Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

19 Oct 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ขอบเขตหน้าที่ตัวอย่างการทำงานจัดหา (Sourcing)ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้าเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือกจัดซื้อ (Purchasing)ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติการเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอนเอกสารหลักผู้รับผิดชอบเป้าหมายสำคัญ1. ขอซื้อ (PR)ใบขอซื้อผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทางระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ2. สั่งซื้อ (PO)ใบสั่งซื้อฝ่ายจัดซื้อตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย3. รับสินค้า (GR)ใบรับสินค้าแผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน4. ตั้งหนี้ (AP)ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Matchฝ่ายบัญชีตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้5. จ่ายเงิน (Payment)ใบสำคัญจ่ายฝ่ายการเงินชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบจุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO)รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR)จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ใบแจ้งหนี้ (Invoice)ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการวิธีคำนวณจำนวนเงินมูลค่าสินค้าก่อนภาษี—10,000 บาทภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)10,000 × 7%700 บาทยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ10,000 + 70010,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้งผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติไม่เกิน 5,000 บาทหัวหน้าแผนกต้นทาง5,001 – 50,000 บาทผู้จัดการฝ่าย50,001 – 200,000 บาทกรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูงเกิน 200,000 บาทขึ้นไปคณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Oct 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Oct 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Oct 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Oct 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Oct 2026

PEAK Account

19 min

ค่าลิขสิทธิ์ คิดภาษีอย่างไร อัตราตามผู้รับเงิน ตัวอย่างคำนวณ บันทึกบัญชี และ VAT

ค่าลิขสิทธิ์ คืออะไร? และคิดภาษีอย่างไร? ค่าลิขสิทธิ์ หรือ Royalty Fee คือ เงินที่จ่ายเพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต หรือสิทธิแฟรนไชส์ ประมวลรัษฎากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อัตราที่ต้องหักไม่ได้มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท และอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหัก 3% กับทุกคน ซึ่งถูกเฉพาะกรณีผู้รับเป็นบริษัทในไทย สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณเจน เจ้าของบริษัทร้านกาแฟ ที่จ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ คือ ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ให้คุณโอ๊ตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้านให้บริษัทในไทย และค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขาให้บริษัทในญี่ปุ่น เงินได้มาตรา 40(3) ครอบคลุมอะไรบ้าง? มาตรา 40(3) ครอบคลุมค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ในทางปฏิบัติจึงรวมหลายรายการที่ SME จ่ายอยู่แล้วโดยไม่ได้เรียกชื่อแบบนี้ คำว่า “ค่าลิขสิทธิ์” กับ “ค่าสิทธิ” ในทางภาษีจึงอยู่ในเงินได้ประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแยกอัตรา สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือผู้รับเงินเป็นใคร ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? อัตราขึ้นกับผู้รับเงิน 4 กลุ่ม ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME ของกรมสรรพากร ผู้รับเงิน อัตราหัก แบบที่ยื่น บุคคลธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราก้าวหน้า 5–35% คำนวณตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 บุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 15% ภ.ง.ด.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทย 3% ภ.ง.ด.53 นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 15% หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54 ทุกแบบต้องยื่นและนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ถ้าผู้รับเป็นมูลนิธิหรือสมาคม อัตราหักเป็น 10% ตามคู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร จ่ายให้บริษัทในไทย หัก 3% กรณีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด หัก 3% จากยอดก่อน VAT ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ และยื่น ภ.ง.ด.53 ความต่างของแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.3 ต่างกันอย่างไร จ่ายให้บุคคลธรรมดาในไทย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาไม่ได้หักอัตราคงที่ แต่ต้องคำนวณเหมือนหักภาษีเงินเดือน คือประมาณเงินได้ทั้งปีจากผู้จ่ายรายนี้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง ตามหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากร ภาษีที่หักไว้ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้ต่างประเทศ หัก 15% Royalty ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี 15% ตามมาตรา 70 และยื่น ภ.ง.ด.54 รายละเอียดของแบบนี้อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.54 คืออะไร อัตรา 15% ลดลงได้ถ้าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้รับ และอนุสัญญานั้นกำหนดอัตราค่าสิทธิไว้ต่ำกว่า แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น ข้อ 12 กำหนดภาษีค่าสิทธิไว้ไม่เกิน 15% บริษัทของคุณเจนจึงยังต้องหักเต็มอัตรา ควรเปิดข้อ “ค่าสิทธิ” ของอนุสัญญาประเทศนั้นทุกครั้งก่อนจ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่? ต้องพิจารณา เพราะการให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระ VAT แยกเป็น 2 กรณีตามที่อยู่ของผู้รับเงิน ผู้รับเงิน ใครรับผิดชอบ VAT ผู้จ่ายต้องทำอะไร อยู่ในไทยและจดทะเบียน VAT ผู้รับเงินออกใบกำกับภาษี จ่าย VAT 7% และใช้เป็นภาษีซื้อได้ อยู่ในไทยแต่ไม่ได้จด VAT ไม่มี VAT ไม่ต้องจ่าย VAT อยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายในไทยนำส่งแทน ยื่น ภ.พ.36 และนำส่ง VAT 7% กรณีต่างประเทศ ภาษีที่ชำระตาม ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามข้อหารือของกรมสรรพากร เพราะใบเสร็จของกรมสรรพากรใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ ภาษีซื้อจึงเกิดในเดือนที่ชำระ ไม่ใช่เดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ความต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.พ.36 คืออะไร ตัวอย่างการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้ง 3 กรณี กลับมาที่บริษัทของคุณเจน ซึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว ในเดือนมกราคม 2570 มีรายการจ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ กรณีที่ 1 จ่ายบริษัทในไทย ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน 100,000 บาท บวก VAT ผู้ขายจดทะเบียน VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิก่อน VAT 100,000 VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 หัก ณ ที่จ่าย 3% 100,000 × 3% 3,000 ยอดโอนให้ผู้รับ 100,000 + 7,000 − 3,000 104,000 คุณเจนยื่น ภ.ง.ด.53 นำส่ง 3,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้บริษัทผู้รับ กรณีที่ 2 จ่ายบุคคลธรรมดาในไทย ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ของคุณโอ๊ต เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปี 360,000 บาท สมมติคุณโอ๊ตแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว และไม่ได้จด VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เงินได้ทั้งปีจากบริษัทของคุณเจน 30,000 × 12 360,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 360,000 × 50% = 180,000 ใช้เพดาน 100,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เงินได้สุทธิ 360,000 − 100,000 − 60,000 200,000 ภาษีทั้งปี 150,000 แรกยกเว้น · 50,000 × 5% 2,500 หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน 2,500 ÷ 12 208.33 ยอดโอนให้คุณโอ๊ตต่อเดือน 30,000 − 208.33 29,791.67 ถ้าหัก 3% ตามที่เข้าใจผิด คุณเจนจะหักเดือนละ 900 บาท มากกว่าที่ควรเกือบ 4 เท่า และยื่นผิดแบบ ตัวเลขจริงของแต่ละรายขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนที่ผู้รับแจ้ง กรณีที่ 3 จ่ายบริษัทในญี่ปุ่น ค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขา 500,000 บาท ผู้รับไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิ 500,000 หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.54) 500,000 × 15% 75,000 ยอดโอนไปญี่ปุ่น 500,000 − 75,000 425,000 VAT นำส่งแทน (ภ.พ.36) 500,000 × 7% 35,000 คุณเจนต้องยื่น 2 แบบภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2570 คือ ภ.ง.ด.54 นำส่ง 75,000 บาท และ ภ.พ.36 นำส่ง 35,000 บาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน แล้วนำ VAT 35,000 บาทไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ชำระ บันทึกบัญชีค่าลิขสิทธิ์อย่างไร? บันทึกยอดค่าสิทธิเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนก่อนหักภาษี และบันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง ตัวอย่างจากกรณีที่ 1 และ 3 ของคุณเจน วันจ่ายเงินกรณีที่ 1 (บริษัทในไทย) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 100,000 ภาษีซื้อ 7,000 เงินฝากธนาคาร 104,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 3,000 วันจ่ายเงินกรณีที่ 3 (บริษัทในญี่ปุ่น) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 500,000 เงินฝากธนาคาร 425,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 วันยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 บัญชี เดบิต เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 ภาษีซื้อ 35,000 เงินฝากธนาคาร 110,000 VAT ตาม ภ.พ.36 บันทึกเป็นภาษีซื้อในวันที่ชำระ เพราะเป็นวันที่ได้หลักฐานจากกรมสรรพากร ถ้าบันทึกตั้งแต่วันจ่ายค่าสิทธิ ภาษีซื้อในบัญชีจะไม่ตรงกับเดือนที่ใช้ใน ภ.พ.30 ขั้นตอนยื่นแบบภาษีเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ อัตราหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทอื่นดูรวมได้ที่หน้า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ PEAK ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ จากประสบการณ์ ปัญหาที่พบบ่อยของ SME ไม่ใช่การคำนวณ 15% ผิด แต่เป็นการลืมยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ สรุป – ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายต้องจำอะไรบ้าง? ค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอัตราหักเดียว ผู้จ่ายต้องเริ่มจากถามว่าผู้รับเป็นใคร แล้วเลือกอัตรา แบบที่ยื่น และภาระ VAT ให้ตรงกรณี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ ค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้แบรนด์ของปีนี้ออกมา แล้วเช็กว่าผู้รับแต่ละรายถูกหักด้วยอัตราและแบบที่ถูกต้องหรือไม่ รายการค่าสิทธิมักจ่ายซ้ำทุกเดือนให้ผู้รับเดิม ถ้าต้องจำอัตราและแบบเองทุกครั้งจะพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษีได้จากหน้าข้อมูลการชำระของเอกสารนั้น ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่าย ค่าซอฟต์แวร์รายเดือนต้องหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม? ต้องหักทุกครั้งที่จ่าย ถ้าจ่ายรายเดือนก็หักและยื่นแบบทุกเดือน เช่น จ่ายค่าใช้ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในไทยเดือนละ 10,000 บาท ต้องหักเดือนละ 300 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่งตามมาตรา 27 ถ้ายื่นแบบช้ายังมีเบี้ยปรับและค่าปรับเพิ่ม ค่าแฟรนไชส์ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ไหม? ถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ ระบบ หรือสูตร อัตราหักจึงเป็นไปตามผู้รับ คือ 3% ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย และคำนวณตามอัตราก้าวหน้าถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา จ่ายค่าสิทธิให้มูลนิธิหรือสมาคมหักเท่าไร? หัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ยกเว้นมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นตามมาตรา 47(7)(ข) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการหักภาษีต่างกันไหม? ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย ทั้งสองแบบหัก 3% เท่ากัน แต่ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรืออยู่ต่างประเทศ ประเภทเงินได้มีผลต่ออัตรา วิธีคำนวณ และแบบที่ยื่น จึงต้องดูสัญญาว่าจ่ายเพื่อใช้สิทธิหรือจ่ายเพื่อให้ทำงานให้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 Sep 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Oct 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ ขอบเขตหน้าที่ ตัวอย่างการทำงาน จัดหา (Sourcing) ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้า เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก จัดซื้อ (Purchasing) ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ การเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอน เอกสารหลัก ผู้รับผิดชอบ เป้าหมายสำคัญ 1. ขอซื้อ (PR) ใบขอซื้อ ผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทาง ระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ 2. สั่งซื้อ (PO) ใบสั่งซื้อ ฝ่ายจัดซื้อ ตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย 3. รับสินค้า (GR) ใบรับสินค้า แผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับ ตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน 4. ตั้งหนี้ (AP) ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Match ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้ 5. จ่ายเงิน (Payment) ใบสำคัญจ่าย ฝ่ายการเงิน ชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบ จุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR) จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าก่อนภาษี — 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 10,000 × 7% 700 บาท ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ 10,000 + 700 10,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่เกิน 5,000 บาท หัวหน้าแผนกต้นทาง 5,001 – 50,000 บาท ผู้จัดการฝ่าย 50,001 – 200,000 บาท กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง เกิน 200,000 บาทขึ้นไป คณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 Oct 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Oct 2026

PEAK Account

4 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/10/2026

1. เลือกผังบัญชี และแก้ไขผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 2. ระบบจะจดจำการกรอกข้อมูลรับ-จ่ายเงินจากเอกสารตามประเภทเอกสารล่าสุดให้อัตโนมัติ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับ รายจ่าย และคลังเอกสาร 3. เปิดดูเอกสารแนบให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเปิดหน้าต่างใหม่ได้ทันที (Open link in new tab) แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 4. แก้ไขยอด “สงเคราะห์ลูกจ้างส่วนนายจ้าง” ได้แล้ว เพื่อรองรับตามการคำนวณของกิจการเอง แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าทำจ่ายเงินเดือนที่ PEAK Payroll อ่านคู่มือเพิ่มเติม 5. ปรับรูปแบบไฟล์ สกล.3 ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถส่งผ่านระบบ EWF โดยวิธี Import ไฟล์ได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าข้อมูลการชำระที่ PEAK Payroll 6. สร้าง ลบ และดึงข้อมูลจาก PEAK ได้เพิ่มขึ้นอีก 4 เอกสาร ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 7. ดึงข้อมูล GL จาก PEAK ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 8. ตั้งค่ารูปแบบเอกสาร สำหรับพิมพ์บนกระดาษต่อเนื่องด้วยตนเองได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าพิมพ์ของเอกสารฉบับนั้น ๆ อ่านคู่มือเพิ่มเติม

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

5 min

PEAK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ PEAK Account โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษีอย่างเป็นระบบ นายภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ภายในงานว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่กำไรเพียงอย่างเดียว PEAK เราเอาความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและเทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ SE ได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสการสร้าง Impact ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่” ในฐานะ Tech Company สัญชาติไทย PEAK เล็งเห็นเสมอว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ SE สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของงานหลังบ้าน PEAK ได้นำเสนอกระบวนการเพื่อยกระดับธุรกิจ SE ให้ทำงานได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านแนวคิด 3 ขั้นตอนหลัก (CCC) ได้แก่: สำหรับการสนับสนุนในโครงการนี้ PEAK มุ่งเน้นการแชร์ความรู้ในการวางระบบบัญชีที่ดี พร้อมทั้งมอบเครื่องมือสนับสนุนผ่านส่วนลดโปรแกรม PEAK ให้กับผู้ประกอบการ SE ที่เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการใช้งานและดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ นอกจากนี้ ภายในงาน PEAK ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SE ได้ยกระดับความรู้และการใช้งานระบบบัญชี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน PEAK, Building SMART Business ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม