redirects users to Menu Display Settings, allowing easy customization of which menus are shown. 9. Added Recovery Codes for Two-Factor Authentication (2FA) to allow login when the 2FA code is unavailable. Suitable for: Users who have enabled Two-Factor Authentication (2FA) Highlight: When 2FA is Turn On, the system provides Recovery Code that can be used to log in or Turn Off 2FA if the original authentication method is unavailable—ensuring continued access. Notes:

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

20 Aug 2025

PEAK Account

14 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2025

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน ประกาศอัปเดตระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น.ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 ห้อง 301 มหาวิทยาลัยรังสิต 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 25684.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ภายในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2568 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้โดยจะได้รับลิงก์เข้าสู่ระบบทดสอบ Flexiquiz ผ่านช่องทางอีเมล และจะสามารถเข้าทำแบบทดสอบได้ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบ มากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกจํานวน 50 ทีม เพื่อแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 25684.7 คณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจากจำนวน 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 50 ทีม โดยไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียหมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 50 ทีม ต้องเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 ห้อง 301 มหาวิทยาลัยรังสิต 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ช่วงเช้า 08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน09.00 – 09.30 น. พิธีเปิด และประกาศระเบียบการแข่งขัน09.30 – 10.00 น. ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมประจำที่นั่งสอบ10.00 – 10.30 น. สอบแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 110.30 – 10.40 น. พักเบรค 10 นาที10.40 – 11.00 น. ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมประจำที่นั่งสอบ11.00 – 12.30 น. สอบแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 2 และ 3 ช่วงบ่าย 12.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน (ไม่มีบริการอาหารกลางวัน)13.30 – 16.30 น. กิจกรรมพิเศษ และแบ่งปันความรู้จากวิทยากร16.30 – 17.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัย และอัตนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือก ดังนี้ 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัย และอัตนัยผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เป็นการบันทึกบัญชีตามโจทย์ที่กําหนดให้ พร้อมนําข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ และตอบคําถาม โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทําข้อสอบส่วนที่ 2 โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ เสนอแนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ การนำเสนอความคิดเห็นเข้าใจง่าย และตรงประเด็น 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต8.7 ผู้เข้าแข่งขันที่มีอาการไข้ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก หรือผลการตรวจ ATK เป็นบวก จะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่สามารถแข่งขันด้วยจํานวนสมาชิกที่เหลือได้ หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

4 Jul 2025

PEAK Account

5 min

สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK เปิดเว็บกับ MakeWebEasy ลดสูงสุด 20%

สำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่ใช้ PEAK อยู่แล้ว และกำลังมองหาช่องทางออนไลน์ในการเริ่มโปรโมทธุรกิจ หรือขยายธุรกิจบนออนไลน์ การสร้างเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ยังคงมีประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจได้เป็นอย่างดี วันนี้ PEAK ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ MakeWebEasy แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปของไทย ที่ทำให้ทุกธุรกิจเติบโตบนออนไลน์มามากกว่า 9,000 ธุรกิจ ขอมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ออกแบบมาให้ธุรกิจของคุณสามารถขยายตลาดบนออนไลน์ได้แบบครบครัน เลือกได้เลยตามความต้องการของคุณเอง 3 โปรโมชันเด็ด เฉพาะ สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK เท่านั้น! สิทธิพิเศษแรก รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ของ MakeWebEasy เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นมีเว็บไซต์อย่างรวดเร็วด้วยเทมเพลตเว็บไซต์ที่เรามีให้ สร้างสรรค์เว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง พร้อมฟีเจอร์ที่ทุกธุรกิจต้องการ เช่น ระบบตะกร้าสินค้า ระบบบทความ รองรับโค้ดสำหรับการทำโฆษณาในทุกช่องทาง     อ่านรายละเอียดบริการ : www.makewebeasy.com/th/website-package  สิทธิพิเศษที่สอง รับส่วนลด 15% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ และบริการเสริมจาก MakeWebEasy เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการมากกว่าเว็บไซต์พื้นฐาน โดยคุณสามารถเลือกรับบริการเสริม 1 บริการ เพื่อเสริมประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเว็บไซต์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว สวยงาม และใช้งานง่าย ทีมออกแบบมืออาชีพของ MakeWebEasy จะช่วยสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์คุณได้อย่างโดดเด่น ทำให้เว็บไซต์ของคุณดูน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้ามากขึ้น อ่านรายละเอียดบริการ : www.makewebeasy.com/th/website-design  สำหรับผู้ที่ต้องการให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นผ่านการทำการตลาด โดยโปรโมทเว็บไซต์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบน Google หรือการทำโฆษณาออนไลน์อย่าง Google Ads เพื่อเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์อย่างรวดเร็วและสร้างยอดขายได้ทันที อ่านรายละเอียดบริการ SEO : www.makewebeasy.com/th/seo-suggestion  อ่านรายละเอียดบริการ Google : www.makewebeasy.com/th/google-adwords  สิทธิพิเศษที่สาม รับส่วนลด 20% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ บริการออกแบบเว็บไซต์ + การตลาดออนไลน์ จาก MakeWebEasy แพ็กเกจที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจออนไลน์แบบครบวงจร  เริ่มตั้งแต่การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง การออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์จากทีมดีไซน์เนอร์ ไปจนถึงการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการวางโครงสร้างที่ถูกหลัก SEO และยิงโฆษณาให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและสร้างยอดขายด้วย Google Ads  ________________________________ สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK จาก MakeWebEasy หากคุณกำลังจะสร้างเว็บไซต์ใหม่ เวลานี้คุ้มที่สุด เพราะเราพร้อมมอบสิทธิพิเศษในการใช้บริการเว็บไซต์ของ MakeWebEasy ในราคาที่พิเศษกว่าใคร วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568 เท่านั้น สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่  ________________________________ สอบถามรายละเอียดบริการสร้างเว็บไซต์กับ MakeWebEasy Facebook Page : www.facebook.com/makewebeasy  Add Line : 40xsm5339b  Call : 022177999 

อ่านบทความเพิ่มเติม