คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

14 Jan 2026

PEAK Account

15 min

เอกสารค่าใช้จ่าย ต้นตอปัญหาด้านภาษี ที่เจ้าของกิจการคาดไม่ถึง

เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกครั้งต้องมีหลักฐาน ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า เอกสารค่าใช้จ่าย เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้มากกว่าที่คุณคิด ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดูถึงความสำคัญว่าทำไมทุกธุรกิจต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดี! เอกสารค่าใช้จ่าย คืออะไร เอกสารค่าใช้จ่าย คือ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย หรือหลักฐานการชำระเงินของธุรกิจ โดยเอกสารค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะใช้ในการบันทึกบัญชี หรือใช้ในการคำนวณภาษี เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ เอกสารค่าใช้จ่าย มีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานในการชำระเงิน การมีอยู่ของเอกสารค่าใช้จ่าย จะช่วยยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน และสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ ต่อให้พนักงานบัญชีทำการลงบัญชีทุกค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถคำนวณภาษีได้ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญความสมบูรณ์ และน่าเชื่อถือของเอกสารด้วย ปัญหาที่เจ้าของกิจการพบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่าย ในการดำเนินธุรกิจ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่ายมาพอสมควร เพราะใช้ว่าทุกธุรกิจที่เราซื้อขายด้วยจะสามารถออกบิล หรือหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายให้เราได้เสมอ หรือใช้เวลาในการออกเอกสารเนื่องจากไม่มีระบบที่รองรับ ซึ่งปัญหาที่มักพบคือ ซึ่งปัญหานี้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพูดถึงในด้านภาษี หากไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายที่ครบถ้วนก็ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีต่อได้ ส่งผลให้ธุรกิจเสียโอกาสในการลดต้นทุนของธุรกิจโดยใช่เหตุ ตัวอย่างการคำนวณภาษี ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานเอกสารค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ลงบันทึกบัญชี (เรียกว่าค่าใช้จ่ายทางบัญชี) หากไม่มีเอกสารค่าใช้จ่าย ทางภาษีจะไม่ยอมรับเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายทางบัญชี” ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A มีรายได้รวม 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายทางบัญชี (ที่บันทึกในบัญชี) รวมทั้งหมด 150,000 บาท แต่มีหนึ่งยอดจำนวน 50,000 บาทที่ไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ ทำให้ “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” เป็น 100,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีไม่มีเอกสาร 200,000 – 100,000 (ไม่นำ 50,000 มาคำนวณ) = 100,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 100,000 x 20% = 20,000 บาท ดังนั้นในกรณีที่ธุรกิจไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาทดังกล่าวจะต้องชำระภาษี 20,000 บาท แต่ในกรณีที่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาท จึงนับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี สามารถนำมาคำนวณได้ ทำค่าใช้จ่ายทางภาษีกลายเป็น 150,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีมีเอกสารครบ 200,000 – 150,000 = 50,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 50,000 x  20% = 10,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าถ้ามีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอดที่หายไป ธุรกิจจะเสียภาษีน้อยลงถึง 10,000 บาท จากการคำนวณนี้ เจ้าของกิจการน่าจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นถึงความสำคัญของการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญกับเอกสารค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทั้งในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารค่าใช้จ่ายแบบไหนใช้สิทธิทางภาษีได้บ้าง สำหรับเอกสารค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ เราขอแบ่งออกเป็น เอกสารด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและ เอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแต่ละประเภทจะมีเอกสารดังนี้ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารแสดงค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในใบเสร็จรับเงินที่สามารถนำไปใช้สิทธิทางภาษีได้ต้องมีข้อมูลดังนี้ บิลเงินสด ใช้เป็นหลักฐานแสดงการชำระเงินเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน แต่จะมีค่าเป็นทางการน้อยกว่า โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องมีในบิลเงินสดประกอบไปด้วย ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารค่าใช้จ่ายที่ออกโดยผู้ซื้อ (ผู้จ่ายเงิน) เพื่อเป็นหลักฐานแนบในกรณีที่ในใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่ออื่น ซึ่งการแนบหลักฐานนี้เพื่อที่จะยืนยันว่ากิจการเป็นผู้ชำระเงินในใบเสร็จดังกล่าวจริง ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (กรณีที่กฎหมายยอมรับ) ในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อสินค้าจากร้านขายของชำ ที่เจ้าของร้านไม่สะดวกออกเอกสาร โดยผู้จ่ายเงินสามารถออกใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินแทนได้ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี (เต็มรูป) ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ออกโดยผู้รับเงินที่จดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ซึ่งใบกำกับภาษีที่ถูกต้องสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ ประกอบไปด้วยข้อมูลดังนี้ ดังนั้นธุรกิจควรที่จะเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ครบถ้วน ไม่ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นยอดเล็กน้อย หรือเป็นก้อนใหญ่ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในการหักลบภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี  เคล็ดลับการออกเอกสารค่าใช้จ่าย และจัดระเบียบเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เพื่อให้เจ้าของกิจการไม่เสียโอกาสเพราะไม่มีวิธีการจัดการกับเอกสารค่าใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เรามีเคล็ดลับที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาฝากกัน ออกเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การปรับใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ในการทำธุรกิจ นอกจากการจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ยังสามารถออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานควบคู่กับเอกสารค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญจ่าย หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้  ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟีเจอร์ให้คุณบันทึกค่าใช้จ่าย พิมพ์ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือใบรับสินค้าได้ โดยสามารถทำตามขั้นตอนในคู่มือได้ที่นี่ จัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK  นอกจากการออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานแล้ว การจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นก็ช่วยสร้างความมั่นใจ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟังก์ชัน คลังเอกสาร ให้สามารถจัดเก็บเอกสารรายจ่ายได้อย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาการใช้งานได้ที่นี่ เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญ ช่วยลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ น่าจะพอเห็นภาพถึงความสำคัญของ เอกสารค่าใช้จ่าย กันมากขึ้นแล้ว เพราะหากไม่มีการจัดเก็บที่ดี อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส เสียภาษีเยอะเกินกว่าที่ควรได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญในส่วนนี้ให้มากขึ้น อาจเริ่มต้นจากการวางระบบเก็บเอกสาร หรือขอเอกสารค่าใช้จ่ายจากผู้ขายทุกครั้ง นอกจากนี้การใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ก็ไม่เพียงแค่ช่วยในเรื่องของเอกสารรายจ่ายอย่างเดียว แต่ยังช่วยจัดการระบบบัญชีได้อย่างครบวงจร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 Jan 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 14/01/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Updated default values and maximum ceiling for Social Security Fund to support calculations in accordance with the 2026 announcement. Suitable for: PEAK Payroll users Highlight: The system automatically updates the default values and maximum ceiling for employee/employer contributions to 875 THB, in line with the new 2026 social security ceiling. This ensures payroll calculations comply with the latest regulations without manual setup. Note: 2. Added an option to show or hide archived products/services on the report export page, allowing more accurate product reports. Suitable for: Users who need accurate product/service reports Highlight: The system now sets “exclude archived products/services” as the default option when generating reports. This makes reports clearer and more focused on actively used items. Note: 3. Improved display when selecting billing notes or payment summaries by showing the number of documents and the total amount, making it easier to review document values. Suitable for: Users who need to verify the total amount and number of documents before creating Billing Notes or Combined Payment Note Highlight: The system displays the total value of all selected documents on the pre-creation screen for Billing Notes or Combined Payment Note, and continuously shows the total in the bottom tab while selecting documents. This makes it easier and more reliable to verify totals before creating documents. Note: 4. Automatically adjusted the display of the business name in English when emailing documents from the Income & Expense menu, ensuring standardized documents and reducing manual edits. Suitable for: Users who operate the system and send emails in English Highlight: When using PEAK in English, the system will automatically display the business name in English when sending emails. This includes the email subject, sender information, and payment details—ensuring consistency and reducing manual edits. Note: 5. Updated menu navigation on Old PEAK to redirect actions to New PEAK, making it easier to record data on New PEAK. Suitable for: Old PEAK usersHighlight: The system has disabled creating, editing, and deleting documents on Old PEAK to ensure all critical business data is managed in a single system. Users can still view data as usual, but any menu related to data modification will redirect to New PEAK. Menus with editing disabled: Access New PEAK at: 6. Added an option to hide certain fields on the Income/Expense document creation page, simplifying document creation and reducing unnecessary information. Suitable for: Users creating a new business Highlight: The system updates the default settings for newly created businesses by hiding Deposit, Notes, Attachments, and Tags. This reduces the amount of information required, simplifies usage, and lowers document complexity. Note:

14 Jan 2026

PEAK Account

7 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/01/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดในการคำนวณเงินประกันสังคม เพื่อให้รองรับกับการประกาศในปี 2569 เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK Payroll Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดของช่องเงินสะสม/เงินสมทบ เป็น 875 บาท ตามเพดานประกันสังคมใหม่ปี 2569 ช่วยให้การคำนวณเงินเดือนเป็นไปตามเกณฑ์ล่าสุดโดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่เอง หมายเหตุ 2. เพิ่มตัวเลือกแสดงหรือซ่อนสินค้า/บริการที่ปิดใช้งานในหน้าออกรายงาน ช่วยให้พิมพ์รายงานสินค้าได้ตรงตามต้องการมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการพิมพ์รายงานสินค้า/บริการได้อย่างถูกต้อง Highlight: ระบบเพิ่มตัวเลือกให้พิมพ์รายงานสินค้า/บริการโดย ไม่แสดงสินค้าที่จัดเก็บ เป็นค่าเริ่มต้น ช่วยให้รายงานอ่านง่ายและโฟกัสเฉพาะรายการที่ใช้งานจริง หมายเหตุ 3. เพิ่มการแสดงผลเมื่อมีการเลือกเอกสารใบวางบิล ใบรวมจ่าย แล้วแสดงมูลค่ารวมของเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบมูลค่าของเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการตรวจสอบมูลค่ารวมและจำนวนเอกสารในการสร้างใบวางบิลหรือใบรวมจ่ายให้ถูกต้องก่อนสร้างเอกสาร Highlight: ระบบแสดงยอดรวมมูลค่าเอกสารที่เลือกทั้งหมดบนหน้าคั่นก่อนสร้างใบวางบิลและใบรวมจ่าย และแสดงบนแท็บด้านล่างอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มองเห็นยอดรวมเมื่อเลือกเอกสารแต่ละใบ เพื่อให้ตรวจสอบมูลค่ารวมได้ง่ายและมั่นใจก่อนสร้างเอกสาร หมายเหตุ 4. ปรับการแสดงข้อมูลชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมลเอกสารที่เมนูรายรับรายจ่าย ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการใช้งานระบบและต้องการส่งอีเมลด้วยภาษาอังกฤษ Highlight: เมื่อใช้งาน PEAK ด้วยภาษาอังกฤษ ระบบจะแสดงชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมล โดยจะเปลี่ยนภาษอังกฤษในหัวข้ออีเมล ข้อมูลผู้ส่ง และข้อมูลการชำระเงิน ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง หมายเหตุ 5. ปรับให้การกดเมนูบน Old PEAK ไปแสดงผลที่ New PEAK ช่วยผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลบน New PEAK ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานระบบ Old PEAK Highlight: ระบบปิดการแก้ไข สร้าง และลบเอกสารบนระบบ Old PEAK เพื่อให้ข้อมูลสำคัญของกิจการถูกจัดการในระบบเดียว โดยผู้ใช้งานยังสามารถเข้าดูข้อมูลได้ตามปกติ แต่เมนูที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อมูลจะถูกนำทางไปใช้งานบน New PEAK แทน เมนูที่ปิดการแก้ไขข้อมูล ช่องทางเข้าใช้งาน New PEAK : 6. เพิ่มการปิดแสดงผลข้อมูลในหน้าสร้างเอกสารรายรับ รายจ่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างเอกสารได้ง่าย และลดการแสดงผลข้อมูลที่ไม่จำเป็น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการสร้างกิจการใหม่ Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นสำหรับกิจการที่สร้างใหม่ โดยปิดการแสดงผลข้อมูลในส่วนของ เงินมัดจำ หมายเหตุ แนบไฟล์ และแท็ก ช่วยลดข้อมูลที่ต้องกรอกให้น้อยลง ใช้งานง่าย และลดความซับซ้อนในการออกเอกสาร หมายเหตุ

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Jan 2026

PEAK Account

15 min

เอกสารค่าใช้จ่าย ต้นตอปัญหาด้านภาษี ที่เจ้าของกิจการคาดไม่ถึง

เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกครั้งต้องมีหลักฐาน ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า เอกสารค่าใช้จ่าย เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้มากกว่าที่คุณคิด ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดูถึงความสำคัญว่าทำไมทุกธุรกิจต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดี! เอกสารค่าใช้จ่าย คืออะไร เอกสารค่าใช้จ่าย คือ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย หรือหลักฐานการชำระเงินของธุรกิจ โดยเอกสารค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะใช้ในการบันทึกบัญชี หรือใช้ในการคำนวณภาษี เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ เอกสารค่าใช้จ่าย มีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานในการชำระเงิน การมีอยู่ของเอกสารค่าใช้จ่าย จะช่วยยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน และสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ ต่อให้พนักงานบัญชีทำการลงบัญชีทุกค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถคำนวณภาษีได้ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญความสมบูรณ์ และน่าเชื่อถือของเอกสารด้วย ปัญหาที่เจ้าของกิจการพบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่าย ในการดำเนินธุรกิจ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่ายมาพอสมควร เพราะใช้ว่าทุกธุรกิจที่เราซื้อขายด้วยจะสามารถออกบิล หรือหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายให้เราได้เสมอ หรือใช้เวลาในการออกเอกสารเนื่องจากไม่มีระบบที่รองรับ ซึ่งปัญหาที่มักพบคือ ซึ่งปัญหานี้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพูดถึงในด้านภาษี หากไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายที่ครบถ้วนก็ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีต่อได้ ส่งผลให้ธุรกิจเสียโอกาสในการลดต้นทุนของธุรกิจโดยใช่เหตุ ตัวอย่างการคำนวณภาษี ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานเอกสารค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ลงบันทึกบัญชี (เรียกว่าค่าใช้จ่ายทางบัญชี) หากไม่มีเอกสารค่าใช้จ่าย ทางภาษีจะไม่ยอมรับเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายทางบัญชี” ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A มีรายได้รวม 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายทางบัญชี (ที่บันทึกในบัญชี) รวมทั้งหมด 150,000 บาท แต่มีหนึ่งยอดจำนวน 50,000 บาทที่ไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ ทำให้ “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” เป็น 100,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีไม่มีเอกสาร 200,000 – 100,000 (ไม่นำ 50,000 มาคำนวณ) = 100,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 100,000 x 20% = 20,000 บาท ดังนั้นในกรณีที่ธุรกิจไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาทดังกล่าวจะต้องชำระภาษี 20,000 บาท แต่ในกรณีที่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาท จึงนับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี สามารถนำมาคำนวณได้ ทำค่าใช้จ่ายทางภาษีกลายเป็น 150,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีมีเอกสารครบ 200,000 – 150,000 = 50,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 50,000 x  20% = 10,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าถ้ามีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอดที่หายไป ธุรกิจจะเสียภาษีน้อยลงถึง 10,000 บาท จากการคำนวณนี้ เจ้าของกิจการน่าจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นถึงความสำคัญของการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญกับเอกสารค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทั้งในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารค่าใช้จ่ายแบบไหนใช้สิทธิทางภาษีได้บ้าง สำหรับเอกสารค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ เราขอแบ่งออกเป็น เอกสารด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและ เอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแต่ละประเภทจะมีเอกสารดังนี้ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารแสดงค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในใบเสร็จรับเงินที่สามารถนำไปใช้สิทธิทางภาษีได้ต้องมีข้อมูลดังนี้ บิลเงินสด ใช้เป็นหลักฐานแสดงการชำระเงินเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน แต่จะมีค่าเป็นทางการน้อยกว่า โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องมีในบิลเงินสดประกอบไปด้วย ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารค่าใช้จ่ายที่ออกโดยผู้ซื้อ (ผู้จ่ายเงิน) เพื่อเป็นหลักฐานแนบในกรณีที่ในใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่ออื่น ซึ่งการแนบหลักฐานนี้เพื่อที่จะยืนยันว่ากิจการเป็นผู้ชำระเงินในใบเสร็จดังกล่าวจริง ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (กรณีที่กฎหมายยอมรับ) ในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อสินค้าจากร้านขายของชำ ที่เจ้าของร้านไม่สะดวกออกเอกสาร โดยผู้จ่ายเงินสามารถออกใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินแทนได้ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี (เต็มรูป) ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ออกโดยผู้รับเงินที่จดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ซึ่งใบกำกับภาษีที่ถูกต้องสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ ประกอบไปด้วยข้อมูลดังนี้ ดังนั้นธุรกิจควรที่จะเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ครบถ้วน ไม่ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นยอดเล็กน้อย หรือเป็นก้อนใหญ่ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในการหักลบภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี  เคล็ดลับการออกเอกสารค่าใช้จ่าย และจัดระเบียบเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เพื่อให้เจ้าของกิจการไม่เสียโอกาสเพราะไม่มีวิธีการจัดการกับเอกสารค่าใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เรามีเคล็ดลับที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาฝากกัน ออกเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การปรับใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ในการทำธุรกิจ นอกจากการจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ยังสามารถออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานควบคู่กับเอกสารค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญจ่าย หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้  ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟีเจอร์ให้คุณบันทึกค่าใช้จ่าย พิมพ์ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือใบรับสินค้าได้ โดยสามารถทำตามขั้นตอนในคู่มือได้ที่นี่ จัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK  นอกจากการออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานแล้ว การจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นก็ช่วยสร้างความมั่นใจ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟังก์ชัน คลังเอกสาร ให้สามารถจัดเก็บเอกสารรายจ่ายได้อย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาการใช้งานได้ที่นี่ เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญ ช่วยลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ น่าจะพอเห็นภาพถึงความสำคัญของ เอกสารค่าใช้จ่าย กันมากขึ้นแล้ว เพราะหากไม่มีการจัดเก็บที่ดี อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส เสียภาษีเยอะเกินกว่าที่ควรได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญในส่วนนี้ให้มากขึ้น อาจเริ่มต้นจากการวางระบบเก็บเอกสาร หรือขอเอกสารค่าใช้จ่ายจากผู้ขายทุกครั้ง นอกจากนี้การใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ก็ไม่เพียงแค่ช่วยในเรื่องของเอกสารรายจ่ายอย่างเดียว แต่ยังช่วยจัดการระบบบัญชีได้อย่างครบวงจร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 Jan 2026

PEAK Account

13 min

ใบเสร็จรับเงิน เอกสารสำคัญที่ต้องออกให้ลูกค้า

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จ (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Jan 2026

PEAK Account

12 min

เข้าใจเลขประจำตัวผู้เสียภาษี คืออะไร และความแตกต่างกับเลขบัตรประชาชน

เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนไทยคือการเสียภาษี ซึ่งในการยื่นภาษีนั้นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวเลขสำคัญที่ต้องมี โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลเหมือนกันไหม ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมกัน! เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คืออะไร? เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือ หมายเลขประจำตัวที่ออกให้ทั้งผู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยในกรณีของบุคคลธรรมดาตัวเลขจะตรงกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ออกโดยกรมการปกครอง ในกรณีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชนจำเป็นต้องทำเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะใช้เป็นตัวเลขทะเบียนนิติบุคคลที่บางท่านอาจเคยเห็นตัวเลข 13 หลักในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับหลังจากซื้อของ ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลที่มีเลขทะเบียนแล้วต้องทำการยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ความสำคัญของเลขประจําตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ยื่นภาษี ใช้ในการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้เลข 13 หลักในบัตรประชาชนได้ ในส่วนของนิติบุคคลตัวเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะมีความสำคัญมากและใช้บ่อย เพราะต้องระบุในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบเสนอราคา รวมไปถึงการออกใบกำกับภาษี และการยื่นแบบด้านภาษี เช่น เอกสาร ภ.ง.ด.1 คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใครต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรบ้าง? นอกเหนือจากคนไทยที่เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือเลขบัตรประชาชนแล้ว สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ 1. บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เช่น คนต่างด้าว รวมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้บุคคลธรรมดาที่ต้องการจดทะเบียน VAT หรือธุรกิจเฉพาะ ก็จำเป็นต้องทำการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเช่นกัน 2. นิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ซึ่งไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว จำเป็นต้องยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นเลขที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจำเป็นต้องทำการร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทภายใน 60 วันนับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 3. นายจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ในบางกรณีนายจ้างจำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ก็สามารถยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักได้เช่นเดียวกับกรณีของนิติบุคคล ซึ่งต้องทำการยื่นภายใน 60 วันก่อนจ่ายเงินได้ การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้สามารถจัดการด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนี้ บุคคลธรรมดา สำหรับบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพราะใช้เลขประจำตัวประชาชนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีโดยทันทีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนต่างด้าวและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนให้ขอภายใน 60 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี นิติบุคคล ลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะได้รับหลังจากจดทะเบียนบริษัท โดยเป็นเลขเดียวกับเลขทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลและการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ขอภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย หรือวันที่นิติบุคคลต่างประเทศเริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เอกสารสำหรับใช้ยื่นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในส่วนของเอกสารการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็ใช้เอกสารที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. คนต่างด้าว สำหรับบุคคลธรรมที่เป็นชาวต่างด้าว และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ สามารถยื่นคำร้องด้วยแบบ ล.ป.10.1 โดยยื่นพร้อมเอกสารแนบ เช่น  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ต้องการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นิติบุคคลสามารถยื่นด้วยแบบ ล.ป.10.2 โดยแนบพร้อมกับเอกสารอื่น เช่น 3. นิติบุคคล ในส่วนของนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนบริษัท และมีเลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว สามารถยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้ด้วยแบบยื่น ล.ป.10.3 พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น  การค้นหาเลขทะเบียนบริษัทที่ระบุในหนังสือรับรอง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเลขทะเบียนนี้จะเป็นเลขชุดเดียวกันกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล เราสามารถตรวจสอบข้อมูลในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เพื่อช่วยยืนยันตัวตนของคู่ค้า และการทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นใจ ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ต้องรู้จักเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีใช้ในการระบุตัวตนทางภาษีและธุรกิจ โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาจะใช้เลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล จะได้รับเมื่อจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและยื่นขอรับเลขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนการยื่นภาษีหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ควรทำเรื่องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้พร้อมเพื่อความถูกต้องในการจัดการภาษีตามกฎหมาย โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต นอกจากนี้ยังพร้อมช่วยแนะนำบริษัทรับทำบัญชี เป็นผู้ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

30 Dec 2025

PEAK Account

13 min

โหลดฟรี! ปฏิทินภาษี 2569 เช็กกำหนดยื่นภาษีทั้งปี

ปฏิทินภาษีปี 2569 คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นภาษีและงบการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงค่าปรับ และรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ บทความนี้สรุปกำหนดการยื่นภาษีที่ต้องรู้ในปี 2569 พร้อมผลกระทบและบทลงโทษหากยื่นล่าช้า เพื่อให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายนอกจากนี้ คุณสามารถ ดาวน์โหลดฟรี ปฏิทินภาษีปี 2569 ที่รวบรวมวันยื่นภาษีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไว้อย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการภาษีอย่างมืออาชีพ ยื่นภาษีล่าช้า ส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างไร? ในแต่ละปีจะมีปฏิทินภาษีเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบว่าเอกสารด้านการเงินและภาษีที่จำเป็นต้องยื่นให้กรมสรรพากรภายในวันไหนบ้าง เพราะหากธุรกิจยื่นล่าช้า หรือลืมยื่นเอกสารเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่าที่คุณคิด ซึ่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นมี 3 ข้อหลัก ๆ 1.1 ขาดโอกาสด้านการเงินและการเติบโต หากมีการยื่นเอกสารทางการเงินล่าช้าระบบจะบันทึกประวัติของธุรกิจทั้งหมดไว้ และธนาคารผู้ให้สินเชื่อก็มักจะตรวจสอบประวัติการยื่นงบก่อนเสมอ ถ้าหากว่าล่าช้าอาจทำให้การขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากมากขึ้น และนอกจากธนาคารแล้วยังอาจรวมไปถึงนักลงทุนหรือคู่ค้าที่เมื่อเห็นประวัติว่าบริษัทของเราเคยยื่นงบล่าช้าก็อาจมองได้ว่าทำงานไม่เรียบร้อย ไม่มีระบบชัดเจนจนทำงานด้วยได้ยาก ไม่เพียงแค่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่การยื่นงบการเงินที่ล่าช้าก็ส่งผลต่อการวิเคราะห์ และการเติบโตขององค์กรได้ เพราะในการวางแผนธุรกิจต้องใช้ข้อมูลการเงินที่ถูกต้อง การยื่นงบช้า หรือยื่นไม่ครบถ้วนอาจทำให้การวางแผนผิดพลาด ส่งผลต่อธุรกิจ 1.2 เสียต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น ต้นทุนแฝงเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอและส่งผลกระทบเป็นภัยร้ายที่ทำร้ายธุรกิจ ซึ่งการจัดการวางแผนด้านภาษีและงบการเงินที่ไม่ดีจนยื่นช้ากว่ากำหนดในปฏิทินภาษี ก็นำมาสู่ต้นตอของต้นทุนแฝง เช่น ต้องตามทำบัญชีย้อนหลังที่กระทบในวงกว้าง ตั้งแต่พนักงานบัญชีที่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปทำบัญชี ในมุมผู้ประกอบการเองก็ต้องเครียดอยู่กับการแก้ไขข้อผิดพลาดย้อนหลัง เสียโอกาสในการใช้เวลาไปกับการพัฒนาธุรกิจ และการที่ต้องย้อนแก้ไขในบางครั้งหาเอกสารได้ไม่ครบทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งปัญหาต้นทุนแฝงอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการเสียเงินโดยตรง แต่จากปัญหาข้างต้นก็ทำให้เสียเวลา เสียโอกาส 1.3 กระทบความน่าเชื่อถือของบริษัท ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของธุรกิจต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่กลับสูญเสียไปได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะเพียงแค่การจ่ายภาษีล่าช้าก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงจนทำธุรกิจได้ยากยิ่งขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจด้วยกันก็มองว่าเราทำธุรกิจไม่โปร่งใส รวมไปถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสรรพากรอาจตรวจสอบเราเพิ่มเติมเมื่อยื่นไม่ตรงเวลาบ่อยครั้ง และยิ่งผิดนัดส่งงบการเงินหลายปีติดต่อกันทำให้เป็นสัญญาณความเสี่ยงได้เช่นกัน ค่าปรับภาษีสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? อีกหนึ่งปัญหาใหญ่เมื่อยื่นภาษีล่าช้า เพราะจะมาพร้อมค่าปรับทางภาษี ที่ธุรกิจไม่สามารถนำไป “หักค่าใช้จ่าย” ในการคำนวณภาษีได้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าธุรกิจจ่ายภาษีหรือยื่นงบการเงินตรงตามที่ปฏิทินภาษี 2569 กำหนดไว้ ค่าปรับ เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยปกติค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหลายส่วนจะสามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ แต่เมื่อเป็นค่าปรับ เบี้ยปรับ หรือดอกเบี้ย จะไม่สามารถนำมาใช้หักได้แม้แต่บาทเดียว ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแบบ 100% อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับธุรกิจประเภท SMEs ที่สภาพคล่องถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจเลยก็ว่าได้  บอกได้เลยว่าค่าปรับภาษี หรือค่าปรับอื่น ๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าแก่ธุรกิจแม้แต่น้อย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการยื่นภาษีและงบการเงินให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนดจะดีที่สุด ปี 2569 ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และยื่นเมื่อไหร่? เมื่อทราบถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยื่นภาษีและเอกสารด้านการเงินล่าช้าแล้ว เรามาดูกำหนดการยื่นภาษีต่าง ๆ และบทลงโทษที่ควรรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกับธุรกิจของเรากัน ซึ่งตารางการยื่นภาษีจะมีรูปแบบต้องยื่นเป็นประจำทุกเดือน และยื่นแบบรายปี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นประจำเดือน 3.2 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นรายปี 3.3 บทลงโทษที่ต้องรู้ การยื่นภาษีให้ตรงตามปฏิทินภาษีเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากยื่นล่าช้าหรือลืมยื่นอาจมีบทลงโทษที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น หากไม่ยื่นภ.ง.ด. 50 ภายในเวลาที่กำหนด มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษอื่น ๆ เช่น ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น วางแผนภาษีปี 2569 ตั้งแต่วันนี้! เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่พลาดการยื่นภาษีในปี 2569 ที่จะถึงนี้ PEAK ขอแนะนำปฏิทินภาษีปี 2569 ที่ระบุวันสำคัญด้านภาษี ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารด้านการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงที่จะเสียค่าปรับ หรือเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ สามารถดาวน์โหลดปฏิทินภาษี 2569 จาก PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Jan 2026

PEAK Account

19 min

อากรแสตมป์คืออะไร พร้อมรวมทุกเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเอกสารที่มีความจำเป็นต้องติดอากรแสตมป์ต้องทำการติดภายใน 15 วันหลังลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เป็น “ตรารับรอง” ให้เอกสารดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากเอกสารไม่มีอากรแสตมป์อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งอัตราค่าอากรแสตมป์ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทตราสารตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร โดยอากรแสตมป์จะมีทั้ง 3 ราคาประกอบไปด้วย  ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อย่างที่เราทราบกันว่าอากรแสตมป์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่เพียงแค่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งอากรแสตมป์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ 3 ข้อใหญ่ด้วยกันดังนี้ 1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย สามารถใช้เอกสารที่ติดอากรแสตมป์ในขั้นตอนทางกฎหมายได้ 2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารสัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์จะมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่าเอกสารที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ เพราะสามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีการทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย 3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม สัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะสามารถรับเป็นหลักฐานได้ทันที หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธในการใช้เอกสารดังกล่าวในชั้นศาลเลยทันที เพราะฉะนั้นการติดอากรแสตมป์จึงมีความสำคัญอย่างมากหากต้องมีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหน การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยอากรแสตมป์สามารถติดลงบนเอกสารได้เลย: ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ที่พบเจอบ่อย ถัดมาเป็นประเภทของเอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ รวมไปถึงผู้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และผู้ที่ต้องขีดฆ่า สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย 1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรียน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ที่ 10,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท 2. สัญญาจ้างทำของ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานออกแบบ จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อค่าแรง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น หากค่าแรงรวมทั้งหมดเป็น 15,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท 3. สัญญากู้ยืมเงิน ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก ๆ 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากมีการกู้เงินจำนวน 50,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 25 บาท 4. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เป็นตราสารที่เปรียบเสมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยเอกสารคู่ฉบับจำเป็นต้องมีข้อความ รายละเอียด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับ หรือต้นสัญญา ซึ่งเอกสารประเภทนี้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับเอกสารต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท ยกตัวอย่างเช่น ต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินเสียอากร 25 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ 1. หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ โดยไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่าหรือรายละเอียดของเอกสาร 2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) สำหรับเอกสารประเภทตั๋วเงิน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น หากยอดเงินในตั๋วเงินระบุไว้ที่ 6,500 บาท ผู้ที่ออกตั๋วจะต้องชำระอากรแสตมป์จำนวน 12 บาท 3. สัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่ใช้ในการรับรองหรือค้ำประกัน จะต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท โดยมีอัตราสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงิน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 9 บาท 4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ สำหรับสัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น หากมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุไว้ที่ 1,000,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากติดอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามกฎหมาย ในส่วนนี้เราสรุป 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการติดอากรแสตมป์ที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง 1. ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ภายในกำหนด การติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องติดภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากติดหลังจากครบกำหนด 15 วันไปแล้ว จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้ครบในกรณีที่ต้องการนำเอกสารไปใช้ในชั้นศาล  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าการติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องขีดฆ่าโดยคู่สัญญา พร้อมลงลายมือชื่อหรือวันที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเอกสารจะไม่สามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้ 3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง การติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง เมื่อถูกทักท้วง ก็ยังคงจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยปรับก่อนนำเอกสารฉบับดังกล่าวมาใช้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน 4. ชำระอากรผิดประเภทของตราสาร การชำระอากรของตราสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หากชำระผิดประเภทก็ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่า แต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย หรือใช้แสตมป์ดวงในเอกสารที่ต้องใช้ อ.ส.4 5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่มีมูลค่าสูงจำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากใช้ผิดแบบจะทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ในทางกฎหมายได้ทันที 6. สัญญาที่กำหนดให้ “ผู้รับเงินเป็นผู้ออกอากรแทน” ตามข้อกฎหมายแล้ว ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้รับเงินออกอากรแทน ก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งในอนาคตได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้องควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามข้อกฎหมายกำหนดจะดีมากที่สุด 7. เข้าใจว่าอากรแสตมป์ดูจาก “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เข้าใจว่าหลักการติดอากรแสตมป์ดูแค่ ชื่อสัญญา อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาภายใน แต่ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสาร หากในสัญญามีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่สามารถบังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายเป็นสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ทันที เช่น  การตั้งชื่อเอกสารว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” หรือ “ข้อตกลงความร่วมมือ” แล้วคิดว่าไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ถ้าในเนื้อหาที่การกำหนดสิทธิต่าง ๆ หรือภาระผู้พันก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย 8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด จึงไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เวลาที่มีการทำสัญญากับหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องภายในของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นใคร หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน 9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ความจริงคือ หากเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่รูปแบบการชำระอากรอาจแตกต่างจากเอกสารกระดาษ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญ และข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาเราขอแนะนำขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งในรูปแบบของขั้นตอนแบบกระดาษ และการขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) ขั้นตอนแบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะกว่าแบบออนไลน์ โดยสามารถทำตามได้ดังนี้ ขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) สำหรับขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ หรือเรียกว่า e-Stamp มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากรเพื่อซื้อตราสาร ที่สำคัญคือสามารถชำระอากรแสตมป์ได้ทั้งเอกสารรูปแบบดิจิทัล และเอกสารแบบกระดาษ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อากรแสตมป์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องการ อากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทในสัญญา เอกสารดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่ได้มีการจัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต ดังนั้นเจ้าของกิจการควรจัดการเรื่องอากรแสตมป์ทุกครั้ง และทำตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับด้านภาษีและการเงินสำหรับเจ้าของกิจการได้ที่บทความของ PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Jan 2026

PEAK Account

7 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/01/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดในการคำนวณเงินประกันสังคม เพื่อให้รองรับกับการประกาศในปี 2569 เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK Payroll Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดของช่องเงินสะสม/เงินสมทบ เป็น 875 บาท ตามเพดานประกันสังคมใหม่ปี 2569 ช่วยให้การคำนวณเงินเดือนเป็นไปตามเกณฑ์ล่าสุดโดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่เอง หมายเหตุ 2. เพิ่มตัวเลือกแสดงหรือซ่อนสินค้า/บริการที่ปิดใช้งานในหน้าออกรายงาน ช่วยให้พิมพ์รายงานสินค้าได้ตรงตามต้องการมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการพิมพ์รายงานสินค้า/บริการได้อย่างถูกต้อง Highlight: ระบบเพิ่มตัวเลือกให้พิมพ์รายงานสินค้า/บริการโดย ไม่แสดงสินค้าที่จัดเก็บ เป็นค่าเริ่มต้น ช่วยให้รายงานอ่านง่ายและโฟกัสเฉพาะรายการที่ใช้งานจริง หมายเหตุ 3. เพิ่มการแสดงผลเมื่อมีการเลือกเอกสารใบวางบิล ใบรวมจ่าย แล้วแสดงมูลค่ารวมของเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบมูลค่าของเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการตรวจสอบมูลค่ารวมและจำนวนเอกสารในการสร้างใบวางบิลหรือใบรวมจ่ายให้ถูกต้องก่อนสร้างเอกสาร Highlight: ระบบแสดงยอดรวมมูลค่าเอกสารที่เลือกทั้งหมดบนหน้าคั่นก่อนสร้างใบวางบิลและใบรวมจ่าย และแสดงบนแท็บด้านล่างอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มองเห็นยอดรวมเมื่อเลือกเอกสารแต่ละใบ เพื่อให้ตรวจสอบมูลค่ารวมได้ง่ายและมั่นใจก่อนสร้างเอกสาร หมายเหตุ 4. ปรับการแสดงข้อมูลชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมลเอกสารที่เมนูรายรับรายจ่าย ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการใช้งานระบบและต้องการส่งอีเมลด้วยภาษาอังกฤษ Highlight: เมื่อใช้งาน PEAK ด้วยภาษาอังกฤษ ระบบจะแสดงชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมล โดยจะเปลี่ยนภาษอังกฤษในหัวข้ออีเมล ข้อมูลผู้ส่ง และข้อมูลการชำระเงิน ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง หมายเหตุ 5. ปรับให้การกดเมนูบน Old PEAK ไปแสดงผลที่ New PEAK ช่วยผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลบน New PEAK ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานระบบ Old PEAK Highlight: ระบบปิดการแก้ไข สร้าง และลบเอกสารบนระบบ Old PEAK เพื่อให้ข้อมูลสำคัญของกิจการถูกจัดการในระบบเดียว โดยผู้ใช้งานยังสามารถเข้าดูข้อมูลได้ตามปกติ แต่เมนูที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อมูลจะถูกนำทางไปใช้งานบน New PEAK แทน เมนูที่ปิดการแก้ไขข้อมูล ช่องทางเข้าใช้งาน New PEAK : 6. เพิ่มการปิดแสดงผลข้อมูลในหน้าสร้างเอกสารรายรับ รายจ่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างเอกสารได้ง่าย และลดการแสดงผลข้อมูลที่ไม่จำเป็น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการสร้างกิจการใหม่ Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นสำหรับกิจการที่สร้างใหม่ โดยปิดการแสดงผลข้อมูลในส่วนของ เงินมัดจำ หมายเหตุ แนบไฟล์ และแท็ก ช่วยลดข้อมูลที่ต้องกรอกให้น้อยลง ใช้งานง่าย และลดความซับซ้อนในการออกเอกสาร หมายเหตุ

14 Jan 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 14/01/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Updated default values and maximum ceiling for Social Security Fund to support calculations in accordance with the 2026 announcement. Suitable for: PEAK Payroll users Highlight: The system automatically updates the default values and maximum ceiling for employee/employer contributions to 875 THB, in line with the new 2026 social security ceiling. This ensures payroll calculations comply with the latest regulations without manual setup. Note: 2. Added an option to show or hide archived products/services on the report export page, allowing more accurate product reports. Suitable for: Users who need accurate product/service reports Highlight: The system now sets “exclude archived products/services” as the default option when generating reports. This makes reports clearer and more focused on actively used items. Note: 3. Improved display when selecting billing notes or payment summaries by showing the number of documents and the total amount, making it easier to review document values. Suitable for: Users who need to verify the total amount and number of documents before creating Billing Notes or Combined Payment Note Highlight: The system displays the total value of all selected documents on the pre-creation screen for Billing Notes or Combined Payment Note, and continuously shows the total in the bottom tab while selecting documents. This makes it easier and more reliable to verify totals before creating documents. Note: 4. Automatically adjusted the display of the business name in English when emailing documents from the Income & Expense menu, ensuring standardized documents and reducing manual edits. Suitable for: Users who operate the system and send emails in English Highlight: When using PEAK in English, the system will automatically display the business name in English when sending emails. This includes the email subject, sender information, and payment details—ensuring consistency and reducing manual edits. Note: 5. Updated menu navigation on Old PEAK to redirect actions to New PEAK, making it easier to record data on New PEAK. Suitable for: Old PEAK usersHighlight: The system has disabled creating, editing, and deleting documents on Old PEAK to ensure all critical business data is managed in a single system. Users can still view data as usual, but any menu related to data modification will redirect to New PEAK. Menus with editing disabled: Access New PEAK at: 6. Added an option to hide certain fields on the Income/Expense document creation page, simplifying document creation and reducing unnecessary information. Suitable for: Users creating a new business Highlight: The system updates the default settings for newly created businesses by hiding Deposit, Notes, Attachments, and Tags. This reduces the amount of information required, simplifies usage, and lowers document complexity. Note:

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

20 Aug 2025

PEAK Account

14 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2025

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน ประกาศอัปเดตระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น.ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 ห้อง 301 มหาวิทยาลัยรังสิต 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 25684.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ภายในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2568 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้โดยจะได้รับลิงก์เข้าสู่ระบบทดสอบ Flexiquiz ผ่านช่องทางอีเมล และจะสามารถเข้าทำแบบทดสอบได้ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบ มากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกจํานวน 50 ทีม เพื่อแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 25684.7 คณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจากจำนวน 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 50 ทีม โดยไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียหมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 50 ทีม ต้องเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 ห้อง 301 มหาวิทยาลัยรังสิต 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ช่วงเช้า 08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน09.00 – 09.30 น. พิธีเปิด และประกาศระเบียบการแข่งขัน09.30 – 10.00 น. ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมประจำที่นั่งสอบ10.00 – 10.30 น. สอบแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 110.30 – 10.40 น. พักเบรค 10 นาที10.40 – 11.00 น. ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมประจำที่นั่งสอบ11.00 – 12.30 น. สอบแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 2 และ 3 ช่วงบ่าย 12.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน (ไม่มีบริการอาหารกลางวัน)13.30 – 16.30 น. กิจกรรมพิเศษ และแบ่งปันความรู้จากวิทยากร16.30 – 17.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัย และอัตนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือก ดังนี้ 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัย และอัตนัยผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เป็นการบันทึกบัญชีตามโจทย์ที่กําหนดให้ พร้อมนําข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ และตอบคําถาม โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทําข้อสอบส่วนที่ 2 โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ เสนอแนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ การนำเสนอความคิดเห็นเข้าใจง่าย และตรงประเด็น 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต8.7 ผู้เข้าแข่งขันที่มีอาการไข้ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก หรือผลการตรวจ ATK เป็นบวก จะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่สามารถแข่งขันด้วยจํานวนสมาชิกที่เหลือได้ หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

4 Jul 2025

PEAK Account

5 min

สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK เปิดเว็บกับ MakeWebEasy ลดสูงสุด 20%

สำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่ใช้ PEAK อยู่แล้ว และกำลังมองหาช่องทางออนไลน์ในการเริ่มโปรโมทธุรกิจ หรือขยายธุรกิจบนออนไลน์ การสร้างเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ยังคงมีประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจได้เป็นอย่างดี วันนี้ PEAK ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ MakeWebEasy แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปของไทย ที่ทำให้ทุกธุรกิจเติบโตบนออนไลน์มามากกว่า 9,000 ธุรกิจ ขอมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ออกแบบมาให้ธุรกิจของคุณสามารถขยายตลาดบนออนไลน์ได้แบบครบครัน เลือกได้เลยตามความต้องการของคุณเอง 3 โปรโมชันเด็ด เฉพาะ สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK เท่านั้น! สิทธิพิเศษแรก รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ของ MakeWebEasy เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นมีเว็บไซต์อย่างรวดเร็วด้วยเทมเพลตเว็บไซต์ที่เรามีให้ สร้างสรรค์เว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง พร้อมฟีเจอร์ที่ทุกธุรกิจต้องการ เช่น ระบบตะกร้าสินค้า ระบบบทความ รองรับโค้ดสำหรับการทำโฆษณาในทุกช่องทาง     อ่านรายละเอียดบริการ : www.makewebeasy.com/th/website-package  สิทธิพิเศษที่สอง รับส่วนลด 15% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ และบริการเสริมจาก MakeWebEasy เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการมากกว่าเว็บไซต์พื้นฐาน โดยคุณสามารถเลือกรับบริการเสริม 1 บริการ เพื่อเสริมประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเว็บไซต์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว สวยงาม และใช้งานง่าย ทีมออกแบบมืออาชีพของ MakeWebEasy จะช่วยสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์คุณได้อย่างโดดเด่น ทำให้เว็บไซต์ของคุณดูน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้ามากขึ้น อ่านรายละเอียดบริการ : www.makewebeasy.com/th/website-design  สำหรับผู้ที่ต้องการให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นผ่านการทำการตลาด โดยโปรโมทเว็บไซต์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบน Google หรือการทำโฆษณาออนไลน์อย่าง Google Ads เพื่อเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์อย่างรวดเร็วและสร้างยอดขายได้ทันที อ่านรายละเอียดบริการ SEO : www.makewebeasy.com/th/seo-suggestion  อ่านรายละเอียดบริการ Google : www.makewebeasy.com/th/google-adwords  สิทธิพิเศษที่สาม รับส่วนลด 20% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ บริการออกแบบเว็บไซต์ + การตลาดออนไลน์ จาก MakeWebEasy แพ็กเกจที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจออนไลน์แบบครบวงจร  เริ่มตั้งแต่การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง การออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์จากทีมดีไซน์เนอร์ ไปจนถึงการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการวางโครงสร้างที่ถูกหลัก SEO และยิงโฆษณาให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและสร้างยอดขายด้วย Google Ads  ________________________________ สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK จาก MakeWebEasy หากคุณกำลังจะสร้างเว็บไซต์ใหม่ เวลานี้คุ้มที่สุด เพราะเราพร้อมมอบสิทธิพิเศษในการใช้บริการเว็บไซต์ของ MakeWebEasy ในราคาที่พิเศษกว่าใคร วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568 เท่านั้น สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่  ________________________________ สอบถามรายละเอียดบริการสร้างเว็บไซต์กับ MakeWebEasy Facebook Page : www.facebook.com/makewebeasy  Add Line : 40xsm5339b  Call : 022177999 

อ่านบทความเพิ่มเติม