ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?
เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก