Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

17 Oct 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 Oct 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 Oct 2026

PEAK Account

17 min

การตีราคาสินค้าคงเหลือ FIFO vs ถัวเฉลี่ย เลือกวิธีไหนกำไรต่างกัน

การตีราคาสินค้าคงเหลือคือการหามูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ยังขายไม่หมดในวันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ธุรกิจต้องจ่าย การเลือกวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายหรือซื้อวัตถุดิบมาผลิต สินค้าแต่ละ lot มักจะซื้อมาในราคาไม่เท่ากัน พอถึงวันปิดงบ เจ้าของธุรกิจจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าของที่เหลืออยู่ควรตีราคาเท่าไร บทความนี้จะอธิบายวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ 2 แบบหลักที่ SME ไทยนิยมใช้ ได้แก่ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พร้อมตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สินค้าคงเหลือคืออะไร และทำไมต้องตีราคา สินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และงานระหว่างผลิตที่ธุรกิจถืออยู่ ณ วันสิ้นรอบบัญชี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการ การตีราคาสินค้าคงเหลือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเหตุผลหลักคือของแต่ละ lot ซื้อมาคนละราคา ถ้าขายไปบางส่วน ส่วนที่เหลือจะต้องคิดต้นทุนอย่างไร วิธีที่เลือกจะไปกำหนดมูลค่าของต้นทุนขาย ซึ่งกระทบกำไรสุทธิและภาษีโดยตรง มาตรฐานบัญชีที่กำกับเรื่องนี้คือ TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ NPAEs บทที่ 8 ซึ่งมีหลักการเรื่องวิธีตีราคาเหมือนกัน FIFO คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out แปลว่าเข้าก่อน ออกก่อน เวลาขายสินค้าหรือเบิกวัตถุดิบ กิจการจะสมมติว่าของที่ซื้อมาก่อนถูกขายออกไปก่อน ด้วยวิธีนี้ สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังจะเป็น lot ที่ซื้อมาทีหลังซึ่งมักเป็นราคาอัปเดตล่าสุด วิธีนี้เข้าใจง่ายและตรงกับการไหลของสินค้าจริงในหลายธุรกิจ เช่น ร้านขายอาหารที่ต้องเอาของเก่าออกก่อนเพื่อกันของเสีย ข้อดีของ FIFO ข้อเสียของ FIFO ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) เป็นอีกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่นิยมใช้ หลักการคือคำนวณต้นทุนต่อหน่วยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าเข้ามา คำนวณได้โดยเอามูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มี หารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด สูตรคำนวณต้นทุนเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย = มูลค่าสินค้าคงเหลือรวม หารด้วย จำนวนหน่วยรวม ทุกครั้งที่ซื้อ lot ใหม่เข้ามา ต้นทุนต่อหน่วยจะถูกนำมาเฉลี่ยใหม่อีกรอบ ข้อดีของถัวเฉลี่ย ข้อเสียของถัวเฉลี่ย ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก สมมติบริษัท ก จำกัด ขายกระเป๋าผ้า ต้องตีราคาสินค้าคงเหลือปลายเดือน โดยมีข้อมูลซื้อขายในเดือนสิงหาคมดังนี้ วันที่ รายการ จำนวน (ใบ) ราคาต่อหน่วย (บาท) รวม (บาท) 1 ส.ค. สินค้าต้นงวด 100 150 15,000 10 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 2 200 180 36,000 20 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 3 100 200 20,000 รวมพร้อมขาย ไม่มี 400 ไม่มี 71,000 25 ส.ค. ขายออก 250 ไม่มี ไม่มี สินค้าคงเหลือ ไม่มี 150 ไม่มี หาคำตอบ ขายไป 250 ใบ เหลือ 150 ใบ คำถามคือ 150 ใบนี้ควรตีราคาเท่าไร คำนวณแบบ FIFO FIFO จะสมมติว่าของที่ซื้อก่อนถูกขายออกไปก่อน ขั้นที่ 1: ขาย 250 ใบ เรียงจาก lot เก่าสุด lot ที่ขาย จำนวนที่ขาย ราคาต่อหน่วย ต้นทุนขาย lot 1 (1 ส.ค.) 100 ใบ (หมด lot) 150 15,000 lot 2 (10 ส.ค.) 150 ใบ (เหลือ 50) 180 27,000 รวมต้นทุนขาย 250 ใบ ไม่มี 42,000 บาท ขั้นที่ 2: สินค้าคงเหลือ 150 ใบ lot ที่เหลือ จำนวน ราคาต่อหน่วย มูลค่า lot 2 (10 ส.ค.) เหลือ 50 ใบ 180 9,000 lot 3 (20 ส.ค.) ทั้ง lot 100 ใบ 200 20,000 รวมสินค้าคงเหลือ 150 ใบ ไม่มี 29,000 บาท คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ขั้นที่ 1: หาต้นทุนเฉลี่ย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้ารวม 15,000 + 36,000 + 20,000 71,000 บาท จำนวนหน่วยรวม 100 + 200 + 100 400 ใบ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย 71,000 หาร 400 177.50 บาท ขั้นที่ 2: ต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนขาย (250 ใบ) 250 × 177.50 44,375 บาท สินค้าคงเหลือ (150 ใบ) 150 × 177.50 26,625 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย ผลต่าง ต้นทุนขาย 42,000 บาท 44,375 บาท 2,375 บาท สินค้าคงเหลือ 29,000 บาท 26,625 บาท 2,375 บาท กำไรขั้นต้น (สมมติขาย 250 ใบ ราคาใบละ 300 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท) 33,000 บาท 30,625 บาท 2,375 บาท ในช่วงที่ราคาสินค้าขึ้น FIFO จะให้กำไรสูงกว่าเพราะต้นทุนขายต่ำกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยจะให้กำไรต่ำกว่า เลือกวิธีไหน กระทบภาษีนิติบุคคลอย่างไร วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือจะกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง เพราะเมื่อต้นทุนขายเปลี่ยน กำไรก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย สมมติบริษัท ก จำกัด มีค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 บาท และไม่มีรายได้อื่น ขั้นที่ 1: คำนวณกำไรสุทธิ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย รายได้จากการขาย 75,000 75,000 ต้นทุนขาย (42,000) (44,375) กำไรขั้นต้น 33,000 30,625 ค่าใช้จ่ายอื่น (15,000) (15,000) กำไรสุทธิ 18,000 15,625 ขั้นที่ 2: คำนวณภาษี (ตามฐานภาษี SME ปัจจุบัน) แม้ในตัวอย่างรายเดือนกำไรสุทธิจะยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ถ้าธุรกิจมียอดขายใหญ่ขึ้นทั้งปี ผลต่างจะชัดเจนมาก สมมติกำไรสุทธิทั้งปีคำนวณได้ 1,800,000 บาท (แบบ FIFO) กับ 1,562,500 บาท (แบบถัวเฉลี่ย) ภาษีจะต่างกันตามอัตราภาษี SME (กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท เสีย 15%) รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย กำไรสุทธิทั้งปี 1,800,000 1,562,500 1 – 300,000 (ยกเว้น) 0 0 300,001 – 3,000,000 (15%) 225,000 189,375 ภาษีรวม 225,000 189,375 ผลต่างภาษี ไม่มี ประหยัดได้ 35,625 บาท ในตัวอย่างนี้ วิธีถัวเฉลี่ยทำให้เสียภาษีน้อยกว่าเพราะกำไรต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตลาดราคาสินค้าเป็นขาขึ้นหรือขาลง SME ขายของ กับ โรงงานผลิต ควรเลือกวิธีไหน ไม่มีสูตรตายตัวว่าวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ แต่สามารถเลือกตามลักษณะสินค้าได้ ลักษณะธุรกิจ แนะนำ เหตุผล ขายสินค้ามีวันหมดอายุ (อาหาร เครื่องสำอาง) FIFO ตรงกับการไหลจริง ของเก่าต้องออกก่อนเสมอ ขายสินค้าที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง (อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใหญ่ วัสดุก่อสร้าง) ถัวเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยช่วยให้กำไรไม่พุ่งจนต้องเสียภาษีสูงเกินไป สินค้าหลาย lot ผสมกัน (น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืช) ถัวเฉลี่ย แยก lot ไม่ได้ในทางปฏิบัติ ถัวเฉลี่ยสะท้อนต้นทุนได้จริงกว่า สินค้าราคาคงที่หรือผันผวนน้อย วิธีไหนก็ได้ ผลต่างน้อย ให้เลือกตามที่โปรแกรมบัญชีจัดการง่ายที่สุด โรงงานผลิตสินค้ามาตรฐาน ถัวเฉลี่ย วัตถุดิบมักผสมกันในขั้นตอนการผลิตไปแล้ว ขายสินค้ามูลค่าสูง แยกชิ้นชัดเจน (รถยนต์ เพชร อสังหาริมทรัพย์) เฉพาะเจาะจง ใช้วิธี Specific Identification ระบุต้นทุนเฉพาะของชิ้นนั้น คำแนะนำก่อนตัดสินใจควรปรึกษานักบัญชีก่อนเลือกวิธี เพราะเลือกแล้วต้องใช้วิธีเดิมอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแนวโน้มราคาสินค้าที่ซื้อเป็นขาขึ้นตลอด วิธีถัวเฉลี่ยอาจช่วยลดผลกระทบทางภาษีได้ดีกว่า ที่สำคัญคือต้องเช็คว่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่รองรับการคำนวณแบบไหน ข้อควรระวังในการตีราคาสินค้าคงเหลือ การตีราคาสินค้าคงเหลือผิดวิธีหรือไม่สม่ำเสมอจะส่งผลกระทบ 3 ด้าน คือ ภาษี งบการเงิน และการตรวจสอบบัญชี ด้านภาษี สรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมหากพบว่ามีการเปลี่ยนวิธีตีราคาบ่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ด้านงบการเงิน หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุน กิจการต้องตีราคาลดลง เช่น กรณีสินค้าล้าสมัยหรือราคาตลาดตก ด้านผู้สอบบัญชี ผู้สอบจะตรวจสอบว่ากิจการใช้วิธีตีราคาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโดยไม่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในรายงาน ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของกิจการ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ FIFO ที่สะท้อนราคาตลาดปัจจุบัน หรือถัวเฉลี่ยที่ช่วยลดความผันผวนของต้นทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความถูกต้องและสม่ำเสมอในการบันทึกบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการบันทึกสินค้าคงเหลือทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ช่วยคำนวณต้นทุนขายให้คุณโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสต๊อก ช่วยให้การปิดงบไวขึ้น ข้อมูลแม่นยำ และพร้อมสำหรับการเติบโต ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มบริหารสต๊อกอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตีราคาสินค้าคงเหลือ เปลี่ยนวิธีตีราคาระหว่างปีได้หรือไม่ ไม่ควรเปลี่ยนวิธีระหว่างปี กิจการต้องใช้วิธีเดิมอย่างสม่ำเสมอ หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ๆ ให้เริ่มเปลี่ยนเมื่อขึ้นต้นรอบบัญชีใหม่ และต้องเปิดเผยเหตุผลที่เหมาะสมในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ถ้าราคาสินค้าตกลง ต้องตีราคาลดด้วยหรือไม่ ต้องตีราคาลดลง หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุนที่บันทึกไว้ กิจการต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาลดลง ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ยก็ต้องปฏิบัติตามหลักการนี้เหมือนกัน ธุรกิจบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดบริษัทต้องตีราคาสินค้าแบบนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ควรบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ แต่ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย (เช่น 60% สำหรับการขาย) ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณต้นทุนแยกทีละ lot โปรแกรมบัญชีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือให้อัตโนมัติหรือไม่ โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่รวมถึง PEAK รองรับการคำนวณต้นทุนทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ย ระบบจะคำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกรายการขายหรือเบิกใช้ ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

17 Oct 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 Oct 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Oct 2026

PEAK Account

19 min

ค่าลิขสิทธิ์ คิดภาษีอย่างไร อัตราตามผู้รับเงิน ตัวอย่างคำนวณ บันทึกบัญชี และ VAT

ค่าลิขสิทธิ์ คืออะไร? และคิดภาษีอย่างไร? ค่าลิขสิทธิ์ หรือ Royalty Fee คือ เงินที่จ่ายเพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต หรือสิทธิแฟรนไชส์ ประมวลรัษฎากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อัตราที่ต้องหักไม่ได้มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท และอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหัก 3% กับทุกคน ซึ่งถูกเฉพาะกรณีผู้รับเป็นบริษัทในไทย สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณเจน เจ้าของบริษัทร้านกาแฟ ที่จ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ คือ ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ให้คุณโอ๊ตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้านให้บริษัทในไทย และค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขาให้บริษัทในญี่ปุ่น เงินได้มาตรา 40(3) ครอบคลุมอะไรบ้าง? มาตรา 40(3) ครอบคลุมค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ในทางปฏิบัติจึงรวมหลายรายการที่ SME จ่ายอยู่แล้วโดยไม่ได้เรียกชื่อแบบนี้ คำว่า “ค่าลิขสิทธิ์” กับ “ค่าสิทธิ” ในทางภาษีจึงอยู่ในเงินได้ประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแยกอัตรา สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือผู้รับเงินเป็นใคร ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? อัตราขึ้นกับผู้รับเงิน 4 กลุ่ม ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME ของกรมสรรพากร ผู้รับเงิน อัตราหัก แบบที่ยื่น บุคคลธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราก้าวหน้า 5–35% คำนวณตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 บุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 15% ภ.ง.ด.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทย 3% ภ.ง.ด.53 นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 15% หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54 ทุกแบบต้องยื่นและนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ถ้าผู้รับเป็นมูลนิธิหรือสมาคม อัตราหักเป็น 10% ตามคู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร จ่ายให้บริษัทในไทย หัก 3% กรณีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด หัก 3% จากยอดก่อน VAT ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ และยื่น ภ.ง.ด.53 ความต่างของแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.3 ต่างกันอย่างไร จ่ายให้บุคคลธรรมดาในไทย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาไม่ได้หักอัตราคงที่ แต่ต้องคำนวณเหมือนหักภาษีเงินเดือน คือประมาณเงินได้ทั้งปีจากผู้จ่ายรายนี้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง ตามหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากร ภาษีที่หักไว้ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้ต่างประเทศ หัก 15% Royalty ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี 15% ตามมาตรา 70 และยื่น ภ.ง.ด.54 รายละเอียดของแบบนี้อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.54 คืออะไร อัตรา 15% ลดลงได้ถ้าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้รับ และอนุสัญญานั้นกำหนดอัตราค่าสิทธิไว้ต่ำกว่า แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น ข้อ 12 กำหนดภาษีค่าสิทธิไว้ไม่เกิน 15% บริษัทของคุณเจนจึงยังต้องหักเต็มอัตรา ควรเปิดข้อ “ค่าสิทธิ” ของอนุสัญญาประเทศนั้นทุกครั้งก่อนจ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่? ต้องพิจารณา เพราะการให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระ VAT แยกเป็น 2 กรณีตามที่อยู่ของผู้รับเงิน ผู้รับเงิน ใครรับผิดชอบ VAT ผู้จ่ายต้องทำอะไร อยู่ในไทยและจดทะเบียน VAT ผู้รับเงินออกใบกำกับภาษี จ่าย VAT 7% และใช้เป็นภาษีซื้อได้ อยู่ในไทยแต่ไม่ได้จด VAT ไม่มี VAT ไม่ต้องจ่าย VAT อยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายในไทยนำส่งแทน ยื่น ภ.พ.36 และนำส่ง VAT 7% กรณีต่างประเทศ ภาษีที่ชำระตาม ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามข้อหารือของกรมสรรพากร เพราะใบเสร็จของกรมสรรพากรใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ ภาษีซื้อจึงเกิดในเดือนที่ชำระ ไม่ใช่เดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ความต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.พ.36 คืออะไร ตัวอย่างการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้ง 3 กรณี กลับมาที่บริษัทของคุณเจน ซึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว ในเดือนมกราคม 2570 มีรายการจ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ กรณีที่ 1 จ่ายบริษัทในไทย ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน 100,000 บาท บวก VAT ผู้ขายจดทะเบียน VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิก่อน VAT 100,000 VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 หัก ณ ที่จ่าย 3% 100,000 × 3% 3,000 ยอดโอนให้ผู้รับ 100,000 + 7,000 − 3,000 104,000 คุณเจนยื่น ภ.ง.ด.53 นำส่ง 3,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้บริษัทผู้รับ กรณีที่ 2 จ่ายบุคคลธรรมดาในไทย ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ของคุณโอ๊ต เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปี 360,000 บาท สมมติคุณโอ๊ตแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว และไม่ได้จด VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เงินได้ทั้งปีจากบริษัทของคุณเจน 30,000 × 12 360,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 360,000 × 50% = 180,000 ใช้เพดาน 100,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เงินได้สุทธิ 360,000 − 100,000 − 60,000 200,000 ภาษีทั้งปี 150,000 แรกยกเว้น · 50,000 × 5% 2,500 หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน 2,500 ÷ 12 208.33 ยอดโอนให้คุณโอ๊ตต่อเดือน 30,000 − 208.33 29,791.67 ถ้าหัก 3% ตามที่เข้าใจผิด คุณเจนจะหักเดือนละ 900 บาท มากกว่าที่ควรเกือบ 4 เท่า และยื่นผิดแบบ ตัวเลขจริงของแต่ละรายขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนที่ผู้รับแจ้ง กรณีที่ 3 จ่ายบริษัทในญี่ปุ่น ค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขา 500,000 บาท ผู้รับไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิ 500,000 หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.54) 500,000 × 15% 75,000 ยอดโอนไปญี่ปุ่น 500,000 − 75,000 425,000 VAT นำส่งแทน (ภ.พ.36) 500,000 × 7% 35,000 คุณเจนต้องยื่น 2 แบบภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2570 คือ ภ.ง.ด.54 นำส่ง 75,000 บาท และ ภ.พ.36 นำส่ง 35,000 บาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน แล้วนำ VAT 35,000 บาทไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ชำระ บันทึกบัญชีค่าลิขสิทธิ์อย่างไร? บันทึกยอดค่าสิทธิเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนก่อนหักภาษี และบันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง ตัวอย่างจากกรณีที่ 1 และ 3 ของคุณเจน วันจ่ายเงินกรณีที่ 1 (บริษัทในไทย) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 100,000 ภาษีซื้อ 7,000 เงินฝากธนาคาร 104,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 3,000 วันจ่ายเงินกรณีที่ 3 (บริษัทในญี่ปุ่น) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 500,000 เงินฝากธนาคาร 425,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 วันยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 บัญชี เดบิต เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 ภาษีซื้อ 35,000 เงินฝากธนาคาร 110,000 VAT ตาม ภ.พ.36 บันทึกเป็นภาษีซื้อในวันที่ชำระ เพราะเป็นวันที่ได้หลักฐานจากกรมสรรพากร ถ้าบันทึกตั้งแต่วันจ่ายค่าสิทธิ ภาษีซื้อในบัญชีจะไม่ตรงกับเดือนที่ใช้ใน ภ.พ.30 ขั้นตอนยื่นแบบภาษีเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ อัตราหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทอื่นดูรวมได้ที่หน้า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ PEAK ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ จากประสบการณ์ ปัญหาที่พบบ่อยของ SME ไม่ใช่การคำนวณ 15% ผิด แต่เป็นการลืมยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ สรุป – ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายต้องจำอะไรบ้าง? ค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอัตราหักเดียว ผู้จ่ายต้องเริ่มจากถามว่าผู้รับเป็นใคร แล้วเลือกอัตรา แบบที่ยื่น และภาระ VAT ให้ตรงกรณี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ ค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้แบรนด์ของปีนี้ออกมา แล้วเช็กว่าผู้รับแต่ละรายถูกหักด้วยอัตราและแบบที่ถูกต้องหรือไม่ รายการค่าสิทธิมักจ่ายซ้ำทุกเดือนให้ผู้รับเดิม ถ้าต้องจำอัตราและแบบเองทุกครั้งจะพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษีได้จากหน้าข้อมูลการชำระของเอกสารนั้น ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่าย ค่าซอฟต์แวร์รายเดือนต้องหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม? ต้องหักทุกครั้งที่จ่าย ถ้าจ่ายรายเดือนก็หักและยื่นแบบทุกเดือน เช่น จ่ายค่าใช้ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในไทยเดือนละ 10,000 บาท ต้องหักเดือนละ 300 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่งตามมาตรา 27 ถ้ายื่นแบบช้ายังมีเบี้ยปรับและค่าปรับเพิ่ม ค่าแฟรนไชส์ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ไหม? ถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ ระบบ หรือสูตร อัตราหักจึงเป็นไปตามผู้รับ คือ 3% ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย และคำนวณตามอัตราก้าวหน้าถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา จ่ายค่าสิทธิให้มูลนิธิหรือสมาคมหักเท่าไร? หัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ยกเว้นมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นตามมาตรา 47(7)(ข) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการหักภาษีต่างกันไหม? ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย ทั้งสองแบบหัก 3% เท่ากัน แต่ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรืออยู่ต่างประเทศ ประเภทเงินได้มีผลต่ออัตรา วิธีคำนวณ และแบบที่ยื่น จึงต้องดูสัญญาว่าจ่ายเพื่อใช้สิทธิหรือจ่ายเพื่อให้ทำงานให้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 Sep 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

17 Oct 2026

PEAK Account

17 min

การตีราคาสินค้าคงเหลือ FIFO vs ถัวเฉลี่ย เลือกวิธีไหนกำไรต่างกัน

การตีราคาสินค้าคงเหลือคือการหามูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ยังขายไม่หมดในวันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ธุรกิจต้องจ่าย การเลือกวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายหรือซื้อวัตถุดิบมาผลิต สินค้าแต่ละ lot มักจะซื้อมาในราคาไม่เท่ากัน พอถึงวันปิดงบ เจ้าของธุรกิจจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าของที่เหลืออยู่ควรตีราคาเท่าไร บทความนี้จะอธิบายวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ 2 แบบหลักที่ SME ไทยนิยมใช้ ได้แก่ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พร้อมตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สินค้าคงเหลือคืออะไร และทำไมต้องตีราคา สินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และงานระหว่างผลิตที่ธุรกิจถืออยู่ ณ วันสิ้นรอบบัญชี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการ การตีราคาสินค้าคงเหลือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเหตุผลหลักคือของแต่ละ lot ซื้อมาคนละราคา ถ้าขายไปบางส่วน ส่วนที่เหลือจะต้องคิดต้นทุนอย่างไร วิธีที่เลือกจะไปกำหนดมูลค่าของต้นทุนขาย ซึ่งกระทบกำไรสุทธิและภาษีโดยตรง มาตรฐานบัญชีที่กำกับเรื่องนี้คือ TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ NPAEs บทที่ 8 ซึ่งมีหลักการเรื่องวิธีตีราคาเหมือนกัน FIFO คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out แปลว่าเข้าก่อน ออกก่อน เวลาขายสินค้าหรือเบิกวัตถุดิบ กิจการจะสมมติว่าของที่ซื้อมาก่อนถูกขายออกไปก่อน ด้วยวิธีนี้ สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังจะเป็น lot ที่ซื้อมาทีหลังซึ่งมักเป็นราคาอัปเดตล่าสุด วิธีนี้เข้าใจง่ายและตรงกับการไหลของสินค้าจริงในหลายธุรกิจ เช่น ร้านขายอาหารที่ต้องเอาของเก่าออกก่อนเพื่อกันของเสีย ข้อดีของ FIFO ข้อเสียของ FIFO ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) เป็นอีกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่นิยมใช้ หลักการคือคำนวณต้นทุนต่อหน่วยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าเข้ามา คำนวณได้โดยเอามูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มี หารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด สูตรคำนวณต้นทุนเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย = มูลค่าสินค้าคงเหลือรวม หารด้วย จำนวนหน่วยรวม ทุกครั้งที่ซื้อ lot ใหม่เข้ามา ต้นทุนต่อหน่วยจะถูกนำมาเฉลี่ยใหม่อีกรอบ ข้อดีของถัวเฉลี่ย ข้อเสียของถัวเฉลี่ย ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก สมมติบริษัท ก จำกัด ขายกระเป๋าผ้า ต้องตีราคาสินค้าคงเหลือปลายเดือน โดยมีข้อมูลซื้อขายในเดือนสิงหาคมดังนี้ วันที่ รายการ จำนวน (ใบ) ราคาต่อหน่วย (บาท) รวม (บาท) 1 ส.ค. สินค้าต้นงวด 100 150 15,000 10 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 2 200 180 36,000 20 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 3 100 200 20,000 รวมพร้อมขาย ไม่มี 400 ไม่มี 71,000 25 ส.ค. ขายออก 250 ไม่มี ไม่มี สินค้าคงเหลือ ไม่มี 150 ไม่มี หาคำตอบ ขายไป 250 ใบ เหลือ 150 ใบ คำถามคือ 150 ใบนี้ควรตีราคาเท่าไร คำนวณแบบ FIFO FIFO จะสมมติว่าของที่ซื้อก่อนถูกขายออกไปก่อน ขั้นที่ 1: ขาย 250 ใบ เรียงจาก lot เก่าสุด lot ที่ขาย จำนวนที่ขาย ราคาต่อหน่วย ต้นทุนขาย lot 1 (1 ส.ค.) 100 ใบ (หมด lot) 150 15,000 lot 2 (10 ส.ค.) 150 ใบ (เหลือ 50) 180 27,000 รวมต้นทุนขาย 250 ใบ ไม่มี 42,000 บาท ขั้นที่ 2: สินค้าคงเหลือ 150 ใบ lot ที่เหลือ จำนวน ราคาต่อหน่วย มูลค่า lot 2 (10 ส.ค.) เหลือ 50 ใบ 180 9,000 lot 3 (20 ส.ค.) ทั้ง lot 100 ใบ 200 20,000 รวมสินค้าคงเหลือ 150 ใบ ไม่มี 29,000 บาท คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ขั้นที่ 1: หาต้นทุนเฉลี่ย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้ารวม 15,000 + 36,000 + 20,000 71,000 บาท จำนวนหน่วยรวม 100 + 200 + 100 400 ใบ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย 71,000 หาร 400 177.50 บาท ขั้นที่ 2: ต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนขาย (250 ใบ) 250 × 177.50 44,375 บาท สินค้าคงเหลือ (150 ใบ) 150 × 177.50 26,625 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย ผลต่าง ต้นทุนขาย 42,000 บาท 44,375 บาท 2,375 บาท สินค้าคงเหลือ 29,000 บาท 26,625 บาท 2,375 บาท กำไรขั้นต้น (สมมติขาย 250 ใบ ราคาใบละ 300 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท) 33,000 บาท 30,625 บาท 2,375 บาท ในช่วงที่ราคาสินค้าขึ้น FIFO จะให้กำไรสูงกว่าเพราะต้นทุนขายต่ำกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยจะให้กำไรต่ำกว่า เลือกวิธีไหน กระทบภาษีนิติบุคคลอย่างไร วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือจะกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง เพราะเมื่อต้นทุนขายเปลี่ยน กำไรก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย สมมติบริษัท ก จำกัด มีค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 บาท และไม่มีรายได้อื่น ขั้นที่ 1: คำนวณกำไรสุทธิ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย รายได้จากการขาย 75,000 75,000 ต้นทุนขาย (42,000) (44,375) กำไรขั้นต้น 33,000 30,625 ค่าใช้จ่ายอื่น (15,000) (15,000) กำไรสุทธิ 18,000 15,625 ขั้นที่ 2: คำนวณภาษี (ตามฐานภาษี SME ปัจจุบัน) แม้ในตัวอย่างรายเดือนกำไรสุทธิจะยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ถ้าธุรกิจมียอดขายใหญ่ขึ้นทั้งปี ผลต่างจะชัดเจนมาก สมมติกำไรสุทธิทั้งปีคำนวณได้ 1,800,000 บาท (แบบ FIFO) กับ 1,562,500 บาท (แบบถัวเฉลี่ย) ภาษีจะต่างกันตามอัตราภาษี SME (กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท เสีย 15%) รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย กำไรสุทธิทั้งปี 1,800,000 1,562,500 1 – 300,000 (ยกเว้น) 0 0 300,001 – 3,000,000 (15%) 225,000 189,375 ภาษีรวม 225,000 189,375 ผลต่างภาษี ไม่มี ประหยัดได้ 35,625 บาท ในตัวอย่างนี้ วิธีถัวเฉลี่ยทำให้เสียภาษีน้อยกว่าเพราะกำไรต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตลาดราคาสินค้าเป็นขาขึ้นหรือขาลง SME ขายของ กับ โรงงานผลิต ควรเลือกวิธีไหน ไม่มีสูตรตายตัวว่าวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ แต่สามารถเลือกตามลักษณะสินค้าได้ ลักษณะธุรกิจ แนะนำ เหตุผล ขายสินค้ามีวันหมดอายุ (อาหาร เครื่องสำอาง) FIFO ตรงกับการไหลจริง ของเก่าต้องออกก่อนเสมอ ขายสินค้าที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง (อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใหญ่ วัสดุก่อสร้าง) ถัวเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยช่วยให้กำไรไม่พุ่งจนต้องเสียภาษีสูงเกินไป สินค้าหลาย lot ผสมกัน (น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืช) ถัวเฉลี่ย แยก lot ไม่ได้ในทางปฏิบัติ ถัวเฉลี่ยสะท้อนต้นทุนได้จริงกว่า สินค้าราคาคงที่หรือผันผวนน้อย วิธีไหนก็ได้ ผลต่างน้อย ให้เลือกตามที่โปรแกรมบัญชีจัดการง่ายที่สุด โรงงานผลิตสินค้ามาตรฐาน ถัวเฉลี่ย วัตถุดิบมักผสมกันในขั้นตอนการผลิตไปแล้ว ขายสินค้ามูลค่าสูง แยกชิ้นชัดเจน (รถยนต์ เพชร อสังหาริมทรัพย์) เฉพาะเจาะจง ใช้วิธี Specific Identification ระบุต้นทุนเฉพาะของชิ้นนั้น คำแนะนำก่อนตัดสินใจควรปรึกษานักบัญชีก่อนเลือกวิธี เพราะเลือกแล้วต้องใช้วิธีเดิมอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแนวโน้มราคาสินค้าที่ซื้อเป็นขาขึ้นตลอด วิธีถัวเฉลี่ยอาจช่วยลดผลกระทบทางภาษีได้ดีกว่า ที่สำคัญคือต้องเช็คว่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่รองรับการคำนวณแบบไหน ข้อควรระวังในการตีราคาสินค้าคงเหลือ การตีราคาสินค้าคงเหลือผิดวิธีหรือไม่สม่ำเสมอจะส่งผลกระทบ 3 ด้าน คือ ภาษี งบการเงิน และการตรวจสอบบัญชี ด้านภาษี สรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมหากพบว่ามีการเปลี่ยนวิธีตีราคาบ่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ด้านงบการเงิน หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุน กิจการต้องตีราคาลดลง เช่น กรณีสินค้าล้าสมัยหรือราคาตลาดตก ด้านผู้สอบบัญชี ผู้สอบจะตรวจสอบว่ากิจการใช้วิธีตีราคาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโดยไม่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในรายงาน ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของกิจการ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ FIFO ที่สะท้อนราคาตลาดปัจจุบัน หรือถัวเฉลี่ยที่ช่วยลดความผันผวนของต้นทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความถูกต้องและสม่ำเสมอในการบันทึกบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการบันทึกสินค้าคงเหลือทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ช่วยคำนวณต้นทุนขายให้คุณโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสต๊อก ช่วยให้การปิดงบไวขึ้น ข้อมูลแม่นยำ และพร้อมสำหรับการเติบโต ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มบริหารสต๊อกอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตีราคาสินค้าคงเหลือ เปลี่ยนวิธีตีราคาระหว่างปีได้หรือไม่ ไม่ควรเปลี่ยนวิธีระหว่างปี กิจการต้องใช้วิธีเดิมอย่างสม่ำเสมอ หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ๆ ให้เริ่มเปลี่ยนเมื่อขึ้นต้นรอบบัญชีใหม่ และต้องเปิดเผยเหตุผลที่เหมาะสมในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ถ้าราคาสินค้าตกลง ต้องตีราคาลดด้วยหรือไม่ ต้องตีราคาลดลง หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุนที่บันทึกไว้ กิจการต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาลดลง ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ยก็ต้องปฏิบัติตามหลักการนี้เหมือนกัน ธุรกิจบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดบริษัทต้องตีราคาสินค้าแบบนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ควรบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ แต่ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย (เช่น 60% สำหรับการขาย) ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณต้นทุนแยกทีละ lot โปรแกรมบัญชีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือให้อัตโนมัติหรือไม่ โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่รวมถึง PEAK รองรับการคำนวณต้นทุนทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ย ระบบจะคำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกรายการขายหรือเบิกใช้ ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 Oct 2026

PEAK Account

17 min

บริหารสต๊อกสินค้ายังไง ให้เงินไม่จม เคล็ดลับที่ SME ต้องรู้

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจ SME ต้องปวดหัวกับปัญหาสินค้าล้นโกดัง แม้ยอดขายจะดูดีแต่กลับไม่มีเงินสดหมุนเวียนในกิจการ สินค้าที่กองเต็มโกดังไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีเสมอไป ตรงกันข้าม ถ้าสต๊อกสินค้ามากเกินจำเป็น เงินสดที่ควรนำไปหมุนเวียนจะถูกระงับไว้ในสินค้าเหล่านั้นแทน บทความนี้สรุปวิธีบริหารสต๊อกสินค้าที่ SME ใช้ได้จริง ตั้งแต่การแบ่งกลุ่มสินค้า คำนวณจุดสั่งซื้อ ไปจนถึงเรื่องที่หลายคนมองข้าม เช่น สต๊อกสินค้าไม่ตรงกับบัญชีแล้วสรรพากรตรวจอะไรได้บ้าง สต๊อกสินค้า คืออะไร สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงคลัง (Inventory) คือสินค้าและวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจถือไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ทั้งสินค้าที่อยู่ในคลัง สินค้าระหว่างทาง และสินค้าที่รอจัดส่ง โดยในทางบัญชี สินค้าคงเหลือถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการ ยิ่งถือสต๊อกมาก เงินก็จมอยู่ในสินค้ามากตามไปด้วย ความแตกต่างระหว่าง Stock กับ Inventory ในทางปฏิบัติ ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ แต่ถ้าแยกละเอียด Stock มักหมายถึงสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย ส่วน Inventory ครอบคลุมกว่า รวมถึงวัตถุดิบและงานระหว่างผลิตด้วย สำหรับ SME ไทยที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ต้องแยกซับซ้อน เรียกรวมว่าสต๊อกสินค้าก็เพียงพอ สต๊อก 3 ประเภทที่ต้องรู้ ธุรกิจที่มีการผลิตหรือแปรรูปจะมีสต๊อก 3 ประเภท ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไป จะมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก สต๊อกบวมคือสาเหตุหลักที่ทำให้เงินจม สต๊อกบวมคือสถานการณ์ที่ธุรกิจถือสต๊อกสินค้ามากเกินกว่าที่ขายได้จริง เงินที่ควรนำไปหมุนเวียนในธุรกิจกลับกลายเป็นสต๊อกสินค้าที่วางอยู่ในคลังโดยไม่สร้างรายได้ ปัญหานี้พบบ่อยใน SME ที่สั่งซื้อล็อตใหญ่เพราะได้ส่วนลด หรือคาดการณ์ยอดขายสูงเกินจริง ค่าเสียโอกาสเมื่อธุรกิจมีสต๊อกค้าง 1 ล้านบาท ลองคิดง่าย ๆ ถ้าธุรกิจมีสต๊อกค้างอยู่ 1 ล้านบาท เงินจำนวนนั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆ มันมีต้นทุนซ่อนอยู่ รวมแล้ว การถือสต๊อก 1 ล้านบาท อาจมีต้นทุนแฝงสูงถึง 200,000-300,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและวิธีจัดเก็บ เช็คสัญญาณเตือนว่าสต๊อกของคุณเริ่มบวม ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ เพื่อให้รู้ทันก่อนที่ปัญหาสต๊อกจะกระทบเงินหมุนเวียน ถ้าตรงกัน 2-3 ข้อ ถึงเวลาปรับวิธีบริหารสต๊อกแล้ว 3 วิธีบริหารสต๊อกสินค้าไม่ให้เงินจม ABC Analysis – แบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า ABC Analysis คือวิธีจัดกลุ่มสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ ตัวไหนควรให้ความสนใจน้อยลง กลุ่ม สัดส่วนรายการ สัดส่วนมูลค่า วิธีดูแล A (มูลค่าสูง) ประมาณ 10-20% ประมาณ 70-80% ติดตามใกล้ชิด เช็คทุกสัปดาห์ สั่งซื้อบ่อยแต่ทีละน้อย B (มูลค่ากลาง) ประมาณ 20-30% ประมาณ 15-20% เช็คทุก 2-4 สัปดาห์ สั่งซื้อตามรอบปกติ C (มูลค่าต่ำ) ประมาณ 50-70% ประมาณ 5-10% เช็คทุกเดือนหรือทุกไตรมาส สั่งซื้อทีละมากเพื่อลดต้นทุนสั่ง ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอทีมีสินค้า 200 รายการ ร้านนี้ควรโฟกัสดูแลสต๊อกกลุ่ม A อย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่ม C สั่งทีละมากได้เพราะต้นทุนจมไม่สูง Reorder Point – กำหนดจุดสั่งซื้อให้พอดี Reorder Point (ROP) คือจุดที่สต๊อกลดลงถึงระดับหนึ่งแล้วต้องสั่งซื้อเพิ่ม เพื่อให้สินค้ามาถึงก่อนที่ของจะหมด สูตรคำนวณ Reorder Point ROP = ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลาจัดส่ง ตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายเสื้อยืดรุ่นหนึ่งเฉลี่ยวันละ 10 ตัว และใช้เวลาสั่งจากซัพพลายเออร์ 7 วัน ROP = 10 × 7 = 70 ตัว เมื่อสต๊อกเสื้อยืดรุ่นนี้เหลือ 70 ตัว ต้องสั่งซื้อทันที ไม่อย่างนั้นของจะหมดก่อนของใหม่มาถึง Safety Stock – การคำนวณสต๊อกสำรอง Safety Stock คือสต๊อกเผื่อเหลือเผื่อขาด เพื่อรับมือกับยอดขายที่พุ่งผิดปกติหรือซัพพลายเออร์ส่งล่าช้า สูตรคำนวณแบบง่าย Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน – ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน) × ระยะเวลาจัดส่ง ตัวอย่าง จากร้านเสื้อผ้าข้างต้น ยอดขายเฉลี่ย 10 ตัวต่อวัน แต่วันที่ขายดีสุดขายได้ 15 ตัว Safety Stock = (15 – 10) × 7 = 35 ตัว ดังนั้น ROP ที่ปลอดภัยจริง ๆ คือ 70 + 35 = 105 ตัว ร้านนี้ควรสั่งซื้อสต๊อกสินค้าใหม่เมื่อสต๊อกเหลือ 105 ตัว เมื่อคำนวณจุดสั่งซื้อได้แล้ว สามารถออกใบสั่งซื้อให้ซัพพลายเออร์ได้ทันที สิ่งที่สรรพากรจะตรวจสอบเมื่อนับสต๊อกไม่ตรง การนับสต๊อกสินค้าเป็นเรื่องสำคัญทั้งในแง่การบริหารและในแง่กฎหมาย ถ้าสต๊อกสินค้าในบัญชีกับของจริงในคลังไม่ตรงกัน อาจมีปัญหาตามมา วิธีเลือกการนับสต๊อกแบบ Periodic และ Perpetual วิธีนับสต๊อกหลัก ๆ มี 2 แบบ วิธี ลักษณะ เหมาะกับ Periodic (นับเป็นงวด) นับสต๊อกจริงตามรอบ เช่น ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส ร้านค้าขนาดเล็กที่สินค้าไม่เยอะ Perpetual (นับต่อเนื่อง) บันทึกสต๊อกทุกครั้งที่มีการซื้อขาย อัปเดตแบบ real-time ธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการ ใช้ระบบซอฟต์แวร์ช่วย ธุรกิจที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์มักใช้แบบ Perpetual เพราะระบบบันทึกสต๊อกให้อัตโนมัติทุกครั้งที่ออกเอกสารซื้อขาย วิธีแก้ปัญหาสต๊อกในบัญชีกับของจริงไม่ตรงกัน ปัญหาสต๊อกไม่ตรงเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น บันทึกผิด สินค้าเสียหายแต่ไม่ได้ตัดออก หรือสินค้าสูญหาย วิธีแก้ไขเบื้องต้น ผลทางภาษีเมื่อสรรพากรตรวจพบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ กิจการต้องตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ถ้าสรรพากรเข้าตรวจสอบแล้วพบว่าสต๊อกในบัญชีไม่ตรงกับของจริง อาจเกิดปัญหาเหล่านี้ ควรนับสต๊อกจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือแนะนำทุกไตรมาส และเก็บเอกสารการนับไว้เป็นหลักฐาน หากไม่มั่นใจควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชี วิธีตัดบัญชีสำหรับของเสื่อมและของเสีย สินค้าที่เสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย หรือเสียหายจนขายไม่ได้ ไม่ควรปล่อยค้างอยู่ในบัญชีเพราะจะทำให้ตัวเลขสินทรัพย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง ขั้นตอนตัดสินค้าออกจากบัญชี เอกสารและวิธีรายงานสรรพากร สำหรับการตัดสินค้าเสื่อมสภาพออกจากบัญชี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ ในทางภาษี กิจการสามารถนำค่าเสียหายจากสินค้าเสื่อมสภาพมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนและสมเหตุสมผล หากสต๊อกมีมูลค่าสูง ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อให้การบันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 สินค้าคงเหลือ ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี การบริหารสต๊อกสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการพื้นที่ในคลัง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสดของธุรกิจ สิ่งที่ SME ควรเริ่มลงมือทำ คือการใช้ ABC Analysis เพื่อแบ่งกลุ่มสินค้าที่ควรให้ความสำคัญ ตั้ง Reorder Point และ Safety Stock เพื่อให้สั่งซื้อได้พอดี รวมถึงหมั่นนับสต๊อกจริงเทียบกับระบบอย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมระบบที่ช่วยให้คุณบันทึกซื้อขายสินค้าและอัปเดตสต๊อกได้แบบ real-time ดูรายงานผ่าน Dashboard ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มจัดการระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า สต๊อกกี่วันถึงเหมาะสม ดูได้จาก Inventory Turnover Ratio คือจำนวนรอบที่สต๊อกหมุนเวียนใน 1 ปี คำนวณจากต้นทุนสินค้าขายหารด้วยมูลค่าสต๊อกเฉลี่ย ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปมักมีอัตราหมุนเวียนประมาณ 4-8 รอบต่อปี แปลว่าสต๊อกอยู่ในคลังเฉลี่ยประมาณ 45-90 วันก่อนขายออก ถ้าสินค้าอยู่ในคลังนานกว่า 90 วัน ควรพิจารณาลดปริมาณสั่งซื้อ ร้านเล็กต้องทำ ABC Analysis หรือไม่ ร้านที่มีสินค้าตั้งแต่ 20-30 รายการขึ้นไป เริ่มทำ ABC Analysis ได้เลย ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ แค่เรียงลำดับสินค้าตามยอดขายแล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ก็จะเห็นชัดว่าสินค้าตัวไหนทำเงินมากที่สุดและควรดูแลสต๊อกอย่างใกล้ชิด ส่วนร้านที่มีสินค้าไม่กี่รายการก็ใช้วิธีสังเกตยอดขายและสั่งซื้อตามประสบการณ์ได้ ใช้ Excel จัดการสต๊อกได้หรือไม่ ทำได้ แต่มีข้อจำกัด Excel เหมาะกับร้านเล็กที่มีสินค้าไม่เกิน 50-100 รายการ เมื่อสินค้าเยอะขึ้น ข้อมูลจะเริ่มผิดพลาดง่ายเพราะต้องกรอกมือทุกครั้ง ไม่อัปเดตแบบ real-time และเชื่อมกับระบบบัญชีไม่ได้ ถ้าธุรกิจเริ่มโตจนมีสินค้าหลายร้อยรายการ ควรใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมระบบสต๊อกอัตโนมัติจะปลอดภัยกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Oct 2026

PEAK Account

4 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/10/2026

1. เลือกผังบัญชี และแก้ไขผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 2. ระบบจะจดจำการกรอกข้อมูลรับ-จ่ายเงินจากเอกสารตามประเภทเอกสารล่าสุดให้อัตโนมัติ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับ รายจ่าย และคลังเอกสาร 3. เปิดดูเอกสารแนบให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเปิดหน้าต่างใหม่ได้ทันที (Open link in new tab) แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 4. แก้ไขยอด “สงเคราะห์ลูกจ้างส่วนนายจ้าง” ได้แล้ว เพื่อรองรับตามการคำนวณของกิจการเอง แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าทำจ่ายเงินเดือนที่ PEAK Payroll อ่านคู่มือเพิ่มเติม 5. ปรับรูปแบบไฟล์ สกล.3 ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถส่งผ่านระบบ EWF โดยวิธี Import ไฟล์ได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าข้อมูลการชำระที่ PEAK Payroll 6. สร้าง ลบ และดึงข้อมูลจาก PEAK ได้เพิ่มขึ้นอีก 4 เอกสาร ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 7. ดึงข้อมูล GL จาก PEAK ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 8. ตั้งค่ารูปแบบเอกสาร สำหรับพิมพ์บนกระดาษต่อเนื่องด้วยตนเองได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าพิมพ์ของเอกสารฉบับนั้น ๆ อ่านคู่มือเพิ่มเติม

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

5 min

PEAK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ PEAK Account โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษีอย่างเป็นระบบ นายภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ภายในงานว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่กำไรเพียงอย่างเดียว PEAK เราเอาความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและเทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ SE ได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสการสร้าง Impact ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่” ในฐานะ Tech Company สัญชาติไทย PEAK เล็งเห็นเสมอว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ SE สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของงานหลังบ้าน PEAK ได้นำเสนอกระบวนการเพื่อยกระดับธุรกิจ SE ให้ทำงานได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านแนวคิด 3 ขั้นตอนหลัก (CCC) ได้แก่: สำหรับการสนับสนุนในโครงการนี้ PEAK มุ่งเน้นการแชร์ความรู้ในการวางระบบบัญชีที่ดี พร้อมทั้งมอบเครื่องมือสนับสนุนผ่านส่วนลดโปรแกรม PEAK ให้กับผู้ประกอบการ SE ที่เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการใช้งานและดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ นอกจากนี้ ภายในงาน PEAK ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SE ได้ยกระดับความรู้และการใช้งานระบบบัญชี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน PEAK, Building SMART Business ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม