คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

17 Jul 2026

PEAK Account

14 min

นิติบุคคล คืออะไร มีกี่ประเภท เลือกแบบไหนดีสำหรับ SME

หลายคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยคำถามเดียวกันว่า “นิติบุคคลคืออะไร” แล้วต่างจากทำธุรกิจในชื่อตัวเองอย่างไร บทความนี้อธิบายครบทั้งความหมาย ประเภท และข้อดีของการจดทะเบียน พร้อมตัวอย่างคำนวณภาษีจริง ช่วยให้เห็นภาพชัดว่าทำไม SME หลายรายจึงเลือกจดบริษัท นิติบุคคล คืออะไร นิติบุคคล คือ องค์กรที่จดทะเบียนแล้วมีสถานะทางกฎหมายเหมือน “คน” อีกคนหนึ่ง ทำสัญญา เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เปิดบัญชีธนาคาร และรับผิดชอบหนี้สินได้ในชื่อขององค์กร โดยไม่ต้องใช้ชื่อเจ้าของ สิ่งที่ต่างจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง คือ ความรับผิดชอบหนี้สินจำกัดอยู่แค่ในนามบริษัท ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ นิติบุคคลมีกี่ประเภท ที่ SME ไทยพบบ่อยมี 3 ประเภทหลัก แต่ละแบบมีโครงสร้างและความรับผิดชอบต่างกัน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันทำธุรกิจ แล้วนำไปจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ข้อควรรู้คือ หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ถ้าธุรกิจเป็นหนี้ เจ้าหนี้เรียกร้องจากทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนได้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หจก. แตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญตรงที่มีหุ้นส่วน 2 แบบ แบบแรกคือ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ที่รับผิดเฉพาะเงินที่ลงทุน แบบที่สองคือ “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด” ที่ต้องรับผิดทั้งหมด หจก. เป็นรูปแบบที่นิยมในธุรกิจขนาดเล็กเพราะจดทะเบียนง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าบริษัทจำกัด บริษัทจำกัด (บจ.) บริษัทจำกัด คือ รูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย ปัจจุบันใช้ผู้ร่วมก่อการเพียง 2 คนก็จดทะเบียนได้ ตามกฎหมายแพ่งฯ ที่แก้ไขใหม่ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อดีสำคัญคือผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนเงินที่ลงหุ้นเท่านั้น ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว เลือกประเภทไหนดี ถ้าเพิ่งเริ่มต้นและมีหุ้นส่วนที่ไว้ใจ หจก. เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะจดง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เช่น ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจบริการที่ทำกับเพื่อน ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือสูง วางแผนขยายธุรกิจ หรือต้องยื่นกู้ธนาคาร บริษัทจำกัดเหมาะกว่าเพราะผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดและโอนหุ้นเปลี่ยนมือได้ง่าย อ่านรายละเอียดเพิ่มที่เปรียบเทียบบริษัทจำกัดกับห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาต่างกันอย่างไร ทั้งสอง คือ สถานะทางกฎหมายที่ส่งผลต่อภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน และความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง ก่อนตัดสินใจจดทะเบียน ควรเปรียบเทียบให้ชัดว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ หัวข้อบุคคลธรรมดานิติบุคคลความรับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวชำระได้จำกัดเฉพาะเงินลงทุน (บจ.)อัตราภาษีขั้นบันได 5% ถึง 35%SME สูงสุด 20%ความน่าเชื่อถือขึ้นกับชื่อเสียงส่วนตัวมีหนังสือรับรอง DBD ยื่นกู้ธนาคารง่ายกว่าการทำบัญชีไม่บังคับ (ยกเว้นจด VAT)ต้องจัดทำงบการเงินทุกปี มีผู้สอบบัญชีรับรองการเปลี่ยนเจ้าของโอนยาก ธุรกิจผูกกับตัวบุคคลโอนหุ้นได้ ธุรกิจดำเนินต่อแม้เปลี่ยนผู้ถือหุ้น ทำไมต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ข้อดีที่ผู้ประกอบการต้องรู้ การจดทะเบียน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ข้อดีหลักมี 3 เรื่อง ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษี: นิติบุคคล vs บุคคลธรรมดา สมมุติเจ้าของร้านค้าออนไลน์มีกำไรสุทธิเท่ากัน เปรียบเทียบภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี)ภาษีบุคคลธรรมดาภาษีนิติบุคคล SMEประหยัดได้1,000,000~103,000105,000ใกล้เคียงกัน2,000,000~365,000255,000110,000 บาท5,000,000~1,265,000805,000460,000 บาท ยิ่งกำไรสูง ช่องว่างยิ่งห่าง เพราะบุคคลธรรมดาเสียภาษีขั้นบันไดสูงสุด 35% ขณะที่ฝั่งจดทะเบียนสูงสุดแค่ 20% โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป การจดเป็นบริษัทจำกัดจะเริ่มประหยัดภาษีได้ชัดเจน (ข้อมูลอัตราภาษีอ้างอิงจากกรมสรรพากร สำหรับ SME ที่ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ขั้นตอนจดทะเบียนนิติบุคคล ฉบับเข้าใจง่าย การจดทะเบียนบริษัทจำกัดในปัจจุบันทำได้ผ่านระบบ DBD Biz Regist ทั้งหมด ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานพาณิชย์ มีขั้นตอนหลัก 5 ข้อ 1. จองชื่อบริษัท ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ชื่อที่จองไว้มีอายุ 30 วัน ควรเตรียมชื่อสำรองไว้ 2-3 ชื่อเผื่อชื่อแรกซ้ำ 2. กรอกข้อมูลจัดตั้งบริษัท ได้แก่ เป้าหมายธุรกิจ ทุนจดทะเบียน รายชื่อผู้ถือหุ้น และกรรมการ 3. ลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เกี่ยวข้องลงนามผ่านแอป ThaID 4. ชำระค่าธรรมเนียม อัตราออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท สำหรับค่าจดทะเบียนจัดตั้ง 5,000 บาท และค่าหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท 5. รอนายทะเบียนอนุมัติ ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 5 วันทำการ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนจดทะเบียน ได้แก่ ชื่อบริษัทที่ต้องการ ทุนจดทะเบียน (แนะนำเริ่มที่ 1 ล้านบาท สำหรับ SME ทั่วไป) รายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่สำนักงานใหญ่ และข้อมูลผู้สอบบัญชี เลขทะเบียนนิติบุคคลคืออะไร ดูได้จากที่ไหน เลขทะเบียน คือ เลข 13 หลักที่ DBD ออกให้เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ เลขนี้ใช้เป็นทั้งเลขทะเบียนบริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในตัวเดียวกัน ไม่ต้องขอแยก เลขนี้ต้องใช้ในหลายเรื่อง เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากร และทำสัญญากับคู่ค้า วิธีดูเลขทะเบียนทำได้ 2 ช่องทาง ช่องทางที่ 1 ดูจาก “หนังสือรับรองการจดทะเบียน” ที่ได้จาก DBD เลข 13 หลักจะอยู่ด้านบนของเอกสาร ช่องทางที่ 2 ค้นหาจากเว็บไซต์ DBD Datawarehouse พิมพ์ชื่อบริษัทก็จะเจอเลขทะเบียนพร้อมข้อมูลอื่นๆ สรุป: นิติบุคคลคือจุดเริ่มต้นธุรกิจที่มั่นคง นิติบุคคลคือองค์กรที่กฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่แยกจากเจ้าของ การจดทะเบียนช่วยให้ธุรกิจน่าเชื่อถือมากขึ้น แยกหนี้สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ และประหยัดภาษีได้เมื่อกำไรถึงจุดที่คุ้มค่า ขั้นตอนจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทาง ค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 5,500 บาท ใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ จัดการบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อจดทะเบียนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ออกเอกสารทางธุรกิจ บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และเตรียมงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีได้ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนิติบุคคล หจก. เป็นนิติบุคคลหรือไม่ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งฯ ตั้งแต่วันที่จดทะเบียนกับ DBD สำเร็จ แต่ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน จะยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย ส่วนห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนก็เช่นกัน ถือเป็นแค่ “คณะบุคคล” ไม่ใช่นิติบุคคล ต้องเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา ไม่ได้สิทธิ์อัตราภาษี SME จดนิติบุคคลคนเดียวได้ไหม ได้ ตั้งแต่กฎหมายแพ่งฯ แก้ไขใหม่ (พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ 7 ก.พ. 2566) บริษัทจำกัดจดทะเบียนด้วยผู้ร่วมก่อการ 2 คนขึ้นไป (จากเดิม 3 คน) ทำให้การจดทะเบียนง่ายขึ้นมาก ส่วนกรณี “คนเดียว” จริงๆ ที่ไม่มีหุ้นส่วนเลย อาจพิจารณาจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น นิติบุคคลจำเป็นต้องมีผู้สอบบัญชีไหม จำเป็น ทุกรูปแบบต้องจัดทำงบการเงินและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจรับรองก่อนยื่นต่อ DBD ทุกปี ค่าสอบบัญชีสำหรับ SME ขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 5,000 ถึง 15,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ นอกจากนี้ยังต้องมี “ผู้ทำบัญชี” ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีดูแลบัญชีให้ด้วย นิติบุคคลต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ต้องเสียมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ยื่นปีละ 2 ครั้ง คือครึ่งปีและสิ้นปี, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน และภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการ ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังต้องยื่นงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชีด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

17 Jul 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 Jul 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

8 Jul 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 08/07/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Added the “Product Cost Adjustment” function, calculating hidden costs accurately to reflect true profits. Package: PRO Plus and PREMIUM packages (Available for a free trial until the end of 2026!) Suitable for: Import businesses and trading businesses (buy-sell) that have hidden expenses (such as shipping costs, customs duties). System Updates:  Benefits of Use: Reduces redundant work and helps businesses accurately calculate the actual cost of products by including shipping fees, customs duties, and other related expenses. This improves profit and loss accuracy and provides a clearer view of product profitability 2. Added the “Add Popular Contacts” button in the Contacts menu, allowing you to select popular names and create documents in one click immediately. Package: All active packages Suitable for: New users who want to quickly add contacts to the system. System Updates:  Benefits of Use: Helps reduce the steps of manually filling in new contact information from the start of using the system. Just click to select popular names recommended by the system, and essential information will be pulled to create documents immediately. Saves time, easy to search, and reduces errors in data entry. 3. Added “Edit All Items” in the File Vault menu, editing multiple items of data simultaneously in a single click. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who use the File Vault menu. System Updates:  Benefits of Use: Reduces working time, manages multiple items of data in a single click, and helps prevent errors in selecting the chart of accounts to each line item. 4. View financial statements more easily with the “Collapse-Expand Account Groups” and “Turn On-Off Account Numbers” systems in a single click. Package: All active packages Suitable for: Accountants and entrepreneurs who want to view the chart of accounts in financial statements. System Updates: The system added buttons to show collapse-expand for the chart of accounts in the Statement of Financial Position, Income Statement, and Statement of Cash Flows to work more flexibly, as follows: Benefits of Use: Helps users view financial statements more easily and helps accountants verify the accuracy of the chart of accounts more easily through the financial statements. 5. Supports importing files from Bangkok Bank in the iCash product format, reconciling faster than before. Package: PRO package and above Suitable for: Accountants who use Bangkok Bank (BBL) accounts and want to import bank statement data. System Updates: The system added support for importing Bangkok Bank iCash statement files (.xls) for bank reconciliation. Benefits of Use: Helps accountants work more conveniently, reducing time and reducing errors in importing data. 

8 Jul 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 08/07/2026

1. เพิ่มฟังก์ชัน “ใบปรับต้นทุนสินค้า” คำนวณต้นทุนแฝงแม่นยำ สะท้อนกำไรที่แท้จริง แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM (เปิดให้ทดลองใช้ฟรี! จนถึงสิ้นปี 2026 นี้) เหมาะสำหรับ: ธุรกิจนำเข้าสินค้าและธุรกิจซื้อมาขายไป ที่มีค่าใช้จ่ายแฝง (เช่น ค่าขนส่ง, ค่าภาษีอากร) สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดการทำงานซ้ำซ้อนและช่วยให้ธุรกิจรู้ราคาต้นทุนสินค้าสุทธิหลังจากรวมค่าขนส่งหรือค่าบริการอื่น ๆ หมดกังวลเรื่องการคำนวณกำไรขาดทุนผิดพลาด 2. เพิ่มปุ่ม “เพิ่มผู้ติดต่อยอดนิยม” ที่เมนูผู้ติดต่อ เลือกรายชื่อยอดนิยม คลิกเดียวสร้างเอกสารได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจใช้งาน เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งานและต้องการเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อ สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลผู้ติดต่อรายใหม่ด้วยตนเองตั้งแต่เริ่มต้นใช้งานระบบ แค่คลิกเลือกรายชื่อยอดนิยมที่ระบบแนะนำ ข้อมูลสำคัญก็จะถูกดึงมาใช้สร้างเอกสารได้ทันที ประหยัดเวลา ค้นหาง่าย และลดความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูล 3. เพิ่มการแก้ไขรายการทั้งหมด ที่เมนูคลังเอกสาร แก้ไขข้อมูลหลายรายการพร้อมกันในคลิกเดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ใช้งานเมนูคลังเอกสาร (File Vault) สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มปุ่มแก้ไขรายการทั้งหมดที่หน้าสร้างเอกสาร บนเมนูคลังเอกสาร กรณีที่ไฟล์เอกสารที่สแกนมีรายการย่อยหลายรายการ แต่ต้องการบันทึกเข้าผังบัญชีเดียวกัน สามารถกดแก้ไขรายการทั้งหมดแล้วระบบจะปรับใช้กับทุกรายการให้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาในการทำงาน จัดการข้อมูลหลายรายการได้ในคลิกเดียว และช่วยป้องกันความผิดพลาดในการเลือกผังบัญชีทีละรายการ 4. ดูงบการเงินง่ายขึ้นด้วยระบบ “ย่อ-ขยายกลุ่มบัญชี” และ “เปิด-ปิดเลขที่บัญชี” ในคลิกเดียว แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจใช้งาน เหมาะสำหรับ: นักบัญชีและผู้ประกอบการ ที่ต้องการดูผังบัญชีในงบการเงิน สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มปุ่มการแสดงย่อ-ขยายผังบัญชีในงบฐานะการเงิน, งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดให้ทำงานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น: ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้ใช้งานดูงบการเงินง่ายขึ้น และช่วยให้นักบัญชีสามารถตรวจสอบความถูกต้องของผังบัญชีง่ายขึ้นผ่านงบการเงิน 5. รองรับการนำเข้าไฟล์ธนาคารกรุงเทพ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ iCash กระทบยอดไวกว่าเดิม แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: นักบัญชีที่ใช้บัญชีธนาคารกรุงเทพ (BBL) และต้องการนำเข้าข้อมูล Statement สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับการนำเข้าไฟล์ Statement จากธนาคารกรุงเทพในรูปแบบผลิตภัณฑ์ iCash (.xls) เพื่อกระทบยอดธนาคาร ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้นักบัญชีทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดเวลาและลดข้อผิดพลาดในนำเข้าข้อมูล

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

25 Jun 2026

PEAK Account

13 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2026

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น.ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 25694.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้ผ่านระบบออนไลน์ที่ทางบริษัทส่งให้ ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบมากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ จํานวน 50 ทีม ภายในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com โดย 50 ทีมที่ถูกคัดเลือกเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศแบ่งเป็น 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี ทั้งนี้การคัดเลือกจะไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม หมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่อยู่เลขที่ 110/1-4 ถนนประชาชื่น แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เบอร์โทรศัพท์ 02-954-7300 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน08.30 – 09.00 น. พิธีเปิดการแข่งขัน09.00 – 12.30 น. การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 1-312.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน13.30 – 15.00 น. กิจกรรมให้ความรู้15.00 – 16.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือกจาก ความถูกต้อง และสอดคล้องกันของข้อมูล เป็นหลัก 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ วิเคราะห์แนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

12 Mar 2026

Main ASC Team

2 min

PEAK Package ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2

ลูกค้า PEAK เมื่อซื้อ Package Basic, Pro หรือ Pro+ รายปี จำนวน 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 ขั้นตอนการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) เลือกแพ็กเกจ PEAK ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ผ่านเว็บไซต์ PEAK เพื่อดูความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ คลิกดูแพ็กเกจ PEAK ได้ที่นี่2.) ติดต่อทีมงาน Customer Support ทาง Chat ในโปรแกรม หรือกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาที่นี่3.) ชำระค่าแพ็กเกจด้วยยอดตามใบเสนอราคา และส่งหลักฐานการชำระเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล4.) หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับโค้ดอายุการใช้งาน 2 ปี เพื่อต่ออายุบนหน้าระบบ5.) นำโค้ดมาต่ออายุบนหน้าระบบ ตามคู่มือนี้ เงื่อนไขการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) สามารถใช้สิทธิ์ทั้งผู้ใช้งานใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน 2.) โปรโมชั่นนี้สำหรับการซื้อPackage ต่อ 1 กิจการเท่านั้น 3.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ 4.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆได้ สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.comหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติม