คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

19 Aug 2026

PEAK Account

16 min

Revenue คืออะไร สรุปรายได้ทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง Revenue คืออะไร? Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร” Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง? หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้ คำความหมายตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า)Revenue (รายได้)เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้นยอดขาย 500,000 บาทIncome (รายได้สุทธิ)เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี500,000 – 350,000 = 150,000 บาทProfit (กำไรสุทธิ)เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี150,000 – 30,000 = 120,000 บาท Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า ประเภทของ Revenue Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา รายได้จากการดำเนินงาน Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย รายได้อื่น (Non-Operating) Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า Gross Revenue vs Net Revenue ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด Gross Revenue (รายได้รวม)Net Revenue (รายได้สุทธิ)คำนวณจากยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญใช้ทำอะไรดูภาพรวมยอดขายใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริงปรากฏในงบไม่ปรากฏตรง ๆแสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรพื้นฐาน Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026 รายการจำนวนเงินGross Revenue (ยอดขายรวม)800,000 บาทหัก ส่วนลดการค้า40,000 บาทหัก สินค้ารับคืน20,000 บาทNet Revenue (รายได้สุทธิ)740,000 บาท ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด 5 เงื่อนไขตาม TFRS 15 มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก” รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue) Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)เงินสด12,000—รายได้รับล่วงหน้า—12,000 ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)รายได้รับล่วงหน้า1,000—รายได้จากการให้บริการ—1,000 SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้ รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)รายได้ค้างรับ50,000—รายได้จากการให้บริการ—50,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)เงินสด50,000—รายได้ค้างรับ—50,000 หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย ตัวอย่าง: ขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)เงินสด10,700—รายได้จากการขาย—10,000ภาษีขาย (VAT 7%)—700 ตัวอย่าง: ให้บริการ สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)ลูกหนี้การค้า5,350—รายได้จากการให้บริการ—5,000ภาษีขาย (VAT 7%)—350 เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้ รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)เงินสด5,350—ลูกหนี้การค้า—5,350 Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้ เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง? ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน Total Revenue คำนวณอย่างไร? Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้ ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน Revenue Model คืออะไร? Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย Revenue Growth วัดอย่างไร? อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100 ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20% ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Aug 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีบุคคลธรรมดา คำนวณยังไง อัตรา ลดหย่อน วิธียื่น ครบจบ

พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้จดบริษัท ล้วนต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น บทความนี้พาคำนวณภาษีทีละขั้น ตั้งแต่เช็คเงินได้ หักค่าลดหย่อน ไล่ตามขั้นบันไดภาษี ไปจนถึงวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 พร้อมตัวอย่างจริง 3 กรณี ให้คุณคำนวณภาษีเองได้ทันที ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่รัฐเก็บจากรายได้ของ “คนทั่วไป” ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบภาษี เกณฑ์นี้เป็น “เกณฑ์ยื่นแบบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายภาษีเสมอ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อาจไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน ประเภท ตัวอย่างรายได้ หักค่าใช้จ่าย 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) รับจ้างทำงาน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเขียนหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ไม่ได้หัก (ดอกเบี้ย) 40(5)-(8) อื่นๆ ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย เหมา 40%-60% หรือตามจริง ถ้ามีรายได้หลายประเภท ให้แยกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทแล้วค่อยรวมกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได 2569 หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได 8 ขั้น ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น ตารางอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 0 150,001 – 300,000 5% 7,500 7,500 300,001 – 500,000 10% 20,000 27,500 500,001 – 750,000 15% 37,500 65,000 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 365,000 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 1,265,000 5,000,001 ขึ้นไป 35% ไม่จำกัด — (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตรานี้ใช้กับปีภาษี 2569) 📊 [แทรกรูป: Infographic ตารางอัตราภาษีขั้นบันได (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] เนื้อหาภาษาไทย พื้นหลัง #2c90ed วิธีอ่านตาราง: ภาษีคิดทีละขั้น ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 10% ทั้ง 500,000 แต่คิดแบบนี้ ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 รวม 500,000 27,500 บาท ค่าลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อน คือสิทธิที่กฎหมายให้นำไปหักจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ยิ่งใช้สิทธิมาก เงินได้สุทธิยิ่งต่ำ ภาษียิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว รายการ จำนวน (บาท) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บุตร (คนละ) 30,000 บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) 60,000 อุปการะบิดามารดา (คนละ) 30,000 อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ (คนละ) 60,000 ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด 9,000) ประกันชีวิตทั่วไป 100,000 ประกันสุขภาพ 25,000 (รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000) ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) 15% ของเงินเดือน ไม่เกิน 500,000 กองทุน SSF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 กองทุน RMF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 กองทุน ThaiESG ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300,000 หมายเหตุ: กองทุนเพื่อการเกษียณ (PVD + SSF + RMF + ประกันบำนาญ + กบข.) รวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนอื่นๆ รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา 2 เท่าของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2569 — ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมตามมาตรการรัฐแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทีละขั้นตอน สูตรหลักมี 3 ขั้นตอน ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 40,000 บาท มีประกันสังคม จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท/ปี และซื้อ SSF 50,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 40,000 × 12 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(1) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม 750 × 12 -9,000 บาท หักประกันชีวิต -50,000 บาท หัก SSF -50,000 บาท เงินได้สุทธิ 211,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 211,000 61,000 5% 3,050 รวมภาษี 3,050 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 3,050 บาท ภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายแล้ว -3,050 บาท จ่ายเพิ่ม/ขอคืน 0 บาท นายสมชายไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะนายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับจ้างอิสระ นางสาวมินตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ มีรายได้จากการรับจ้างออกแบบ (เงินได้ประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ) รวมทั้งปี 800,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่รับงาน ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(2) 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท เงินได้สุทธิ 640,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 640,000 140,000 15% 21,000 รวมภาษี 48,500 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 48,500 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% 800,000 × 3% = -24,000 บาท จ่ายเพิ่ม 24,500 บาท มินตราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 24,500 บาท ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) สิ่งที่ช่วยลดภาษีได้อีกคือเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อ SSF หรือ RMF ตัวอย่างที่ 3: เจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นบุคคลธรรมดา นายวิชัย (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ยังไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 8 คือ รายได้จากธุรกิจ ค้าขาย ร้านค้า) รวมทั้งปี 1,500,000 บาท จ่ายประกันสังคม (มาตรา 40) ปีละ 3,000 บาท นายวิชัยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ 40(8) ประเภทการค้า ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(8) 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 1,500,000 × 60% -900,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 -3,000 บาท เงินได้สุทธิ 537,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 537,000 37,000 15% 5,550 รวมภาษี 33,050 บาท นายวิชัยยังสามารถลดภาษีได้อีก ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนเหมา (กรณีมีเอกสารค่าใช้จ่ายครบ) หรือพิจารณาจดนิติบุคคลเพื่อใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่อาจประหยัดกว่า การผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 คืออะไร หลายคนไม่รู้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถ “แบ่งจ่าย 2 งวด” ได้ โดยงวดที่ 2 คือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (แบบยื่นภาษีครึ่งปีแรก สำหรับรายได้เดือน ม.ค. – มิ.ย.) ซึ่งเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า แล้วนำไปหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปีถัดไป ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ผู้ที่มีเงินได้ ประเภทที่ 5-8 (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีนั้น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แค่เงินเดือน (ประเภท 40(1) อย่างเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กำหนดเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดา แบบ ยื่นเมื่อ สำหรับเงินได้ ยื่นออนไลน์ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น ม.ค. – มิ.ย. เฉพาะ 40(5)-(8) ขยายถึง ต.ค. ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. ทุกประเภท ขยายถึง เม.ย. ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. เฉพาะ 40(1) ขยายถึง เม.ย. (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — วันขยายเวลายื่นออนไลน์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณเหมือนกับภาษีทั้งปี แต่ใช้เฉพาะรายได้ครึ่งปีแรก สมมุติว่านายวิชัย (จากตัวอย่างที่ 3) มีรายได้จากร้านค้าออนไลน์ครึ่งปีแรก 700,000 บาท คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ครึ่งปี 40(8) 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 700,000 × 60% -420,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว (ใช้เต็มจำนวน) -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 (6 เดือน) 3,000 ÷ 2 -1,500 บาท เงินได้สุทธิ 218,500 บาท ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 218,500 68,500 5% 3,425 ภาษีครึ่งปี 3,425 บาท นายวิชัยจ่ายภาษี 3,425 บาท ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 แล้วตอนสิ้นปียื่น ภ.ง.ด.90 ก็นำ 3,425 บาท ไปหักออกจากภาษีทั้งปี ทำให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ได้อย่างไร การยื่นผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนมีดังนี้ การยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ไม่ต้องรีบลุ้นวันสุดท้าย สรุป: คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 3 ขั้นตอนจบ ถ้ามีรายได้หลายทาง อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี จะได้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และสรุปรายงานภาษีให้อัตโนมัติ ลดงานคำนวณภาษีให้ SME และฟรีแลนซ์จัดการได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา เงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษีไหม ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (เช่น เงินเดือนไม่ถึง 120,000/ปี) กฎหมายไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ควรยื่นเพื่อขอเงินคืน ฟรีแลนซ์ถูกหัก 3% ไปแล้ว ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งปี ถ้าคำนวณภาษีจริงแล้วน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้ แต่ถ้าภาษีจริงมากกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษอะไร ยื่นแบบเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) SME รายได้เยอะ ควรจดบริษัทดีไหม ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 750,000 บาท/ปี (เข้าขั้น 20% ขึ้นไป) ควรพิจารณาจดนิติบุคคล เพราะภาษีนิติบุคคลสูงสุดแค่ 20% และ SME กำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้ยกเว้นภาษี นอกจากนี้ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ผ่อนได้ไหม สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-(8) สามารถ “แบ่งจ่ายภาษีเป็น 2 งวด” ได้โดยการยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนภาษีที่ยื่นแล้วต้องจ่ายก้อน ปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระบบผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นงวดย่อย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Aug 2026

PEAK Account

15 min

ขายที่ดิน บ้าน คอนโด เสียภาษีอะไรบ้าง สรุปครบทุกรายการ

กำลังจะขายที่ดิน บ้าน หรือคอนโด แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง รวมแล้วกี่บาท — บทความนี้สรุปครบทุกรายการที่ต้องจ่ายวันโอน พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง 2 กรณี ให้เห็นตัวเลขชัดก่อนตัดสินใจ ขายที่ดินต้องจ่ายอะไรบ้าง? ทุกครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ผู้ขายต้องเจอค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการคิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” หรือ “ราคาซื้อขายจริง” แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตารางสรุปภาษีและค่าธรรมเนียมทุกรายการ รายการ อัตรา คิดจาก หมายเหตุ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ราคาประเมิน จ่ายวันโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เฉพาะถือครองไม่เกิน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เสียเมื่อ ไม่ต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ราคาประเมิน (หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง) หักไว้วันโอน นำไปเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปีได้ ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ — รวมอยู่ในอัตรา 3.3% แล้ว จุดสำคัญ: ภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายทั้งสองตัว ภาษีธุรกิจเฉพาะ คิดยังไง? ใครต้องจ่าย? ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax — ต่อไปเรียกสั้น ๆ ว่า SBT) เรียกเก็บจากผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง ไม่เกิน 5 ปี อัตราคือ 3.3% (ภาษี 3% + ภาษีท้องถิ่น 0.3%) คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง ขายที่ดินราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท ที่ดินเปล่า vs บ้าน vs คอนโด ต่างกันไหม? อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากัน คือ 3.3% ทุกประเภท สิ่งที่ต่างคือ “ราคาประเมิน” ที่ใช้คำนวณ บ้านพร้อมที่ดินใช้ราคาประเมินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน ส่วนคอนโดใช้ราคาประเมินต่อตารางเมตรของห้องชุด ดังนั้น บ้านพร้อมที่ดินมักมีฐานภาษีสูงกว่าที่ดินเปล่าที่ขนาดเท่ากัน เพราะต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย กรณีไหนได้ยกเว้น? ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่เสียอากรแสตมป์แทน) เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ข้อมูลจากพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน คิดอย่างไร? ค่าธรรมเนียมโอน คือค่าจดทะเบียนสิทธิที่กรมที่ดิน อัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าใครจ่าย หลายกรณีแบ่งคนละครึ่ง (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่าง ที่ดินราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท อากรแสตมป์ เสียเท่าไหร่? อากรแสตมป์เสียเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ถือครองเกิน 5 ปี อัตราคือ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ตัวอย่าง ขายบ้าน 5 ล้าน ราคาประเมิน 4 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อากรแสตมป์ 5,000,000 × 0.5% 25,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร? กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย (บุคคลธรรมดา) ในวันโอน วิธีคำนวณ คือนำราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีถือครอง แล้วนำเงินได้เฉลี่ยต่อปีไปคูณอัตราภาษีก้าวหน้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาขึ้นกับวิธีได้มา ซื้อมาหักได้ 50% ได้จากมรดกหรือให้โดยเสน่หาหักได้ 50% เช่นกัน (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ผู้ขายนำภาษีที่ถูกหักวันโอนไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ประจำปีได้ ถ้าหักไว้เกินจะได้เงินคืน อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหน? รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) คิดจากราคาประเมิน 1% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าถือครองไม่เกิน 5 ปี 3.3% ทุกกรณี ไม่มียกเว้น ค่าธรรมเนียมโอน 2% 2% อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จุดต่างสำคัญ: นิติบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกกรณีไม่ว่าถือครองกี่ปี แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นอัตราคงที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในหลายกรณี ตัวอย่างคำนวณภาษีขายที่ดิน ภาษีขายที่ดินรวมแล้วอาจเป็นเงินหลายแสนบาท ลองดู 2 กรณี ขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน ถือครอง 3 ปี นาย ก. (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่ามา 3 ปีก่อน ขายราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท อากรแสตมป์ ไม่ต้องเสีย (เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว) 0 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 4 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 86,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 331,000 บาท *ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับรายละเอียดเฉพาะราย คำนวณจริงได้ที่เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ขายบ้านพร้อมที่ดิน 10 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี นาง ข. (ชื่อสมมุติ) ซื้อบ้านพร้อมที่ดินมา 7 ปี ขายราคา 10 ล้านบาท ราคาประเมินรวม 8 ล้านบาท ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 8,000,000 × 2% 160,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกเว้น (ถือครองเกิน 5 ปี) 0 บาท อากรแสตมป์ 10,000,000 × 0.5% 50,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 8 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 7 ปี ประมาณ 118,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 328,000 บาท ขายบ้าน 10 ล้านจ่ายรวมใกล้เคียงกับขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าวางแผนได้ การถือครองให้ครบ 5 ปีช่วยประหยัดภาษีขายที่ดินได้มาก กรณีพิเศษ — มรดก ขายฝาก ให้โดยเสน่หา ขายที่ดินมรดก เสียภาษียังไง? ที่ดินจากมรดกไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าจะขายเมื่อไร (ตามเงื่อนไขยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ) แต่ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ จุดที่ต้องระวัง: จำนวนปีถือครองสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย นับจากวันที่ “ผู้ตาย” ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่วันที่ทายาทรับมรดก ถ้าพ่อแม่ซื้อที่ดินมา 20 ปีก่อน ลูกรับมรดกแล้วขายทันที นับเป็นถือครอง 20 ปี ภาระภาษีจึงต่ำลงมาก ก่อนขายที่ดินมรดก ควรเตรียมเอกสารพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบ เช่น ใบมรณบัตร คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และหลักฐานว่าผู้ตายถือครองมากี่ปี ขายฝากที่ดิน ต่างจากขายปกติยังไง? ขายฝากคือการขายโดยมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด ในทางภาษี ขายฝากถือเป็น “การขาย” ต้องเสียภาษีเหมือนขายปกติทุกรายการ ถ้าผู้ขายฝากไถ่คืนภายในกำหนด ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนอีกครั้งตอนโอนคืน แต่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการไถ่คืน ก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรคำนวณภาษีขายที่ดินล่วงหน้าทั้ง 2 รอบ ทั้งตอนขายฝากและตอนไถ่คืน เพื่อให้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ใครออกค่าภาษี? กฎหมายไม่ได้บังคับว่าใครต้องจ่าย ตกลงกันเองในสัญญาได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเป็นแบบนี้ รายการ ปกติใครจ่าย ค่าธรรมเนียมโอน 2% แบ่งคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ผู้ขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขาย ก่อนตกลงราคาซื้อขาย ควรคำนวณภาษีขายที่ดินทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เพราะอาจรวมเป็นเงินหลายแสนบาท เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนโอน เตรียมเอกสารให้ครบก่อนไปกรมที่ดิน เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ สรุป ก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณภาษีขายที่ดินทั้ง 5 รายการล่วงหน้า ถ้ารอให้พ้น 5 ปีจะประหยัด SBT 3.3% ได้ ใช้เครื่องคำนวณภาษีของกรมที่ดินช่วยคำนวณตัวเลขจริง เก็บเอกสารการซื้อ สัญญา และใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องบันทึกบัญชีรายรับ ต้นทุน และภาษีที่ถูกหักให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้ให้เป็นระบบ ออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีขายที่ดิน ถือครองเกิน 5 ปี แปลว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยใช่ไหม? ไม่ใช่ ยกเว้นเฉพาะ SBT 3.3% เท่านั้น ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ มีชื่อในทะเบียนบ้านช่วยประหยัดภาษีได้จริงไหม? ได้ ถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันโอน จะได้ยกเว้น SBT 3.3% แม้ยังไม่ครบ 5 ปีก็ตาม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายวันโอน ขอคืนได้ไหม? ได้ นำไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ถ้าคำนวณแล้วหักไว้เกินก็ขอคืนได้ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซื้อที่ดินแล้วขายภายในปีเดียว เสียภาษีเท่าไหร่? ต้องเสียครบทุกรายการ รวม SBT 3.3% ซึ่งเป็นรายการหนักสุด เพราะยังอยู่ในกรอบ 5 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Aug 2026

PEAK Account

14 min

งบประมาณ คืออะไร สรุปครบ ประเภท วิธีจัดทำ ฉบับ SME

ทุกธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงมักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือการวางแผนการเงินที่ชัดเจนก่อนลงมือใช้เงิน เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่พอถึงเวลาต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนเพิ่มดีไหม หรือเดือนหน้าจะมีเงินพอจ่ายซัพพลายเออร์หรือเปล่า กลับตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยทำงบประมาณเอาไว้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมายของงบประมาณ ประเภทที่ธุรกิจควรรู้ วิธีจัดทำทีละขั้นตอน ไปจนถึงตัวอย่าง Budget Plan ที่นำไปปรับใช้กับกิจการของคุณได้จริง งบประมาณ คืออะไร? งบประมาณ (Budget) คือ แผนการเงินที่ประมาณการรายรับและรายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้าในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายไตรมาสหรือรายปี เพื่อใช้เป็นกรอบในการใช้เงินและวัดผลว่าทำได้ตามแผนหรือไม่ พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น งบประมาณก็เหมือนแผนที่การเงินของธุรกิจ คุณกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเดือนนี้จะมีเงินเข้าประมาณเท่าไร และจะใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง เมื่อถึงสิ้นเดือนจึงเทียบดูว่าตัวเลขจริงห่างจากที่วางไว้แค่ไหน งบที่ดีไม่ใช่การเดาตัวเลขให้สวยงาม แต่คือการประมาณการจากข้อมูลจริงที่ผ่านมา บวกกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึง จุดนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ ทำไมธุรกิจ SME ต้องทำงบประมาณ งบประมาณช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นอนาคตการเงินล่วงหน้า ตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมั่นใจ และรู้ตัวก่อนที่เงินสดจะขาดมือ ธุรกิจที่มีแผนแบบนี้จึงควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าและเติบโตได้อย่างมีทิศทาง ลองนึกถึงร้านขายของออนไลน์ร้านหนึ่งที่รายได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจ้าของไม่เคยวางงบไว้ พอมีเงินเข้าก็สั่งของเพิ่ม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ ยิงโฆษณาเต็มที่ สุดท้ายพอถึงกำหนดจ่ายค่าสินค้ากลับพบว่าเงินสดไม่พอ ทั้งที่กำไรบนกระดาษยังเป็นบวก ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีงบคุมการใช้เงิน ประโยชน์หลักของการทำงบสำหรับธุรกิจมีดังนี้ งบประมาณมีกี่ประเภท? แต่ละแบบใช้ทำอะไร ธุรกิจไม่ได้มีงบประมาณแบบเดียว แต่แบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะการใช้เงิน การเข้าใจแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณวางแผนได้ครบทุกด้าน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมก่อนลงรายละเอียด ประเภทงบประมาณ ใช้วางแผนเรื่องอะไร ตัวอย่าง งบดำเนินงาน รายได้และค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินเดือน ค่าเช่า ค่าการตลาด งบลงทุน การลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว ซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ งบประมาณการขาย เป้ายอดขายในแต่ละช่วง ยอดขายรายเดือนแยกตามสินค้า งบประมาณการผลิต ต้นทุนและปริมาณการผลิต วัตถุดิบ ค่าแรงในการผลิต งบเงินสด เงินสดเข้าออกในแต่ละช่วง เงินที่รับจริงและจ่ายจริง งบดำเนินงาน (Operating Budget) งบดำเนินงาน คือแผนรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจตามปกติ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าการตลาด และค่าน้ำค่าไฟ เป็นงบที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมี เพราะสะท้อนต้นทุนในการรักษาให้กิจการเดินได้ทุกวัน งบลงทุน งบประมาณการขาย และการผลิต งบลงทุนใช้วางแผนการใช้เงินก้อนใหญ่กับทรัพย์สินที่ให้ผลระยะยาว เช่น ซื้อเครื่องจักรหรือเปิดสาขา ส่วนงบประมาณการขายคือการตั้งเป้ายอดขายแยกตามสินค้าและช่วงเวลา และงบประมาณการผลิตใช้กับธุรกิจที่ผลิตสินค้าเอง เพื่อวางแผนวัตถุดิบและกำลังการผลิตให้พอดีกับยอดขายที่ตั้งไว้ งบเงินสด (Cash Budget) งบเงินสด คือแผนเงินสดที่รับจริงและจ่ายจริงในแต่ละช่วง ต่างจากงบดำเนินงานตรงที่งบเงินสดสนใจ “จังหวะเวลา” ของเงิน ธุรกิจที่ขายเชื่อและเก็บเงินได้ช้าควรทำงบนี้เป็นพิเศษ เพราะกำไรดีแต่เงินสดขาดมือคือสาเหตุที่ทำให้หลายกิจการสะดุด วิธีจัดทำงบประมาณ ทีละขั้นตอน การจัดทำงบประมาณเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจริงที่ผ่านมา แล้วตั้งเป้าหมาย ประมาณการรายรับรายจ่าย และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ทำตามลำดับดังนี้ การบริหารงบประมาณที่ดีอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แผนที่ทำครั้งเดียวแล้วเก็บใส่ลิ้นชักจะไม่ช่วยอะไร แต่งบที่ถูกทบทวนทุกเดือนจะกลายเป็นเข็มทิศให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันเหตุการณ์ ตัวอย่างการทำ Budget Plan เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ชื่อร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ต้องการวางงบรายเดือน โดยประมาณการจากยอดขายเฉลี่ยที่ผ่านมา หัวใจของ Budget Plan คือการหากำไรตามแผน ซึ่งคำนวณจากสูตรนี้ กำไรตามแผน = รายได้ − ค่าใช้จ่ายทั้งหมด กำไรตามแผน = 200,000 − (90,000 + 25,000 + 30,000 + 15,000) กำไรตามแผน = 40,000 บาท เมื่อแทนตัวเลขของร้าน ก ลงในสูตร จะได้ Budget Plan อย่างง่ายดังตารางนี้ รายการ ประมาณการ (บาท/เดือน) หมายเหตุ รายได้จากการขาย 200,000 อิงรายได้เฉลี่ย 3 เดือน ต้นทุนสินค้า 90,000 ประมาณ 45% ของยอดขาย ค่าการตลาดและโฆษณา 25,000 ยิงโฆษณาออนไลน์ เงินเดือนและค่าจ้าง 30,000 พนักงาน 2 คน ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 คลังสินค้าและค่าส่ง กำไรตามแผน 40,000 รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากตารางจะเห็นว่าร้าน ก ตั้งเป้ากำไรไว้เดือนละ 40,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนเจ้าของร้านนำผลจริงมาดูว่าห่างจากแผนแค่ไหน ถ้าค่าการตลาดจริงพุ่งเป็น 40,000 บาทแต่รายได้ไม่ขยับ ก็จะรู้ทันทีว่าต้องทบทวนแผนโฆษณา นี่คือพลังของการมีงบเป็นตัวเทียบ งบประมาณธุรกิจ ต่างจากงบประมาณแผ่นดินอย่างไร เวลาค้นคำว่างบประมาณ คุณอาจเจอข่าวเรื่องงบประมาณแผ่นดินหรือสำนักงบประมาณปะปนมาด้วย สองคำนี้ใช้หลักการวางแผนการเงินคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ผู้ใช้และเป้าหมาย งบประมาณแผ่นดินคือแผนรายรับรายจ่ายของภาครัฐทั้งประเทศ ซึ่งมาจากภาษีและต้องผ่านการอนุมัติตามกฎหมาย ส่วนงบประมาณธุรกิจคือแผนการเงินของกิจการเอกชนที่เจ้าของกำหนดขึ้นเพื่อบริหารเงินของตัวเอง บทความนี้โฟกัสที่งบประมาณธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ SME ทุกรายนำไปใช้ได้ทันที สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำหลังอ่านบทความนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ความยากของการทำงบไม่ใช่การตั้งตัวเลข แต่คือการติดตามผลทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดึงรายงานรายรับ-รายจ่ายมาเปรียบเทียบกับแผนได้ทันที ไม่ต้องรวมยอดจากหลายไฟล์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบประมาณ ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่งเริ่มต้น จำเป็นต้องทำงบประมาณไหม จำเป็น และยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะธุรกิจเล็กมีเงินสำรองน้อย ความผิดพลาดในการใช้เงินจึงกระทบหนักกว่าธุรกิจใหญ่ แผนงบอย่างง่ายเพียงหน้าเดียวก็ช่วยให้คุณเห็นภาพและตัดสินใจได้ดีขึ้นแล้ว ควรทำงบประมาณบ่อยแค่ไหน แนะนำให้วางงบเป็นรายปีเพื่อดูภาพใหญ่ แล้วซอยเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสเพื่อติดตามผล จากนั้นทบทวนทุกเดือนโดยเทียบตัวเลขจริงกับแผน หากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงมากก็ปรับให้ทันสถานการณ์ได้ งบประมาณกับงบการเงิน ต่างกันอย่างไร งบประมาณเป็นแผนการเงินที่มองไปข้างหน้าว่าธุรกิจ “ตั้งใจ” จะรับและจ่ายเท่าไร ส่วนงบการเงินเป็นรายงานที่สรุปสิ่งที่ “เกิดขึ้นจริง” ไปแล้ว ทั้งสองอย่างใช้คู่กัน โดยนำผลจริงจากงบการเงินมาวัดผลแล้วปรับแผนรอบถัดไป ถ้าทำงบประมาณแล้วตัวเลขจริงไม่ตรงกับแผน ควรทำอย่างไร ส่วนต่างเป็นเรื่องปกติและคือประโยชน์ของการทำงบประมาณ ให้หาสาเหตุว่าต่างเพราะอะไร เช่น ยอดขายต่ำกว่าเป้าหรือค่าใช้จ่ายบางตัวสูงเกินคาด แล้วนำบทเรียนไปปรับงบรอบถัดไปให้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่มองว่าเป็นความล้มเหลว Budget กับ Budgeting ต่างกันอย่างไร? Budget แปลว่า “งบประมาณ” คือตัวแผนการเงินที่ตั้งไว้ ส่วน Budgeting คือ “กระบวนการ” ลงมือวางแผนและควบคุมเงินตามงบที่ตั้งไว้ พูดง่าย ๆ Budget คือแผน Budgeting คือการทำตามแผนและติดตามผล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Aug 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีบุคคลธรรมดา คำนวณยังไง อัตรา ลดหย่อน วิธียื่น ครบจบ

พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้จดบริษัท ล้วนต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น บทความนี้พาคำนวณภาษีทีละขั้น ตั้งแต่เช็คเงินได้ หักค่าลดหย่อน ไล่ตามขั้นบันไดภาษี ไปจนถึงวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 พร้อมตัวอย่างจริง 3 กรณี ให้คุณคำนวณภาษีเองได้ทันที ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่รัฐเก็บจากรายได้ของ “คนทั่วไป” ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบภาษี เกณฑ์นี้เป็น “เกณฑ์ยื่นแบบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายภาษีเสมอ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อาจไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน ประเภท ตัวอย่างรายได้ หักค่าใช้จ่าย 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) รับจ้างทำงาน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเขียนหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ไม่ได้หัก (ดอกเบี้ย) 40(5)-(8) อื่นๆ ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย เหมา 40%-60% หรือตามจริง ถ้ามีรายได้หลายประเภท ให้แยกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทแล้วค่อยรวมกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได 2569 หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได 8 ขั้น ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น ตารางอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 0 150,001 – 300,000 5% 7,500 7,500 300,001 – 500,000 10% 20,000 27,500 500,001 – 750,000 15% 37,500 65,000 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 365,000 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 1,265,000 5,000,001 ขึ้นไป 35% ไม่จำกัด — (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตรานี้ใช้กับปีภาษี 2569) 📊 [แทรกรูป: Infographic ตารางอัตราภาษีขั้นบันได (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] เนื้อหาภาษาไทย พื้นหลัง #2c90ed วิธีอ่านตาราง: ภาษีคิดทีละขั้น ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 10% ทั้ง 500,000 แต่คิดแบบนี้ ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 รวม 500,000 27,500 บาท ค่าลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อน คือสิทธิที่กฎหมายให้นำไปหักจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ยิ่งใช้สิทธิมาก เงินได้สุทธิยิ่งต่ำ ภาษียิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว รายการ จำนวน (บาท) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บุตร (คนละ) 30,000 บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) 60,000 อุปการะบิดามารดา (คนละ) 30,000 อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ (คนละ) 60,000 ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด 9,000) ประกันชีวิตทั่วไป 100,000 ประกันสุขภาพ 25,000 (รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000) ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) 15% ของเงินเดือน ไม่เกิน 500,000 กองทุน SSF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 กองทุน RMF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 กองทุน ThaiESG ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300,000 หมายเหตุ: กองทุนเพื่อการเกษียณ (PVD + SSF + RMF + ประกันบำนาญ + กบข.) รวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนอื่นๆ รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา 2 เท่าของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2569 — ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมตามมาตรการรัฐแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทีละขั้นตอน สูตรหลักมี 3 ขั้นตอน ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 40,000 บาท มีประกันสังคม จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท/ปี และซื้อ SSF 50,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 40,000 × 12 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(1) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม 750 × 12 -9,000 บาท หักประกันชีวิต -50,000 บาท หัก SSF -50,000 บาท เงินได้สุทธิ 211,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 211,000 61,000 5% 3,050 รวมภาษี 3,050 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 3,050 บาท ภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายแล้ว -3,050 บาท จ่ายเพิ่ม/ขอคืน 0 บาท นายสมชายไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะนายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับจ้างอิสระ นางสาวมินตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ มีรายได้จากการรับจ้างออกแบบ (เงินได้ประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ) รวมทั้งปี 800,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่รับงาน ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(2) 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท เงินได้สุทธิ 640,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 640,000 140,000 15% 21,000 รวมภาษี 48,500 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 48,500 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% 800,000 × 3% = -24,000 บาท จ่ายเพิ่ม 24,500 บาท มินตราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 24,500 บาท ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) สิ่งที่ช่วยลดภาษีได้อีกคือเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อ SSF หรือ RMF ตัวอย่างที่ 3: เจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นบุคคลธรรมดา นายวิชัย (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ยังไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 8 คือ รายได้จากธุรกิจ ค้าขาย ร้านค้า) รวมทั้งปี 1,500,000 บาท จ่ายประกันสังคม (มาตรา 40) ปีละ 3,000 บาท นายวิชัยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ 40(8) ประเภทการค้า ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(8) 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 1,500,000 × 60% -900,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 -3,000 บาท เงินได้สุทธิ 537,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 537,000 37,000 15% 5,550 รวมภาษี 33,050 บาท นายวิชัยยังสามารถลดภาษีได้อีก ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนเหมา (กรณีมีเอกสารค่าใช้จ่ายครบ) หรือพิจารณาจดนิติบุคคลเพื่อใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่อาจประหยัดกว่า การผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 คืออะไร หลายคนไม่รู้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถ “แบ่งจ่าย 2 งวด” ได้ โดยงวดที่ 2 คือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (แบบยื่นภาษีครึ่งปีแรก สำหรับรายได้เดือน ม.ค. – มิ.ย.) ซึ่งเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า แล้วนำไปหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปีถัดไป ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ผู้ที่มีเงินได้ ประเภทที่ 5-8 (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีนั้น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แค่เงินเดือน (ประเภท 40(1) อย่างเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กำหนดเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดา แบบ ยื่นเมื่อ สำหรับเงินได้ ยื่นออนไลน์ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น ม.ค. – มิ.ย. เฉพาะ 40(5)-(8) ขยายถึง ต.ค. ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. ทุกประเภท ขยายถึง เม.ย. ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. เฉพาะ 40(1) ขยายถึง เม.ย. (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — วันขยายเวลายื่นออนไลน์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณเหมือนกับภาษีทั้งปี แต่ใช้เฉพาะรายได้ครึ่งปีแรก สมมุติว่านายวิชัย (จากตัวอย่างที่ 3) มีรายได้จากร้านค้าออนไลน์ครึ่งปีแรก 700,000 บาท คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ครึ่งปี 40(8) 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 700,000 × 60% -420,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว (ใช้เต็มจำนวน) -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 (6 เดือน) 3,000 ÷ 2 -1,500 บาท เงินได้สุทธิ 218,500 บาท ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 218,500 68,500 5% 3,425 ภาษีครึ่งปี 3,425 บาท นายวิชัยจ่ายภาษี 3,425 บาท ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 แล้วตอนสิ้นปียื่น ภ.ง.ด.90 ก็นำ 3,425 บาท ไปหักออกจากภาษีทั้งปี ทำให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ได้อย่างไร การยื่นผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนมีดังนี้ การยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ไม่ต้องรีบลุ้นวันสุดท้าย สรุป: คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 3 ขั้นตอนจบ ถ้ามีรายได้หลายทาง อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี จะได้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และสรุปรายงานภาษีให้อัตโนมัติ ลดงานคำนวณภาษีให้ SME และฟรีแลนซ์จัดการได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา เงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษีไหม ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (เช่น เงินเดือนไม่ถึง 120,000/ปี) กฎหมายไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ควรยื่นเพื่อขอเงินคืน ฟรีแลนซ์ถูกหัก 3% ไปแล้ว ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งปี ถ้าคำนวณภาษีจริงแล้วน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้ แต่ถ้าภาษีจริงมากกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษอะไร ยื่นแบบเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) SME รายได้เยอะ ควรจดบริษัทดีไหม ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 750,000 บาท/ปี (เข้าขั้น 20% ขึ้นไป) ควรพิจารณาจดนิติบุคคล เพราะภาษีนิติบุคคลสูงสุดแค่ 20% และ SME กำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้ยกเว้นภาษี นอกจากนี้ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ผ่อนได้ไหม สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-(8) สามารถ “แบ่งจ่ายภาษีเป็น 2 งวด” ได้โดยการยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนภาษีที่ยื่นแล้วต้องจ่ายก้อน ปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระบบผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นงวดย่อย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Aug 2026

PEAK Account

15 min

ขายที่ดิน บ้าน คอนโด เสียภาษีอะไรบ้าง สรุปครบทุกรายการ

กำลังจะขายที่ดิน บ้าน หรือคอนโด แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง รวมแล้วกี่บาท — บทความนี้สรุปครบทุกรายการที่ต้องจ่ายวันโอน พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง 2 กรณี ให้เห็นตัวเลขชัดก่อนตัดสินใจ ขายที่ดินต้องจ่ายอะไรบ้าง? ทุกครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ผู้ขายต้องเจอค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการคิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” หรือ “ราคาซื้อขายจริง” แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตารางสรุปภาษีและค่าธรรมเนียมทุกรายการ รายการ อัตรา คิดจาก หมายเหตุ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ราคาประเมิน จ่ายวันโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เฉพาะถือครองไม่เกิน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เสียเมื่อ ไม่ต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ราคาประเมิน (หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง) หักไว้วันโอน นำไปเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปีได้ ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ — รวมอยู่ในอัตรา 3.3% แล้ว จุดสำคัญ: ภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายทั้งสองตัว ภาษีธุรกิจเฉพาะ คิดยังไง? ใครต้องจ่าย? ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax — ต่อไปเรียกสั้น ๆ ว่า SBT) เรียกเก็บจากผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง ไม่เกิน 5 ปี อัตราคือ 3.3% (ภาษี 3% + ภาษีท้องถิ่น 0.3%) คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง ขายที่ดินราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท ที่ดินเปล่า vs บ้าน vs คอนโด ต่างกันไหม? อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากัน คือ 3.3% ทุกประเภท สิ่งที่ต่างคือ “ราคาประเมิน” ที่ใช้คำนวณ บ้านพร้อมที่ดินใช้ราคาประเมินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน ส่วนคอนโดใช้ราคาประเมินต่อตารางเมตรของห้องชุด ดังนั้น บ้านพร้อมที่ดินมักมีฐานภาษีสูงกว่าที่ดินเปล่าที่ขนาดเท่ากัน เพราะต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย กรณีไหนได้ยกเว้น? ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่เสียอากรแสตมป์แทน) เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ข้อมูลจากพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน คิดอย่างไร? ค่าธรรมเนียมโอน คือค่าจดทะเบียนสิทธิที่กรมที่ดิน อัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าใครจ่าย หลายกรณีแบ่งคนละครึ่ง (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่าง ที่ดินราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท อากรแสตมป์ เสียเท่าไหร่? อากรแสตมป์เสียเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ถือครองเกิน 5 ปี อัตราคือ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ตัวอย่าง ขายบ้าน 5 ล้าน ราคาประเมิน 4 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อากรแสตมป์ 5,000,000 × 0.5% 25,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร? กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย (บุคคลธรรมดา) ในวันโอน วิธีคำนวณ คือนำราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีถือครอง แล้วนำเงินได้เฉลี่ยต่อปีไปคูณอัตราภาษีก้าวหน้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาขึ้นกับวิธีได้มา ซื้อมาหักได้ 50% ได้จากมรดกหรือให้โดยเสน่หาหักได้ 50% เช่นกัน (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ผู้ขายนำภาษีที่ถูกหักวันโอนไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ประจำปีได้ ถ้าหักไว้เกินจะได้เงินคืน อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหน? รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) คิดจากราคาประเมิน 1% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าถือครองไม่เกิน 5 ปี 3.3% ทุกกรณี ไม่มียกเว้น ค่าธรรมเนียมโอน 2% 2% อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จุดต่างสำคัญ: นิติบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกกรณีไม่ว่าถือครองกี่ปี แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นอัตราคงที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในหลายกรณี ตัวอย่างคำนวณภาษีขายที่ดิน ภาษีขายที่ดินรวมแล้วอาจเป็นเงินหลายแสนบาท ลองดู 2 กรณี ขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน ถือครอง 3 ปี นาย ก. (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่ามา 3 ปีก่อน ขายราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท อากรแสตมป์ ไม่ต้องเสีย (เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว) 0 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 4 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 86,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 331,000 บาท *ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับรายละเอียดเฉพาะราย คำนวณจริงได้ที่เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ขายบ้านพร้อมที่ดิน 10 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี นาง ข. (ชื่อสมมุติ) ซื้อบ้านพร้อมที่ดินมา 7 ปี ขายราคา 10 ล้านบาท ราคาประเมินรวม 8 ล้านบาท ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 8,000,000 × 2% 160,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกเว้น (ถือครองเกิน 5 ปี) 0 บาท อากรแสตมป์ 10,000,000 × 0.5% 50,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 8 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 7 ปี ประมาณ 118,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 328,000 บาท ขายบ้าน 10 ล้านจ่ายรวมใกล้เคียงกับขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าวางแผนได้ การถือครองให้ครบ 5 ปีช่วยประหยัดภาษีขายที่ดินได้มาก กรณีพิเศษ — มรดก ขายฝาก ให้โดยเสน่หา ขายที่ดินมรดก เสียภาษียังไง? ที่ดินจากมรดกไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าจะขายเมื่อไร (ตามเงื่อนไขยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ) แต่ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ จุดที่ต้องระวัง: จำนวนปีถือครองสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย นับจากวันที่ “ผู้ตาย” ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่วันที่ทายาทรับมรดก ถ้าพ่อแม่ซื้อที่ดินมา 20 ปีก่อน ลูกรับมรดกแล้วขายทันที นับเป็นถือครอง 20 ปี ภาระภาษีจึงต่ำลงมาก ก่อนขายที่ดินมรดก ควรเตรียมเอกสารพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบ เช่น ใบมรณบัตร คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และหลักฐานว่าผู้ตายถือครองมากี่ปี ขายฝากที่ดิน ต่างจากขายปกติยังไง? ขายฝากคือการขายโดยมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด ในทางภาษี ขายฝากถือเป็น “การขาย” ต้องเสียภาษีเหมือนขายปกติทุกรายการ ถ้าผู้ขายฝากไถ่คืนภายในกำหนด ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนอีกครั้งตอนโอนคืน แต่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการไถ่คืน ก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรคำนวณภาษีขายที่ดินล่วงหน้าทั้ง 2 รอบ ทั้งตอนขายฝากและตอนไถ่คืน เพื่อให้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ใครออกค่าภาษี? กฎหมายไม่ได้บังคับว่าใครต้องจ่าย ตกลงกันเองในสัญญาได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเป็นแบบนี้ รายการ ปกติใครจ่าย ค่าธรรมเนียมโอน 2% แบ่งคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ผู้ขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขาย ก่อนตกลงราคาซื้อขาย ควรคำนวณภาษีขายที่ดินทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เพราะอาจรวมเป็นเงินหลายแสนบาท เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนโอน เตรียมเอกสารให้ครบก่อนไปกรมที่ดิน เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ สรุป ก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณภาษีขายที่ดินทั้ง 5 รายการล่วงหน้า ถ้ารอให้พ้น 5 ปีจะประหยัด SBT 3.3% ได้ ใช้เครื่องคำนวณภาษีของกรมที่ดินช่วยคำนวณตัวเลขจริง เก็บเอกสารการซื้อ สัญญา และใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องบันทึกบัญชีรายรับ ต้นทุน และภาษีที่ถูกหักให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้ให้เป็นระบบ ออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีขายที่ดิน ถือครองเกิน 5 ปี แปลว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยใช่ไหม? ไม่ใช่ ยกเว้นเฉพาะ SBT 3.3% เท่านั้น ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ มีชื่อในทะเบียนบ้านช่วยประหยัดภาษีได้จริงไหม? ได้ ถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันโอน จะได้ยกเว้น SBT 3.3% แม้ยังไม่ครบ 5 ปีก็ตาม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายวันโอน ขอคืนได้ไหม? ได้ นำไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ถ้าคำนวณแล้วหักไว้เกินก็ขอคืนได้ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซื้อที่ดินแล้วขายภายในปีเดียว เสียภาษีเท่าไหร่? ต้องเสียครบทุกรายการ รวม SBT 3.3% ซึ่งเป็นรายการหนักสุด เพราะยังอยู่ในกรอบ 5 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Aug 2026

PEAK Account

16 min

Revenue คืออะไร สรุปรายได้ทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง Revenue คืออะไร? Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร” Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง? หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า) Revenue (รายได้) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ยอดขาย 500,000 บาท Income (รายได้สุทธิ) เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี 500,000 – 350,000 = 150,000 บาท Profit (กำไรสุทธิ) เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี 150,000 – 30,000 = 120,000 บาท Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า ประเภทของ Revenue Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา รายได้จากการดำเนินงาน Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย รายได้อื่น (Non-Operating) Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า Gross Revenue vs Net Revenue ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด Gross Revenue (รายได้รวม) Net Revenue (รายได้สุทธิ) คำนวณจาก ยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ใช้ทำอะไร ดูภาพรวมยอดขาย ใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริง ปรากฏในงบ ไม่ปรากฏตรง ๆ แสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรพื้นฐาน Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026 รายการ จำนวนเงิน Gross Revenue (ยอดขายรวม) 800,000 บาท หัก ส่วนลดการค้า 40,000 บาท หัก สินค้ารับคืน 20,000 บาท Net Revenue (รายได้สุทธิ) 740,000 บาท ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด 5 เงื่อนไขตาม TFRS 15 มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก” รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue) Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 12,000 — รายได้รับล่วงหน้า — 12,000 ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้รับล่วงหน้า 1,000 — รายได้จากการให้บริการ — 1,000 SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้ค้างรับ 50,000 — รายได้จากการให้บริการ — 50,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 50,000 — รายได้ค้างรับ — 50,000 หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย ตัวอย่าง: ขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 10,700 — รายได้จากการขาย — 10,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 700 ตัวอย่าง: ให้บริการ สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 5,350 — รายได้จากการให้บริการ — 5,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 350 เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 5,350 — ลูกหนี้การค้า — 5,350 Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้ เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง? ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน Total Revenue คำนวณอย่างไร? Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้ ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน Revenue Model คืออะไร? Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย Revenue Growth วัดอย่างไร? อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100 ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20% ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

5 Aug 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 05/08/2026

1. Attach input tax files via SMART Key, and scan them directly into purchase tax invoices. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and accounting teams who want to record and scan them directly into purchase tax invoices conveniently and quickly. System Updates: Added the “Purchase Tax Invoice” option to the file attachment page of the File Vault. Integrated with SMART Key to automatically scan and read tax invoice numbers, where the system will screen and show only documents pending purchase tax invoice registration for precise linking. Benefits of Use: Helps register existing purchase tax invoices more conveniently and quickly, reduces errors from manual data entry, and saves time searching for documents. 2. Automatically scan receipts with AI via the purchase/expense creation page, recording documents faster. Package: e-Document package and above Suitable for: Entrepreneurs and accountants who want to save time recording expenses. System Updates: Added a file selection page to the expense and product purchase recording page. Simply upload or or drag and drop document files, and SMART Key will read data, scan numbers, line items, and contacts automatically, filling in various fields immediately without needing to type manually. Benefits of Use: 3. Added visualized financial statement displays (Visualize), making financial statements easier to read, understand, and see the business overview instantly. Package: Basic package and above Suitable for: Business owners and accountants who want to analyze financial data quickly. System Updates: Added diagram/chart visualizations to both the Statement of Financial Position and Income Statement, transforming complex financial data into clear, easy-to-understand charts that display assets, liabilities, equity, as well as revenue structures, costs, and net profit. Benefits of Use: Transforms long numerical data tables into easy-to-read chart diagrams, helping you see financial proportions and trends instantly, and helping business owners use data to plan and make precise decisions.

5 Aug 2026

PEAK Account

4 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 05/08/2026

1. แนบไฟล์ภาษีซื้อผ่าน SMART Key สแกนเข้าใบกำกับภาษีซื้อได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและทีมบัญชี ที่ต้องการบันทึกใบกำกับภาษีซื้อย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มตัวเลือก “ใบกำกับภาษีซื้อ” ในหน้าแนบไฟล์ของคลังเอกสาร มาพร้อม SMART Key  ช่วยสแกนและอ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้อัตโนมัติ โดยระบบจะคัดกรองเฉพาะเอกสารที่รอลงทะเบียนใบกำกับภาษีซื้อขึ้นมาให้เลือกเชื่อมโยงได้อย่างแม่นยำ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้การลงทะเบียนใบกำกับภาษีซื้อย้อนหลังได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยตนเอง และช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาเอกสาร 2. สแกนใบเสร็จอัตโนมัติด้วย AI ผ่านหน้าสร้างเอกสารซื้อสินค้า/ค่าใช้จ่าย บันทึกเอกสารได้เร็วขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการและนักบัญชีที่ต้องการประหยัดเวลาในการบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มหน้าการเลือกไฟล์บนหน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้า เพียงแค่อัปโหลดหรือลากไฟล์เอกสารเข้ามา SMART Key จะช่วยอ่านข้อมูล สแกนตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อให้อัตโนมัติ พร้อมกรอกข้อมูลลงช่องต่างๆ ให้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์เอง ประโยชน์ที่จะได้รับ: 3. เพิ่มการแสดงผลงบการเงินแบบแผนภาพ (Visualize) ช่วยให้ดูงบการเงินได้ง่าย เข้าใจและเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: Basic ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและนักบัญชีที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลการเงินอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มการแสดงผลแผนภาพ (Visualization) ทั้งในงบฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน ที่เปลี่ยนตัวเลขบัญชีซับซ้อนให้กลายเป็นภาพกราฟสีสันชัดเจน แยกสัดส่วนสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น รวมถึงโครงสร้างรายได้ ต้นทุน และกำไรสุทธิ ประโยชน์ที่จะได้รับ: เปลี่ยนงบตัวเลขตารางยาวๆ ให้ดูง่ายเป็นภาพแผนภูมิ ช่วยให้มองเห็นสัดส่วนและแนวโน้มการเงินได้ทันที และช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม