Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

7 Sep 2026

PEAK Account

16 min

DPO คืออะไร กลยุทธ์บริหารเจ้าหนี้ ให้เงินสดหมุนเวียนดี 

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนรู้ว่าต้องจ่ายเจ้าหนี้ให้ตรงเวลา แต่น้อยคนที่รู้ว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ให้กระแสเงินสดดีที่สุด DPO (Days Payable Outstanding) คือตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้ DPO คืออะไร DPO หรือ Days Payable Outstanding คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดว่าธุรกิจ ใช้เวลากี่วันในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการจนถึงวันที่จ่ายเงินจริง พูดง่ายๆ ว่าถ้าร้านค้าสั่งสินค้ามาขาย แล้วจ่ายเงินผู้ขายอีก 45 วันถัดมา แสดงว่าระยะเวลาชำระหนี้ของร้านนั้นประมาณ 45 วัน ภาพรวมวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คืออะไร Cash Conversion Cycle หรือ CCC คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจต้องใช้เวลากี่วันตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้า จนกว่าจะได้เงินคืนจากการขาย (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น) สูตร CCC มีองค์ประกอบ 3 ส่วน CCC = DIO (วันที่สินค้าค้างสต๊อก) + DSO (วันที่รอเก็บเงินลูกค้า) – DPO (วันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้) ยิ่งธุรกิจจ่ายเงินเจ้าหนี้ได้ช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะได้กระแสเงินสดกลับมาหมุนเร็วขึ้น ธุรกิจจึงมีสภาพคล่องดีขึ้นโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม ทั้งนี้ ระยะการจ่ายหนี้ ต้องมีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อเครดิตเทอมโดยรวม ความแตกต่างระหว่าง DPO, DSO และ DIO ตัวเลขทั้ง 3 ตัวนี้เป็นชิ้นส่วนของวงจรเงินสด แต่วัดคนละจุด ตัวชี้วัดวัดอะไรยิ่งสูงหมายความว่าDPO (Days Payable Outstanding)จำนวนวันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้จ่ายเจ้าหนี้ช้าDSO (Days Sales Outstanding)จำนวนวันที่ใช้เก็บเงินจากลูกหนี้เก็บเงินจากลูกค้าช้าDIO (Days Inventory Outstanding)จำนวนวันที่สินค้าค้างสต๊อกสินค้าขายช้า เงินจมอยู่ในสต๊อก สำหรับ SME ที่อยากให้เงินสดหมุนเร็ว เป้าหมายคือ ลด DSO (เก็บเงินเร็ว) ลด DIO (ขายของเร็ว) และรักษาระยะเวลาชำระหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สูตรคำนวณ DPO พร้อมตัวอย่างจริง อัตราส่วนนี้คำนวณง่ายมาก ใช้ข้อมูลจากงบการเงินเพียง 2 ตัว DPO = (เจ้าหนี้การค้า ÷ ต้นทุนขาย) × จำนวนวันในงวด โดยทั่วไปจำนวนวันในงวดจะใช้ 365 วัน (รายปี) หรือ 90 วัน (รายไตรมาส) ส่วนเจ้าหนี้การค้า ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ควรใช้ค่าเฉลี่ย = (ยอดต้นงวด + ยอดปลายงวด) ÷ 2 เพื่อให้ตัวเลขแม่นยำขึ้น แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้เช่นกัน (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินตามแนวทาง CFA Institute) ตัวอย่างคำนวณ DPO สำหรับ SME ไทย สมมุติ บริษัท ก จำกัด เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลสิ้นปี 2568 ดังนี้ รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์เจ้าหนี้การค้า (ยอดสิ้นงวด)–900,000 บาทต้นทุนขายทั้งปี–6,000,000 บาทอัตราส่วน AP ต่อ COGS900,000 ÷ 6,000,0000.15ระยะเวลาชำระหนี้0.15 × 365 วัน54.75 วัน (ประมาณ 55 วัน) หมายความว่าบริษัท ก จำกัด ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 55 วันในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ถ้าผู้ขายให้เครดิตเทอม 30 วัน แสดงว่าจ่ายช้ากว่าเทอมที่ตกลงไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญา เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือถูกระงับการส่งสินค้า ทางแก้ที่ถูกต้องคือ เจรจาขอขยายเทอมให้ยาวขึ้น ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเงียบๆ DPO สูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่า ไม่มีตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ต้องดูบริบทของอุตสาหกรรมและความสัมพันธ์กับผู้ขายประกอบกัน ค่าสูงเกินไป อาจแปลว่าจ่ายช้าจนผู้ขายไม่ไว้ใจ เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือหยุดส่งของ ส่วนค่าต่ำเกินไป อาจแปลว่าจ่ายเร็วกว่าจำเป็น ทำให้เงินสดหมุนเวียนน้อยลง DPO เท่าไหร่ถึงดี Benchmark แยกตามอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยโดยประมาณหมายเหตุค้าปลีก/ค้าส่ง30-45 วันหมุนเวียนสินค้าเร็ว เทอมมักสั้นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม45-60 วันวัตถุดิบเยอะ เทอมยาวกว่าก่อสร้าง60-90 วันโปรเจกต์ยาว การเบิกจ่ายตามงวดงานเทคโนโลยี/บริการ30-45 วันต้นทุนขายต่ำ เจ้าหนี้ไม่สูง ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปจากข้อมูลอุตสาหกรรมโดยประมาณ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว คุณควรเปรียบเทียบตัวเลขของธุรกิจกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และติดตามแนวโน้มเป็นรายไตรมาส ยืด DPO อย่างฉลาด เพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่เสียเครดิต การยืดระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ทำได้ แต่ต้องทำผ่านการเจรจาเทอมใหม่ ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเดิมเงียบๆ การจ่ายเกินเทอมที่ตกลงไว้คือผิดสัญญา ส่วนการเจรจาขอเทอมยาวขึ้นอย่างเป็นทางการคือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ยืดระยะเวลาชำระหนี้ได้ประโยชน์อะไร เสี่ยงอะไร ข้อดีหลักคือ ธุรกิจมีเงินสดในมือมากขึ้น สามารถนำไปหมุนเวียนซื้อสินค้ารอบใหม่ หรือรองรับช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้าได้ แต่ความเสี่ยงก็มีจริง วิธีเจรจาเครดิตเทอมกับผู้ขายให้ได้เทอมดีขึ้น การขอเครดิตเทอมที่ยาวขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลำบาก ถ้าเตรียมตัวดี ควรจ่ายเจ้าหนี้ไหนก่อน (ส่วนลด vs ความสำคัญซัพพลาย vs ความเสี่ยง) เมื่อเงินสดมีจำกัด ต้องจัดลำดับความสำคัญ ลองใช้เกณฑ์ 3 มิตินี้ เกณฑ์จ่ายก่อนเมื่อจ่ายทีหลังได้เมื่อส่วนลดเงินสดผู้ขายให้ส่วนลดถ้าจ่ายเร็ว (ต้นทุนโอกาสสูง ดูวิธีคำนวณด้านล่าง)ไม่มีส่วนลด หรือส่วนลดน้อยมากความสำคัญของซัพพลายผู้ขายรายนี้ทดแทนยาก ถ้าหยุดส่งของธุรกิจสะดุดมีผู้ขายสำรองหลายรายความเสี่ยงที่จะหยุดส่งของเจ้าหนี้เตือนแล้ว หรือเคยระงับสินค้าในอดีตยังไม่มีสัญญาณเตือน ความสัมพันธ์ดี วิธีคำนวณต้นทุนโอกาสของส่วนลดเงินสด สมมุติผู้ขายให้เงื่อนไข 3/10 net 30 (ส่วนลด 3% ถ้าจ่ายใน 10 วัน ไม่งั้นจ่ายเต็มใน 30 วัน) รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์อัตราส่วนลดต่อเงินเต็ม3 ÷ (100 – 3)0.0309จำนวนรอบต่อปี365 ÷ (30 – 10) วัน18.25 รอบต้นทุนโอกาสรายปี0.0309 × 18.2556.4% ต่อปี ส่วนลด 3% ฟังดูน้อย แต่คิดเป็นต้นทุนโอกาสรายปีสูงถึง 56% ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อหรือวงเงินเบิกเกินบัญชีหลายเท่า เจ้าหนี้ที่ให้ส่วนลดแบบนี้จึงควรจ่ายก่อนเสมอ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหาร AP ใช้เมื่อไหร่ถึงเหมาะ บางช่วงที่เงินสดตึงมาก เครื่องมือทางการเงินช่วยให้คุณจ่ายเจ้าหนี้ตรงเวลาโดยไม่ต้องรอเก็บเงินจากลูกค้าก่อน เครื่องมือเหมาะเมื่อข้อควรระวังบัตรเครดิตบริษัทต้องจ่ายทันที แต่มี grace period 30-50 วัน ดอกเบี้ย 0% ถ้าจ่ายเต็มดอกเบี้ยสูงถ้าจ่ายขั้นต่ำ เพดานอยู่ที่ 16% ต่อปี (ข้อมูลจากประกาศ ธปท.)วงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft)ต้องการสภาพคล่องระยะสั้น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะวันที่ใช้ดอกเบี้ยคิดรายวัน ต้องมีวินัยคืนเงินเร็วตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N)ต้องจ่ายเจ้าหนี้รายใหญ่ก้อนเดียว รู้แน่ว่ารายได้จะเข้าเมื่อไหร่ต้องมีแผนชำระคืนชัดเจน ดอกเบี้ยมักต่ำกว่าบัตรเครดิต หลักการสำคัญคือ ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยับเวลา ไม่ใช่เพื่อยืมมาจ่ายหนี้เดิม ถ้าพบว่าต้องกู้มาจ่ายเจ้าหนี้บ่อยๆ ควรกลับไปทบทวนโครงสร้างกระแสเงินสดทั้งหมด แก้ปัญหาวิกฤต: ทำอย่างไรเมื่อจ่ายช้าจนผู้ขายหยุดส่งของ ถ้าถึงจุดที่ผู้ขายหยุดส่งสินค้าแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ธุรกิจเดินต่อได้ จากนั้นจึงวางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ การป้องกันดีที่สุดคือ ติดตามอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) สม่ำเสมอ ถ้าเห็นว่ามียอดค้างจ่ายเกินกำหนดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้แก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม PEAK ช่วยติดตามเจ้าหนี้และบริหาร AP ได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมเจ้าหนี้แบบ real-time ผ่าน PEAK Board โดยไม่ต้องรอปิดงบ ระบบบันทึกเอกสารซื้อ ใบสั่งซื้อ และใบรับสินค้าเชื่อมโยงกันอัตโนมัติ เห็นได้ทันทีว่าเจ้าหนี้รายไหนครบกำหนดจ่ายเมื่อไหร่ พร้อมรายงาน AP Aging แยกตามช่วงอายุหนี้ สรุป: DPO คือเครื่องมือบริหารเงินสด ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ สิ่งที่ทำได้ทันทีหลังอ่านบทความนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DPO ควรคำนวณ DPO บ่อยแค่ไหน สำหรับ SME ที่ซื้อสินค้าเป็นประจำ ควรคำนวณอย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อจับแนวโน้มว่าระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณว่าเงินสดเริ่มตึง ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าสต๊อก ต้องดูอัตราส่วนนี้ไหม ต้องดูเช่นกัน แม้ไม่มีต้นทุนสินค้า แต่ธุรกิจบริการยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น ค่าจ้าง outsource และค่าซอฟต์แวร์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนในตัวเลขได้ โดยใช้ต้นทุนบริการแทนต้นทุนขายในสูตร ควรใช้ยอดเจ้าหนี้เฉลี่ยหรือยอดสิ้นงวดในการคำนวณ ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ใช้ค่าเฉลี่ย = (ต้นงวด + ปลายงวด) ÷ 2 จะแม่นยำกว่า เพราะสะท้อนยอดเจ้าหนี้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนหากยอดเจ้าหนี้ผันผวนมากระหว่างปี DPO กับ Creditor Days เหมือนกันหรือไม่ เหมือนกัน ทั้งสองคำหมายถึงจำนวนวันเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้ในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ บางแหล่งข้อมูลอาจใช้ชื่อว่า Creditor Days, Payable Days หรือ Average Payment Period ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกัน

7 Sep 2026

PEAK Account

17 min

DSO คืออะไร สูตรคำนวณ cash flow เก็บเงินลูกหนี้ให้ไว

ธุรกิจที่ยอดขายดีไม่ได้แปลว่ามีเงินสดในมือเสมอไป หลายกิจการออกใบแจ้งหนี้ไปแล้วแต่ต้องรอเงินอีก 60-90 วัน ยิ่งหากกิจการไหน มีลูกหนี้สะสมมากขึ้น เงินสดหมุนไม่ทัน สุดท้ายธุรกิจที่กำไรดีอาจสะดุดเพราะ cash flow ขาดมือ เพื่อการป้องกันปัญหานี้ บทความนี้จะพาคุณมารู้จักสูตร DSO เพื่อการประเมิน cash flow ในธุรกิจ พร้อมเข้าใจวิธีอ่าน AR Aging Report นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง และสูตรตามหนี้ที่ทำตามได้ทันที DSO คืออะไร DSO คือระยะเวลาเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เก็บเงินจากลูกหนี้การค้า นับตั้งแต่วันที่ออกใบแจ้งหนี้จนถึงวันที่ได้เงินจริง โดยยิ่งค่า DSO ต่ำเท่าไหร่ แปลว่ายิ่งเก็บเงินได้เร็วเท่านั้น ช่วยให้ธุรกิจมี cash flow ที่ดีตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หาก DSO ของกิจการอยู่ที่ 45 วัน หมายความว่าโดยเฉลี่ยต้องรอ 45 วันหลังออกบิล กว่าจะได้เงินสดกลับมา สูตรคำนวณ DSO พร้อมตัวอย่าง DSO = (ลูกหนี้การค้า ÷ ยอดขายเชื่อ) × จำนวนวัน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด ธุรกิจขายส่งสินค้า รายการ ตัวเลข ลูกหนี้การค้า ณ สิ้นเดือน 900,000 บาท ยอดขายเชื่อในเดือน 1,500,000 บาท จำนวนวัน 30 วัน รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ DSO (900,000 ÷ 1,500,000) × 30 18 วัน DSO 18 วันถือว่าดี เพราะเก็บเงินได้เร็ว เปิดโอกาสให้นำเงินไปสานต่อธุรกิจได้ ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด ธุรกิจรับเหมาบริการ รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ลูกหนี้การค้า – 2,000,000 บาท ยอดขายเชื่อในเดือน – 1,200,000 บาท DSO (2,000,000 ÷ 1,200,000) × 30 50 วัน DSO 50 วัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เริ่มสูง ธุรกิจควรต้องเร่งเก็บเงินก่อนที่ cash flow จะตึง DSO เท่าไหร่ถึงดี เป้าหมายสำหรับ SME DSO ที่ดีขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และความจำเป็นของผู้ประกอบการแต่ละราย แต่โดยส่วนมาก สามารถใช้ตารางนี้เพื่ออ้างอิงเป็นค่าเฉลี่ยได้ ประเภทธุรกิจ DSO ที่ดี DSO เริ่มน่าเป็นห่วง ค้าปลีก / ขายสด 0-15 วัน (รับเงินสดทันที) มากกว่า 30 วัน ค้าส่ง / ผู้ผลิต 30-45 วัน (เครดิต 30 วัน) มากกว่า 60 วัน งานบริการ / รับเหมา 30-45 วัน (เครดิต 30-45 วัน) มากกว่า 60 วัน e-Commerce (B2B) 15-30 วัน (แล้วแต่ marketplace) มากกว่า 45 วัน (ค่าเฉลี่ยอ้างอิงจากข้อมูลอุตสาหกรรมทั่วไป ตัวเลขอาจแตกต่างตามขนาดและประเภทธุรกิจ) หลักการง่ายๆ คือ DSO ไม่ควรเกินเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า ถ้าให้เครดิต 30 วันแต่ DSO อยู่ที่ 50 วัน แปลว่าลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกหนี้ค้างจ่ายเกิดจากอะไร ลูกหนี้ค้างจ่ายไม่ได้เกิดจากลูกค้าไม่ดีเสมอไป บางทีปัญหาอยู่ที่ตัวกิจการเอง สาเหตุหลักมี 5 ข้อ เริ่มแก้ได้จากจัดการเอกสารให้เป็นระบบ ออกใบวางบิลตรงเวลา และตั้งแจ้งเตือนอัตโนมัติ AR Aging Report คืออะไร อ่านรายงานอายุลูกหนี้อย่างไร AR Aging Report (รายงานอายุลูกหนี้) คือรายงานที่แบ่งยอดลูกหนี้ค้างชำระเป็นช่วงอายุตามจำนวนวันที่เลยกำหนดจ่าย โดยรายงานนี้ช่วยให้เห็นว่ามีลูกหนี้ค้างอยู่เท่าไหร่ และค้างมานานแค่ไหน ผ่านการแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ที่แต่ละช่วงบอกสถานะและสิ่งที่ต้องทำแตกต่างกัน ช่วงอายุ สถานะ สิ่งที่ต้องทำ 0-30 วัน ปกติ ตรวจสอบว่าลูกค้าได้รับบิลแล้ว เตรียมติดตามลูกค้า 31-60 วัน เริ่มส่งสัญญาณ ติดต่อลูกค้าทันที สอบถามเหตุผลที่ยังไม่สะดวกจ่าย 61-90 วัน วิกฤต เร่งเจรจา พิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม 90+ วัน เสี่ยงเป็นหนี้สูญ ประเมินตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตาม NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) พิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมาย เจ้าของกิจการควรหมั่นดูรายงานนี้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ตอนปิดงบ โดยเฉพาะถ้าหากเห็นลูกหนี้เริ่มเลื่อนจาก 0-30 ไป 31-60 วันมากขึ้น นั่นคือสัญญาณเตือนก่อนที่ cash flow จะตึง นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง: Credit Limit และส่วนลดจ่ายเร็ว การป้องกันดีกว่าการตามแก้ นโยบาย 2 เรื่องนี้ช่วยลด DSO ได้ตั้งแต่ต้นทาง วิธีกำหนดวงเงินเครดิต (Credit Limit) สำหรับลูกค้า SME วงเงินเครดิต (Credit Limit) คือยอดเงินสูงสุดที่ยอมให้ลูกค้าค้างจ่ายได้ในช่วงเวลานั้นๆ แต่ SME หลายรายอาจไม่ไดมองถึงจุดนี้ เมื่อปล่อยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้มากเท่าไหร่ ธุรกิจก็ต้องรับความเสี่ยงไปด้วยมากเท่านั้น การกำหนดวงเงินเครดิต จะช่วยให้ธุรกิจจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น โดยพิจารณาจาก 3 ข้อนี้ เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาปรับวงเงินใหม่ ทุก 6 เดือน ให้สะท้อนกับตามพฤติกรรมการจ่ายจริง และต้องคอยเฝ้าระวัง อย่าให้ลูกค้ารายเดียวค้างเกิน 10-15% ของยอดลูกหนี้ทั้งหมด ส่วนลดจ่ายเร็ว (Early Payment Discount) คุ้มไหม Early Payment Discount คือส่วนลดที่ให้ลูกค้าเพื่อจูงใจให้จ่ายเร็วกว่ากำหนด ตัวอย่างเช่น 2/10 net 30 หมายความว่า จ่ายภายใน 10 วันได้ส่วนลด 2% แต่ถ้าไม่ใช้ส่วนลด ต้องจ่ายเต็มภายใน 30 วัน รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ยอดขาย – 100,000 บาท ส่วนลดถ้าจ่ายใน 10 วัน 100,000 × 2% 2,000 บาท ได้รับเงินจริง 100,000 – 2,000 98,000 บาท ได้เงินเร็วขึ้น 30 – 10 20 วัน ยอมลดยอดเงิน 2,000 บาท เพื่อให้ได้เงิน 98,000 บาทเร็วขึ้น 20 วัน แม้จะฟังดูลดไปมาก แต่ถ้าคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยรายปี จะเท่ากับประมาณ 36% ซึ่งสูงทีเดียว คำแนะนำคือการยื่นส่วนลดประเภทนี้ ไม่ควรให้สิทธิ์กับลูกค้าทุกราย แต่ให้ใช้กับลูกค้ายอดสั่งซื้อสูง ที่คุณต้องการเก็บ cash flow กลับมาเร็ว สร้างความพิเศษและความประทับใจให้กับลูกค้าในคราวเดียว เมื่อไหร่ควรเริ่มตามเงิน คำตอบสั้นๆ คือ เริ่มก่อนถึงกำหนดจ่ายเสียอีก ไม่ต้องรอให้เลยกำหนดแล้วค่อยตาม สูตรตามหนี้ 7-14-30 วัน ที่ทำตามได้ทันที นี่คือ framework ที่ SME ใช้ตามเงินอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 4 ระดับ แต่ละระดับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ วันที่ 7 หลังเกินกำหนด: แจ้งเตือนโดยตรง โทรหรือส่งอีเมลสุภาพ สอบถามว่าได้รับบิลเรียบร้อยไหม มียอดค้างชำระเท่าไหร่ โดยปกต แค่ขั้นตอนนี้ก็ได้เงินแล้ว เพราะลูกค้าอาจลืมจริงๆ วันที่ 14 หลังเกินกำหนด: ติดตามหนี้จริงจัง ส่งจดหมายหรืออีเมลอย่างเป็นทางการ ระบุยอดค้างชำระและวันที่ครบกำหนด ขอให้ชำระภายใน 7 วัน พร้อมแจ้งว่าหากไม่ได้รับการตอบกลับ จะพิจารณาระงับเครดิต วันที่ 30 หลังเกินกำหนด: มาตรการเด็ดขาด หยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่มจนกว่าจะชำระ ส่ง Final Notice แจ้งว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม ในขั้นตอนนี้ต้องให้ผู้บริหารเป็นคนติดต่อโดยตรง หลัง 60-90 วัน: เรื่องทางกฎหมายและเตรียมตั้งหนี้สูญ ถ้าผ่าน 60 วันแล้วยังไม่ได้เงิน ต้องพิจารณา 2 เรื่องพร้อมกัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ (ค่าใช้จ่าย) XX,XXX – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ – XX,XXX ลูกค้าจ่ายช้าเรื้อรัง ต้องจัดการอย่างไร บางครั้งลูกค้าไม่ได้จ่ายช้าแค่ครั้งเดียว แต่เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ สถานการณ์แบบนี้ต้องจัดการเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอ ลูกค้าขอเครดิตเทอมยาวขึ้น ควรต่อรองอย่างไร ถ้าลูกค้าที่จ่ายดีมาตลอดขอขยายเครดิตจาก 30 เป็น 45 วัน ไม่ต้องปฏิเสธทันที แต่ต่อรองด้วย 4 เงื่อนไขนี้ เมื่อไหร่ควรหยุดส่งของ ถ้าลูกค้ามีพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ 3 ใน 5 ข้อนี้ ควรพิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม การหยุดส่งของไม่ได้แปลว่าตัดลูกค้าทิ้ง แต่คือการปกป้อง cash flow ของกิจการ เมื่อลูกค้าชำระยอดค้างแล้ว ก็กลับมาทำธุรกิจต่อได้ สรุป: บริหารลูกหนี้ให้ดี แล้ว Cash Flow จะดีตาม ธุรกิจเติบโตมั่นคง การบริหารลูกหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องมีระบบ สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้เจ้าของ SME บริหารลูกหนี้ครบจบในที่เดียว ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิลส่งถึงลูกค้าได้ทันที พร้อมติดตามสถานะลูกหนี้ค้างชำระผ่าน Dashboard แบบ real-time และใช้ PEAK Board วิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจ ยกระดับการบริหารลูกหนี้ของคุณ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ DSO และการบริหารลูกหนี้ DSO กับ DPO ต่างกันอย่างไร DSO วัดว่าเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วแค่ไหน ส่วน DPO (Days Payable Outstanding) วัดว่าจ่ายเงินให้ supplier ช้าแค่ไหน ถ้า DPO สูงกว่า DSO แปลว่ากิจการได้เปรียบ เพราะเก็บเงินเข้ามาก่อนแล้วค่อยจ่ายออก ธุรกิจขนาดเล็กควรให้เครดิตเทอมไหม ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่คือผู้บริโภคทั่วไป ไม่จำเป็นต้องให้เครดิต ควรรับเงินสดหรือโอนทันที แต่ถ้าค้าขายกับธุรกิจอื่น (B2B) การให้เครดิต 15-30 วันเป็นเรื่องปกติ เริ่มจากเทอมสั้นแล้วค่อยขยายตามประวัติจ่ายจริง ลูกหนี้ค้างจ่ายจนเป็นหนี้สูญ บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อพิจารณาว่าเก็บเงินไม่ได้จริงๆ ให้ตัดเป็นหนี้สูญ (Bad Debt) โดยเดบิตค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ตั้งไว้ และเครดิตลูกหนี้การค้า พร้อมศึกษาเงื่อนไขทางภาษีเพิ่มเติม จดบันทึกหลักฐานว่าพยายามติดตามแล้วแต่ไม่สำเร็จ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระไหม PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระที่แสดงยอดค้างแยกตามลูกค้าและอายุหนี้ได้ ช่วยให้เห็นภาพรวมโดยไม่ต้องทำ Excel เอง เรียกดูได้จากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โดยตรง

7 Sep 2026

PEAK Account

16 min

ค่า GP คืออะไร เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม

ในยุคที่การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันแจกโค้ดส่วนลดให้กับผู้ใช้งาน โดยหักส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมผู้ขาย ทำให้ค่า GP (Gross Profit Fee) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ ที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องเข้าใจ ที่หากตั้งราคาผิด จากได้กำไรอาจกลายเป็นเข้าเนื้อแบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพามารู้จักกับค่า GP พร้อมเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทุกรายการ จากทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Thaimart แนะนำวิธีการคำนวณต้นทุนจริง อธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และเจาะลึกต้นทุนแฝง เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการ ค่า GP คืออะไร ทำไมผู้ขายออนไลน์ต้องรู้ ค่า GP (Gross Profit Fee) คือค่าธรรมเนียมการขาย ที่จะหักจากยอดขายทุกออเดอร์ ก่อนจะโอนเงินให้ผู้ขาย โดยค่า GP แต่ละหมวดสินค้าจะมีอัตราที่แตกต่างกัน แต่หากผู้ขายไม่มีรายได้ แพล็ตฟอร์มก็จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ไม่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกเหนือจากค่า GP แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ อาทิ ยิ่งช่วงหลังมานี้ ทุกแพลตฟอร์มต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้ง Shopee และ Lazada ที่ขึ้นครั้งละ 1-2% หากผู้ขายไม่ติดตามข่าว อาจตั้งราคาพลาดจนกำไรบางแบบไม่รู้ตัว แพลตฟอร์ม E-Commerce ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ผู้ค้าออนไลน์จึงต้องเข้าใจภาษีสำหรับผู้ค้าออนไลน์เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องการจัดการภาษี รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 33% ประมาณ 17% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มาให้ชัดเจน และไม่เก็บ GP ปีแรก ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย อ้างอิงจาก DataGlass Research “SEA Seller Market Research 2026” และ Tuke Marketing แม้ว่าสินค้าที่คุณมีอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่การตั้งร้านค้าให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากับการตั้งร้านค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ เปรียบเทียบค่า GP แต่ละแพลตฟอร์ม ตามหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มคิดค่า GP และค่าธรรมเนียม ในแต่ละหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ผู้ขายจึงต้องรู้ค่า GP ตามประเภท สินค้าของตนเอง เพื่อการตั้งราคาให้เหมาะสม โดยตารางด้านล่างนี้แสดงหมวดสินค้าหลัก และอัตราค่า GP ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.45-19.26% 6.42-10.70% 5.89-16.05% ไม่เรียกเก็บค่า GPในปีแรก* สินค้าแฟชัน 18.73%-19.26% 10.70%-11.77% 16.05%-17.12% สินค้าอุปโภคบริโภค FMCG 16.05% 10.70% 16.05% สินค้าทั่วไป 14.98%-19.26% 9.63-10.70% 10.17%-16.05% *Thaimart มีนโยบายยกเว้นค่า GP 0% ในปีแรกถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะเรียกเก็บเป็นขั้นบันได โดยปรับเป็น 5% ในปีที่สอง, 8% ในปีที่สาม, และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% จะได้รับการยกเว้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ตามข้อมูลจาก Thaimart Official Facebook Page ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยมที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Transaction Fee)  900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการที่ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 นอกจากค่า GP ผู้ขายมีต้นทุนอะไรอีก โดยเฉลี่ยแล้ว แพลตฟอร์ม E-Commerce จะหักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 19-22% สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้อ้างอิงในบทความ ทำให้ผู้ขายหลายรายเข้าใจว่า ต้นทุนของตนเองมีแค่ต้นทุนสินค้า รวมกับค่า GP ของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นอีก อาทิ ตัวอย่างการคิดต้นทุนสินค้า การคำนวณต้นทุนจริง ทำได้โดยการจับเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่าง มาหารเฉลี่ยลงในสินค้า เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การคำนวณให้แยกออกเป็นสามส่วน โดยจะใช้ตัวอย่างเป็นทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยม ที่ตั้งราคาขายจริง 900 บาทเหมือนเดิม และสมมติให้ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 300 บาท ส่วนที่ 1: ต้นทุนสินค้า ราคาทุเรียน 300 บาท ส่วนที่ 2: ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ค่า GP แพลตฟอร์ม (หมวดผลไม้สด ประมาณ 20-23%) 900 x 20-23% = 180-207 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ พิมพ์กล่องกันกระแทก 15 บาท ส่วนที่ 3: ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแฝง ค่าโฆษณาและการตลาด 10 บาท ค่าแรงพนักงาน คนแพ็คสินค้า 20 บาท ค่าความเสี่ยง สินค้าเสียหาย(ตีเผื่อไว้ 5% ของต้นทุน) 15 บาท สรุปต้นทุน (1)+(2)+(3) 540-567 บาท เมื่อกางต้นทุนออกมาชัดเจน จะเห็นได้ชัดว่าราคาขายบนแพลตฟอร์ม 900 บาท หลังหักกับต้นทุน 540-567 บาท จะเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 333-360 บาทเท่านั้น ดังนั้น ผู้ขายจึงควรมองหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า หาผลิตภัณฑ์อื่นมาขายเสริม หรืออาจพิจารณาเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สรุป : เปรียบเทียบค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ไทย ค่า GP เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียม E-Commerce ทั้งหมด ผู้ขายออนไลน์จึงต้องจำ 3 เรื่องนี้ จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อขายของบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน การจัดการบัญชีด้วยมือจะยุ่งยากและมีโอกาสเสี่ยงที่จะผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเข้ารายรับ-รายจ่ายจากทุกแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทาง API เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อัตโนมัติ พร้อมดูรายงานกำไร-ขาดทุนได้แบบ Real-time และเตรียมเอกสารภาษีได้ครบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ค่า GP กับค่าธรรมเนียมรวม ต่างกันอย่างไร ค่า GP คือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเก็บจากยอดขาย ส่วนค่าธรรมเนียมรวมยังรวมถึง Payment Fee, Commerce Growth Fee (เฉพาะ TikTok Shop) และ Platform Fee อีกด้วย ตัวอย่างเช่น TikTok Shop เก็บ GP เพียง 10.70% แต่ค่าธรรมเนียมรวมจริงสูงถึง 22.06% ขายของผ่านไลฟ์สด เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไหม การขายสินค้าผ่านไลฟ์สดไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อาจจะมีค่า Affiliate Commission ที่ต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ที่ช่วยขายสินค้า สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือการใช้ Affiliate สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องแลกกับกำไรต่อชิ้นที่ลดลง โดยเฉพาะกับแพล็ตฟอร์ม TikTok Shop ที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง ค่า GP คิดจากราคาตั้งต้นหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง ทุกแพลตฟอร์มคิดค่า GP จากราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังหักส่วนลดร้านค้า ไม่ใช่ราคาตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ตั้งราคา 1,000 บาท ลดเอง 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แพลตฟอร์มจะคิด GP และค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากรายรับ 900 บาท แพลตฟอร์มไหนหักค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราการหักค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ตามหมวดหมู่ของสินค้า และอัตราค่าบริการต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ขายจึงต้องคอยติดตามข่าวสารต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ขายรายใหม่อาจพิจารณา Thaimart ที่ยังไม่เรียกเก็บค่า GP ในปีแรก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ต้นทุนต่ำสุด Thaimart ไม่เก็บค่า GP จริงหรือ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง Thaimart เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ของไทย เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจุดเด่นคือการไม่เก็บค่า GP ในปีแรก สำหรับผู้ขายที่เปิดร้านก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะเริ่มเก็บเป็นขั้นบันได คือ 5% ในปีที่สอง 8% ในปีที่สาม และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงินยกเว้นถึง 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น อ้างอิงจาก: DataGlassLabs, Tuke Marketing, BangkokPost   

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Sep 2026

PEAK Account

16 min

DPO คืออะไร กลยุทธ์บริหารเจ้าหนี้ ให้เงินสดหมุนเวียนดี 

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนรู้ว่าต้องจ่ายเจ้าหนี้ให้ตรงเวลา แต่น้อยคนที่รู้ว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ให้กระแสเงินสดดีที่สุด DPO (Days Payable Outstanding) คือตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้ DPO คืออะไร DPO หรือ Days Payable Outstanding คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดว่าธุรกิจ ใช้เวลากี่วันในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการจนถึงวันที่จ่ายเงินจริง พูดง่ายๆ ว่าถ้าร้านค้าสั่งสินค้ามาขาย แล้วจ่ายเงินผู้ขายอีก 45 วันถัดมา แสดงว่าระยะเวลาชำระหนี้ของร้านนั้นประมาณ 45 วัน ภาพรวมวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คืออะไร Cash Conversion Cycle หรือ CCC คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจต้องใช้เวลากี่วันตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้า จนกว่าจะได้เงินคืนจากการขาย (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น) สูตร CCC มีองค์ประกอบ 3 ส่วน CCC = DIO (วันที่สินค้าค้างสต๊อก) + DSO (วันที่รอเก็บเงินลูกค้า) – DPO (วันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้) ยิ่งธุรกิจจ่ายเงินเจ้าหนี้ได้ช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะได้กระแสเงินสดกลับมาหมุนเร็วขึ้น ธุรกิจจึงมีสภาพคล่องดีขึ้นโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม ทั้งนี้ ระยะการจ่ายหนี้ ต้องมีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อเครดิตเทอมโดยรวม ความแตกต่างระหว่าง DPO, DSO และ DIO ตัวเลขทั้ง 3 ตัวนี้เป็นชิ้นส่วนของวงจรเงินสด แต่วัดคนละจุด ตัวชี้วัด วัดอะไร ยิ่งสูงหมายความว่า DPO (Days Payable Outstanding) จำนวนวันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้ จ่ายเจ้าหนี้ช้า DSO (Days Sales Outstanding) จำนวนวันที่ใช้เก็บเงินจากลูกหนี้ เก็บเงินจากลูกค้าช้า DIO (Days Inventory Outstanding) จำนวนวันที่สินค้าค้างสต๊อก สินค้าขายช้า เงินจมอยู่ในสต๊อก สำหรับ SME ที่อยากให้เงินสดหมุนเร็ว เป้าหมายคือ ลด DSO (เก็บเงินเร็ว) ลด DIO (ขายของเร็ว) และรักษาระยะเวลาชำระหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สูตรคำนวณ DPO พร้อมตัวอย่างจริง อัตราส่วนนี้คำนวณง่ายมาก ใช้ข้อมูลจากงบการเงินเพียง 2 ตัว DPO = (เจ้าหนี้การค้า ÷ ต้นทุนขาย) × จำนวนวันในงวด โดยทั่วไปจำนวนวันในงวดจะใช้ 365 วัน (รายปี) หรือ 90 วัน (รายไตรมาส) ส่วนเจ้าหนี้การค้า ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ควรใช้ค่าเฉลี่ย = (ยอดต้นงวด + ยอดปลายงวด) ÷ 2 เพื่อให้ตัวเลขแม่นยำขึ้น แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้เช่นกัน (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินตามแนวทาง CFA Institute) ตัวอย่างคำนวณ DPO สำหรับ SME ไทย สมมุติ บริษัท ก จำกัด เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลสิ้นปี 2568 ดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ เจ้าหนี้การค้า (ยอดสิ้นงวด) – 900,000 บาท ต้นทุนขายทั้งปี – 6,000,000 บาท อัตราส่วน AP ต่อ COGS 900,000 ÷ 6,000,000 0.15 ระยะเวลาชำระหนี้ 0.15 × 365 วัน 54.75 วัน (ประมาณ 55 วัน) หมายความว่าบริษัท ก จำกัด ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 55 วันในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ถ้าผู้ขายให้เครดิตเทอม 30 วัน แสดงว่าจ่ายช้ากว่าเทอมที่ตกลงไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญา เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือถูกระงับการส่งสินค้า ทางแก้ที่ถูกต้องคือ เจรจาขอขยายเทอมให้ยาวขึ้น ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเงียบๆ DPO สูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่า ไม่มีตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ต้องดูบริบทของอุตสาหกรรมและความสัมพันธ์กับผู้ขายประกอบกัน ค่าสูงเกินไป อาจแปลว่าจ่ายช้าจนผู้ขายไม่ไว้ใจ เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือหยุดส่งของ ส่วนค่าต่ำเกินไป อาจแปลว่าจ่ายเร็วกว่าจำเป็น ทำให้เงินสดหมุนเวียนน้อยลง DPO เท่าไหร่ถึงดี Benchmark แยกตามอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยโดยประมาณ หมายเหตุ ค้าปลีก/ค้าส่ง 30-45 วัน หมุนเวียนสินค้าเร็ว เทอมมักสั้น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 45-60 วัน วัตถุดิบเยอะ เทอมยาวกว่า ก่อสร้าง 60-90 วัน โปรเจกต์ยาว การเบิกจ่ายตามงวดงาน เทคโนโลยี/บริการ 30-45 วัน ต้นทุนขายต่ำ เจ้าหนี้ไม่สูง ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปจากข้อมูลอุตสาหกรรมโดยประมาณ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว คุณควรเปรียบเทียบตัวเลขของธุรกิจกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และติดตามแนวโน้มเป็นรายไตรมาส ยืด DPO อย่างฉลาด เพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่เสียเครดิต การยืดระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ทำได้ แต่ต้องทำผ่านการเจรจาเทอมใหม่ ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเดิมเงียบๆ การจ่ายเกินเทอมที่ตกลงไว้คือผิดสัญญา ส่วนการเจรจาขอเทอมยาวขึ้นอย่างเป็นทางการคือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ยืดระยะเวลาชำระหนี้ได้ประโยชน์อะไร เสี่ยงอะไร ข้อดีหลักคือ ธุรกิจมีเงินสดในมือมากขึ้น สามารถนำไปหมุนเวียนซื้อสินค้ารอบใหม่ หรือรองรับช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้าได้ แต่ความเสี่ยงก็มีจริง วิธีเจรจาเครดิตเทอมกับผู้ขายให้ได้เทอมดีขึ้น การขอเครดิตเทอมที่ยาวขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลำบาก ถ้าเตรียมตัวดี ควรจ่ายเจ้าหนี้ไหนก่อน (ส่วนลด vs ความสำคัญซัพพลาย vs ความเสี่ยง) เมื่อเงินสดมีจำกัด ต้องจัดลำดับความสำคัญ ลองใช้เกณฑ์ 3 มิตินี้ เกณฑ์ จ่ายก่อนเมื่อ จ่ายทีหลังได้เมื่อ ส่วนลดเงินสด ผู้ขายให้ส่วนลดถ้าจ่ายเร็ว (ต้นทุนโอกาสสูง ดูวิธีคำนวณด้านล่าง) ไม่มีส่วนลด หรือส่วนลดน้อยมาก ความสำคัญของซัพพลาย ผู้ขายรายนี้ทดแทนยาก ถ้าหยุดส่งของธุรกิจสะดุด มีผู้ขายสำรองหลายราย ความเสี่ยงที่จะหยุดส่งของ เจ้าหนี้เตือนแล้ว หรือเคยระงับสินค้าในอดีต ยังไม่มีสัญญาณเตือน ความสัมพันธ์ดี วิธีคำนวณต้นทุนโอกาสของส่วนลดเงินสด สมมุติผู้ขายให้เงื่อนไข 3/10 net 30 (ส่วนลด 3% ถ้าจ่ายใน 10 วัน ไม่งั้นจ่ายเต็มใน 30 วัน) รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ อัตราส่วนลดต่อเงินเต็ม 3 ÷ (100 – 3) 0.0309 จำนวนรอบต่อปี 365 ÷ (30 – 10) วัน 18.25 รอบ ต้นทุนโอกาสรายปี 0.0309 × 18.25 56.4% ต่อปี ส่วนลด 3% ฟังดูน้อย แต่คิดเป็นต้นทุนโอกาสรายปีสูงถึง 56% ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อหรือวงเงินเบิกเกินบัญชีหลายเท่า เจ้าหนี้ที่ให้ส่วนลดแบบนี้จึงควรจ่ายก่อนเสมอ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหาร AP ใช้เมื่อไหร่ถึงเหมาะ บางช่วงที่เงินสดตึงมาก เครื่องมือทางการเงินช่วยให้คุณจ่ายเจ้าหนี้ตรงเวลาโดยไม่ต้องรอเก็บเงินจากลูกค้าก่อน เครื่องมือ เหมาะเมื่อ ข้อควรระวัง บัตรเครดิตบริษัท ต้องจ่ายทันที แต่มี grace period 30-50 วัน ดอกเบี้ย 0% ถ้าจ่ายเต็ม ดอกเบี้ยสูงถ้าจ่ายขั้นต่ำ เพดานอยู่ที่ 16% ต่อปี (ข้อมูลจากประกาศ ธปท.) วงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft) ต้องการสภาพคล่องระยะสั้น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะวันที่ใช้ ดอกเบี้ยคิดรายวัน ต้องมีวินัยคืนเงินเร็ว ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ต้องจ่ายเจ้าหนี้รายใหญ่ก้อนเดียว รู้แน่ว่ารายได้จะเข้าเมื่อไหร่ ต้องมีแผนชำระคืนชัดเจน ดอกเบี้ยมักต่ำกว่าบัตรเครดิต หลักการสำคัญคือ ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยับเวลา ไม่ใช่เพื่อยืมมาจ่ายหนี้เดิม ถ้าพบว่าต้องกู้มาจ่ายเจ้าหนี้บ่อยๆ ควรกลับไปทบทวนโครงสร้างกระแสเงินสดทั้งหมด แก้ปัญหาวิกฤต: ทำอย่างไรเมื่อจ่ายช้าจนผู้ขายหยุดส่งของ ถ้าถึงจุดที่ผู้ขายหยุดส่งสินค้าแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ธุรกิจเดินต่อได้ จากนั้นจึงวางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ การป้องกันดีที่สุดคือ ติดตามอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) สม่ำเสมอ ถ้าเห็นว่ามียอดค้างจ่ายเกินกำหนดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้แก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม PEAK ช่วยติดตามเจ้าหนี้และบริหาร AP ได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมเจ้าหนี้แบบ real-time ผ่าน PEAK Board โดยไม่ต้องรอปิดงบ ระบบบันทึกเอกสารซื้อ ใบสั่งซื้อ และใบรับสินค้าเชื่อมโยงกันอัตโนมัติ เห็นได้ทันทีว่าเจ้าหนี้รายไหนครบกำหนดจ่ายเมื่อไหร่ พร้อมรายงาน AP Aging แยกตามช่วงอายุหนี้ สรุป: DPO คือเครื่องมือบริหารเงินสด ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ สิ่งที่ทำได้ทันทีหลังอ่านบทความนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DPO ควรคำนวณ DPO บ่อยแค่ไหน สำหรับ SME ที่ซื้อสินค้าเป็นประจำ ควรคำนวณอย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อจับแนวโน้มว่าระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณว่าเงินสดเริ่มตึง ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าสต๊อก ต้องดูอัตราส่วนนี้ไหม ต้องดูเช่นกัน แม้ไม่มีต้นทุนสินค้า แต่ธุรกิจบริการยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น ค่าจ้าง outsource และค่าซอฟต์แวร์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนในตัวเลขได้ โดยใช้ต้นทุนบริการแทนต้นทุนขายในสูตร ควรใช้ยอดเจ้าหนี้เฉลี่ยหรือยอดสิ้นงวดในการคำนวณ ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ใช้ค่าเฉลี่ย = (ต้นงวด + ปลายงวด) ÷ 2 จะแม่นยำกว่า เพราะสะท้อนยอดเจ้าหนี้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนหากยอดเจ้าหนี้ผันผวนมากระหว่างปี DPO กับ Creditor Days เหมือนกันหรือไม่ เหมือนกัน ทั้งสองคำหมายถึงจำนวนวันเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้ในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ บางแหล่งข้อมูลอาจใช้ชื่อว่า Creditor Days, Payable Days หรือ Average Payment Period ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกัน

7 Sep 2026

PEAK Account

17 min

DSO คืออะไร สูตรคำนวณ cash flow เก็บเงินลูกหนี้ให้ไว

ธุรกิจที่ยอดขายดีไม่ได้แปลว่ามีเงินสดในมือเสมอไป หลายกิจการออกใบแจ้งหนี้ไปแล้วแต่ต้องรอเงินอีก 60-90 วัน ยิ่งหากกิจการไหน มีลูกหนี้สะสมมากขึ้น เงินสดหมุนไม่ทัน สุดท้ายธุรกิจที่กำไรดีอาจสะดุดเพราะ cash flow ขาดมือ เพื่อการป้องกันปัญหานี้ บทความนี้จะพาคุณมารู้จักสูตร DSO เพื่อการประเมิน cash flow ในธุรกิจ พร้อมเข้าใจวิธีอ่าน AR Aging Report นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง และสูตรตามหนี้ที่ทำตามได้ทันที DSO คืออะไร DSO คือระยะเวลาเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เก็บเงินจากลูกหนี้การค้า นับตั้งแต่วันที่ออกใบแจ้งหนี้จนถึงวันที่ได้เงินจริง โดยยิ่งค่า DSO ต่ำเท่าไหร่ แปลว่ายิ่งเก็บเงินได้เร็วเท่านั้น ช่วยให้ธุรกิจมี cash flow ที่ดีตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หาก DSO ของกิจการอยู่ที่ 45 วัน หมายความว่าโดยเฉลี่ยต้องรอ 45 วันหลังออกบิล กว่าจะได้เงินสดกลับมา สูตรคำนวณ DSO พร้อมตัวอย่าง DSO = (ลูกหนี้การค้า ÷ ยอดขายเชื่อ) × จำนวนวัน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด ธุรกิจขายส่งสินค้า รายการ ตัวเลข ลูกหนี้การค้า ณ สิ้นเดือน 900,000 บาท ยอดขายเชื่อในเดือน 1,500,000 บาท จำนวนวัน 30 วัน รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ DSO (900,000 ÷ 1,500,000) × 30 18 วัน DSO 18 วันถือว่าดี เพราะเก็บเงินได้เร็ว เปิดโอกาสให้นำเงินไปสานต่อธุรกิจได้ ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด ธุรกิจรับเหมาบริการ รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ลูกหนี้การค้า – 2,000,000 บาท ยอดขายเชื่อในเดือน – 1,200,000 บาท DSO (2,000,000 ÷ 1,200,000) × 30 50 วัน DSO 50 วัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เริ่มสูง ธุรกิจควรต้องเร่งเก็บเงินก่อนที่ cash flow จะตึง DSO เท่าไหร่ถึงดี เป้าหมายสำหรับ SME DSO ที่ดีขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และความจำเป็นของผู้ประกอบการแต่ละราย แต่โดยส่วนมาก สามารถใช้ตารางนี้เพื่ออ้างอิงเป็นค่าเฉลี่ยได้ ประเภทธุรกิจ DSO ที่ดี DSO เริ่มน่าเป็นห่วง ค้าปลีก / ขายสด 0-15 วัน (รับเงินสดทันที) มากกว่า 30 วัน ค้าส่ง / ผู้ผลิต 30-45 วัน (เครดิต 30 วัน) มากกว่า 60 วัน งานบริการ / รับเหมา 30-45 วัน (เครดิต 30-45 วัน) มากกว่า 60 วัน e-Commerce (B2B) 15-30 วัน (แล้วแต่ marketplace) มากกว่า 45 วัน (ค่าเฉลี่ยอ้างอิงจากข้อมูลอุตสาหกรรมทั่วไป ตัวเลขอาจแตกต่างตามขนาดและประเภทธุรกิจ) หลักการง่ายๆ คือ DSO ไม่ควรเกินเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า ถ้าให้เครดิต 30 วันแต่ DSO อยู่ที่ 50 วัน แปลว่าลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกหนี้ค้างจ่ายเกิดจากอะไร ลูกหนี้ค้างจ่ายไม่ได้เกิดจากลูกค้าไม่ดีเสมอไป บางทีปัญหาอยู่ที่ตัวกิจการเอง สาเหตุหลักมี 5 ข้อ เริ่มแก้ได้จากจัดการเอกสารให้เป็นระบบ ออกใบวางบิลตรงเวลา และตั้งแจ้งเตือนอัตโนมัติ AR Aging Report คืออะไร อ่านรายงานอายุลูกหนี้อย่างไร AR Aging Report (รายงานอายุลูกหนี้) คือรายงานที่แบ่งยอดลูกหนี้ค้างชำระเป็นช่วงอายุตามจำนวนวันที่เลยกำหนดจ่าย โดยรายงานนี้ช่วยให้เห็นว่ามีลูกหนี้ค้างอยู่เท่าไหร่ และค้างมานานแค่ไหน ผ่านการแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ที่แต่ละช่วงบอกสถานะและสิ่งที่ต้องทำแตกต่างกัน ช่วงอายุ สถานะ สิ่งที่ต้องทำ 0-30 วัน ปกติ ตรวจสอบว่าลูกค้าได้รับบิลแล้ว เตรียมติดตามลูกค้า 31-60 วัน เริ่มส่งสัญญาณ ติดต่อลูกค้าทันที สอบถามเหตุผลที่ยังไม่สะดวกจ่าย 61-90 วัน วิกฤต เร่งเจรจา พิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม 90+ วัน เสี่ยงเป็นหนี้สูญ ประเมินตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตาม NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) พิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมาย เจ้าของกิจการควรหมั่นดูรายงานนี้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ตอนปิดงบ โดยเฉพาะถ้าหากเห็นลูกหนี้เริ่มเลื่อนจาก 0-30 ไป 31-60 วันมากขึ้น นั่นคือสัญญาณเตือนก่อนที่ cash flow จะตึง นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง: Credit Limit และส่วนลดจ่ายเร็ว การป้องกันดีกว่าการตามแก้ นโยบาย 2 เรื่องนี้ช่วยลด DSO ได้ตั้งแต่ต้นทาง วิธีกำหนดวงเงินเครดิต (Credit Limit) สำหรับลูกค้า SME วงเงินเครดิต (Credit Limit) คือยอดเงินสูงสุดที่ยอมให้ลูกค้าค้างจ่ายได้ในช่วงเวลานั้นๆ แต่ SME หลายรายอาจไม่ไดมองถึงจุดนี้ เมื่อปล่อยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้มากเท่าไหร่ ธุรกิจก็ต้องรับความเสี่ยงไปด้วยมากเท่านั้น การกำหนดวงเงินเครดิต จะช่วยให้ธุรกิจจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น โดยพิจารณาจาก 3 ข้อนี้ เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาปรับวงเงินใหม่ ทุก 6 เดือน ให้สะท้อนกับตามพฤติกรรมการจ่ายจริง และต้องคอยเฝ้าระวัง อย่าให้ลูกค้ารายเดียวค้างเกิน 10-15% ของยอดลูกหนี้ทั้งหมด ส่วนลดจ่ายเร็ว (Early Payment Discount) คุ้มไหม Early Payment Discount คือส่วนลดที่ให้ลูกค้าเพื่อจูงใจให้จ่ายเร็วกว่ากำหนด ตัวอย่างเช่น 2/10 net 30 หมายความว่า จ่ายภายใน 10 วันได้ส่วนลด 2% แต่ถ้าไม่ใช้ส่วนลด ต้องจ่ายเต็มภายใน 30 วัน รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ยอดขาย – 100,000 บาท ส่วนลดถ้าจ่ายใน 10 วัน 100,000 × 2% 2,000 บาท ได้รับเงินจริง 100,000 – 2,000 98,000 บาท ได้เงินเร็วขึ้น 30 – 10 20 วัน ยอมลดยอดเงิน 2,000 บาท เพื่อให้ได้เงิน 98,000 บาทเร็วขึ้น 20 วัน แม้จะฟังดูลดไปมาก แต่ถ้าคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยรายปี จะเท่ากับประมาณ 36% ซึ่งสูงทีเดียว คำแนะนำคือการยื่นส่วนลดประเภทนี้ ไม่ควรให้สิทธิ์กับลูกค้าทุกราย แต่ให้ใช้กับลูกค้ายอดสั่งซื้อสูง ที่คุณต้องการเก็บ cash flow กลับมาเร็ว สร้างความพิเศษและความประทับใจให้กับลูกค้าในคราวเดียว เมื่อไหร่ควรเริ่มตามเงิน คำตอบสั้นๆ คือ เริ่มก่อนถึงกำหนดจ่ายเสียอีก ไม่ต้องรอให้เลยกำหนดแล้วค่อยตาม สูตรตามหนี้ 7-14-30 วัน ที่ทำตามได้ทันที นี่คือ framework ที่ SME ใช้ตามเงินอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 4 ระดับ แต่ละระดับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ วันที่ 7 หลังเกินกำหนด: แจ้งเตือนโดยตรง โทรหรือส่งอีเมลสุภาพ สอบถามว่าได้รับบิลเรียบร้อยไหม มียอดค้างชำระเท่าไหร่ โดยปกต แค่ขั้นตอนนี้ก็ได้เงินแล้ว เพราะลูกค้าอาจลืมจริงๆ วันที่ 14 หลังเกินกำหนด: ติดตามหนี้จริงจัง ส่งจดหมายหรืออีเมลอย่างเป็นทางการ ระบุยอดค้างชำระและวันที่ครบกำหนด ขอให้ชำระภายใน 7 วัน พร้อมแจ้งว่าหากไม่ได้รับการตอบกลับ จะพิจารณาระงับเครดิต วันที่ 30 หลังเกินกำหนด: มาตรการเด็ดขาด หยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่มจนกว่าจะชำระ ส่ง Final Notice แจ้งว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม ในขั้นตอนนี้ต้องให้ผู้บริหารเป็นคนติดต่อโดยตรง หลัง 60-90 วัน: เรื่องทางกฎหมายและเตรียมตั้งหนี้สูญ ถ้าผ่าน 60 วันแล้วยังไม่ได้เงิน ต้องพิจารณา 2 เรื่องพร้อมกัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ (ค่าใช้จ่าย) XX,XXX – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ – XX,XXX ลูกค้าจ่ายช้าเรื้อรัง ต้องจัดการอย่างไร บางครั้งลูกค้าไม่ได้จ่ายช้าแค่ครั้งเดียว แต่เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ สถานการณ์แบบนี้ต้องจัดการเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอ ลูกค้าขอเครดิตเทอมยาวขึ้น ควรต่อรองอย่างไร ถ้าลูกค้าที่จ่ายดีมาตลอดขอขยายเครดิตจาก 30 เป็น 45 วัน ไม่ต้องปฏิเสธทันที แต่ต่อรองด้วย 4 เงื่อนไขนี้ เมื่อไหร่ควรหยุดส่งของ ถ้าลูกค้ามีพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ 3 ใน 5 ข้อนี้ ควรพิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม การหยุดส่งของไม่ได้แปลว่าตัดลูกค้าทิ้ง แต่คือการปกป้อง cash flow ของกิจการ เมื่อลูกค้าชำระยอดค้างแล้ว ก็กลับมาทำธุรกิจต่อได้ สรุป: บริหารลูกหนี้ให้ดี แล้ว Cash Flow จะดีตาม ธุรกิจเติบโตมั่นคง การบริหารลูกหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องมีระบบ สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้เจ้าของ SME บริหารลูกหนี้ครบจบในที่เดียว ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิลส่งถึงลูกค้าได้ทันที พร้อมติดตามสถานะลูกหนี้ค้างชำระผ่าน Dashboard แบบ real-time และใช้ PEAK Board วิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจ ยกระดับการบริหารลูกหนี้ของคุณ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ DSO และการบริหารลูกหนี้ DSO กับ DPO ต่างกันอย่างไร DSO วัดว่าเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วแค่ไหน ส่วน DPO (Days Payable Outstanding) วัดว่าจ่ายเงินให้ supplier ช้าแค่ไหน ถ้า DPO สูงกว่า DSO แปลว่ากิจการได้เปรียบ เพราะเก็บเงินเข้ามาก่อนแล้วค่อยจ่ายออก ธุรกิจขนาดเล็กควรให้เครดิตเทอมไหม ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่คือผู้บริโภคทั่วไป ไม่จำเป็นต้องให้เครดิต ควรรับเงินสดหรือโอนทันที แต่ถ้าค้าขายกับธุรกิจอื่น (B2B) การให้เครดิต 15-30 วันเป็นเรื่องปกติ เริ่มจากเทอมสั้นแล้วค่อยขยายตามประวัติจ่ายจริง ลูกหนี้ค้างจ่ายจนเป็นหนี้สูญ บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อพิจารณาว่าเก็บเงินไม่ได้จริงๆ ให้ตัดเป็นหนี้สูญ (Bad Debt) โดยเดบิตค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ตั้งไว้ และเครดิตลูกหนี้การค้า พร้อมศึกษาเงื่อนไขทางภาษีเพิ่มเติม จดบันทึกหลักฐานว่าพยายามติดตามแล้วแต่ไม่สำเร็จ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระไหม PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระที่แสดงยอดค้างแยกตามลูกค้าและอายุหนี้ได้ ช่วยให้เห็นภาพรวมโดยไม่ต้องทำ Excel เอง เรียกดูได้จากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โดยตรง

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Disclosure Form คืออะไร เงื่อนไข กำหนดยื่น วิธีเตรียมข้อมูล

Disclosure Form คือแบบรายงานข้อมูลที่นิติบุคคลต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรหลักของไทย) เพื่อรายงานรายการค้าระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน หลายบริษัทเพิ่งมารู้จัก Disclosure Form ตอนนักบัญชีแจ้งว่าถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอเปิดแบบฟอร์มจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลอย่างไร และจะยื่นทันกำหนดหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือนักบัญชีที่เพิ่งเจอแบบฟอร์มนี้ บทความนี้จะอธิบายทุกส่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงและ Checklist ที่ใช้เตรียมข้อมูลได้ทันที Disclosure Form คืออะไร Disclosure Form คือแบบรายงานประจำปีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลที่มีรายการค้ากับบริษัทในเครือ ต้องเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกัน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบว่าการตั้งราคาสินค้าและบริการระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นราคาตลาดจริง ไม่ใช่การถ่ายโอนกำไร (Transfer Pricing) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าบริษัทของคุณขายสินค้าหรือให้บริการกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเดียวกัน สรรพากรต้องการรู้ว่าราคาที่คิดกันเป็นราคาตลาด ไม่ได้ตั้งราคาต่ำหรือสูงเพื่อย้ายกำไรไปอีกบริษัทหนึ่ง Disclosure Form คือเครื่องมือที่ใช้รายงานข้อมูลเหล่านี้ให้สรรพากร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น Disclosure Form บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น Disclosure Form ต้องเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน นั่นคือ เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยหากเข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเอกสารทุกปี ถ้าเข้าเกณฑ์แค่ข้อเดียว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เกณฑ์ความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ แปลว่าอะไร มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรที่กำหนดเรื่อง Transfer Pricing) ระบุว่าบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงบริษัทที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ ตัวอย่าง ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม 50% ขึ้นไป บริษัท ก จำกัด ถือหุ้นในบริษัท ข จำกัด เป็นจำนวนมากกว่า 50% ขึ้นไป ถือว่ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน 50% ขึ้นไป นาย ค ถือหุ้นบริษัท ก 70% และถือหุ้นบริษัท ข 55% ทั้งสองบริษัทจึงเข้าเกณฑ์ มีอำนาจควบคุมด้านทุน การจัดการ หรือการดำเนินงาน บริษัทแม่ส่งผู้บริหารไปบริหารบริษัทลูก หรือกำหนดนโยบายทางการเงินให้ สิ่งสำคัญคือการถือหุ้นทางอ้อมก็นับด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ถือหุ้นบริษัท ข 60% และบริษัท ข ถือหุ้นบริษัท ค 80% ดังนั้นบริษัท ก ถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท ค คิดเป็น 48% (60% คูณ 80%) ซึ่งยังไม่ถึง 50% แต่ถ้าบริษัท ก ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท ค อีก 5% รวมแล้วเป็น 53% จะเข้าเกณฑ์ทันที เกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาท นับอย่างไร รายได้ 200 ล้านบาท หมายถึงรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทในรอบบัญชีนั้น ทั้งรายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ตามที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายสินค้า 180 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 15 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ 8 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 203 ล้านบาท เกินเกณฑ์ 200 ล้านบาท จึงต้องยื่น Disclosure Form (ถ้าเข้าเกณฑ์ความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 195 ล้านบาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ ปีนั้นยังไม่ต้องยื่น อย่างไรก็ตาม ต้องเช็คเกณฑ์ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะรายได้อาจเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนกรอก Disclosure Form Disclosure Form แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ Part A รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part B มูลค่ารายการระหว่างกัน และ Part C ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ละ Part มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง Part A – รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part A ต้องระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทุกราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีการค้าขาย หรือธุรกรรมร่วมกัน โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ Part B – มูลค่ารายการระหว่างกัน Part B ต้องระบุมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน เฉพาะกิจการที่มีรายการจริงในรอบบัญชีนั้น โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายสินค้าให้บริษัทลูก 50 ล้านบาท ให้บริการที่ปรึกษา 5 ล้านบาท และมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 20 ล้านบาท ต้องกรอกรายการทั้งหมดนี้ใน Part B Part C – ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (CbCR) Part C ใช้สำหรับบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติเท่านั้น โดยต้องระบุชื่อบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม (Ultimate Parent Entity) ประเทศที่จดทะเบียน และข้อมูลเกี่ยวกับ Country-by-Country Report (CbCR) หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทไทยด้วยกันเท่านั้น สามารถข้าม Part C ได้ กำหนดเวลายื่นและบทลงโทษ นิติบุคคลต้องยื่น Disclosure Form ภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี โดยยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ซึ่งจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างเช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นผ่าน e-Filing จะได้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ปรับเท่าไหร่ บทลงโทษตามมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (บทบัญญัติว่าด้วยค่าปรับกรณีไม่ยื่นรายงานข้อมูล) กำหนดค่าปรับตามระดับความล่าช้า กรณี ค่าปรับ ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ยื่น และสรรพากรตรวจพบเอง ไม่เกิน 200,000 บาท ยิ่งยื่นช้า ค่าปรับยิ่งสูง และกรณีที่ไม่ยื่นเลยจนสรรพากรตรวจพบเอง ค่าปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท ดังนั้นถ้ารู้ว่าถึงเกณฑ์ ควรยื่นให้ทันกำหนด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการยื่น Disclosure Form จากประสบการณ์ของนักบัญชี ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นมีดังนี้ Checklist เตรียมข้อมูลก่อนยื่น Disclosure Form รายการ ทำไมต้องเตรียม ตรวจสอบรายได้รวมในงบกำไรขาดทุน ว่าถึง 200 ล้านบาทหรือไม่ เป็นเกณฑ์แรกที่ต้องเช็ค ถ้าไม่ถึงไม่ต้องยื่น จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งในและต่างประเทศ ใช้กรอก Part A ต้องครบทุกราย ไม่ว่าจะมีรายการค้าหรือไม่ ระบุลักษณะความสัมพันธ์และสัดส่วนการถือหุ้น รวมทางอ้อม สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 71 ทวิ จริง รวบรวมมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน แยกตามประเภท ใช้กรอก Part B ต้องแยกเป็นซื้อ-ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย ตรวจสอบยอดคงค้างระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี Part B ต้องรายงานยอดที่ค้างชำระด้วย ไม่ใช่แค่รายการที่เกิดระหว่างปี เทียบตัวเลขกับหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลขต้องตรงกัน เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ระบุข้อมูลบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มข้ามชาติ ใช้กรอก Part C สำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ ยื่นผ่าน e-Filing ภายในกำหนด ได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน และมีหลักฐานการยื่นอิเล็กทรอนิกส์ สรุป: เตรียมข้อมูลให้ครบ ยื่นให้ทัน ลดความเสี่ยงโดนปรับ Disclosure Form ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เมื่อเข้าใจหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เช็คเกณฑ์ให้แน่ใจ (รายได้ถึง 200 ล้านบาทและมีความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ) เตรียมข้อมูลให้ครบ (Part A ใส่ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง Part B เฉพาะที่มีรายการจริง Part C สำหรับกลุ่มข้ามชาติ) และยื่นให้ทันกำหนด (150 วัน หรือ 158 วันผ่าน e-Filing) สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นคือการจัดระบบข้อมูลบัญชีให้พร้อมตั้งแต่ระหว่างปี ไม่ต้องรีบเตรียมตอนใกล้กำหนดยื่น จัดเตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมยื่น Disclosure Form ด้วย PEAK การเตรียมข้อมูลสำหรับ Disclosure Form จะง่ายขึ้นมาก ถ้าข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการค้า ออกเอกสารซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้ดึงข้อมูลรายการระหว่างกัน ยอดคงค้าง และตัวเลขรายได้รวมได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมจากหลายแหล่ง พร้อมยื่นเอกสารได้อย่างมั่นใจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Disclosure Form บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องยื่นหรือไม่ ไม่ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่น Disclosure Form กำหนดให้นิติบุคคลต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อพร้อมกัน คือมีความสัมพันธ์กับกิจการอื่นตามมาตรา 71 ทวิ และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ถ้ารายได้ไม่ถึง ไม่มีหน้าที่ยื่น แต่ควรตรวจสอบรายได้ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะถ้าปีถัดไปรายได้เกิน 200 ล้าน จะต้องยื่นทันที ยื่น Disclosure Form ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นกระดาษได้ ขั้นตอนคือเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลือกเมนู Disclosure Form กรอกข้อมูล Part A Part B และ Part C (ถ้ามี) ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดยื่นแบบ ระบบจะออกใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐาน ยื่นผิดหรือยื่นไม่ครบ แก้ไขได้หรือไม่ แก้ไขได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing เพื่อปรับปรุงข้อมูล แต่ควรแก้ไขก่อนครบกำหนดยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ถ้าพบข้อผิดพลาดหลังครบกำหนดแล้ว ควรยื่นแก้ไขโดยเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ เพื่อแสดงเจตนาสุจริตกรณีถูกตรวจสอบ Disclosure Form ต่างจาก Transfer Pricing Report อย่างไร Disclosure Form เป็นแบบรายงานประจำปีที่ยื่นทุกปี สรุปข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกันในภาพรวม ส่วน Transfer Pricing Report หรือ TP Report เป็นรายงานวิเคราะห์ราคาโอนฉบับละเอียด ที่ต้องจัดทำเมื่อสรรพากรร้องขอ หรือจัดทำไว้ล่วงหน้าเป็นเอกสารประกอบ TP Report ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ว่าราคาที่ใช้ระหว่างกันเป็นราคาตลาดจริงหรือไม่ ซึ่งซับซ้อนกว่า Disclosure Form มาก

4 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Sep 2026

PEAK Account

16 min

ค่า GP คืออะไร เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม

ในยุคที่การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันแจกโค้ดส่วนลดให้กับผู้ใช้งาน โดยหักส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมผู้ขาย ทำให้ค่า GP (Gross Profit Fee) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ ที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องเข้าใจ ที่หากตั้งราคาผิด จากได้กำไรอาจกลายเป็นเข้าเนื้อแบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพามารู้จักกับค่า GP พร้อมเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทุกรายการ จากทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Thaimart แนะนำวิธีการคำนวณต้นทุนจริง อธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และเจาะลึกต้นทุนแฝง เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการ ค่า GP คืออะไร ทำไมผู้ขายออนไลน์ต้องรู้ ค่า GP (Gross Profit Fee) คือค่าธรรมเนียมการขาย ที่จะหักจากยอดขายทุกออเดอร์ ก่อนจะโอนเงินให้ผู้ขาย โดยค่า GP แต่ละหมวดสินค้าจะมีอัตราที่แตกต่างกัน แต่หากผู้ขายไม่มีรายได้ แพล็ตฟอร์มก็จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ไม่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกเหนือจากค่า GP แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ อาทิ ยิ่งช่วงหลังมานี้ ทุกแพลตฟอร์มต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้ง Shopee และ Lazada ที่ขึ้นครั้งละ 1-2% หากผู้ขายไม่ติดตามข่าว อาจตั้งราคาพลาดจนกำไรบางแบบไม่รู้ตัว แพลตฟอร์ม E-Commerce ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ผู้ค้าออนไลน์จึงต้องเข้าใจภาษีสำหรับผู้ค้าออนไลน์เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องการจัดการภาษี รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 33% ประมาณ 17% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มาให้ชัดเจน และไม่เก็บ GP ปีแรก ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย อ้างอิงจาก DataGlass Research “SEA Seller Market Research 2026” และ Tuke Marketing แม้ว่าสินค้าที่คุณมีอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่การตั้งร้านค้าให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากับการตั้งร้านค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ เปรียบเทียบค่า GP แต่ละแพลตฟอร์ม ตามหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มคิดค่า GP และค่าธรรมเนียม ในแต่ละหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ผู้ขายจึงต้องรู้ค่า GP ตามประเภท สินค้าของตนเอง เพื่อการตั้งราคาให้เหมาะสม โดยตารางด้านล่างนี้แสดงหมวดสินค้าหลัก และอัตราค่า GP ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.45-19.26% 6.42-10.70% 5.89-16.05% ไม่เรียกเก็บค่า GPในปีแรก* สินค้าแฟชัน 18.73%-19.26% 10.70%-11.77% 16.05%-17.12% สินค้าอุปโภคบริโภค FMCG 16.05% 10.70% 16.05% สินค้าทั่วไป 14.98%-19.26% 9.63-10.70% 10.17%-16.05% *Thaimart มีนโยบายยกเว้นค่า GP 0% ในปีแรกถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะเรียกเก็บเป็นขั้นบันได โดยปรับเป็น 5% ในปีที่สอง, 8% ในปีที่สาม, และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% จะได้รับการยกเว้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ตามข้อมูลจาก Thaimart Official Facebook Page ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยมที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Transaction Fee)  900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการที่ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 นอกจากค่า GP ผู้ขายมีต้นทุนอะไรอีก โดยเฉลี่ยแล้ว แพลตฟอร์ม E-Commerce จะหักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 19-22% สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้อ้างอิงในบทความ ทำให้ผู้ขายหลายรายเข้าใจว่า ต้นทุนของตนเองมีแค่ต้นทุนสินค้า รวมกับค่า GP ของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นอีก อาทิ ตัวอย่างการคิดต้นทุนสินค้า การคำนวณต้นทุนจริง ทำได้โดยการจับเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่าง มาหารเฉลี่ยลงในสินค้า เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การคำนวณให้แยกออกเป็นสามส่วน โดยจะใช้ตัวอย่างเป็นทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยม ที่ตั้งราคาขายจริง 900 บาทเหมือนเดิม และสมมติให้ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 300 บาท ส่วนที่ 1: ต้นทุนสินค้า ราคาทุเรียน 300 บาท ส่วนที่ 2: ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ค่า GP แพลตฟอร์ม (หมวดผลไม้สด ประมาณ 20-23%) 900 x 20-23% = 180-207 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ พิมพ์กล่องกันกระแทก 15 บาท ส่วนที่ 3: ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแฝง ค่าโฆษณาและการตลาด 10 บาท ค่าแรงพนักงาน คนแพ็คสินค้า 20 บาท ค่าความเสี่ยง สินค้าเสียหาย(ตีเผื่อไว้ 5% ของต้นทุน) 15 บาท สรุปต้นทุน (1)+(2)+(3) 540-567 บาท เมื่อกางต้นทุนออกมาชัดเจน จะเห็นได้ชัดว่าราคาขายบนแพลตฟอร์ม 900 บาท หลังหักกับต้นทุน 540-567 บาท จะเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 333-360 บาทเท่านั้น ดังนั้น ผู้ขายจึงควรมองหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า หาผลิตภัณฑ์อื่นมาขายเสริม หรืออาจพิจารณาเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สรุป : เปรียบเทียบค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ไทย ค่า GP เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียม E-Commerce ทั้งหมด ผู้ขายออนไลน์จึงต้องจำ 3 เรื่องนี้ จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อขายของบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน การจัดการบัญชีด้วยมือจะยุ่งยากและมีโอกาสเสี่ยงที่จะผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเข้ารายรับ-รายจ่ายจากทุกแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทาง API เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อัตโนมัติ พร้อมดูรายงานกำไร-ขาดทุนได้แบบ Real-time และเตรียมเอกสารภาษีได้ครบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ค่า GP กับค่าธรรมเนียมรวม ต่างกันอย่างไร ค่า GP คือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเก็บจากยอดขาย ส่วนค่าธรรมเนียมรวมยังรวมถึง Payment Fee, Commerce Growth Fee (เฉพาะ TikTok Shop) และ Platform Fee อีกด้วย ตัวอย่างเช่น TikTok Shop เก็บ GP เพียง 10.70% แต่ค่าธรรมเนียมรวมจริงสูงถึง 22.06% ขายของผ่านไลฟ์สด เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไหม การขายสินค้าผ่านไลฟ์สดไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อาจจะมีค่า Affiliate Commission ที่ต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ที่ช่วยขายสินค้า สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือการใช้ Affiliate สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องแลกกับกำไรต่อชิ้นที่ลดลง โดยเฉพาะกับแพล็ตฟอร์ม TikTok Shop ที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง ค่า GP คิดจากราคาตั้งต้นหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง ทุกแพลตฟอร์มคิดค่า GP จากราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังหักส่วนลดร้านค้า ไม่ใช่ราคาตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ตั้งราคา 1,000 บาท ลดเอง 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แพลตฟอร์มจะคิด GP และค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากรายรับ 900 บาท แพลตฟอร์มไหนหักค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราการหักค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ตามหมวดหมู่ของสินค้า และอัตราค่าบริการต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ขายจึงต้องคอยติดตามข่าวสารต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ขายรายใหม่อาจพิจารณา Thaimart ที่ยังไม่เรียกเก็บค่า GP ในปีแรก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ต้นทุนต่ำสุด Thaimart ไม่เก็บค่า GP จริงหรือ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง Thaimart เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ของไทย เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจุดเด่นคือการไม่เก็บค่า GP ในปีแรก สำหรับผู้ขายที่เปิดร้านก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะเริ่มเก็บเป็นขั้นบันได คือ 5% ในปีที่สอง 8% ในปีที่สาม และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงินยกเว้นถึง 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น อ้างอิงจาก: DataGlassLabs, Tuke Marketing, BangkokPost   

7 Sep 2026

PEAK Account

28 min

ค่าใช้จ่ายบริษัท มีอะไรบ้าง รวม 17 คำถามยอดนิยม

เลี้ยงข้าวพนักงาน ลงค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เติมน้ำมันรถตัวเอง เบิกได้มั้ย จ้างแฟนเป็นพนักงาน สรรพากรจะว่าอะไรไหม ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ คำถามเหล่านี้คงวนอยู่ในหัวบ่อยๆ บทความนี้รวมคำตอบ 17 เคสที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุด ตอบชัดเจนว่า ได้ หรือ ไม่ได้ พร้อมบอกเอกสารที่ต้องมีในแต่ละกรณี ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ ค่าใช้จ่ายบริษัทคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายบริษัท คือเงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ หรือค่าโฆษณา เวลาคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวเลขที่เหลือจริงก่อนคิดภาษี) บริษัทจะเอาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปหักจากรายได้ได้ ยิ่งหักได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่บริษัทจ่ายจะเอามาหักภาษีได้ สรรพากรแบ่งไว้ชัดเจน 2 ประเภท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษี (Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจริงๆ มีหลักฐานครบ และไม่ถูกห้ามตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมฯ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่สรรพากรไม่ยอมให้เอามาหักภาษี ถึงจ่ายจริงก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เช่น หลักง่ายๆ ของสรรพากร: 3 เงื่อนไขที่ต้องครบ ค่าใช้จ่ายจะหักภาษีได้ ต้องผ่านเงื่อนไข 3 ข้อนี้ครบทุกข้อ หากขาดข้อไหนข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่าย บริษัทอาจโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ รู้ตารางสรุป 17 เคส: เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เคส ผล เงื่อนไขสำคัญ 1. เลี้ยงข้าวพนักงาน ✅ ได้ เป็นสวัสดิการ มีใบเสร็จและรายชื่อ 2. เติมน้ำมันรถตัวเอง ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องจดภายใต้ชื่อบริษัท หรือมีนโยบายเบิกจ่ายชัดเจน 3. ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูกเจ้าของบริษัท ❌ ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว 4. เจ้าของบริษัทไปหาหมอ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุในระเบียบบริษัท 5. เลี้ยงลูกค้า ของขวัญลูกค้า ✅ ได้ ค่ารับรอง ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ 6. ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ✅ ได้ ใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และใช้เพื่อการทำงานจริง 7. ค่าเน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ⚠️ มีเงื่อนไข มีนโยบาย WFH และต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด 8. ทริปท่องเที่ยว อ้างว่าดูงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีการดูงานจริง มีกำหนดการ และรายงานสรุป 9. เสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ❌ ไม่ได้ ถือเป็นของใช้ส่วนตัว ยกเว้นชุดยูนิฟอร์มบริษัท 10. เช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีสัญญาเช่าและเอกสารจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัท 11. ซ่อมแอร์ออฟฟิศที่บ้าน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง 12. ค่าน้ำมัน ซ่อมรถ ทางด่วน ที่จอด ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องอยู่ในชื่อบริษัท มี log book นโยบายเบิกชัดเจน 13. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพเจ้าของ ⚠️ มีเงื่อนไข เป็นสวัสดิการกรรมการในระเบียบบริษัท 14. คอร์สเรียน โค้ช สัมมนา ✅ ได้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องมีใบเสร็จ 15. จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องทำงานจริง เงินเดือนสมเหตุสมผล 16. โบนัส commission ไม่มี KPI ⚠️ มีความเสี่ยง ต้องมีเกณฑ์จ่าย และมติที่ประชุม 17. ของใช้ในบ้าน อ้างว่าออฟฟิศ ❌ ไม่ได้ หากถูกตรวจสอบ สรรพากรจะพบได้ง่าย ด้านล่างนี้คือรายละเอียดทุกเคส ตอบแบบเจาะลึกพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม เลี้ยงข้าวพนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการหรือเลี้ยงในโอกาสพิเศษ บริษัทเลี้ยงข้าวพนักงานตอนสิ้นปี จัดเลี้ยงวันเกิด หรือมีข้าวกลางวันให้พนักงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะเจ้าของ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ เติมน้ำมันรถตัวเอง เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้ารถคันนั้นอยู่ในชื่อบริษัท ค่าน้ำมันลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เลย แต่ถ้าเป็นรถส่วนตัวของเจ้าของ ต้องมีนโยบายเบิกค่าน้ำมันของบริษัทอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้รถเพื่อธุรกิจจริง โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ่ายค่าเทอมลูกเจ้าของบริษัท (กรรมการ) ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ เพราะค่าเทอมลูกเจ้าของไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทจ่ายจริง ก็ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) และที่แย่กว่านั้น สรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 💡 พี่เอกแนะนำ: ถ้าอยากช่วยค่าเทอมลูก ทางที่ดีกว่าคือกำหนดเป็นเงินเดือนกรรมการให้สมเหตุสมผล แล้วเจ้าของเอาเงินเดือนไปจ่ายค่าเทอมเอง วิธีนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง เจ้าของไปหาหมอ หรือพาลูกไปหาหมอ ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้าบริษัทมีระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับกรรมการและพนักงานทุกคน ค่าหมอของเจ้าของที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ระเบียบต้องให้สิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่กรรมการได้ปีละ 200,000 บาท แต่พนักงานได้แค่ 5,000 บาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ แต่สำหรับค่ารักษาลูกเจ้าของ จะหักได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสวัสดิการครอบคลุมถึงบุตรพนักงานด้วย ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า คาราโอเกะ ของขวัญลูกค้า ได้ไหม ✅ ได้ เป็นค่ารับรอง (Entertainment Expense) การเลี้ยงข้าวลูกค้า พาไปคาราโอเกะ หรือส่งกระเช้าปีใหม่ ค่าใช้จ่ายบริษัทพวกนี้ลงเป็นค่ารับรองได้ แต่สรรพากรกำหนดเพดานไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ว่าหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และหักได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ที่บอกว่าใช้ทำงาน ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าซื้อในนามบริษัทและใช้ทำงานจริง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด ถ้ามูลค่าไม่สูงมากสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว แต่ถ้ามูลค่าสูงก็ลงเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ได้ไหม ⚠️ ได้บางส่วน แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าบริษัทมีนโยบาย Work From Home อย่างเป็นทางการ สามารถเบิกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟบ้านบางส่วน ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจนว่าส่วนที่ใช้ทำงานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าทริปท่องเที่ยวที่บอกว่าไปดูงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าดูงานจริง แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วอ้างว่าดูงาน ไม่ได้ สรรพากรแยกชัดมาก ถ้าเป็นการดูงานจริงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน หักได้หมด แต่ถ้าเป็นทริปพักผ่อนที่แปะป้ายว่าดูงาน สรรพากรตรวจสอบได้จากเอกสาร โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าเสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เป็นของใช้ส่วนตัว ต่อให้บอกว่าซื้อสูทไปพบลูกค้า หรือซื้อกระเป๋าใส่เอกสาร สรรพากรก็ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ยกเว้นกรณีเดียว คือยูนิฟอร์มพนักงานที่มีโลโก้บริษัท สั่งทำเหมือนกันทุกคน อันนี้ลงค่าใช้จ่ายได้ เพราะเป็นสวัสดิการทั่วไป ค่าเช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ หรือค่าตกแต่งบ้านทำงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายคนใช้บ้านตัวเองเป็นออฟฟิศ ค่าเช่าส่วนที่ใช้เป็นสำนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ และจดทะเบียนที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท) สำหรับค่าตกแต่ง ถ้าตกแต่งเฉพาะพื้นที่สำนักงาน เช่น ทำห้องประชุม ติดตั้งชั้นวางเอกสาร อันนี้หักได้ แต่ถ้าซื้อโซฟาห้องนั่งเล่น เตียงนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซ่อมแอร์ที่ออฟฟิศที่บ้าน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง ต่อเนื่องจากเคสก่อนหน้า ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว ค่าซ่อมแอร์ในพื้นที่สำนักงานก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ถ้าซ่อมแอร์ห้องนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารถเป็นของใคร ถ้าเป็น รถบริษัท (ชื่อบริษัทในทะเบียน) ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าที่จอด หักได้ทั้งหมด แต่ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ไม่เกินมูลค่า 1 ล้านบาทตามกฎกระทรวง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าเป็น รถส่วนตัว ต้องมีนโยบายเบิกค่าพาหนะของบริษัท มี log book บันทึกการเดินทาง ถึงจะหักได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเจ้าของ ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการกรรมการที่ระบุในระเบียบบริษัท บริษัทจ่ายค่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กรรมการได้ และหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุไว้ในระเบียบบริษัท และต้องให้สิทธิ์พนักงานทุกคนในระดับเดียวกันด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าของคนเดียว สิ่งสำคัญคือ เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นเงินได้ของกรรมการ ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าคอร์สเรียน โค้ช สัมมนา (เจ้าของหรือพนักงาน) ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การส่งพนักงานไปอบรม จ้างโค้ชมาสอนทีม หรือเจ้าของไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวกับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายบริษัทเหล่านี้หักได้ทั้งหมด รวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (ถ้าเป็นสัมมนาต่างจังหวัด) แต่ถ้าเจ้าของไปเรียนโยคะ เรียนทำอาหาร หรือเรียนภาษาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำงานจริง และเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล การจ้างคนในครอบครัวเป็นพนักงานไม่ผิดกฎหมาย และเงินเดือนนับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีได้ แต่สรรพากรจะตรวจ 3 จุด โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ โบนัส Commission แบบไม่มี KPI หรือเอกสารรองรับ ได้ไหม ⚠️ เสี่ยงถูกเพิกถอนสูง การจ่ายโบนัสหรือ commission ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจน ถ้าจ่ายแบบอยากจ่ายก็จ่าย โดยไม่มีเกณฑ์วัดผล สรรพากรมีสิทธิ์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ และไม่ยอมให้หัก โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าของใช้ในบ้าน แต่อ้างว่าเป็นออฟฟิศ ได้ไหม ❌ ไม่ได้ และสรรพากรตรวจเจอง่ายมาก โดยเฉพาะกับการซื้อของใช้ในบ้าน เช่น ยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว หมอนผ้าห่ม แล้วเอาใบเสร็จมาลงค่าใช้จ่ายบริษัท นี่คือรายจ่ายต้องห้ามชัดเจนตามมาตรา 65 ตรี ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ต้องสัมพันธ์กับประเภทธุรกิจ เช่น บริษัทขายซอฟต์แวร์ไม่ควรมีการหักค่าใช้จ่ายน้ำยาซักผ้าทุกเดือน ข้อควรระวังที่สรรพากรมองออกทันที หากโดนสรรพากรตรวจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าบริษัทเอาค่าใช้จ่ายบริษัทที่ไม่ถูกต้องมาหักภาษี จะต้องจ่ายภาษีที่ขาดไปพร้อมกับ สรุป: ค่าใช้จ่ายบริษัทส่วนใหญ่หักได้ ถ้าเตรียมเอกสารให้ครบ จาก 17 เคสที่ตอบไปทั้งหมด จะเห็นว่ามี 4 เคสที่ลงค่าใช้จ่ายได้เลย (เลี้ยงข้าวพนักงาน เลี้ยงลูกค้า ซื้ออุปกรณ์ คอร์สเรียน) อีก 10 เคสที่ได้แต่ต้องมีเอกสารรองรับ และมี 3 เคสที่ไม่ได้เด็ดขาด (ค่าเทอมลูก เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน) โดยสิ่งที่แยกระหว่างได้กับไม่ได้ ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย แต่คือเอกสารที่คุณเตรียมไว้ ธุรกิจที่มีระเบียบชัดเจน มี log book มีใบเสร็จครบ จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย Checklist เอกสารพื้นฐาน 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน หลักพื้นฐาน 5 ข้อนี้ช่วยให้ปลอดภัยจากสรรพากร จัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่แรก การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกหมวดตั้งแต่แรก ช่วยลดปัญหาตอนสรรพากรตรวจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่าย จัดหมวดหมู่ เก็บหลักฐานดิจิทัล และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในระบบเดียว พร้อมระบบจัดการสินทรัพย์ที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัท ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของ ถ้าบริษัทจ่ายแทนไปแล้ว ต้องทำยังไง ถ้าบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของไปแล้ว (เช่น ค่าเทอมลูก ค่าเที่ยว) ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการในบัญชี กรรมการต้องคืนเงินให้บริษัท ไม่เช่นนั้นสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่มีใบเสร็จ ทำยังไง บางกรณีอาจใช้ใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่บริษัททำขึ้นเอง โดยระบุวันที่ จำนวนเงิน ชื่อผู้รับ และให้ผู้รับเงินเซ็นรับ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริงๆ เช่น ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง จ่ายค่าแรงรายวันให้ช่าง รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต 5 รายการ มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่าหักได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (เสื้อผ้า ท่องเที่ยว ค่าเทอมลูก), ค่าปรับทุกชนิด (ปรับจราจร ปรับภาษี), รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ, เงินบริจาคที่เกินเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ, และรายจ่ายที่พิสูจน์ตัวผู้รับไม่ได้ ค่าใช้จ่ายบริษัท ลงผิดหมวด จะเป็นอะไรไหม การลงผิดหมวดหมู่ทางบัญชีอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญถ้าลงค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ อาจทำให้เสียภาษีขาดและถูกเรียกเงินเพิ่มย้อนหลัง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม